บทที่ 9: เคล็ดวิชาเก้าสังวรแห่งการหลอมกาย
เช้าตรู่ของวันถัดมา หวังเฉิน รีบรุดไปยังหอถ่ายทอดวิชาภายในเขตของศิษย์นอกอย่างไม่รอช้าหอถ่ายทอดวิชา นับเป็สถานที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในเขตศิษย์นอกตัวอาคารเป็วิหารขนาดใหญ่ สร้างขึ้นจากหินเหล็กหมึกทั้งก้อนองอาจยิ่งใหญ่และเต็มไปด้วยกลิ่นอายโบราณ เมื่อเขายืนอยู่เบื้องหน้าวิหารความรู้สึกถึงกาลเวลาที่ผ่านมายาวนานก็แผ่ซ่านเข้ามาในใจอย่างชัดเจน
เมื่อเดินเข้าไปในหอถ่ายทอดวิชาข้างประตูวิหารมีโต๊ะตั้งอยู่ตัวหนึ่งชายชราผู้หนึ่งกำลังง่วงเหงาหาวนอนอยู่บนเก้าอี้ หวังเฉินรู้ดีว่าชายชราคนนี้คือผู้าุโประจำหอถ่ายทอดวิชาในเขตศิษย์ภายนอก ผู้าุโเหล่านี้เป็เพียงผู้าุโระดับศิษย์ภายนอกเท่านั้นระดับพลังไม่ได้สูงมากนัก อยู่เพียงขั้นเหนือฟ้าแรกเริ่ม และแทบไม่มีโอกาสพัฒนาระดับพลังต่อไปได้อีกสิ่งเหล่านี้หวังเฉินได้รับรู้จากที่โจวชิงเล่าให้ฟังเมื่อวานนี้
“เฮ้อ...คนมักพูดกันว่าเจอพญายมยังง่ายกว่าเจอลูกสมุนของเขาตอนนี้ข้าก็เป็เพียงศิษย์ส่วนน้อยในกลุ่มศิษย์เท่านั้นเมื่อเปรียบเทียบกับผู้าุโประจำหอถ่ายทอดวิชาในเขตศิษย์ภายนอกแล้วข้ายังห่างชั้นอีกไกลนัก" หลังจากถอนหายใจด้วยความรู้สึกหลากหลายเขาก็หยิบหยกประจำตัวออกมาแล้วยื่นให้ผู้าุโประจำหอด้วยท่าทีเคารพนอบน้อม
“อืม เ้าคือศิษย์ภายนอกคนใหม่ใช่ไหม?เ้ายังไม่ได้เลือกวิชางั้นหรือ? งั้นเข้าไปเถอะในห้องนี้มีวิชาทั้งหมดที่เ้าสามารถเลือกได้ แต่มีเวลาแค่ครึ่งชั่วยามให้เ้าพอเวลาหมดแล้วเ้าต้องออกมาทันที!” ผู้าุโประจำหอ มองแค่แผ่นหยกประจำตัวของหวังเฉินแล้วก็โยนคืนให้กับเขา โดยไม่สนใจอะไรอีกกล่าวเพียงไม่กี่คำแล้วก็ไล่เขาออกไปอย่างไม่แยแส ยังไม่ทันที่หวังเฉินจะถามอะไรเพิ่มเติม ผู้าุโประจำหอถ่ายทอดวิชา ก็หลับตาลงเล็กน้อยหัวเริ่มโน้มไปข้างหน้าเหมือนกำลังง่วงนอน
