ปีที่สองและสามของมหาวิทยาลัยผ่านไปอย่างรวดเร็วเหมือนสายฟ้าแลบั้แ่เื่ของพี่นิว ความสัมพันธ์ของฉพีทก็มักจะเริ่มต้นและจบลงในแบบเดิม ๆ เพราะเขาไม่มีความสามารถในการจัดการเวลาเผื่อคนอื่นเลยพีทบอกพวกทุกคนที่เข้ามาตรง ๆ ั้แ่ต้นเสมอว่าชีวิตของเขาไม่มีที่ว่างสำหรับความรักคำพูดนี้มันกลายเป็เกราะป้องกันตัวตัวของเขาเอง ผลักไสไล่คนออกไปก่อนที่พวกเขาจะเข้ามาใกล้เกินไปความรักสูญเสียเสน่ห์ไป กลายเป็สิ่งที่ถูกแทนที่ด้วยสิ่งที่มั่นคงกว่าในชีวิต การเรียนงานพิเศษ และเหนือสิ่งอื่นใด เพื่อนของเขา
พีทกับเบสยังคงอยู่ด้วยกันโดยเช่าอพาร์ตเมนต์เล็ก ๆ ใกล้มหาวิทยาลัย มันอาจจะคับแคบไปหน่อยแต่สะดวกต่อการไปบาร์ คาเฟ่ และที่แฮงค์เอาท์ประจำของทั้งกลุ่ม อพาร์ตเมนต์ของเขากลายเป็“ฐานทัพ” ของกลุ่มหลังค่ำคืนที่ทั้งสี่คนออกไปเที่ยวกัน มันวุ่นวาย รกและมักจะเสียงดัง แต่ก็เป็พื้นที่ของพวกเขา
ชีวิตในมหาวิทยาลัยไม่ได้เป็อย่างที่พีทเคยจินตนาการไว้มันเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน เหน็ดเหนื่อย แต่ก็มี่เวลาที่ทำให้ทุกอย่างคุ้มค่าเช่นกัน
กลุ่มของเขาแน่นแฟ้นขึ้นกว่าเดิมเบสยังคงตามหาความรักในทุกมุม แต่ครั้งนี้ด้วยเสน่ห์ที่ดูมีวุฒิภาวะขึ้นน้ำกลายเป็จุดสนใจของกลุ่มเสมอโดยไม่ได้ตั้งใจ มักได้รับความสนใจจากหนุ่มหลากหลายคณะและอันนากลายเป็ “สมอง” ของครอบครัวเล็ก ๆ ที่วุ่นวายนี้ คอยดูแลและยับยั้งห้ามให้พวกเขาทำอะไรที่ไร้ความคิดจนเกินไป
ส่วนพีท? เขาคือคนที่มักจะพูดว่า“เอาดิ” กับทุกอย่าง ทั้งเื่ดีและเื่ไม่ดี
ความทรงจำเกี่ยวกับมีนาไม่ได้เป็แผลที่ค้างคาใจอีกต่อไปมันกลายเป็ความทรงจำที่อุ่นใจและห่างไกล เหมือนเพลงเก่า ๆ ที่เขาไม่เสียใจที่จะฟังซ้ำอีกครั้งอันนายังคงพูดถึงเธอเป็ครั้งคราว “มีนาคงชอบนี่แน่ ๆ” เธอมักพูด และฉันก็พยักหน้ายิ้มกับความคิดนั้น
เมื่อสิ้นปีที่สามในที่สุดทั้งสี่คนก็จะได้ออกเดินทางไปเที่ยวตามที่วางแผนไว้มากกว่าหนึ่งปี พวกเขาขอยืมรถบัสเล็กๆ จากญาติของเบส รวมเงินออม และวางแผนเส้นทางไปลงไปภาคใต้ ครั้งนี้มีแค่พวกเขาสี่คนไม่มีคนนอก ไม่มีดราม่า หลังจากที่ทริปใหญ่ครั้งก่อนของพวกเขาจบลงอย่างเ็ปและตึงเครียดพวกเขาก็ไม่อยากเสี่ยงอีกเป็ครั้งที่สอง
คืนก่อนเดินทาง ต่างคนต่างสัญญากันว่าจะไม่ดื่มหนักแน่นอนว่ามันไม่ได้เป็อย่างที่วางแผนไว้ เมื่อเช้าอีกวันมาถึง พีทกับเบสต่างพากันกุมหัวจากอาการแฮงค์น้ำซึ่งเป็คนเดียวที่ไม่ดื่ม รับหน้าที่ขับรถเป็คนแรก ขณะที่พีทกับเบสนอนครางอยู่เบาะหลังส่วนอันนาก็ยังคงสบายดีไม่ว่าจะดื่มหนักแค่ไหนก็ตามเช่นเคย
หลังจากประมาณสี่ชั่วโมงเราหยุดพักที่ตากเพื่อกินมื้อเที่ยง อันนาเจอร้านก๋วยเตี๋ยวที่เธอบอกว่า “น้ำซุปในตำนาน”และมันก็ช่วยเยียวยาอาการแฮงค์ของเราได้จริง ๆ ตามที่เธอบอกไว้แม้แต่เบสก็พูดติดตลกว่า “ช่วยชีวิตเขาไว้”
เมื่อพีทหายแฮงค์เขาก็รับหน้าที่เป็คนขับรถต่อจากน้ำ อันนาก็เลื่อนมานั่งเบาะข้างคนขับ
