เพราะรักของฉัน.. คือเธอ

    เพราะรักของฉัน.. คือเธอ ตอนที่ ๑๕ ภูกระดึง

    นิยายแห่งการรำลึกถึงรักแท้   เพราะรักของฉัน.. คือเธอ  เขียนโดย  สลักกานต์

    ตอนที่ ๑๕

    ภูกระดึง

            แม้ตอนแรก  หลายคนหวังว่าเพื่อนๆ ทั้งห้องจะได้ไปเที่ยวด้วยกัน   แต่ความเป็๞จริง กลับไปเที่ยวกันยี่สิบกว่าคน   คงเป็๞เพราะต้องไปค้างหลายคืนและไปที่ที่พ่อแม่บางคนอาจจะรู้สึกว่าไม่ปลอดภัยก็เป็๞ได้  พวกเขาเลยไม่อนุญาตให้ลูกของเขาไป  

                แนนเองก็เช่นกันเขาถอนตัวในจังหวะสุดท้าย   ป้องเลยถอนตัวตามไปด้วย   หลายคนแอบนินทาว่า   ที่แนนไม่ไปคงเพราะพ่อแม่ไม่ยอมให้ไป   แต่ที่ป้องไม่ไป เพราะกลัวความลำบาก

                ป้อมเพื่อนนักเรียนของเตโช เธอเคยขึ้นไปเที่ยวกับที่บ้านเธอจึงเป็๞คนวางแผนการเที่ยวในครั้งนี้ มีเพื่อนๆ หลายคนเสนอตัวช่วยป้อมจัดเตรียมเสบียงอาหาร เพราะป้อมบอกทุกคนว่าบนภูกระดึงมีขายทุกอย่าง แต่ราคาแพงกว่าข้างล่างหลายเท่าตัว   

                ทีกับแบงรีบชวนไม้อย่างรวดเร็วเพราะไม้ช่วยทั้งสองเล่นกีตาร์ก็ได้ ร้องเพลงก็ได้   เตโชได้แต่ยิ้มตอนที่ทั้งสองคนแย่งกันชวนไม้  

                “โชไปด้วยใช่ไหม?”   ไม้เดินมากระซิบถามโช  

                โชพยักหน้าให้ไม้   

                ไม้จึงตอบตกลงกับทีและแบง  

                ..

                คืนวันอังคาร   เพื่อนทุกคนที่ไปเที่ยวต่างก็ขนสัมภาระไปที่บ.ข.ส.   ส่วนเพื่อนๆ ที่ไม่ได้ไปเที่ยว ก็ไปส่งเพื่อนที่บ.ข.ส.ด้วย   บรรยากาศจึงเฮฮากันอย่างสนุกสนานชนชาวบ้านที่มาใช้บริการ บ.ข.ส.แปลกใจ

            เมื่อทุกคนขึ้นรถโดยสารเพื่อเดินทางไปเมืองเลยเรียบร้อย   ไม่นาน.. รถก็ออกจากสถานี   ป้อมเลือกเดินทางในเที่ยวที่จะไปสว่างที่ตีนภูกระดึงพอดี   เมื่อขึ้นรถแต่ละคนจึงรีบนอนเอาแรงตามที่ป้อมบอกไว้  

            วันพุธเช้ามืด  แต่ละคนต่างก็งัวเงียลงรถบัส และต่อสองแถวจนไปถึงตีนภูกระดึง๻ั้๫แ๻่เช้าตรู่   จึงมีเวลาให้ทุกคนได้รองท้องกันสักหน่อย  แล้วจึงนำสัมภาระไปชั่งน้ำหนัก และว่าจ้างลูกหาบให้หาบข้าวของทั้งหมดขึ้นภูกระดึง

            ส่วนใหญ่ แทบทุกคนอยู่ในชุดสบายๆ เสื้อผ้าที่ทะมัดทะแมงจะได้เดินขึ้นภูกระดึงอย่างคล่องตัว  ทีกับแบงถือกีตาร์ติดตัวมาด้วย  เตโชกับไม้ก็ถือกล้องและอุปกรณ์ติดตัวด้วยเช่นกัน   แต่ของเหล่านี้ก็มีเพื่อนๆช่วยกันถือในระยะสั้นๆ  เพราะทุกคนได้ใช้ประโยชน์จากทั้งกีตาร์และกล้องกันทุกคน  

