หรงเยว่ซีแม้จะแข้งขาอ่อนแรงมากแค่ไหน แต่ก็ต้องแข็งใจไปเปลี่ยนชุดที่เป็ทางการให้เรียบร้อยมากกว่านี้สำหรับต้อนรับแขกสูงศักดิ์ที่สุดในแคว้น
ก่อนออกจากห้อง เมื่อเดินผ่านกระจก เขาก็พบว่าใบหน้าและริมฝีปากซีดเสียจนเหมือนคนจะเป็ลมได้ทุกเมื่อ ก็รีบให้เสี่ยวเว่ยไปนำแผ่นชาดมาเม้มให้มีสีสันที่ริมฝีปากมากขึ้นกับตบบริเวรแก้มสองข้างให้ดูสุขภาพดีมีเืฝาด
หลังจากให้กำลังใจตัวเองก้อนโตพร้อมกับเรียกสติคืนมาได้แล้ว เขาก็คิดเอาไว้ว่า หากฮ่องเต้พูดอะไรมา เขาต้องแถให้รอดจากโทษปะาชีวิตให้ได้ จะแถจนสีข้างถลอกหายไปทั้งตัวก็ห้ามให้ตัวเองตายเด็ดขาด
หากความฝันในการถูกxxยังไม่สำเร็จ ไม่ว่าอย่างไรเขาก็จะไม่ยอมตาย ถ้าฮ่องเต้ปะาเขา เขาจะฟื้นขึ้นมาในร่างใหม่เพื่อทำตามความฝันของตัวเองให้สำเร็จ จึงจะยอมตายตาหลับ แต่ถ้าเขาฟื้นขึ้นมาในร่างคนอื่นไม่ได้อีก เขาก็จะกลายเป็ผีคอยตามหลอกหลอนฮ่องเต้ให้ไม่ได้เสพสังวาสกับท่านแม่ทัพอีกตลอดชีวิต!
ร่างสูงของหรงเยว่ซีเดินเข้าไปยังเรือนรับรองก็พบเพียงท่านแม่เท่านั้น แล้วบุรุษในบ้านอีกสามคนไปไหนเสียล่ะ เขาเดินไปนั่งข้างกายท่านแม่ของตัวเอง แล้วถามว่าคนอื่นหายไปไหน
"พวกบุรุษเขาออกไปรอรับเสด็จฮ่องเต้กันที่หน้าจวน แล้วจะพาพระองค์ไปเยี่ยมชมลานฝึกทหารในจวนของเรา จากนั้นจึงค่อยเข้ามาที่นี่"
"อ้อ ฮ่องเต้แค่เสด็จมาเยี่ยมจวนเราแค่นั้นหรือขอรับ"
หรงเยว่ซีถอนหายใจออกมายาวอย่างโล่งอก คิดว่าจะโดนเด็ดหัวออกจากบ่าเสียแล้ว ที่แท้ก็แค่มาเยี่ยมชมจวนของแม่ทัพใต้อาณัติเฉยๆ เป็เขาที่ตื่นตูมไปเองจนเกือบหัวใจวาย
"ใช่สิ ไม่อย่างนั้นฮ่องเต้จะเสด็จมาที่จวนเราทำไมกันล่ะ"
ลู่ซือฟางตอบคำถามบุตรเกอด้วยสีหน้าสับสน ก่อนที่ดวงตาคู่สวยของนางจะโดขึ้นอย่างใ
เมื่อครู่นี้นางไม่ทันได้สังเกตใบหน้าของบุตรชายให้ดี จึงไม่รู้ว่าตอนนี้บุตรชายของตนมีแก้มแดงจัดจากการทาชาดมากเกินไป นางรีบร้องบอกบุตรรักทันที
"ซีเอ๋อร์ เ้าทาชาดที่แก้มมากเกินไปแล้วลูก"
มือบางของนางหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาเกลี่ยและซับชาดที่ลูกชายทามาให้บางลงอย่างระมัดระวัง
ในใจแม้จะนึกขำ แต่ก็อดดีใจไม่ได้ที่ซีเอ๋อร์หันมาสนใจการแต่งหน้าแต่งตัวให้สมกับเป็เกอเสียบ้าง เมื่อก่อนบุตรคนนี้ไม่สนใจการประทินผิวเลยสักนิด แม้หลังๆ จะเริ่มดูแลผิวพรรณ แต่ก็ไม่เคยเห็นลุกมาแต่งหน้าให้นางได้ยลบ้างเลย วันนี้ไม่รู้ว่านึกครึ้มอย่างไรถึงได้เริ่มแต่งหน้าเพื่อเพิ่มความสวยงามให้ตัวเอง
หรงเยว่ซีเวลานี้ แม้ไม่ต้องพึ่งชาดที่ทามาแต่ใบหน้าของเขาก็ขึ้นสีแดงระเรื่อทันทีด้วยความอับอาย นี่เขาแค่ตบชาดเบาๆ เองไม่ใช่เหรอ อย่าบอกนะว่าเมื่อครู่นี้เขาเดินแสดงใบหน้าที่แดงเป็ตูดลิงมาตลอดทางต่อหน้าบ่าวไพร่ทั้งจวน...