"ดูเหมือนว่าในเขตสำนักภายนอกนี้ คงไม่มีอะไรให้ได้ประโยชน์มากนักแม้แต่ผู้าุโในเขตศิษย์นอกก็ยังมาใช้ชีวิตไปวันๆ" หวังเฉินคิดในใจ ก็รู้ว่าผู้าุโภายนอกคนนี้ไม่ใช่คนที่ดีอะไรแม้แต่สถานที่อย่างหอถ่ายทอดวิชานี้ ในกลุ่มศิษย์ภายนอกของสำนักซิงหยุนก็ไม่ถือว่าสำคัญมากนัก เื่นี้ก็ไม่แปลกเพราะที่นี่มีแต่ทักษะการฝึกฝนที่ง่ายๆส่วนใหญ่เป็วิธีการฝึกที่พื้นฐานและตื้นเขิน แม้จะฝึกถึงระดับสูงสุดก็เพียงแค่ก้าวเข้าสู่ระดับแรกของการฝึกในระดับเหนือฟ้าเท่านั้นสำหรับคนในโลกยุทธจักรอาจจะที่มีค่าเป็พิเศษ แต่ในหมู่สำนักเซียนแล้วก็ไม่ถือว่าเป็อะไร
หอถ่ายทอดวิชาแห่งนี้มีทั้งหมดสามชั้นทุกชั้นจะมีชั้นวางหนังสือที่เต็มไปด้วยตำรามากมาย ครึ่งชั่วยามจะพูดว่านานก็ไม่นานจะพูดว่าเร็วก็ไม่ได้เร็วไป แต่หวังเฉินกลับไม่รีบร้อน เขาเริ่มต้นจากชั้นแรกค่อยๆ อ่านไปทีละเล่ม วิชาเพชรทองคำ, วิชาควบคุมน้ำ, เคล็ดลับเมฆม่วง, วิชาไม้ศักดิ์สิทธิ์, วิถีแห่งธรณี, คัมภีร์เพลิงะเิ... ตำราแต่ละเล่มค่อยๆ ผ่านไปต่อหน้าต่อตาของหวังเฉิน ทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะรู้สึกทึ่งในความลึกซึ้งของสำนักซิงหยุน จากจำนวนตำราที่บรรจุไว้สำหรับการฝึกฝนของศิษย์ภายนอกนั้นก็พอจะเดาได้ว่าตำราระดับสูงที่เก็บรักษาอยู่ในที่ลับลึกของสำนักนี้คงจะมีมากมายเพียงใด
"ไม่แปลกใจเลยที่เป็สำนักที่สืบทอดกันมาหลายพันปี!!"เวลาผ่านไปทีละนาที ทีละวินาที หวังเฉิน ได้ขึ้นไปยังชั้นที่สองของหอถ่ายทอดวิชาแล้ว ตำราฝึกปรือที่เขาอ่านไปนั้นไม่ถึงพันเล่มก็มีหลายร้อยเล่มแต่ก็ไม่มีเล่มไหนที่ทำให้เขาพอใจ
"อย่างที่คิด ที่หอถ่ายทอดวิชาของสำนักเขตภายนอกเต็มไปด้วยวิชาฝึกตนที่ไร้ค่าสำหรับผู้ฝึกตนแล้ว แค่พวกฝึกยุทธ์ระดับสร้างฐานก็สามารถสร้างวิชาฝึกตนได้แล้วมันก็เลยไม่ค่อยมีค่าอะไรเท่าไหร่!" หวังเฉิน มองดูตำราที่อ่านไป มีทั้งแบบหนังสือ มีทั้งแผ่นไม้ไผ่ มีทั้งผ้าพับและบางเล่มก็ถูกบันทึกไว้บนกระดูกสัตว์ โดยรวมแล้วมันมีความแปลกประหลาดมากมายจนทำให้เขาตาลาย ตำราส่วนมากก็เก่ามาก ฝุ่นหนาเตอะดูเหมือนจะไม่มีใครเปิดอ่านมันมาหลายปีแล้ว
"อืมมม หรือว่าวิชาฝึกตนดีๆจะอยู่ที่ชั้นสาม?" เขานึกถึงความเป็ไปได้บางอย่างขึ้นมาแล้วก้าวขาอย่างรวดเร็วขึ้นไปที่ชั้นสาม แน่นอนว่า เมื่อขึ้นไปชั้นสามแล้วตำราในชั้นนี้มีมากมายเช่นกัน แต่ไม่เหมือนสองชั้นก่อนหน้านี้ ที่เต็มไปด้วยฝุ่น บางเล่มยังดูใหม่สะอาดเหมือนมีคนเปิดอ่านอยู่ตลอดเวลา