บทที่ 16 แถลงข่าว
“ไม่ได้นะพี่ใหญ่ ไม่เอาแบบนี้นะ!” ลู่ผิงดิ้นขัดขืนลุกขึ้นนั่ง ร้องเสียงดังด้วยความร้อนใจ “เมิ่งเมิ่งยังเป็แค่เด็ก เด็กทำผิดพ่อแม่ก็สั่งสอนให้แก้ไขได้ แต่จะไม่ให้เธอกลับบ้านไม่ได้นะ!”
“น้องสะใภ้!” เสียงของเสิ่นจงเฉินเข้มขึ้น สายตาคมกริบจ้องมองใบหน้าของลู่ผิง
“ไม่ใช่พวกเราไม่ให้เธอกลับบ้าน แต่เป็เธอเองที่ไม่้าบ้านหลังนี้แล้ว! เธอเป็เด็กที่รับมาเลี้ยงั้แ่แรก ไม่เพียงแต่ไม่สำนึกบุญคุณที่พ่อแม่เลี้ยงดูมาสิบเก้าปี ยังดื้อดึงไม่เชื่อฟังอีก ตอนนี้ยังขโมยเงินในบ้านหนีตามผู้ชายไปด้วย! ยังอยากเก็บเด็กอกตัญญูแบบนี้ไว้อีกหรือ?”
ลู่ผิงถูกเสิ่นจงเฉินจ้องจนต้องหลบตา แต่ก็ยังพึมพำแก้ตัวว่า “ตอนนี้เธอไปก็จริง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าต่อไปจะไม่กลับมา...”
“บ้านตระกูลเสิ่นเป็ประตูไก่ประตูเป็ดหรือไง อยากเข้าก็เข้า อยากออกก็ออก?” เสิ่นจงเฉินยกคิ้วสูง “ก็เพราะพวกนายตามใจเธอเกินไป เธอถึงได้ปล่อยตัวปล่อยใจขนาดนี้! ไม่เห็นหน้าตาของตระกูลเสิ่นเลยสักนิด!”
เสิ่นจงเฉินเป็พี่ชายคนโตของตระกูลเสิ่น เมื่อก่อนตอนเริ่มทำธุรกิจมักจะล้มเหลวเสมอ สุดท้ายก็มาช่วยงานในบริษัทของน้องชาย
พูดว่าช่วยงาน แต่จริง ๆ ก็คือลูกจ้างนั่นแหละ
แต่พอตระกูลเสิ่นเจอเื่อะไร เขาก็ยังคงเป็พี่ชายคนโตที่ไม่ถอยหนี พูดจาทำอะไรก็ยังคงมีท่าทางของพี่ชายคนโต ดูเป็ผู้นำมาก
ลู่ผิงถูกบรรยากาศของเขากดดันจนพูดอะไรไม่ออก อ้าปากค้าง แต่สุดท้ายก็ปิดปากลง เพราะคิดไปคิดมา สิ่งที่พี่ชายใหญ่ตระกูลเสิ่นพูดก็มีเหตุผลอยู่
เสิ่นจงเฉินพูดต่อ “ตระกูลระดับพวกเราเกิดเื่แบบนี้ขึ้น ข่าวลือก็แพร่สะพัดไปทั่วเมือง A แล้ว ผู้คนพากันพูดว่าเงินที่คุณหนูใหญ่ตระกูลเสิ่นขโมยไปเป็เงินของบริษัท เื่นี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาหุ้นของบริษัท! พวกเราต้องรีบตอบโต้เื่นี้ในแง่บวกโดยเร็วที่สุด ดังนั้นงานแถลงข่าว ไม่จัดไม่ได้แล้ว!”