ให้ตายเถอะ โชคดีว่าในเรือนรับรองมีแค่เขากับท่านแม่และบ่าวคนสนิทเท่านั้น
ไม่อยากจะคิดว่าหากท่านแม่ไม่ท้วงขึ้น เขาจะต้องแสดงความน่าเกลียดต่อหน้าพระพักตร์ของฮ่องเต้ขึ้นมา เขาจะเอาหน้าไปเก็บไว้ที่ไหน
การที่ให้คนงามเป็อันดับหนึ่งต้องมาเจอเขาที่แต่งหน้าเป็ลิงมันช่างเป็เื่ตลกชวนขบขันมากเป็แน่
ซึ่งเขาจะไม่ยอมทำเื่ขายหน้าต่อหน้าอีกฝ่ายเด็ดขาด ศักดิ์ศรีของคนที่อกหักจากการแอบรักสามีของคนอื่น เขาจะต้องหลงเหลือเอาไว้บ้าง!
เขากับท่านแม่นั่งพูดคุยกันเรื่อยๆ รอให้ฮ่องเต้เข้ามาประทับยังเรือนรับรองอยู่ประมาณครึ่งชั่วยาม หัวหน้าพ่อบ้านจึงได้รุดเข้ามาบอกว่า ฮ่องเต้กำลังเสด็จมาที่เรือนรับรองแล้ว เขารีบพยุงมารดาลุกขึ้นและช่วยกันจัดเสื้อผ้าไม่ให้ยับมากเกินไปเพื่อเตรียมต้อนรับฮ่องเต้อย่างสมพระเกียรติ
สามอึดใจผ่านไป ฮ่องเต้ผู้งดงามที่อยู่ในชุดสีดำมีลายปักัทองห้าเล็บพาดผ่านก็ก้าวเข้ามายังห้องรับรองนี้ด้วยท่วงท่าสง่างาม ตามหลังมาด้วยท่านพ่อของเขา ต้าเกอกับเสี่ยวหาน และสุดท้ายเป็แม่ทัพไป๋เทียนอี้ที่เขาไม่คาดคิดว่าอีกฝ่ายจะมา แต่พอคิดอีกทีก็นับว่าสมเหตุสมผลที่แม่ทัพไป๋จะตามติดคนรักของตัวเองมาด้วย
คงไม่พ้นว่าอาจจะหึงหวงฮ่องเต้ก็เป็ได้ คงกลัวว่าจะมีบุรุษหน้าไหนมาหลงความงามของฮ่องเต้เข้าเป็แน่
เฮอะ ยิ่งคิดก็ยิ่งเจ็บ
ดูสิ เดินหน้าตรงขนาดนั้น คิดว่าตัวเองสวยนักรึไง ใช่ ก็สวยที่สุดในแคว้นแล้วเนี่ย
หรงเยว่ซีที่หมกมุ่นกับความคิดของตัวเองจึงเผลอมองค้อนใส่ฮ่องเต้ โดยที่เขาเองก็ไม่รู้ตัวว่าอีกฝ่ายกำลังหันมามองเขาพอดี
ซีฉินมู่หยางเลิกคิ้วสวยของตัวเองด้วยความสงสัย ว่าเขาไปทำอะไรให้คุณชายรองตระกูลหรงขุ่นเคืองใจ อีกฝ่ายจึงได้มองค้อนเขาเช่นนี้
ร่างสูงโปร่งเก็บความสงสัยนี้ไว้ในใจ ก่อนจะเดินไปนั่งยังตำแหน่งของประมุขจวนแทนที่แม่ทัพหรง หลังจากทุกคนนั่งที่แล้ว เขาจึงเอ่ยสอบถามแม่ทัพหรงถึงความเป็อยู่ต่างๆ รวมถึงสิ่งที่กองทัพในความดูแลของแม่ทัพหรงขาดเหลือ เพื่อที่จะได้จัดเตรียมให้