            ๰่๭๫แรกของการเดินขึ้นภูกระดึง  แต่ละคนมักจะรีบร้อนขึ้น ปีนป่ายขึ้นอย่างสนุกสนานจนไม่ได้ออมแรง   เมื่อถึง ‘ซำแฮก’ จุดพักจุดแรกของการขึ้นภูฯ  บางคนก็เหนื่อยแทบตาย  หลายคนต้องนั่งพักและหอบเป็๞หมาหอบแดดกันเลยทีเดียว  

            โชกับไม้เชื่อป้อม   จึงไม่รีบร้อนเดินขึ้นภูฯ  บางทีก็หยุดเก็บภาพริมทาง  แน่นอน.. หากมีคนในภาพต้องเป็๲เตโชอยู่แล้ว  เพราะไม้ไม่ยอมเป็๲คนที่ถูกถ่ายภาพ  

            บาง๰่๭๫ของการขึ้นภูกระดึงต้องปีนป่าย   ช่วยให้เตโชกับไม้ได้จับมือกันดึงกันและกันปีนขึ้นไป   แต่พอถึงทางที่ลาดชันนิดหน่อยหากไม่มีผองเพื่อนเดินอยู่ข้างๆ  ทั้งเตโชและไม้ก็มักจะไม่ปล่อยมือที่ช่วยกันจับ ช่วยกันดึง๰่๭๫ที่ปีนป่าย  ทั้งที่เป็๞การเดินในทางที่ลาดชันแค่เล็กน้อยก็ตาม  

            เมื่อจับมือกันเดิน จึงปรากฏรอยยิ้มบางๆที่ใบหน้าของคนทั้งคู่ ทั้งสองเอียงอาย ไม่กล้าสบตากันแต่ก็ยังไม่ปล่อยมือนั่น 

            แต่หากได้ยินเสียงเพื่อนใกล้เข้ามา  ทั้งสองก็ปล่อยมือทันที และเดินห่างกันราวกับถูกแม่เหล็กผลักให้ห่างกันยังไงยังงั้น     

            ไม้ซื้อ ‘มะขามป้อม’ ที่ชาวบ้านวางขายอยู่ริมทาง และหยิบลูกเล็กๆ ป้อนใส่ปากเตโช  

            เตโชอ้าปากรับมะขามป้อมมากึ่งอมกึ่งเคี้ยวแม้จะฝาดเล็กน้อย แต่ก็ช่วยให้ชุ่มคอ คลายความกระหายน้ำได้มากทีเดียว

            ..  

            กว่าจะถึง ‘หลังแป’ จุดพักจุดแรกบนภูกระดึง  ส่วนใหญ่ก็ใช้เวลากันสี่ถึงห้าชั่วโมง เพื่อนๆ เตโชส่วนใหญ่ที่ถึงหลังแปแล้ว ต่างก็นอนแผ่ไปกับแผ่นหินขนาดใหญ่ให้หายเหนื่อย   เพราะอากาศดีมากพวกเราจึงหายเหนื่อยกันอย่างรวดเร็ว  

            จากหลังแป  ทุกคนเดินต่อไปบนพื้นราบอีกสองโลเศษก็ถึงที่พัก   ระหว่างรอลูกหาบตุ๊กกับป้อมก็ช่วยกันจัดว่าใครจะนอนเต๊นคู่กับใคร  

            โชกำลังยืนชื่นชมท้องทุ่งที่คราคร่ำไปด้วย ‘ดอกกระดุมเงิน’ หรือ ‘หญ้าหัวหงอก’ ที่เป็๞เม็ดเล็กๆ คล้ายกระดุมขาวโพลนไปทั่วทั้งท้องทุ่ง ตัดกับใบหญ้าสีเขียวขจีได้อย่างลงตัว  เขากำลังคิดว่าจะบันทึกภาพอย่างไร   ก็ได้ยินเสียงเพื่อนๆ คุยกัน  

            “กูนอนกะโชเอง  มึงนอนกะไอ้ไม้”   ทีบอกแบง  

            แต่โชได้ยินเสียงไม้พูดขึ้น   “กูนอนกะเตโชเอง  มึงสองคนต้องนอนด้วยกันถึงจะถูก”  

            “มึงนอนกะโชได้นะ”   แบงถามไม้ในใจมันก็อยากนอนกับรูมเมททีของมันนั่นแหละ 

            “เออ เออ”  ไม้ตอบ

            แค่นั้น.. เตโชก็ยิ้มที่มุมปาก  แล้วหยิบกล้องขึ้นมาเก็บภาพดอกไม้  

            ..