มือของหวังเฉินพลิกผ่านตำราต่างๆ อย่างรวดเร็ว เช่น หมัดมารดำ, เพลงทองคำ, เคล็ดดาบเมฆลอย ด้วยจิตััที่แข็งแกร่งเขาค่อยๆอ่านและทบทวนตำราด้วยความสนใจสิ่งที่เขาพบในชั้นนี้ดูทรงพลังยิ่งกว่าตำราที่เขาเคยเจอมาหลายเล่มโดยเฉพาะวิธีฝึกตนที่ซับซ้อนมากขึ้น ซึ่งดูเหมือนจะเป็ระดับที่สูงกว่า เขามอวไปทีละขั้นบนชั้นวางหนังสือสายตาของเขากวาดมองอย่างรวดเร็ว ทันใดนั้นเขาก็พบชิ้นส่วนของกระดองเต่าในมุมหนึ่งของชั้นหนังสือ โดยมีฝุ่นหนาตามากและวางอยู่ในมุมมืดมิดดูเหมือนจะเป็สิ่งที่ไม่มีใครสนใจหรือเปิดอ่านมานานหลายปีแล้ว
"หืม? แปลกจังคัมภีร์ที่นี่ส่วนใหญ่มักถูกเปิดอ่านอยู่บ่อยๆแต่กระดองเต่าชิ้นนี้กลับไม่มีใครสนใจเลย?" ใจของเขาสั่นไหวเล็กน้อยเขาจึงหยิบกระดองเต่าขึ้นมาและปัดฝุ่นออกด้วยแขนเสื้อ ทันใดนั้น ฝุ่นที่เกาะอยู่ก็หายไปเหลือไว้เพียงตัวอักษรโบราณที่ปรากฏขึ้นบนกระดองเต่าอย่างชัดเจนตัวอักษรในทวีปเทียนหยวนมีความคล้ายคลึงกับตัวอักษรที่หวังเฉินเคยเห็นในโลกของเขาในอดีต ทำให้เขาสามารถเข้าใจตัวอักษรเหล่านี้ได้อย่างง่ายดายใน่ระหว่างที่เขาเดินทางร่วมกับโจวชิงและหยุนลู่ เนื่องจากความสามารถในการรับรู้ที่เทียบเท่ากับการฝึกฝนระดับขั้นสร้างฐานทำให้เขาสามารถอ่านตัวอักษรในหอถ่ายทอดวิชานี้ได้ และกระดองเต่าที่เขาถืออยู่ก็มีตัวอักษรที่ดูเหมือนจะเก่าแก่กว่าอักษรทั่วไปแต่ก็ไม่แตกต่างกันมากนัก เขาสามารถอ่านได้เกือบทั้งหมด เมื่อจ้องมองไปที่ตัวอักษรความรู้สึกโดดเดี่ยวและลึกซึ้งลอยมาพร้อมกับความสั่นะเืในใจ เคล็ดวิชาเก้าสังวรแห่งการหลอมกาย ตัวอักษรทั้งห้านี้ปรากฏขึ้นในสายตาของเขาเพียงแค่ชื่อของวิชานี้ก็ทำให้หวังเฉินตื่นตระหนกอย่างมากเขาจึงไม่ลังเลอีกต่อไป ตั้งจิตใจให้มั่นและเริ่มศึกษามันอย่างละเอียด
"เก้าคือขีดสุดของจำนวนร่างกายคือต้นกำเนิดของวิถีใหญ่ จุดเริ่มต้นแห่งเอกภพ หมุนเวียนเก้าครั้งจึงสำเร็จด้วยกำลังบำเพ็ญจนถึงระดับสูงสุด"
เพียงแค่บทเริ่มต้นก็ทำให้หวังเฉินใเป็อย่างมากเขารู้สึกถึงพลังอันมหาศาลและแน่วแน่ที่กระทบเข้ากับจิตใจของเขาอย่างต่อเนื่อง หลังจากนั้นไม่นานหวังเฉิน ก็อ่านวิชานี้จบทั้งเล่มและในใจของเขาก็เต็มไปด้วยความดีใจอย่างไม่สิ้นสุด
