เช้าวันประกาศผลสอบ บรรยากาศรอบกระดานปิดประกาศใจกลางเมืองหลวงเต็มไปด้วยความโกลาหล บัณฑิตนับร้อยยืนเบียดเสียดกันจนแทบไม่มีที่ว่าง เสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงข้อสอบรอบที่สองและ "เหตุการณ์ประหลาด" ในหอสอบยังคงเป็นหัวข้อหลักที่ทุกคนถกเถียงกันอย่างเผ็ดร้อน
ลู่ชิงยืนอยู่ริมขอบฝูงชนในชุดบัณฑิตตัวเก่าสีซีด ท่าทางดูสงบนิ่งจนเกือบจะดูเหมือนคนมาเดินเล่นมากกว่ามาฟังผลชี้ชะตาชีวิต ทว่าในขณะที่เขากำลังจะขยับตัวเข้าไปดูชื่อ จู่ๆ เสียงหัวเราะเยาะเย้ยที่คุ้นหูก็ดังขึ้นจากด้านหลัง
"โอ้โฮ... ดูสิพวกเรา 'ยอดปราชญ์ชุดปะ' ยังกล้าโผล่หัวมาที่นี่อีกรึ!"
เมื่อลู่ชิงหันไปมอง เขาก็พบกับ เสิ่นจื่อเจี้ยน คุณชายสามตระกูลเสิ่นผู้มั่งคั่ง วันนี้เขาไม่ได้มาคนเดียว แต่มีกลุ่มบัณฑิตที่เป็นลูกสมุนคอยเดินตามสอพลออีกสามสี่คน พร้อมกับโฉมงามที่แต่งกายยั่วยวนคอยปรนนิบัติพัดวีอยู่ข้างกาย ทว่าภาพลักษณ์ "มหาเศรษฐีผู้สูงส่ง" ที่เขาพยายามรักษาไว้กลับพังทลายลงอย่างยับเยิน
ลู่ชิงกะพริบตาปริบๆ ก่อนจะหลุดขำพรืดออกมาจนตัวสั่น เพราะใบหน้าของเสิ่นจื่อเจี้ยนในยามนี้ดูราวกับ "หมีแพนด้า" ที่ไม่ได้นอนมาเจ็ดวันเจ็ดคืน ขอบตาของเขาดำคล้ำเป็นวงกว้าง ตัดกับผิวหน้าที่ซีดเซียวหยาบกร้าน แววตาที่เคยโอหังบัดนี้ดูเลื่อนลอยและหวาดระแวงตลอดเวลา ซึ่งเป็นผลงานชิ้นเอกของ "มนต์ฝันร้ายอนธการ" ที่หนิงเซียนประทับไว้ให้นั่นเอง
"เจ้า... เจ้าหัวเราะอะไร!" เสิ่นจื่อเจี้ยนตวาดเสียงหลง แต่ทว่าเสียงกลับแหบแห้งไร้พลัง
"ถึงเจ้าจะดวงดีมุดรั้วผ่านรอบแรกมาได้ แต่รอบสองที่เน้นวิถีแห่งการปกครองลึกซึ้งเช่นนี้ รายชื่อบนกระดานนั่นย่อมไม่มีที่ว่างสำหรับขยะอย่างเจ้าหรอก!"
"อ๋อ... ข้าไม่ได้หัวเราะเรื่องรายชื่อหรอกคุณชายเสิ่น" ลู่ชิงกลั้นขำจนหน้าแดง พลางทำท่าสำรวจใบหน้าอีกฝ่ายอย่างเป็นห่วง
"ข้าแค่ตกใจ... มิน่าเล่า ตระกูลเสิ่นถึงรวยอันดับหนึ่ง เพราะขนาดเวลานอนท่านยังไม่ยอมนอน แต่กลับเอาเวลาไป 'ขุดเหมืองถ่าน' จนขอบตาเป็นสีหมึกขนาดนี้ ช่างเป็นความขยันที่น่าเลื่อมใสยิ่งนัก!"