            เมื่อได้ข้าวของจากลูกหาบและจัดของเข้าเต๊นที่พักเรียบร้อย   พอกินอาหารเที่ยงกันเสร็จ  เวลาก็ยังแค่บ่ายเศษๆ เท่านั้นเอง 

            ป้อมวางแผนไว้ว่า   วันนี้ให้ทุกคนพักผ่อนตามสบาย   แต่เพื่อนๆ บางคนที่ไม่รู้สึกเหนื่อยก็ชวนกันไปดูพระอาทิตย์ตกที่ ‘ผาหล่มสัก’ กัน  เพราะกลัวว่าหากไปดูในวันที่วางแผนไว้แล้วมีเมฆบัง ก็จะไม่เห็นความสวยงามที่สมบูรณ์ จึงอยากไปวันนี้สักครั้งหนึ่งก่อนและรับปากเพื่อนๆ ว่า จะไปดูด้วยกันอีกครั้งอย่างแน่นอนแม้ว่าวันนี้จะได้รูปสวยแล้วก็ตาม   

            และแน่นอนที่ทีมไปผาหล่มสักวันนี้ต้องมี ที แบงไม้ และเตโชไปด้วย   ป้อมอาสานำทางเพื่อจะได้แวะชม ‘สระอโนดาด’ ระหว่างทางด้วย 

            ความที่ผาหล่มสักอยู่ห่างจากที่พักเกือบสิบกิโล   ป้อมจึงวางแผนกับตุ๊กให้เพื่อนที่นอนพักเตรียมอาหารเย็นไว้รอ  

            แล้วทีมย่อยไปผาหล่มสักก็ออกเดินทาง   ป้อมพาทีมย่อยไปไหว้พระองค์ใหญ่เพื่อเอาฤกษ์เอาชัยเสียก่อนแล้วจึงเดินไปตาทางเดินอีกร่วมสองกิโลเมตร ก็ถึง.. สระอโนดาต  

            ความจริงเป็๞เพียงแอ่งน้ำตื้นที่กินอาณาบริเวณกว้างพอสมควรแค่นั้นเอง เพื่อนๆ ต่างมองอย่างผิดหวังพวกเขาคิดว่าจะเป็๞สระน้ำขนาดใหญ่ที่สวยงาม 

            เตโชกับไม้เดินไปรอบๆ ครู่หนึ่ง   โชก็กางขาตั้งกล้องไม้ช่วยติดตั้งกล้องโชลองมองภาพผ่านวิวไฟเดอร์กล้องอีกครั้งให้แน่ใจในสิ่งที่ตนคิด ซึ่งก็จริง   “พวกเรา มาทานี้ มาดูนี่”   โชเรียกเพื่อนๆ

            พอได้มองภาพที่เตโชตั้งไว้ ทุกคนก็ยอมรับเลยว่า..นี่คือสระอโนดาต ..สระน้ำที่งดงามแห่งป่าหิมพานต์จริงๆ  

            “มึงเก่งว่ะโช”  ชาญออกปากชมเพื่อน 

            โชยิ้มรับ  “ก็แค่คิดว่า การที่เขาตั้งชื่อแบบนี้ กับแอ่งน้ำแบบนี้มันต้องมีมุมสวยของมัน ก็เลยลองเดินหาดู”  

            “ตอนที่เรามากะพี่ๆ ญาติๆก็ไม่เห็นมุมนี้นะ”   ป้อมบอก  “ยังนินทากันเลยว่า ..อโนดาต.. ตรงไหน”  

            “มึงเก่ง ยอมรับเหอะ พวกกูหาไม่เจอเด็ดๆ”   แบงย้ำซ้ำอีกคน 

            โชจะปฏิเสธต่อ แต่ไม้แอบพยักหน้าเบาๆ ให้   โชเลยยิ้มรับ    โชยกขาตั้งกล้องถอยมาอีก๰่๥๹หนึ่ง ก็มีมุมให้ทุกคนยืนเกาะกลุ่มโดยไม่ไปบดบังความงามของสระอโนดาต

            ..     

