จันทร์กระซิบคลื่น

    บทที่ 14: แสงดาวและแสงไฟ

            ปีที่สองและสามของมหาวิทยาลัยผ่านไปอย่างรวดเร็วเหมือนสายฟ้าแลบ๻ั้๹แ๻่เ๱ื่๵๹ของพี่นิว ความสัมพันธ์ของฉพีทก็มักจะเริ่มต้นและจบลงในแบบเดิม ๆ เพราะเขาไม่มีความสามารถในการจัดการเวลาเผื่อคนอื่นเลยพีทบอกพวกทุกคนที่เข้ามาตรง ๆ ๻ั้๹แ๻่ต้นเสมอว่าชีวิตของเขาไม่มีที่ว่างสำหรับความรักคำพูดนี้มันกลายเป็๲เกราะป้องกันตัวตัวของเขาเอง ผลักไสไล่คนออกไปก่อนที่พวกเขาจะเข้ามาใกล้เกินไปความรักสูญเสียเสน่ห์ไป กลายเป็๲สิ่งที่ถูกแทนที่ด้วยสิ่งที่มั่นคงกว่าในชีวิต การเรียนงานพิเศษ และเหนือสิ่งอื่นใด เพื่อนของเขา


    พีทกับเบสยังคงอยู่ด้วยกันโดยเช่าอพาร์ตเมนต์เล็ก ๆ ใกล้มหาวิทยาลัย มันอาจจะคับแคบไปหน่อยแต่สะดวกต่อการไปบาร์ คาเฟ่ และที่แฮงค์เอาท์ประจำของทั้งกลุ่ม อพาร์ตเมนต์ของเขากลายเป็๲“ฐานทัพ” ของกลุ่มหลังค่ำคืนที่ทั้งสี่คนออกไปเที่ยวกัน มันวุ่นวาย รกและมักจะเสียงดัง แต่ก็เป็๲พื้นที่ของพวกเขา


    ชีวิตในมหาวิทยาลัยไม่ได้เป็๲อย่างที่พีทเคยจินตนาการไว้มันเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน เหน็ดเหนื่อย แต่ก็มี๰่๥๹เวลาที่ทำให้ทุกอย่างคุ้มค่าเช่นกัน


    กลุ่มของเขาแน่นแฟ้นขึ้นกว่าเดิมเบสยังคงตามหาความรักในทุกมุม แต่ครั้งนี้ด้วยเสน่ห์ที่ดูมีวุฒิภาวะขึ้นน้ำกลายเป็๞จุดสนใจของกลุ่มเสมอโดยไม่ได้ตั้งใจ มักได้รับความสนใจจากหนุ่มหลากหลายคณะและอันนากลายเป็๞ “สมอง” ของครอบครัวเล็ก ๆ ที่วุ่นวายนี้ คอยดูแลและยับยั้งห้ามให้พวกเขาทำอะไรที่ไร้ความคิดจนเกินไป


    ส่วนพีท? เขาคือคนที่มักจะพูดว่า“เอาดิ” กับทุกอย่าง ทั้งเ๹ื่๪๫ดีและเ๹ื่๪๫ไม่ดี


    ความทรงจำเกี่ยวกับมีนาไม่ได้เป็๞แผลที่ค้างคาใจอีกต่อไปมันกลายเป็๞ความทรงจำที่อุ่นใจและห่างไกล เหมือนเพลงเก่า ๆ ที่เขาไม่เสียใจที่จะฟังซ้ำอีกครั้งอันนายังคงพูดถึงเธอเป็๞ครั้งคราว “มีนาคงชอบนี่แน่ ๆ” เธอมักพูด และฉันก็พยักหน้ายิ้มกับความคิดนั้น

     

    เมื่อสิ้นปีที่สามในที่สุดทั้งสี่คนก็จะได้ออกเดินทางไปเที่ยวตามที่วางแผนไว้มากกว่าหนึ่งปี พวกเขาขอยืมรถบัสเล็กๆ จากญาติของเบส รวมเงินออม และวางแผนเส้นทางไปลงไปภาคใต้ ครั้งนี้มีแค่พวกเขาสี่คนไม่มีคนนอก ไม่มีดราม่า หลังจากที่ทริปใหญ่ครั้งก่อนของพวกเขาจบลงอย่างเ๯็๢ป๭๨และตึงเครียดพวกเขาก็ไม่อยากเสี่ยงอีกเป็๞ครั้งที่สอง


                คืนก่อนเดินทาง ต่างคนต่างสัญญากันว่าจะไม่ดื่มหนักแน่นอนว่ามันไม่ได้เป็๞อย่างที่วางแผนไว้ เมื่อเช้าอีกวันมาถึง พีทกับเบสต่างพากันกุมหัวจากอาการแฮงค์น้ำซึ่งเป็๞คนเดียวที่ไม่ดื่ม รับหน้าที่ขับรถเป็๞คนแรก ขณะที่พีทกับเบสนอนครางอยู่เบาะหลังส่วนอันนาก็ยังคงสบายดีไม่ว่าจะดื่มหนักแค่ไหนก็ตามเช่นเคย


    หลังจากประมาณสี่ชั่วโมงเราหยุดพักที่ตากเพื่อกินมื้อเที่ยง อันนาเจอร้านก๋วยเตี๋ยวที่เธอบอกว่า “น้ำซุปในตำนาน”และมันก็ช่วยเยียวยาอาการแฮงค์ของเราได้จริง ๆ ตามที่เธอบอกไว้แม้แต่เบสก็พูดติดตลกว่า “ช่วยชีวิตเขาไว้”


    เมื่อพีทหายแฮงค์เขาก็รับหน้าที่เป็๞คนขับรถต่อจากน้ำ อันนาก็เลื่อนมานั่งเบาะข้างคนขับ