"โชคชะตาแน่ๆ มันต้องเป็โชคชะตาแน่ๆวิชานี้มันเหมือนกับถูกสร้างขึ้นมาเพื่อข้าโดยเฉพาะและมีแค่ข้าเท่านั้นที่สามารถฝึกฝนมันได้!" อันที่จริงแล้ว เคล็ดวิชาเก้าสังวรแห่งการหลอมกายเป็วิชาที่มีข้อกำหนดสูงมากสำหรับผู้ฝึกฝนและการฝึกฝนวิชานี้นั้นยากเย็นถึงขีดสุด เรียกได้ว่าคนที่ฝึกวิชานี้แทบจะตายเก้ารอดหนึ่ง
ก่อนอื่นเลย วิชานี้เป็วิชาหลอมร่างกายล้วนๆ และแตกต่างจากวิชาการฝึกฝนของเซียนอย่างสิ้นเชิง โดยวิชานี้ไม่ใช้ิญญาหรือพลังปราณในการฝึกฝนเลยแต่กลับพึ่งพาตัวร่างกายของผู้ฝึกฝนวิชานี้จะทำให้ผู้ฝึกฝนไม่จำเป็ต้องพึ่งพาอาวุธวิเศษหรือดาบบินเมื่อสู้กับคู่ต่อสู้ก็ใช้ร่างกายเป็อาวุธ เมื่อฝึกฝนไปถึงระดับหนึ่งร่างกายจะมีพลังราวกับเป็อาวุธวิเศษ ทุกหมัดทุกฝ่ามือมีพลังทำลายล้างมหาศาลแม้ว่าวิชานี้จะมีพลังมหาศาล แต่ก็ไม่ตรงกับความปรารถนาของผู้ฝึกฝนหลายคน เพราะส่วนมากไม่อยากฝึกฝนร่างกายคิดว่านั่นเป็สิ่งที่คนในยุทธจักรฝึกฝนกัน
ประการที่สองการฝึกฝนวิชานี้ต้องมีพร์พิเศษ มีพลังร่างกายที่แข็งแกร่งั้แ่เกิดเพียงแค่คุณสมบัตินี้ก็มีคนจำนวนมากที่ไม่สามารถทำได้ นอกจากนี้ขั้นตอนแรกในการฝึกวิชานี้คือการเปิดเส้นลมปราณทั้งหมดในร่างกายหากทำไม่สำเร็จในขั้นตอนแรกก็ไม่สามารถฝึกต่อไปได้และจะไม่สามารถฝึกขั้นต่อไปได้ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้คนจำนวนมากไม่สามารถฝึกวิชานี้ได้
สุดท้ายวิชานี้ต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมหาศาลในการฝึกฝน้าพลังปราณและหินิญญาเป็จำนวนมาก แต่ละครั้งที่ทำการทะลวงด่านต้องใช้พลังปราณมากกว่าคนทั่วไปหลายเท่าผู้ฝึกตนทั่วไปไม่มีทรัพย์สินหรือทรัพยากรมากพอที่จะฝึกวิชานี้ได้สิ่งที่ทำให้หมดหวังมากที่สุดคือความยากลำบากในการฝึกฝนวิชานี้ต้องทำลายร่างกายและหลอมใหม่ด้วยพลังปราณที่ไม่มีที่สิ้นสุดความเ็ปที่เกิดขึ้นนั้นยากเกินกว่าที่คนทั่วไปจะทนได้ ผู้ที่ไม่มีจิตใจที่แข็งแกร่งจะถูกความเ็ปทรมานจนบ้าคลั่งตามบันทึกในคัมภีร์ มีหลายคนที่พยายามฝึกวิชานี้บางคนร่างกายไม่แข็งแรงพอจนร่างะเิตายบางคนใช้ทั้งชีวิตก็ไม่สามารถเปิดเส้นลมปราณทั่วร่างได้บางคนไม่มีพลังปราณและหินิญญาเพียงพอ ทำให้ตายจากการทะลวงด่าน
