บทที่ 41 ป่าสนแดง สวี่ไท่ผิงเฝ้ามองปีศาจเสือจากอีกฝั่ง
“เจ้าช่วยข้าจับตาดูหญิงสาวชุดเขียวผู้นั้นก็พอ”
“ตกลง”
“สตรีชุดเขียวผู้นี้กำลังยืนอยู่กับหญิงสาวชุดขาว ส่วนคนอื่น ๆ กระจายกันเข้าไปในป่าสนแดงข้างหน้า คาดว่ากำลังเตรียมล่าอสูรบางตัว”
เพื่อแสดงให้เห็นถึงสายตาอันเฉียบแหลมของตนต่อหน้าสวี่ไท่ผิง ไป๋อวี่จึงจงใจอธิบายสถานการณ์ด้านล่างอย่างละเอียด ซึ่งนั่นก็เป็นสิ่งที่สวี่ไท่ผิงต้องการทราบพอดี
‘พี่หญิงจือจินมาที่เขาชิงเฟิงจริง ๆ ด้วย ไม่ผิดแน่ อสูรที่พวกเขากำลังจะล่า คงจะเป็นปีศาจเสือนั่น’ สวี่ไท่ผิงคิดในใจ
“เอ๊ะ สวี่ไท่ผิงเจ้ารู้ได้อย่างไรว่ามีหญิงสาวสวมชุดเขียวอยู่ในป่าด้านล่าง” ไป๋อวี่เพิ่งนึกขึ้นได้
“นั่น นั่นคือพี่สาวที่ข้ารู้จักตอนที่อยู่นอกเขา เมื่อก่อนได้ยินนางพูดว่าจะมาล่าสัตว์ที่เขาชิงเฟิงในเร็ว ๆ นี้” สวี่ไท่ผิงที่ถูกจับได้ว่าโกหก ก็ไม่ได้ตื่นตระหนกมากนัก พลันกุเรื่องแก้ตัวอย่างใจเย็น
“อ้อ? งั้นที่เจ้าออกมาตามหาอาหารกับข้าเป็นเรื่องโกหกสินะ ที่แท้ก็มาพบหญิงสาวชุดเขียวคนนั้นนี่เอง” สวี่ไท่ผิงประหลาดใจที่ไป๋อวี่ไม่ได้โกรธที่ถูกหลอก ทว่ากลับถามสวี่ไท่ผิงด้วยความสนใจอย่างยิ่ง
“พี่ไป๋อวี่ พูดตามตรง เรื่องตามหาเนื้อไปทำอาหารก็เรื่องจริง เรื่องมาพบพี่หญิงคนนี้ก็เรื่องจริง” สวี่ไท่ผิงตัดสินใจไม่ปิดบังอีกต่อไป
“ สวี่ไท่ผิง เจ้าคงจะชอบหญิงสาวชุดเขียวคนนั้นแล้วกระมัง?” ทันใดนั้นไป๋อวี่ก็ยิ้มแห้ง แล้วถามขึ้น
“หา?” ความคิดที่วกวนของไป๋อวี่ ทำให้สวี่ไท่ผิงตกใจจนทำอะไรไม่ถูก
“ตอนนี้พวกเจ้าไปถึงขั้นไหนแล้ว? จับมือกันหรือยัง? จูบกันหรือยัง? หรือว่าพวกเจ้า...” ก่อนที่สวี่ไท่ผิงจะคิดคำตอบได้ ไป๋อวี่ก็ยิงคำถามที่ทำให้สวี่ไท่ผิงหน้าแดงก่ำเสียแล้ว
“พี่... พี่ไป๋อวี่ ข้ากับพี่หญิงจือจินเป็นแค่เพื่อนกัน...” สวี่ไท่ผิงตอบตะกุกตะกัก
“เพื่อน? พวกมนุษย์ ผู้ชายชอบผู้หญิงก็เพื่อจับมือหรือจูบกันไม่ใช่รึ?” ไป๋อวี่ประหลาดใจมาก
สวี่ไท่ผิงยิ่งเขินอายหนักกว่าเดิม
‘ใครกันที่สอนเรื่องพวกนี้ให้? ท่านลุงไป๋หรือ? เป็นไปไม่ได้!’ สวี่ไท่ผิงคิดในใจ
“โฮก! ...” ขณะที่สวี่ไท่ผิงไม่รู้ว่าจะตอบคำถามของไป๋อวี่อย่างไร ทันใดนั้นก็มีเสียงเสือคำรามดังมาจากป่าด้านล่าง