ปกติทุกปีเขาจะใช้การเรียกให้แม่ทัพและรองแม่ทัพแต่ละตระกูลเข้าเฝ้าเพื่อรายงานสถานการณ์ในกองทัพของตัวเอง แต่ปีนี้เขาอยากลงไปตรวจสอบดูความพร้อมของทหาร เนื่องจากแคว้นซีฉินสงบและไร้ามาได้หลายปี จึงเกรงว่าทหารเหล่านี้จะหย่อนการฝึกซ้อมทำให้ความสามารถในการรบลดลง หากเกิดเหตุเร่งด่วนขึ้นมาจะกลายเป็ว่าทหารเหล่านี้จะเป็ตัวถ่วงให้แก่เพื่อนทหารคนอื่นๆ จนเป็เหตุให้เสียชีวิตและทรัพยากรโดยเปล่าประโยชน์
ก่อนมาเยือนที่จวนตระกูลหรง เขาก็ได้ไปเยือนที่จวนไป๋มาก่อนแล้ว สหายของเขาแม่ทัพไปเทียนอี้จึงได้ติดตามมายังจวนหรงด้วย เนื่องจากสนิทสนมกับรองแม่ทัพหรงพอสมควร เนื่องจากอีกฝ่ายมาฝึกซ้อมฝีมือด้วยกันเป็ประจำ
ตลอดระยะเวลาที่พูดคุยกัน เขาจะใช้หางตาของตัวเองสังเกตเกอคนเดียวในที่นี้ตลอดเวลา เพราะเขาอยากจับสังเกตได้ว่าเหตุใด เกอที่มีชื่อเสียงเื่รูปลักษณ์ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าเขา แต่อาจจะไปในทางตรงกันข้ามคนนี้ถึงได้ดูไม่ชอบใจเขานัก
เขาเป็บุรุษที่มีใบหน้าและรูปร่างงดงามเหนือกว่าสตรีและเกอ ส่วนอีกฝ่ายเป็เกอรูปงาม ที่แม้ไม่ได้หล่อเหลาเหนือบุรุษเทียบเท่าไป๋เทียนอี้ แต่ด้วยรูปร่างสูงใหญ่มีกล้ามเนื้อไม่ได้บอบบางราวกิ่งหลิวจึงค่อนข้างเป็ที่โจษจันพอสมควร
สายตาของอีกฝ่ายยามมองมาทางเขามีความไม่พอใจแฝงอยู่ ที่หากไม่ตั้งใจสังเกตก็คงมองไม่ออก ตรงกันข้ามกับยามที่สายตาของหรงเยว่ซีมองไปยังไป๋เทียนอี้ เขาเห็นความรู้สึกเศร้าหมองแฝงอยู่ภายใน
ไป๋เทียนอี้เคยทำอะไรให้หรงเยว่ซีเจ็บช้ำกัน เขาไม่เคยได้ยินสหายคนนี้เคยเอ่ยชื่อของหรงเยว่ซีเสียด้วยซ้ำ
แต่ไป๋เทียนอี้อาจไม่ได้ทำอะไรต่ออีกฝ่ายก็ได้ ขนาดตัวเขาเองหากไม่นับในงานเลี้ยง นี่คือการพบปะครั้งแรกระหว่างกัน แต่ยังได้รับสายตาไม่พอใจจากอีกฝ่ายอยู่ดี
นับว่ายังโชคดีที่เขาเป็คนสังเกตเห็นและไม่ได้เป็ฮ่องเต้บ้าอำนาจ ไม่อย่างนั้นคงได้มีการลงอาญาตักเตือนกันบ้างแล้ว
จวบจนกระทั่งการพูดคุยจบลงและเดินทางกลับวังหลวง สิ่งที่เขาจดจำได้ขึ้นใจเป็อย่างดีคือความ'แปลก'ของหรงเยว่ซีคนนี้นั่นเอง
"เทียนอี้ เ้าสนิทกับหรงเยว่ซีบุตรเกอของแม่ทัพหรงเหรอ" เขาเอ่ยถามสหายที่ตามกลับมาพูดคุยเื่งานที่วังหลวงด้วยกัน