"เจ้าด่าข้าว่าหน้าดำรึ!" เสิ่นจื่อเจี้ยนกัดฟันกรอด จนสมุนข้างๆ ต้องรีบก้าวออกมาข่มขู่
"บังอาจ! คุณชายเสิ่นน่ะตรากตรำอ่านตำราเพื่อแผ่นดินจนไม่ได้พักผ่อน ต่างจากเจ้าที่สภาพเหมือนคนเพิ่งมุดออกมาจากกองฟาง ต่อให้เจ้าชะเง้อจนคอยาวเป็นยมทูต เจ้าก็หาชื่อตัวเองบนกระดานทองนั่นไม่เจอหรอก!" สมุนผู้หนึ่งสำทับ
ลู่ชิงยิ้มละไมพลางเอียงคอถาม
"แหม... ตรากตรำอ่านตำราจนเห็นภาพหลอนว่าตัวเองกลายเป็นสุนัขขี้เรื้อนโดนรุมตีรึเปล่าท่าน? ข้าเห็นท่านสะดุ้งโหยงทุกครั้งที่เห็นคนถือไม้กวาดเดินผ่านนะ"
"ปากดีไปเถอะ!" เสิ่นจื่อเจี้ยนสำลักความโกรธจนพุงกระเพื่อมแถมยังสงสัยว่าลู่ชิงรู้ได้เช่นไรว่าเขาฝันเช่นนั้น
"คนอย่างเจ้ามันก็แค่เศษธุลีที่บังเอิญลอยสูง วันนี้แหละที่เจ้าจะโดนลมแห่งความจริงพัดตกลงมาจมโคลน! ข้าจะคอยดูหน้าเจ้าตอนที่หาชื่อตัวเองไม่เจอ แล้วข้าจะสั่งให้คนเอาเศษเงินโปรยใส่หัวเจ้าแทนค่าปลอบใจ!"
"ขอบพระคุณในความเมตตาคุณชายเสิ่น" ลู่ชิงประสานมือคารวะแบบทีเล่นทีจริง
"แต่ข้าว่าท่านเอาเงินนั่นไปซื้อ 'ยาบำรุงตับ' หรือ 'แผ่นแปะตาพยัคฆ์' มาโปะขอบตาหน่อยดีกว่านะ ข้ากลัวว่าถ้าท่านเดินไปหน้ากระดานตอนนี้ บรรพบุรุษตระกูลเสิ่นที่มองลงมาจะจำไม่ได้ว่านี่คือเหลนรัก หรือเป็นวิญญาณอาฆาตที่หลุดมาจากนรกขุมที่เจ็ดกันแน่!"
"เจ้า... ไอ้... ไอ้บัณฑิตปากสุนัข!" เสิ่นจื่อเจี้ยนตัวสั่นเทิ้มจนโฉมงามข้างกายแทบจะประคองไม่อยู่ เขาชี้หน้าลู่ชิงด้วยนิ้วที่สั่นระริก
ในขณะที่เสิ่นจื่อเจี้ยนกำลังอ้าปากกว้าง เตรียมจะพ่นคำด่าทอที่แสนเจ็บแสบออกมาจิกหัวลู่ชิงให้จมดิน ทันใดนั้น เสียงบานประตูไม้ขนาดยักษ์ของหอเมฆาจารึกก็เปิดออกดัง
*เอี๊ยด...*
ดึงดูดสายตาทุกคู่ให้หันไปมองเป็นจุดเดียว
เจ้าหน้าที่กรมพิธีการนับสิบคนในชุดเครื่องแบบเต็มยศ เดินแถวเรียงหนึ่งออกมาด้วยใบหน้าเคร่งขรึม ในมือของพวกเขาประคองม้วนกระดาษสีเหลืองทองอร่ามที่มีกลิ่นหอมของหมึกชั้นเลิศ เหล่าบัณฑิตที่ยืนออกันอยู่พากันกลั้นหายใจ แววตาแต่ละคู่เต็มไปด้วยความหวังและความทะเยอทะยานที่ลุกโชน ราวกับว่ากระดาษแผ่นนั้นคือบันไดที่จะพาพวกเขาพ้นจากดินสู่ดาว
เสิ่นจื่อเจี้ยนแค่นหัวเราะ "เหอะ!" เขาสะบัดพัดแรงๆ เพื่อระบายความอัดอั้น พลางปรายตามองลู่ชิงด้วยสายตาดูแคลนถึงที่สุด