การขับรถไปกรุงเทพฯ ใช้เวลาห้าชั่วโมงกว่าแต่มันไม่ได้รู้สึกยาวนานขนาดนั้นสำหรับพีท อันนาอยู่เป็เพื่อนเขาตลอดทาง คอยป้อนขนมน้ำ และกรอกหูด้วยบทสนทนาไม่รู้จบ เธอมีความสามารถพิเศษในการทำให้หัวข้อธรรมดา ๆสนุกได้ อารมณ์ขันแบบแฝงความร้ายของเธอมักจะโผล่มาใน่เวลาที่พีทไม่ทันตั้งตัวแม้แต่ตอนที่เบสกับน้ำหลับอยู่เบาะหลัง เธอก็ยังคงรักษาบทสนทนาให้มีชีวิตชีวาได้ด้วยตัวคนเดียว
เมื่อถึงกรุงเทพฯเบสดูเหมือนจะฟื้นขึ้นมาเองอย่างน่าอัศจรรย์ ราวกับชีวิตกลางคืนของเมืองเรียกเขาให้ตื่นขึ้นมาเราเช็คอินที่โฮสเทลที่น้ำหาได้ในราคาประหยัดที่สุดเพราะเธอคอยควบคุมงบของเราอย่างเข้มงวด
คืนนั้นหลังอาหารเย็นและเครื่องดื่มเล็กน้อย พีทออกมาข้างนอกเพื่อสูดอากาศความคึกคักของเมืองเหมือนทำให้เขาคิดอะไรหลาย ๆ อย่าง พีทพิงราวระเบียงของห้องและมองดูแสงไฟของเมือง
มันเป็ครั้งแรกในรอบหลายปีที่เขารู้สึกว่าเขาอยู่ใกล้มีนามากที่สุด
“เธออยู่ที่ไหนกันนะ” พีทพึมพำอยู่คนเดียว
“มันรู้สึกเหมือนท้องฟ้าไม่เหมือนเดิมใช่มั้ย?” เสียงของอันนาทำให้พีทสะดุ้งแต่เขาไม่แปลกใจ เพราะเธอมักจะปรากฏตัวอย่างเงียบ ๆ อยู่ด้านหลังอยู่เป็ประจำ
อันนาก็ออกมายืนมองขึ้นไปบนท้องฟ้าเพื่อดูดาวแต่แสงไฟในเมืองกับกลบดาวไปเกือบหมด
“ดาวดูไม่สว่างเหมือนเดิมเลยนะ”เธอพูด
“ดาวก็เหมือนเดิมนั่นแหละ” พีทตอบ “บางครั้งแสงไฟมันก็สว่างเกินไปจนเรามองไม่เห็นดาวเฉยๆ”
อันนาเอียงคออย่างครุ่นคิด “มันเศร้านะว่ามั้ย? เราใช้เวลามากมายไล่ตามแสงดาวแต่แสงที่ใกล้ตัวเราสว่างเกิน จนทำให้เราไม่เห็นดาวที่เราตามหาเลยแม้แต่ดวงเดียว”
พีทหัวเราะเบา ๆ “โหเธอเป็เด็กฟิล์มจริง ๆ นะเนี่ย”
“หุบปากไปเลย” เธอพูดพร้อมกับยิ้มเบาๆ “ฉันกำลังพยายามลึกซึ้งอยู่”
เธอหยุดไปครู่หนึ่ง สายตาอ่อนโยนลง “นายรู้สึกแย่แทนดาวหรือแสงจากเมืองเหรอ?”
คำถามของเธอทำพีทชะงักเขาไม่มีคำตอบ หรือถ้ามี ก็คงไม่ใช่คำตอบที่อธิบายได้ง่าย เขาจึงเลือกที่จะเงียบ
มีบางอย่างเกี่ยวกับรอยยิ้มของเธอในคืนนั้นมันไม่ใช่รอยยิ้มล้อเล่นหรือยิ้มประชดที่พีทคุ้นเคย แต่มันนุ่มนวล เงียบสงบมันทำให้เขานึกถึงว่าทำไมตัวเขาถึงพึ่งพาเธอมากขนาดนี้ เธอมีวิธีดึงให้พีทกลับสู่ความเป็จริงในเวลาที่ความคิดของเขาฟุ้งซ่านทำให้เขารู้สึกว่าเธอเข้าใจเขาโดยไม่ต้องพูดอะไร
พีทอยากจะขอบคุณเธอแต่คำพูดดูเหมือนจะหนักและอึดอัดเกินไป
“เธอ...รู้ตัวมั้ยว่า...” เขาเอนตัวพิงราวระเบียงและพูดว่า
เธอตัดบทก่อนที่พีทจะพูดอะไรต่อได้ “ฉันรู้ว่าฉันสวยไม่ต้องชม” เธอยิ้มแล้วหันไปหาพีท
ทั้งคู่ยืนอยู่ตรงนั้นอีกพักหนึ่งมองดูแสงไฟของเมือง มันเป็่เวลาที่เรียบง่าย แต่เป็่เวลาที่ทำให้เขานึกถึงสิ่งที่สำคัญที่สุดในโลกที่เต็มไปด้วยความสัมพันธ์ที่ชั่วคราวและอนาคตที่ไม่แน่นอน อันนา เบสและน้ำคือความมั่นคงของพีทในเวลานี้ พวกเขาคือแสงสว่างในความวุ่นวาย
และสำหรับสิ่งนั้นพีทอยากจะขอบคุณเธอแต่ก็ไม่ได้เอ่ยปากพูดออกไป