แม้จะอยู่ไกลขนาดนี้ แต่เสียงคำรามของเสือก็ยังอดทำให้สวี่ไท่ผิงรู้สึกเย็นยะเยือกไม่ได้
“โอ้? พวกเขากล้าล่าเสือแก่ที่ชอบเลี้ยงวิญญาณบริวารด้วยรึ” ไป๋อวี่ไม่เพียงแต่ไม่ตกใจกับเสียงคำรามของเสือ ทว่ากลับพูดเยาะเย้ยราชาเสือตัวนั้นด้วย
“พี่ไป๋อวี่ รู้จักปีศาจเสือตัวนี้ด้วยหรือ?” สวี่ไท่ผิง เงยหน้าขึ้นถามไป๋อวี่ด้วยความสงสัย
“ข้าเคยได้ยินท่านพ่อพูดถึง ตอนนั้นปีศาจเสือตัวนี้ยังไม่เก่งกาจ ศาลาซีเฟิงก็ไม่ได้สนใจ แต่ตอนนี้เกิดสนใจก็ไม่มีปัญญาจัดการได้แล้ว จึงได้แต่ขอให้ศิษย์ในสำนักลงไปล่าแทน แต่เจ้าปีศาจเสือตัวนี้ช่างเจ้าเล่ห์นัก แถมยังเลี้ยงวิญญาณบริวารไว้ใต้เท้าอีกหกเจ็ดตน ทำให้มันลอยนวลอยู่ในป่านี้มาจนถึงทุกวันนี้” ไป๋อวี่ตอบอย่างไม่ใส่ใจในตอนแรก จากนั้นก็หันไปถามสวี่ไท่ผิงด้วยสีหน้าระแวดระวังทันที
“เจ้าอย่าบอกนะว่า จะให้ข้าลงมือช่วยคนรักของเจ้า”
“ใคร ใครบอกว่านางเป็นคนรักของข้า?” สวี่ไท่ผิงตกใจกับคำว่า “คนรัก” ที่ ไป๋อวี่พูดออกมา ทำเอาเกือบตกจากหลังมัน
“บอกตามตรง นกวิเศษในภูเขาเซียนอวิ๋นหลู ล้วนทำสัญญาวิญญาณกับสำนักชิงเสวียนทั้งสิ้น นอกจากจะตกอยู่ในอันตรายถึงชีวิต หรือได้รับอนุญาตจากสำนักแล้ว จะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการต่อสู้ในภูเขาไม่ได้ แม้แต่จะช่วยศิษย์ของสำนักชิงเสวียนก็ตาม ” ไป๋อวี่พูดต่อโดยไม่ได้สนใจ
“พี่ไป๋อวี่ ข้าไม่ได้จะให้เจ้าลงมือช่วย ข้าแค่เป็นห่วงพี่หญิงจือจิน เลยอยากจะขอให้เจ้าช่วยดูสถานการณ์ด้านล่างหน่อย” สวี่ไท่ผิงตอบอย่างตรงไปตรงมา
“แบบนี้ก็ได้ แต่ข้าก็ไม่สามารถช่วยเจ้าแบบไร้ราคาได้” ไป๋อวี่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้า
“ข้าจะจ่ายแต้มสำนักให้เจ้าอีกสิบเหรียญ” สวี่ไท่ผิงพูดอย่างใจกว้าง
“ข้าไม่เอาแต้มสำนัก” ไป๋อวี่ส่ายหัว จากนั้นแววตาเจ้าเล่ห์ปรากฏขึ้น
“แต่หลังจากที่เจ้าได้จูบกับหญิงสาวชุดเขียวคนนั้นแล้ว เจ้าต้องบอกข้าว่ารสชาติเป็นอย่างไร หวานหรือไม่ หอมหรือไม่”
…
ณ ป่าสนแดง
“โฮก! ...” เสียงคำรามของเสือดังกึกก้องไปทั่วป่าสนแดง สายลมพัดกระหน่ำ ใบสนสีแดงสดปลิวว่อน
“น้องหญิงปู้อวี่ พวกเรารีบหลบกันเถอะ” หลิ่วซจือจินจับแขนปู้ยอวี่ที่อยู่ข้าง ๆ ทะยานขึ้นอย่างรวดเร็ว และเหยียบลงบนยอดไม้สนขนาดใหญ่ต้นหนึ่งอย่างนุ่มนวล