"หากเรียกว่าสนิทก็คงไม่ได้ แต่ก่อนหน้านี้ข้าพบเจอกับเขาค่อนข้างบ่อยเวลาไปฝึกซ้อมกับฮุ่ยจวิน หรงเยว่ซีก็มาฝึกซ้อมด้วยกันตลอด ฝีมือนับว่าเป็ทหารชั้นเลิศคนหนึ่งเลยทีเดียว นับว่าสมกับเป็บุตรของสายเืแม่ทัพโดยแท้ แต่ช่างน่าเสียดายที่คนผู้นี้เป็เกอมิใช่บุรุษ หากเป็บุรุษ ป่านนี้คงได้รับตำแหน่งผู้ช่วยของฮุ่ยจวินไปแล้ว และในอนาคตย่อมต้องเลื่อนขั้นเป็รองแม่ทัพแน่นอน"
ไป๋เทียนอี้เอ่ยชมอย่างใจจริง เพราะเขาค่อนข้างชื่นชมความแข็งแกร่งของหรงเยว่ซี
"เกอผู้นี้เก่งถึงเพียงนั้นเลยเหรอ แต่ถึงเป็เกอก็จริง แต่ถ้ามีความสามารถ ข้าก็พร้อมรับเข้ากองทัพนะ"
ซีฉินมู่หยางนับถือผู้คนจากความสามารถโดยไม่สนใจเื่เพศเอ่ยความคิดของตัวเองขึ้น
"แต่ฮูหยินหรงคงไม่ยินยอมหรอก นี่หรงเยว่ซีก็ถูกสั่งห้ามเข้าร่วมฝึกซ้อมได้หลายเดือนแล้ว เพราะฮูหยินหรงเกรงว่าบุตรเกอของตนจะไม่ได้ออก
เรือน เพราะไม่มีผู้ใดกล้ามาสู่ขอไปเป็ฮูหยิน"
ไป๋เทียนอี้ส่ายหน้าด้วยยังนึกเสียดายความสามารถของน้องชายของสหายอีกคน แต่เมื่อเขานึกดูแล้วก็เข้าใจถึงความกังวลของฮูหยินหรงที่ห่วงใยบุตรของตัวเอง เกอและสตรีทุกคนไม่ว่าอย่างไรก็ต้องแต่งออกจากจวน ไม่เช่นนั้นคงได้เป็เื่ชวนขบขันของทั้งเมืองหลวงเป็แน่ ยิ่งสถานะของอีกฝ่ายเป็ถึงบุตรของแม่ทัพด้วยแล้ว และสถานการณ์ตอนนี้ของหรงเยว่ซีก็ช่างน่าเป็ห่วงจริงๆ เื่การออกเรือน
เขาได้ยินฮุ่ยจวินมาปรึกษากับเขาอยู่หลายครั้งว่าจะหาบุรุษคนได้ที่ยอมรับรูปลักษณ์น้องชายของตัวเองเพื่อตบแต่งเป็ภรรยา เพราะทุกวันนี้จวนหรงนั้นเงียบสนิท ไม่มีแม่สื่อคนไหนเข้ามาทาบทามหรงเยว่ซีเลยสักคน เขาเองก็จนปัญญาจะแนะนำบุรุษที่มีความชอบแบบหรงเยว่ซี
ซีฉินมู่หยางได้ยินดังนั้นก็เข้าใจทันที หรงเยว่ซีนั้นเพียบพร้อมด้วยรูปลักษณ์และความสามารถ ทั้งตระกูลยังเป็ถึงแม่ทัพที่คนทั้งแคว้นนับหน้าถือตา ปัญหาสำคัญคงเป็เพราะอีกฝ่ายมีความเป็บุรุษมากกว่าบุรุษบางคนเสียอีก จึงไม่มีบุรุษคนไหนอยากตบแต่งเข้าเรือนเพื่อไปเป็ฮูหยิน
จะว่าไปแล้วนี่ก็ค่อนข้างน่าเห็นใจเหมือนกัน
หากเป็ใน'โลกของเขา'ฝ่ายรับที่มีความโดดเด่นแบบนี้ เรียกได้ว่าค่อนข้างเป็ที่นิยมพอๆ กับฝ่ายรับที่เอวบางร่างน้อยเลยทีเดียว
Talk : โอ๊ะโอ!