เย่เทียนไม่ได้หลับลึกหลังจากเปิดทางแรก
ความเจ็บยังฝังอยู่ข้างลำตัวซ้ายเหมือนมีเส้นไหมร้อน ๆ ร้อยผ่านเนื้อ เขานั่งพิงหินอยู่ในวงแสงสีเงิน เบื้องหน้าคือหมอกดำที่หยุดนิ่งผิดธรรมชาติ เบื้องหลังคือเสียงหายใจแผ่วของไป๋หลีอิงซึ่งยังนั่งพิงแท่นหินอยู่ไม่ไกล ทุกอย่างควรทำให้เขาหวาดระแวง แต่ในอกกลับมีความรู้สึกหนึ่งค่อย ๆ ขยายขึ้นอย่างเงียบเชียบ
เขายกมือขึ้นมองฝ่ามือตัวเอง
ไม่มีแสง ไม่มีพลังพุ่งออกมา ไม่มีสิ่งใดที่คนอื่นมองแล้วต้องตกตะลึง แต่เมื่อเขาขยับลมหายใจภายในอย่างระมัดระวัง ปราณหยาบที่เคยกระจัดกระจายกลับตอบสนองต่างจากเดิม มันไหลผ่านร่องทางใหม่อย่างฝืดเคือง เจ็บเล็กน้อยทุกครั้งที่ผ่าน แต่เจ็บแบบมีทิศ ไม่ใช่เจ็บแบบร่างกายถูกทุบทำลาย
เย่เทียนกำมือช้า ๆ
ปลายนิ้วสั่นเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะกลัวแต่เพราะความรู้สึกที่เขาไม่ได้สัมผัสมานาน
เขาก้าวไปข้างหน้าแล้วจริง ๆ
ไม่มากพอจะเรียกว่าชัยชนะใหญ่ ไม่มากพอจะทำให้เขากลับไปยืนเหนือใคร แต่สำหรับเด็กหนุ่มที่ถูกคำว่า “สำรอง” แขวนไว้ข้างเอวมาตลอด เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มันมากพอจะทำให้ลมหายใจของเขาสั่น
เย่เทียนยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว
รอยยิ้มนั้นเล็กมาก และอยู่ได้ไม่นาน แต่ไป๋หลีอิงยังเห็น
นางไม่ได้พูดทันที เพียงมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง แสงสีเงินอ่อน ๆ ทาบบนขนตา ทำให้ดวงตาของนางดูเหมือนจันทร์ที่สะท้อนอยู่บนผิวน้ำลึก
“ดีใจหรือ”
เย่เทียนชะงัก ก่อนลดมือลง “ข้าคิดว่าข้าควรเก็บอาการให้สงบกว่านี้”
“ไม่จำเป็น”
คำตอบสั้น ๆ ทำให้เขาหันไปมองนาง
ไป๋หลีอิงหลับตาลงครึ่งหนึ่ง สีหน้าซีดแต่เสียงยังมั่นคง “เจ้าควรดีใจจริงๆนั่นแหละ”
เย่เทียนเงียบไปครู่หนึ่ง ความรู้สึกบางอย่างในอกอ่อนลงเล็กน้อย
เขาไม่ได้คาดว่านางจะพูดแบบนั้น
“ข้านึกว่าท่านจะบอกว่าความดีใจทำให้เสียสมาธิ”
“มันทำได้” นางตอบ “ถ้าข้าห้ามแม้แต่ความดีใจเล็กน้อย เจ้าจะเหลืออะไรให้พาตัวเองผ่านเข็มเล่มถัดไป”
เย่เทียนหัวเราะเบา ๆ ก้มมองฝ่ามือตัวเองอีกครั้ง แล้วค่อย ๆ คลายมือ
ความดีใจยังอยู่
แต่ข้างใต้ความดีใจนั้นคือความจริงที่หนักกว่าเดิม
เขายังอยู่ใต้หุบเขา ไป๋หลีอิงยังบาดเจ็บ หมอกดำยังล้อมอยู่ และทางแรกที่เปิดได้ก็เป็นเพียงร่องทางเล็ก ๆ เส้นเดียวเท่านั้น
“ร่องทางที่เปิดได้นี้จะทำให้ข้าแข็งแกร่งขึ้นมากหรือไม่” เขาถาม
ไป๋หลีอิงส่ายหน้าเล็กน้อย “ตอนนี้ไม่มาก”
คำตอบตรงไปตรงมาเหมือนเคย แต่คราวนี้เย่เทียนไม่ได้ผิดหวัง
“แต่เจ้าเริ่มรู้จักร่างตัวเองแล้ว” นางกล่าวต่อ “ก่อนหน้านี้เจ้าเหมือนคนยืนหน้าประตูโดยไม่รู้ว่ามีประตูอยู่ ตอนนี้เจ้าเพิ่งพบว่ามีกลอนอยู่ตรงไหน”
เย่เทียนนึกถึงเสียงกึกเบา ๆ ในร่างตนเองแล้วรู้สึกขนลุกน้อย ๆ
“แล้วต้องทำอย่างไรต่อ”
“จำความรู้สึกนั้นให้ได้”
“ความรู้สึกตอนทางเปิด?”