เมื่อเข้าใจ เคล็ดวิชาเก้าสังวรแห่งการหลอมกายอย่างแท้จริง หวังเฉินก็ดีใจมาก เขาเป็ซอมบี้ที่ร่างกายแข็งแกร่งดุจเหล็กกล้าอีกทั้งเขายังเคยฝึกคัมภีร์ะทำให้ไม่มีความรู้สึกเ็ปในระหว่างการฝึกและใช้พลังปราณะเปิดเส้นลมปราณทั่วร่างแม้แต่เส้นเืฝอยที่เล็กที่สุดก็ไหลลื่นไม่มีปัญหา ด้วยพื้นฐานเช่นนี้ความยากในการฝึกวิชานี้สำหรับเขา แม้จะไม่ใช่เื่ง่าย แต่ก็ง่ายกว่าคนทั่วไปมาก
ต้องรู้ว่า ทุกคนั้แ่เกิดมาล้วนได้รับพลังปราณที่เกิดจากธรรมชาติ ทำให้เส้นลมปราณเริ่มอุดตัน ทำให้การฝึกฝนหลังจากนั้นแม้จะฝึกฝนอย่างหนักเพื่อดูดซับพลังปราณจากธรรมชาติเพื่อเปิดเส้นลมปราณ ก็สามารถเปิดได้เพียงบางส่วนตามความ้าของวิชาที่ฝึกฝนเท่านั้นและยิ่งพยายามเปิดเส้นลมปราณมากขึ้นก็ยิ่งยากขึ้น คนที่สามารถเปิดเส้นลมปราณทั่วร่างกายได้นั้นถือว่าน้อยยิ่งกว่าน้อยเหมือนเข็มในมหาสมุทร
ส่วนเื่หินิญญา พลังปราณและความเ็ประหว่างการฝึก หวังเฉิน กลับไม่กังวลเลยแม้แต่น้อยตอนนี้เขาก็เหมือนกับซอมบี้ที่เคยตายมาแล้วเขาคิดว่าไม่ว่าจะเป็ความเ็ปรูปแบบไหนก็ไม่สามารถทำลายจิตใจของเขาได้
“ดี ดีมากวันนี้ข้าได้อะไรมาเยอะมาก ข้าจะใช้ เคล็ดวิชาเก้าสังวรแห่งการหลอมกาย นี้เพื่อฝึกฝนร่างกายจากนั้นย้อนกลับชีวิตและความตาย ฝึกฝนปราณะในคัมภีร์ะ และฝึกฝนจิติญญา เป็การผสมผสานที่ยอดเยี่ยมที่สุดโดยไม่เสียเวลาเลย!” ในชั่วพริบตา หวังเฉินเห็นเส้นทางการฝึกของตัวเองชัดเจนขึ้น เขารู้สึกจิตใจโล่งขึ้นจนอยากจะเงยหน้าร้องเสียงดังเพื่อแสดงความยินดีกับตัวเองตอนนี้เลย
“อืม เคล็ดวิชาเก้าสังวรแห่งการหลอมกายนี้เป็เพียงวิชาฝึกฝนร่างกายเท่านั้น พลังปราณที่ดูดซับซับจากฟ้าดินทั้งหมดจะถูกผสมรวมเข้าไปในร่างกายแต่ไม่มีวิธีการต่อสู้ที่ชัดเจน หากมี ก็เป็วิชาที่ซับซ้อนเกินกว่าที่ข้าจะเข้าใจยังไงก็ต้องหาวิชาต่อสู้ที่ดีๆเพิ่มสักหน่อย!" หวังเฉิน เดินไปตามห้องหนังสือในหอถ่ายทอดวิชาแล้วพบกับ วิชาหอกฟ้าผ่า ซึ่งเป็วิชาต่อสู้ในขั้นโพ้นฟ้า โดยปกติแล้วเมื่อฝึกฝนจนทะลวงเข้าขั้นเหนือฟ้า ผู้ฝึกตนทั่วไปจะสร้างสมบัติิญญาที่ใช้พลังปราณในการต่อสู้ซึ่งแทบจะไม่ต้องใช้การต่อสู้ใกล้ตัวแล้ว แต่หวังเฉิน มีหอกสังหารเทพที่ทิ้งไว้โดยจักรพรรดิเทียนหยวน การฝึกฝนวิชาหอก จะยิ่งเสริมพลังให้เขามากขึ้น