"เจ้าเห็นนั่นไหมเจ้ายาจก? นั่นคือกระดานเกียรติยศที่มีไว้สำหรับปราชญ์ที่แท้จริงเท่านั้น คนอย่างเจ้า... ที่มีกลิ่นโคลนสาบควายติดตัวมาแต่ไกล เป็นแค่ชาวนาที่ริอ่านสวมชุดบัณฑิตมาเดินชูคอในเมืองหลวง อย่าไปดูให้เสียเวลาเลยดีกว่า กระดาษแผ่นนั้นมันสูงส่งเกินกว่าที่สายตาต่ำต้อยของเจ้าจะกล้าอาจเอื้อม หัวข้อ 'วิถีการปกครอง' น่ะรึ? หึ! แค่เขียนคำว่า 'กินอิ่มนอนหลับ' ให้ถูกก่อนเถอะค่อยฝันอยากจะเป็นขุนนาง!"
ลู่ชิงหาวหวอดออกมาคำโตอย่างไม่เกรงใจสายตาใคร เขาแคะหูพลางมองคุณชายหน้าหมีแพนด้าด้วยแววตาเฉื่อยชา ก่อนจะเอ่ยตัดบทด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่สะเทือนไปถึงทรวง
"คุณชายเสิ่น... ข้าว่าท่านประหยัดแรงเอาไว้เถอะ ดูท่าทางท่านตอนนี้ แค่หายใจพุงยังกระเพื่อมแรงกว่าคำพูดเสียอีก อีกอย่างนะ... ระหว่างที่ท่านมัวแต่ห่วงเรื่องกลิ่นโคลนของข้า ข้าว่าท่านห่วง 'กลิ่นเน่า' จากความฝันร้ายของท่านก่อนดีกว่า เห็นว่าเมื่อคืนไม่ได้นอน วันนี้ถ้าชื่อท่านไม่มีบนกระดาน ข้าเกรงว่าพุงที่ท่านสะสมมาจะแฟบลงเพราะความอายเสียเปล่าๆ"
ลู่ชิงยกยิ้มมุมปากเล็กน้อยก่อนจะทิ้งท้าย
"คนเราจะเป็นบัณฑิตหรือชาวนา ดูที่สติปัญญาในกระดาษ ไม่ใช่ดูที่รอยปะบนเสื้อผ้า... ข้าไปล่ะ ไม่อยากคุยกับคนที่มีขอบตาเลียนแบบสัตว์ป่าให้เสียมงคล"
"เจ้า! เจ้าว่าใครขอบตาเหมือนสัตว์ป่า! หยุดเดี๋ยวนี้!" เสิ่นจื่อเจี้ยนหน้าแดงก่ำจนเกือบเป็นสีม่วงคล้ำด้วยความแค้นจัด เขาชี้นิ้วสั่นระริกตามหลังลู่ชิงที่เดินทอดน่องจากไปอย่างไม่ใยดี
สายตาของลู่ชิงไล่เรียงไปตามรายชื่อบนแผ่นประกาศทองคำอย่างละเอียดทีละบรรทัด ท่ามกลางเสียงโห่ร้องยินดีที่ดังสลับกับเสียงสะอื้นไห้ราวกับจะขาดใจของเหล่าปัญญาชนผู้ผิดหวัง จากบัณฑิตนับพันที่หมายมั่นปั้นมือจะก้าวเข้าสู่เส้นทางขุนนาง บัดนี้เหลือรายชื่ออยู่บนกระดานไม่ถึง
**หนึ่งร้อยรายชื่อ** เท่านั้น ลู่ชิงกวาดสายตาจากท้ายตารางขึ้นไปจนถึงแถวบนสุดจนคอแทบเคล็ด แต่เขาก็ต้องขมวดคิ้วมุ่นด้วยความงุนงง
"หืม... แปลกจริง ข้านึกว่าข้าเขียนได้ค่อนข้างดีแล้วเชียวนะ หรือว่าหมึกของกรมพิธีการจะจางจนมองไม่เห็นชื่อข้ากันแน่? หรือข้าจะเขียนอักษรหวัดเกินไปจนเจ้าหน้าที่อ่านชื่อข้าเป็นคนอื่นไปแล้ว?"