“งั้นก็ว่าตามพี่ชายละกัน จัดเลย!” เสิ่นจงเฉิงที่ยืนฟังอยู่ข้าง ๆ ครู่ใหญ่ ถูกประโยคสุดท้ายของพี่ชายแทงใจดำ ตัดสินใจในทันที
ลู่ผิงกัดริมฝีปาก สุดท้ายก็ไม่ได้คัดค้าน
ครึ่งชั่วโมงต่อมา ตระกูลเสิ่นจัดงานแถลงข่าวที่ห้องโถงด้านหน้า
ลู่ผิงยังอ่อนแรง พักฟื้นอยู่ในห้องนอน เสิ่นจงเฉินกับเสิ่นจงเฉิงนั่งอยู่บนเวทีตอบคำถามผู้สื่อข่าว
เสิ่นกรุ๊ปเป็บริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่มีชื่อเสียงในเมือง A เมื่อเกิดเื่แบบนี้ขึ้นในตระกูลเสิ่น ผู้สื่อข่าวจากสำนักข่าวใหญ่ ๆ ต่างก็มุ่งหน้ามาที่นี่ทันทีที่ทราบเื่ทำให้ห้องโถงหน้าแน่นขนัด ต่างชิงกันยกมือถามคำถาม
“ท่านประธานเสิ่น ได้ยินมาว่าคุณหนูเสิ่น หนีตามชายคนรักไปใช่ไหมครับ เื่นี้เป็ความจริงหรือเปล่า”
“มีข่าวลือว่าคุณหนูเสิ่น ก่อนจะจากไปได้ถอนเงินจำนวนมากจากธนาคาร เงินก้อนนี้เป็เงินทุนภายในของเสิ่นกรุ๊ปหรือเปล่าคะ”
“ท่านประธานเสิ่นได้ตรวจสอบจำนวนเงินก้อนนี้หรือยังคะ มันจะส่งผลกระทบต่อการหมุนเวียนเงินทุนของเสิ่นกรุ๊ปไหมคะ?”
“ราคาหุ้นของเสิ่นกรุ๊ปเริ่มตกลงเล็กน้อยแล้ว ท่านประธานเสิ่นมีมาตรการรับมืออย่างไรบ้างครับ?”
เสิ่นจงเฉิงถูกคำถามยิงใส่ราวกับปืนกลจนหัวสมองปวดตุบ ๆ เขากระแอมในลำคอ พยายามอย่างยากลำบากที่จะเปิดปากพูด
“ผมอยากชี้แจงสองประเด็นกับทุกคน ประเด็นแรก เงินทุนของกลุ่มเสิ่นกรุ๊ป เก็บไว้ในบัญชีของบริษัทมาโดยตลอด และบัญชีของบริษัทก็อยู่ในการดูแลของฝ่ายการเงินของบริษัท ไม่ได้เก็บไว้ที่บ้านของผมเป็การส่วนตัว ดังนั้นสิ่งที่เสิ่นเมิ่งนำติดตัวไปด้วยไม่ใช่ทรัพย์สินของบริษัท”
“ไม่ใช่ทรัพย์สินของบริษัทเหรอ...” ผู้สื่อข่าวต่างประหลาดใจ แต่ก็ยังจดบันทึกไว้
“ประเด็นที่สอง...” แต่เสิ่นจงเฉิงกลับพูดคำพูดที่เหลือไม่ออก ติดค้างอยู่ในลำคอ
เสิ่นจงเฉินที่นั่งเงียบอยู่ด้านข้างเห็นสถานการณ์เช่นนี้ จึงรีบตบไหล่น้องชาย รับไมโครโฟนมาจากมือของเขา
“ท่านประธานไม่ค่อยสบาย ต่อไปผมจะเป็คนประกาศประเด็นที่สอง เมื่อเกิดเื่แบบนี้ขึ้นในตระกูลเสิ่น ก็ถือว่าเป็เื่น่าเศร้าของครอบครัว พวกเราตัดสินใจว่านับจากวันนี้จะตัดเสิ่นเมิ่ง ออกจากทะเบียนบ้านของตระกูลเสิ่น และท่านประธานก็ตัดสินใจตัดขาดความสัมพันธ์พ่อลูกกับเสิ่นเมิ่งด้วย!”
“ว้าว!”
เมื่อประกาศออกไป ผู้สื่อข่าวต่างพากันฮือฮา
ในตอนนั้นเอง รถแท็กซี่สีเขียวคันหนึ่งพุ่งเข้ามาในประตูใหญ่ของคฤหาสน์ตระกูลเสิ่น เบรกรถหยุดตรงหน้าประตูห้องโถงหน้าอย่างกระทันหัน เสียงล้อเสียดสีพื้นดังสนั่น