ด้วยใจที่ร้อนรุ่มอยากจะกลับไปฝึกฝนโดยไวหวังเฉินจึงไม่อยากเสียเวลาในหอถ่ายทอดวิชาอีกต่อไป เขารีบะโลงไปยังชั้นหนึ่งทันทีจากนั้นจึงหยิบคัมภีร์สองเล่มที่เลือกไว้แล้วยื่นให้กับผู้าุโประจำหอถ่ายทอดวิชาในเขตศิษย์นอก
"หืม? เ้าหนุ่ม เ้ากล้าเลือก เคล็ดวิชาเก้าสังวรแห่งการหลอมกาย อย่างนั้นหรือเ้าไม่ได้เห็นคำอธิบายบนคัมภีร์หรืออย่างไร?นี่เกือบจะเป็คัมภีร์ที่ไม่สามารถฝึกได้ เ้าจะเอามันไปทำอะไร?" ชายชรานั้นนั้นเห็นหวังเฉินเลือก เคล็ดวิชาเก้าสังวรแห่งการหลอมกาย ทำให้เขาตื่นขึ้นจากการงีบหลับและมองไปที่หวังเฉินด้วยความประหลาดใจราวกับมองดูคนโง่คนหนึ่ง
"ท่านผู้าุโข้าจะเลือกวิชานี้แหละ!" หวังเฉินตอบกลับด้วยความมั่นใจในตัวเอง น่าขัน วิชาที่น่ากลัวถึงขีดสุดเช่นนี้คือวิธีฝึกที่มีพลังถึงขีดสุด สามารถใช้พลังในการพิสูจน์หนทางได้แม้จะดูไม่ต่างจากวิธีคัมภีร์ะของเขา แต่เขาจะยอมทิ้งมันได้อย่างไร!ชายชราได้แต่ส่ายหัว เมื่อเห็นความมุ่งมั่นในสายตาของหวังเฉินจึงไม่พูดจาเกลี้ยกล่อมอีกต่อไป
"ก็ได้ ถ้าหากเ้าฝึกไม่สำเร็จแล้วค่อยกลับมาหาข้าใหม่ก็ได้แต่ข้ากลัวว่าเ้าจะเสียเวลาไปมาก ในเขาซิงหยุนนี้ ภายในสามปี ถ้าเ้าไม่สามารถทะลวงด่านจนถึงขั้นเหนือฟ้าได้เ้าจะถูกคัดออกทันที ถ้าหากไม่มีใครหนุนหลังเ้าเ้าก็จะถูกส่งตัวออกไปและจะไม่ใช่ศิษย์ของสำนักซิงหยุน อีกต่อไป"
ชายชราถอนหายใจดวงตาของเขาหม่นหมองราวกับคิดถึงอะไรบางอย่าง ก่อนจะโบกมือไม่ให้หวังเฉินคัดลอกวิชาจากตำราแล้วโยนกระดองเต่าให้เขาไป โดยปกติแล้วหลังจากที่ลูกศิษย์ภายนอกเลือกวิชาในหอถ่ายทอดวิชาพวกเขาจะต้องคัดลอกวิชานั้นกลับไปเอง และตำราต้องถูกทิ้งไว้ แต่ เคล็ดวิชาเก้าสังวรแห่งการหลอมกายนี้ไม่รู้ว่ากี่ปีมาแล้วที่ไม่มีใครเลือกมัน ถ้าไม่ใช่หวังเฉินเลือกมันอาจจะถูกลืมไปแล้วก็เป็ได้ ใครจะสนใจว่าต้นฉบับจะถูกเก็บไว้หรือไม่
ส่วน วิชาหอกฟ้าผ่า หวังเฉินต้องใช้เวลาสักพักในการคัดลอกออกมา และหลังจากนั้นเขาก็ออกจากหอถ่ายทอดวิชาไปอย่างรวดเร็ว