ลู่ชิงพึมพำกับตัวเองพลางยกมือขึ้นเกาหัวแกรกๆ แววตาฉายแววครุ่นคิดสงสัยในความสะเพร่าของตัวเองมากกว่าจะเสียใจ
เสิ่นจื่อเจี้ยนที่ลอบสังเกตท่าทางของลู่ชิงอยู่ไม่ไกล เมื่อเห็นบัณฑิตชุดปะชุนขมวดคิ้วนิ่วหน้าทำท่าเหมือนคนถ่ายไม่ออก ใบหน้าที่ขอบตาดำคล้ำปูดโปนเป็นวงกว้างของเขาก็ผุดรอยยิ้มแสยะที่ดูประหลาดล้ำออกมาทันที เขาหันไปพยักหน้าให้สมุนข้างกายด้วยท่าทางพยอง
"พวกเจ้า... ไปดูซิว่ามีชื่อ 'ยอดปราชญ์ชาวนา' อยู่บนนั้นบ้างไหม! เอาให้ทั่วทุกซอกมุมอย่าให้ตกหล่นแม้แต่ขีดเดียว!"
สมุนทั้งกลุ่มรีบมุดเข้าไปในฝูงชนประหนึ่งปลากระดี่ได้น้ำ ไล่ดูรายชื่อไม่ถึงร้อยคนนั้นอย่างละเอียดถี่ถ้วนตั้งแต่อันดับสุดท้ายยันคนเกือบสุดท้าย ก่อนจะวิ่งกลับมาด้วยใบหน้ายิ้มกริ่มจนเหงือกบาน
"รายงานคุณชายเสิ่น ข้าตรวจดูอย่างละเอียดแบบพลิกแผ่นประกาศดูแล้วขอรับ รายชื่อที่ประกาศออกมาทั้งหมด... ไม่มีชื่อ 'ลู่ชิง' อยู่บนกระดานนั้นเลยแม้แต่ขีดเดียวขอรับ! ชื่อโหลๆ แบบนั้นหาไม่ยาก แต่หาเท่าไหร่ก็ไม่เจอจริงๆ!"
"ฮ่าๆๆๆ! ฮ่าๆๆๆ!"
เสิ่นจื่อเจี้ยนระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่งจนพุงพลุ้ยๆ ของเขาพุ่งกระเพื่อมกระฉอกไปมาเสียจนปวดขอบตาที่ดำปิ๊ดปี๋จากคำสาปฝันร้าย
"เจ้าเห็นหรือยัง! เจ้ายาจกปากกล้า! ข้าบอกแล้วว่ากลิ่นโคลนสาบควายในตัวเจ้าน่ะมันแรงเสียจนกระดาษประกาศเกียรติยศมันไม่ยอมรับ เจ้านึกว่าการสอบขุนนางมันเป็นเรื่องง่ายๆ เหมือนการไล่ควายไปไถนาหลังบ้านรึไง!"