“ใช่” นางลืมตาขึ้น “และจำความรู้สึกตอนที่สิ่งลึกกว่านั้นดึงเจ้าไว้ด้วย”
รอยยิ้มบนใบหน้าเย่เทียนค่อย ๆ จางลง
เงาประตูหม่นในความมืดหลังเปลือกตากลับมาชัดขึ้นในความทรงจำ ไม่ใหญ่ ไม่ชัด แต่เย็นจนลึกถึงกระดูก
“มันคืออะไร”
ไป๋หลีอิงมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตอบ “ยังไม่ต้องไปสนใจมัน และไม่ต้องไปคิดถึงมันด้วย”
เย่เทียนเข้าใจในความหมาย เขาจึงไม่ถามต่อ
บางอย่างไม่ใช่ไม่ควรรู้ตลอดไป แต่ไม่ควรรู้เร็วเกินไป
วงแสงเงียบลงอีกครั้ง ไป๋หลีอิงหยิบเศษหินอักขระชิ้นเล็กจากข้างตัวโยนให้เขา เย่เทียนรับไว้ด้วยมือขวา หินนั้นเย็นจัดและมีเส้นสีเงินขาด ๆ อยู่บนผิว
“จับไว้” นางกล่าว “แล้วหายใจผ่านทางที่เพิ่งเปิด”
เย่เทียนทำตามอย่างระวัง
ตอนแรกไม่มีอะไรเกิดขึ้น นอกจากความเจ็บฝืด ๆ ที่ข้างลำตัวซ้าย แต่เมื่อเขาปล่อยให้ปราณหยาบไหลผ่านร่องทางใหม่ทีละน้อย เศษหินอักขระในมือกลับสว่างขึ้นจาง ๆ แล้วดับลงเหมือนหิ่งห้อยที่ใกล้หมดแรง
เย่เทียนเบิกตาเล็กน้อย
ครั้งนี้ไป๋หลีอิงไม่ได้ต้องอธิบาย เขาเห็นด้วยตาตนเองแล้วว่าทางที่เปิดใหม่มีผลต่ออักขระจริง ๆ แม้จะน้อยมากก็ตาม
“อย่าเร่ง” นางเตือนก่อนที่เขาจะลองอีกครั้ง “ทางที่เพิ่งเปิดเหมือนแผลที่ยังสด หากเจ้าฝืนให้พลังผ่านมันมากเกินไป มันจะปริ”
เย่เทียนค่อย ๆ ลดลมหายใจลง
แสงบนเศษหินจางลงตาม
เขานั่งนิ่งอยู่พักใหญ่ ทำเพียงส่งปราณหยาบผ่านทางแรกครั้งละน้อย แล้วหยุด รับรู้ว่าร่องทางนั้นเจ็บตรงไหน และจังหวะใดที่ความเย็นในท้องน้อยเริ่มขยับเหมือนจะดึงเขาลึกเกินไป ไป๋หลีอิงไม่ได้พูดมาก นางเพียงสังเกตจังหวะลมหายใจ สีหน้า และปลายนิ้วของเขา บางครั้งนางแตะพื้นหินเพื่อทำให้อักขระรอบวงแสงนิ่งลง บางครั้งก็ปิดตาเหมือนฟังเสียงบางอย่างที่เย่เทียนไม่ได้ยิน
เวลาผ่านไปโดยไม่มีรุ่งเช้า
ใต้หุบเขา หนึ่งชั่วยามคล้ายหนึ่งคืน และหนึ่งคืนคล้ายเพียงลมหายใจหนึ่งครั้ง
เมื่อเย่เทียนไหลพลังผ่านทางแรกได้โดยไม่ทำให้ร่างสั่น ไป๋หลีอิงจึงให้เขาวางเศษหินลง แล้วชี้ไปยังขอบวงแสง
“เดินไปตรงนั้น”
เย่เทียนมองหมอกดำด้านนอก
มันยังนิ่งอยู่ ห่างจากขอบวงแสงเพียงไม่กี่ก้าว ความนิ่งของมันไม่ได้ทำให้ปลอดภัยขึ้น ตรงกันข้าม มันเหมือนสัตว์ร้ายที่หมอบอยู่และลืมตาดูเหยื่อหัดเดิน
“ออกจากวงแสงหรือ”
“ยังไม่ออก” ไป๋หลีอิงกล่าว “แค่ยืนตรงขอบ”
เย่เทียนลุกขึ้นช้า ๆ ร่างยังอ่อนแรงจากการฝึก แต่เขาพบว่าการยืนหลังเปิดทางแรกต่างจากก่อนหน้าเล็กน้อย ไม่ใช่แข็งแกร่งขึ้นมาก ทว่าเวลาขยับน้ำหนักลงเท้าซ้าย ลมหายใจภายในกลับลึกกว่าเดิมเล็กน้อย ราวกับร่างมีช่องให้แรงกระจายมากขึ้น