หากไม่สังเกตดี ๆ ก็จะมองไม่เห็นร่างของทั้งสองคน
จากมุมมองที่สูงขึ้นในตอนนี้ หลิ่วจือจินและปู้อวี่ก็มองเห็นปีศาจเสือที่อยู่ลึกเข้าไปในป่าสนแดง มันกำลังต่อสู้กับลู่เฉินพร้อมกับวิญญาณบริวารอีกสองตน
เนื่องจากภารกิจหลักคือการล่อศัตรู ลู่เฉินจึงต่อสู้ไปถอยไปเป็นส่วนใหญ่ เขาแทบจะไม่ได้เผชิญหน้ากับปีศาจเสือและวิญญาณบริวารโดยตรง ได้แต่ใช้เพียงวิชาตัวเบาที่คล่องแคล่วในการหลบหลีกและหลอกล่อ
“ชิ้ง!” และในขณะที่ลู่เฉินกำลังหลอกล่อวิญญาณบริวารและปีศาจเสือไปยังตำแหน่งที่ตกลงกันไว้ เขาก็ชักดาบยาวที่เอวออกมา ท่ามกลางการหมุนตัวอย่างพลิ้วไหว คมดาบก็ฟาดฟันไปยังวิญญาณบริวารสองตนทันที
“เคร้ง!~” ในชั่วขณะที่ดาบฟาดฟัน ปราณวิญญาณที่รวมตัวเป็นพลังดาบก็เปล่งประกายพร้อมกับเสียงโลหะกระทบกัน ดังราวกับวงแหวนที่หมุนวนฟาดฟันใส่วิญญาณบริวารสองตน
“โครม!” เพียงพริบตาเดียว บนร่างของวิญญาณบริวารสองตนก็ปรากฏบาดแผลลึกจนเห็นกระดูกหลายแห่ง ร่างกายของมันถูกแรงกระแทกอันมหาศาลจากพลังดาบกระแทกจนกระเด็นออกไป
ที่สำคัญกว่านั้น บาดแผลนี้ต่างจากบาดแผลจากดาบธรรมดา เพราะบาดแผลจากดาบที่ผสานพลังดาบบริสุทธิ์นี้ ไม่เพียงแต่จะทำลายอวัยวะภายในตามเส้นลมปราณเท่านั้น แต่ยังสามารถทำลายวิญญาณของวิญญาณบริวารได้อีกด้วย
“อ๊ากกก!! ...”
“อ๊ากกก!” ทันใดนั้น วิญญาณบริวารสองตนก็ร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวด
“ไม่แปลกใจที่พี่หญิงบอกว่ากระบี่ของนักพรตไร้เทียมทาน” ปู้อวี่ที่เงียบมาตลอด ก็พึมพำกับตัวเองด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“น้องหญิงพูดถูก กระบี่ของนักพรตมีพลังทำลายล้างสูงสุด แต่ข้อกำหนดในการฝึกฝนก็เข้มงวดมาก ต้องเปิดเส้นลมปราณ จากนั้นจึงรวมปราณวิญญาณเป็นปราณกระบี่ พี่ชายลู่เป็นอัจฉริยะเช่นนี้ หาได้ยากยิ่ง”
ปู้อวี่ไม่ตอบโต้ ทำเพียงจ้องมองสถานการณ์เบื้องหน้าด้วยสายตาเรียบเฉย
หลิ่วจือจินคงไม่รู้ ว่าในตอนนี้ภายในแขนเสื้อของปู้อวี่กำลังมีปราณกระบี่สายหนึ่ง เลื้อยอยู่รอบข้อมือของนางราวกับงู
“โฮก!! ...” ในขณะนั้นเอง ปีศาจเสือร่างยักษ์ก็พุ่งตัวออกมา เหยียบต้นสนล้มลง ขณะที่กรงเล็บของมันพุ่งเข้าหาลู่เฉิน พร้อมกับเงาคมกริบอีกสามสาย