"นั่นสิขอรับคุณชาย" สมุนเบอร์หนึ่งรีบผสมโรงพลางทำท่าปัดฝุ่นที่ไหล่เสื้อให้เสิ่นจื่อเจี้ยนอย่างสอพลอ
"คนบางคนดวงดีมุดรั้วผ่านรอบแรกมาได้ก็นึกว่าตัวเองเป็นพญามังกรเหินฟ้า ที่แท้ก็แค่กิ้งก่าหัวโตที่บังเอิญมุดเข้ารูถูกเท่านั้นเอง รอบสองนี่เขาเฟ้นหาปัญญาชนระดับหัวกะทิ ไม่ใช่เฟ้นหาชาวนาที่แสร้งว่าเป็นบัณฑิตมาเขียนบทความบ่นเรื่องฝนฟ้าอากาศขอกินซาลาเปาไปวันๆ!"
"ข้าว่าเขาคงเขียนวิถีการปกครองแบบ 'เคล็ดลับการดึงหางควายไม่ให้โดนดีด' ไปกระมังขอรับ" สมุนเบอร์สองหัวเราะร่าพลางชี้นิ้วใส่ลู่ชิงอย่างดูแคลน
"หัวข้อสอบที่ล้ำลึกขนาดนั้น เจ้าคงเอาสมองที่มีแต่เรื่องขี้เลื่อยเขียนออกมาจนท่านผู้ตรวจอ่านแล้วคงจะสำลักน้ำชาพ่นใส่กระดาษ ทนดูไม่ได้จนต้องโยนลงถังขยะเสียมากกว่าจะเอามาติดประกาศให้เสียราศีหอเมฆาจารึก กลับไปจับคันไถเถอะเพื่อนเอ๋ย ชุดบัณฑิตนี่มันหนักเกินแรงเจ้าจะแบกรับแล้ว เดี๋ยวจะหลังเดาะเสียก่อน!"
"เจ้าดูสภาพตัวเองในตอนนี้สิ!" เสิ่นจื่อเจี้ยนก้าวเข้ามาใกล้ แววตาที่หม่นหมองเพราะความง่วงจัดดูเหยียดหยามเป็นที่สุด
"ยืนขมวดคิ้วทำหน้าเหมือนฉงนใจนักหนา... เจ้ายอมรับความจริงไม่ได้รึไงว่าเจ้ามันไม่มีคุณสมบัติพอ! ต่อให้เจ้าไปกราบกรานบนบานศาลกล่าวบรรพบุรุษจนหัวแตก รายชื่อบนกระดานนั่นก็ไม่มีที่ว่างสำหรับขยะอย่างเจ้า! ไหนล่ะที่เจ้าโม้ว่าชื่อฝังอยู่ในจิตวิญญาณผู้ตรวจ? ข้าว่าที่ฝังอยู่คงมีแต่ความสมเพชของเหล่าขุนนางเสียมากกว่าที่ต้องทนดมกลิ่นสาบความจนจากกระดาษของเจ้า!"
เหล่านางบำเรอที่ตามมาด้วยต่างก็พากันปิดปากหัวเราะคิกคักพลางซุบซิบเย้ยหยัน
"ดูสิเจ้าคะคุณชาย ท่าทางเขาน่าเวทนาออกปานนั้น ใส่ชุดปะชุนซอมซ่อยังริอ่านจะมาสอบแข่งกับปราชญ์ผู้สูงส่งอย่างคุณชายเสิ่น ยังจะกล้ายืนตีหน้านิ่งอยู่ได้ หน้าด้านหน้าทนจริงๆ เลยเจ้าค่ะ"
ท่ามกลางเสียงหัวเราะเยาะเย้ยและคำถากถางที่สาดเข้าใส่ราวกับพายุขี้หมู ลู่ชิงยังคงยืนนิ่ง แววตาของเขาไม่ได้สั่นคลอนแม้แต่น้อย เขากลับเอียงคอมองเสิ่นจื่อเจี้ยนด้วยสายตาที่ดู 'สงสาร' เสียจนน่าหมั่นไส้ ทำให้เสิ่นจื่อเจี้ยนที่กำลังหัวเราะสะใจเริ่มรู้สึกหน้าชาขึ้นมาดื้อๆ
"คุณชายเสิ่น... ท่านหัวเราะเสียงดังขนาดนี้ ไม่เจ็บขอบตาบ้างหรือนั่น? ข้าล่ะกลัวว่าถ้าท่านหัวเราะแรงกว่านี้อีกนิด ลูกตาจะหลุดออกมาจากเบ้าดำๆ นั่นเสียก่อน" ลู่ชิงถามนิ่มๆ
"อีกอย่างนะ ท่านดูรายชื่อครบถ้วน 'ทั้งหมด' แล้วจริงๆ หรือ? ตาหมีแพนด้าของท่านอาจจะบังตัวหนังสือไปบ้างรึเปล่า?"