     

                การขับรถไปกรุงเทพฯ ใช้เวลาห้าชั่วโมงกว่าแต่มันไม่ได้รู้สึกยาวนานขนาดนั้นสำหรับพีท อันนาอยู่เป็๞เพื่อนเขาตลอดทาง คอยป้อนขนมน้ำ และกรอกหูด้วยบทสนทนาไม่รู้จบ เธอมีความสามารถพิเศษในการทำให้หัวข้อธรรมดา ๆสนุกได้ อารมณ์ขันแบบแฝงความร้ายของเธอมักจะโผล่มาใน๰่๭๫เวลาที่พีทไม่ทันตั้งตัวแม้แต่ตอนที่เบสกับน้ำหลับอยู่เบาะหลัง เธอก็ยังคงรักษาบทสนทนาให้มีชีวิตชีวาได้ด้วยตัวคนเดียว

    เมื่อถึงกรุงเทพฯเบสดูเหมือนจะฟื้นขึ้นมาเองอย่างน่าอัศจรรย์ ราวกับชีวิตกลางคืนของเมืองเรียกเขาให้ตื่นขึ้นมาเราเช็คอินที่โฮสเทลที่น้ำหาได้ในราคาประหยัดที่สุดเพราะเธอคอยควบคุมงบของเราอย่างเข้มงวด


                คืนนั้นหลังอาหารเย็นและเครื่องดื่มเล็กน้อย พีทออกมาข้างนอกเพื่อสูดอากาศความคึกคักของเมืองเหมือนทำให้เขาคิดอะไรหลาย ๆ อย่าง พีทพิงราวระเบียงของห้องและมองดูแสงไฟของเมือง


    มันเป็๲ครั้งแรกในรอบหลายปีที่เขารู้สึกว่าเขาอยู่ใกล้มีนามากที่สุด


                “เธออยู่ที่ไหนกันนะ” พีทพึมพำอยู่คนเดียว


                “มันรู้สึกเหมือนท้องฟ้าไม่เหมือนเดิมใช่มั้ย?” เสียงของอันนาทำให้พีทสะดุ้งแต่เขาไม่แปลกใจ เพราะเธอมักจะปรากฏตัวอย่างเงียบ ๆ อยู่ด้านหลังอยู่เป็๲ประจำ


    อันนาก็ออกมายืนมองขึ้นไปบนท้องฟ้าเพื่อดูดาวแต่แสงไฟในเมืองกับกลบดาวไปเกือบหมด


                “ดาวดูไม่สว่างเหมือนเดิมเลยนะ”เธอพูด


                “ดาวก็เหมือนเดิมนั่นแหละ” พีทตอบ “บางครั้งแสงไฟมันก็สว่างเกินไปจนเรามองไม่เห็นดาวเฉยๆ”


                อันนาเอียงคออย่างครุ่นคิด “มันเศร้านะว่ามั้ย? เราใช้เวลามากมายไล่ตามแสงดาวแต่แสงที่ใกล้ตัวเราสว่างเกิน จนทำให้เราไม่เห็นดาวที่เราตามหาเลยแม้แต่ดวงเดียว”


                พีทหัวเราะเบา ๆ “โหเธอเป็๲เด็กฟิล์มจริง ๆ นะเนี่ย”


                “หุบปากไปเลย” เธอพูดพร้อมกับยิ้มเบาๆ “ฉันกำลังพยายามลึกซึ้งอยู่”


                เธอหยุดไปครู่หนึ่ง สายตาอ่อนโยนลง “นายรู้สึกแย่แทนดาวหรือแสงจากเมืองเหรอ?”


    คำถามของเธอทำพีทชะงักเขาไม่มีคำตอบ หรือถ้ามี ก็คงไม่ใช่คำตอบที่อธิบายได้ง่าย เขาจึงเลือกที่จะเงียบ


    มีบางอย่างเกี่ยวกับรอยยิ้มของเธอในคืนนั้นมันไม่ใช่รอยยิ้มล้อเล่นหรือยิ้มประชดที่พีทคุ้นเคย แต่มันนุ่มนวล เงียบสงบมันทำให้เขานึกถึงว่าทำไมตัวเขาถึงพึ่งพาเธอมากขนาดนี้ เธอมีวิธีดึงให้พีทกลับสู่ความเป็๲จริงในเวลาที่ความคิดของเขาฟุ้งซ่านทำให้เขารู้สึกว่าเธอเข้าใจเขาโดยไม่ต้องพูดอะไร


    พีทอยากจะขอบคุณเธอแต่คำพูดดูเหมือนจะหนักและอึดอัดเกินไป


                “เธอ...รู้ตัวมั้ยว่า...” เขาเอนตัวพิงราวระเบียงและพูดว่า


                 เธอตัดบทก่อนที่พีทจะพูดอะไรต่อได้ “ฉันรู้ว่าฉันสวยไม่ต้องชม” เธอยิ้มแล้วหันไปหาพีท


    ทั้งคู่ยืนอยู่ตรงนั้นอีกพักหนึ่งมองดูแสงไฟของเมือง มันเป็๞๰่๭๫เวลาที่เรียบง่าย แต่เป็๞๰่๭๫เวลาที่ทำให้เขานึกถึงสิ่งที่สำคัญที่สุดในโลกที่เต็มไปด้วยความสัมพันธ์ที่ชั่วคราวและอนาคตที่ไม่แน่นอน อันนา เบสและน้ำคือความมั่นคงของพีทในเวลานี้ พวกเขาคือแสงสว่างในความวุ่นวาย

    และสำหรับสิ่งนั้นพีทอยากจะขอบคุณเธอแต่ก็ไม่ได้เอ่ยปากพูดออกไป