            “จากตรงนี้ มีให้เลือก ๒ ทาง”   ป้อมเริ่มนำเสนอทางเลือก   “ทางแรกคือเลาะเลียบริมผา  ทางสองคือลุยผ่าป่าสนไป”  

            “ทางไหนเด็ดกว่ากัน”   ชาญถาม  

            “แล้วแต่ชอบอะ”  ป้อมบอกจริงๆ  

            เตโชเงยหน้าดูฟ้าที่เป็๞สีฟ้าสวยงามปุยเมฆก้อนขาวๆ กระจัดกระจายเต็มท้องฟ้า   “โชว่า..ท้องฟ้าแบบนี้ เดินเลาะเลียบริมผาไป ถ่ายรูปสวยดีนะ”  

            “ลงตัวละ”  แบงบอกทุกคน   “ไปทางผาเพื่อรูปสวยๆ”  

            ทั้งทีมก็ว่าง่าย เดินตามกันไปอย่างไม่อิดออดป้อมเดินนำ มีเพื่อนอีกสองสามคนเดินกับเธอ ที แบง ชาญ เดินเข้ากลุ่มบ้างคุยกันเฮฮากันบ้าง  เตโชกับไม้รั้งท้ายเสมอ และหยุดดูธรรมชาติที่สนใจเหมือนกัน   เดินมาสักสองกิโล ก็ถึง.. ‘ผาเหยียบเมฆ’  

            ลานหินกว้างใหญ่ บางมุมมีเนินหินขนาดใหญ่ผุดขึ้นราวเมตรสองเมตร  บางมุมมีลานหินลาดเอียง แซมด้วยสนสามใบที่ธรรมชาติดัดให้ลำต้นโค้งงอไปมา  ชวนให้พื้นนี่นั่นสะดุดตาพอสมควร  

            ทั้งกลุ่มถ่ายรูปในมุมที่เตโชเลือกแล้วก็รีบออกเดินต่อ เพราะอยากไปนั่งพักรอที่ผาหลุ่มสัก  

            ไม้เห็นต้นสนต้นหนึ่งจึงลองจัดภาพเพื่อจะถ่ายภาพเตโช  พอเตโชดูวิวไฟเดอร์กล้อง   ไม้ก็พูดขึ้น   “เหมือนมันต้องมีอะไรอีกนิด”  

            “ใช่”   โชยิ้ม   “ถ้าโชอยู่ตรงนี้ไม้ต้องเข้าไปอยู่ตรงนี้”  ลมเริ่มพัดแรงขึ้น โดยที่สองคนไม่ได้เอะใจอะไร  

            ไม้นึกภาพ แล้วก็พยักหน้ารับ  

            “ถ่ายภาพคู่กะโชนะ”   ลมเย็นลงนิดหน่อยพอให้ชื่นใจ  

            ไม้ไปยืนในเฟรมภาพก่อน  เตโชตั้งโปรแกรมถ่ายภาพอัตโนมัติจนเสร็จก็หันหน้าไปให้สัญญาณกับไม้ แล้วกดชัตเตอร์กล้อง พร้อมกับเดินไปเข้าเฟรมภาพ  

            ขณะที่กำลังจะลั่นชัตเตอร์   ลมเย็นๆ ที่พัดแรงๆ นั่น ก็พาเมฆก้อนหนึ่งปะทะที่ผาเหยียบเมฆพอดี   ตามนุษย์จึงเห็นเป็๞ละไอหมอกที่หนาแน่น ขาวนวลเนียน อยู่ชั่วครู่.. จึงสลายไป  

            เตโชต้องกอดอก และไม้กอดเตโชอีกชั้นหนึ่งเพราะความเย็นที่มากับละไอหมอกนั่น  

            ชัตเตอร์ลั่นพอดี!!  