"เจ้ายังจะกล้าปากดีอีกรึ!" เสิ่นจื่อเจี้ยนคำรามด้วยความโมโหจนหน้าแดงก่ำสลับม่วง
"คนของข้าตรวจดูหมดแล้ว! ไม่มีชื่อเจ้า! เจ้าอยากให้ข้าป่าวประกาศให้คนทั้งลานรู้ไหมว่าเจ้ามันสอบตกได้คะแนนรั้งท้ายน่ะ!"
ในขณะที่เสิ่นจื่อเจี้ยนกำลังจะเปิดฉากด่าซ้ำเติมให้ลู่ชิงอับอายขายหน้าถึงที่สุด ทันใดนั้น บรรยากาศรอบข้างพลันเงียบกริบลงเมื่อประตูใหญ่ของหอสอบเปิดออกอย่างรุนแรง เจ้าหน้าที่ในชุดขุนนางระดับกลางผู้หนึ่งกึ่งเดินกึ่งวิ่งออกมา ใบหน้าตื่นตระหนกเหงื่อท่วมกายประหนึ่งหนีไฟไหม้ เขาตะโกนก้องเสียงหลงจนนกที่เกาะหลังคาบินหนีไปหมด
"ผู้ใดคือลู่ชิง! บัณฑิตที่ชื่อลู่ชิงอยู่ที่นี่หรือไม่! ออกมาเดี๋ยวนี้!"
สิ้นเสียงประกาศ เสิ่นจื่อเจี้ยนที่ตอนแรกชะงักไป ก็พลันระเบิดเสียงหัวเราะออกมาใหม่แรงกว่าเดิมจนตัวงอ
"ฮ่าๆๆๆ! เห็นไหมล่ะ! ข้าว่าการเขียนของเจ้าไม่ใช่แค่ไม่ดี แต่มันแย่จนวิบัติ เหล่าผู้ตรวจคงรับไม่ได้อย่างรุนแรงจนต้องส่งคนออกมาลากตัวเจ้าไปประจานกลางศาลาให้เป็นที่อับอายแน่ๆ! บางทีอาจจะถูกลากไปโบยสั่งสอนฐานดูหมิ่นสนามสอบศักดิ์สิทธิ์ด้วยบทความขยะของเจ้า!"
เขาสะบัดพัดอย่างพยองพลางชี้หน้า
"ไปสิเจ้ายาจก! ไปรับคำสาปแช่งและไม้เรียวจากท่านผู้ตรวจซะ ข้าจะยืนอยู่ตรงนี้เพื่อรอดูเจ้าโดนโบยจนก้นลาย!"
ลู่ชิงหาได้นำพาเสียงนกเสียงกาเบื้องหลังไม่ เขายักไหล่อย่างไม่ยี่หระแล้วขยับกายออกจากฝูงชนอย่างเรียบง่าย
"ข้าอยู่นี่..."
ลู่ชิงเดินตามเจ้าหน้าที่ท่านนั้นมุ่งหน้าเข้าสู่หอสอบไปท่ามกลางสายตานับร้อยคู่ที่จ้องมองมาด้วยความสงสัยระคนสมเพช ปล่อยให้เสิ่นจื่อเจี้ยนยืนหัวเราะร่าพลางพรรณนาถึงความอัปยศที่ลู่ชิงกำลังจะได้รับอย่างเพลิดเพลินใจ