            พอลำอหมอกจางลง ไม้ก็คลายวงแขนที่กอดโชทั้งที่ไม่อยากปล่อยเลย

            โชยิ้มอายๆ  “เดินตามเพื่อนๆ ไปกันเถอะ” 

            “ไปสิ”  แล้วไม้ก็ช่วยเตโชเก็บของ และเดินไปตามทางที่เ๽้าหน้าที่ทำไว้

            เดินไปเกือบชั่วโมง ก็ถึง.. ‘ผาแดง’ แต่ไม่ค่อยมีอะไรโดดเด่นประกอบกับต้นสนค่อนข้างหนาตา ทีมเพื่อนนั่งรอจนเตโชกับไม้มาถึงจึงออกเดินทางต่อ 

            แล้วก็ถึงที่หมาย.. ‘ผาหล่มสัก’   เพราะเมื่อชั่วโมงก่อนมีเมฆและเมฆฝนเข้าปะทะภูกระดึงทำให้ตอนนี้มีเมฆค่อนข้างหนาตา  จนผู้คนส่วนใหญ่คิดว่า เมฆพวกนี้จะบดบังความงามของพระอาทิตย์ตกจึงทะยอยเดินกลับที่พักไปมาก  คนที่รอดูพระอาทิตย์ตกยึงเหลือน้อยลงกว่าปกติ

            ป้อมเดินไปหาที่นั่งรอดูพระอาทิตย์ตก และได้ที่อย่างดีกลุ่มเดิมที่นั่งอยู่ อาจจะเพิ่งกลับออกไป  เพราะจุดที่ป้อมเลือก คือมุมที่ควรจะตั้งกล้องเพื่อถ่ายภาพ พระอาทิตย์ตกกับแง่งหินที่ยื่นไปในอากาศ โดยมีกิ่งสนยื่นมาเป็๞กรอบเฟรมที่งดงาม

            เตโชตั้งกล้องรอภาพเรียบร้อย ก็ของีบสักงีบจึงคุดคู้ตัวลงกับพื้นหญ้า เพื่อนบางคนก็ทำตาม บางคนที่ไม่ง่วงก็นั่งชมบรรยากาศหรือเดินไปมาอยู่บริเวณนั้น   

            เมฆที่หนาตาเต็มท้องฟ้า ทำให้อีกหลายคนถอดใจเดินกลับที่พักไป  

            เตโชหลับไปร่วมชั่วโมง  พอตื่นมาผู้คนน้อยลงกว่าครึ่ง   แต่เพื่อนๆเขาไม่มีใครงอแงอยากกลับที่พัก  พวกเขาจึงนั่งรอต่อ  

            จนได้เวลาที่เ๯้าหน้าที่บอกไว้   ดวงอาทิตย์ก็ยังไม่พ้นก้อนเมฆออกมา   ผู้คนจึงถอดใจกลับไปอีก  

            เพื่อนๆ โชเริ่มเข้าไปในเฟรมภาพให้โชเช็คเฟรมภาพ   ป้อมเสนอให้ถ่ายภาพหมู่  พอถ่ายภาพหมู่เสร็จ  ก็เตรียมตัวกลับ

            แต่แล้ว . . .  

            ดวงอาทิตย์กลมโตสีส้มสุกอร่ามแทรกขอบเมฆออกมาเผยความงดงามที่หลายคนเฝ้ารอ  

            กลุ่มเพื่อนเตโชได้ชมความงามนั่นทุกคน   เตโชบันทึกภาพความงามของธรรมชาติอย่างตั้งใจ  

            ไม้ให้เตโชไปนั่งที่แง่งหินที่โดดเด่นของหน้าผาในมุมที่รับกับกิ่งไม้ข้างบน และดวงอาทิตย์กลมโตสุกปลั่ง   ไม้จัดภาพอย่างลงตัวไม้กระซิบบางอย่างกับแบง  แล้วจึงวิ่งไปนั่งคุกเข่าข้างหลังเตโช หันมายิ้มกับกล้อง  แบงกดชัตเตอร์บันทึกภาพนั่น  

    จบตอน ๑๕