เขาเดินไปถึงขอบวงแสง
หมอกดำด้านนอกไม่ถอย แต่ก็ไม่พุ่งเข้ามา
เย่เทียนหยุดห่างจากมันเพียงช่วงแขนเดียว ความเย็นจากหมอกปะทะผิวหน้าเหมือนละอองน้ำแข็ง เส้นอักขระใต้เท้าสั่นเบา ๆ
“ส่งปราณผ่านทางแรก” ไป๋หลีอิงกล่าวจากด้านหลัง “แค่โคจรให้ได้หนึ่งรอบ แล้วหยุด”
เย่เทียนหลับตาครึ่งหนึ่ง ทำตามคำสั่ง
ปราณหยาบไหลผ่านร่องทางข้างลำตัวซ้ายอย่างช้า ๆ เจ็บเล็กน้อย แล้วจางลง เขาไม่ได้ปล่อยพลังออกนอกร่าง แต่ในเสี้ยวขณะนั้น หมอกดำตรงหน้าเหมือนหยุดกระเพื่อม ละอองดำบางส่วนที่เคยลอยเข้าใกล้ขอบวงแสงกลับแขวนอยู่กลางอากาศ
ไม่ใช่ยอมรับ
ไม่ใช่หวาดกลัว
เหมือนมันกำลังฟัง
หัวใจของเย่เทียนเต้นแรงขึ้น
“มันได้ยินหรือ” เขาถามเสียงเบา
“อาจเป็นอย่างนั้น”
“ทางแรกของข้าส่งเสียงถึงมัน?”
“ไม่ใช่เสียงแบบที่หูได้ยิน” ไป๋หลีอิงกล่าว “แต่อักขระ หมอก เลือด และชีพจร บางครั้งตอบสนองกันด้วยสิ่งที่คำพูดเรียกไม่ได้”
เย่เทียนลืมตาขึ้น มองหมอกที่นิ่งอยู่ตรงหน้า ความดีใจเมื่อครู่เปลี่ยนเป็นความระวังลึกกว่าเดิม เขาเพิ่งเปิดทางหนึ่งเส้นในร่าง และสิ่งที่อยู่ใต้หุบเขาเหมือนตอบสนองต่อมัน
นั่นไม่น่าใช่เรื่องเล็ก
และไม่น่าใช่เรื่องดีล้วน ๆ
“กลับมา” ไป๋หลีอิงกล่าว
เย่เทียนถอยกลับเข้ากลางวงแสง เส้นอักขระใต้เท้าค่อย ๆ นิ่งลง หมอกด้านนอกกลับมากระเพื่อมช้า ๆ เหมือนเดิม
ไป๋หลีอิงหยิบเข็มจันทร์ออกมาอีกหนึ่งเล่ม แต่ไม่ได้เตรียมแทง เพียงวางไว้บนฝ่ามือแล้วมองมันเงียบ ๆ
“วันนี้พอแค่นี้หรือ” เย่เทียนถาม
“สำหรับการเปิดทาง ใช่”
เขาแปลกใจเล็กน้อย “ข้านึกว่าท่านจะให้เปิดต่อ”
“ถ้าเปิดต่อ ร่างเจ้าจะจำความเจ็บแทนที่จะจำทาง”
คำตอบนั้นทำให้เย่เทียนเข้าใจมากกว่าคำอธิบายยาว ๆ เขายังรู้สึกถึงร่องทางแรกได้ชัดอยู่ ถ้าฝืนเปิดเพิ่มในตอนนี้ ทุกอย่างอาจกลายเป็นความปวดปนกันจนแยกไม่ออก
ไป๋หลีอิงเก็บเข็มกลับเข้าซองผ้าเงิน “ต่อจากนี้เจ้าต้องทำให้ทางแรกกลายเป็นส่วนหนึ่งของลมหายใจ ไม่ใช่รอยแผลที่ต้องคอยนึกถึง”
“ต้องใช้เวลานานแค่ไหน”
“จนกว่าเจ้าจะไม่ถามว่าต้องใช้เวลานานแค่ไหน”
เย่เทียนมองนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้า เขาเริ่มชินกับการที่คำตอบของนางไม่ได้ให้ความสบายใจ แต่ก็ยังคงให้ทิศทาง
เขากลับไปนั่งพิงหิน ขยับลมหายใจภายในอย่างช้า ๆ ความเจ็บยังมีอยู่ แต่เมื่อปราณหยาบผ่านทางแรก ความเจ็บนั้นไม่เหมือนสิ่งแปลกปลอมอีกต่อไป มันเหมือนทางดินขรุขระที่เพิ่งถูกเปิด ยังมีหิน ยังมีหนาม แต่เดินได้
เขาเผลอยิ้มอีกครั้ง
คราวนี้รอยยิ้มอยู่ได้นานกว่าเดิมเล็กน้อย
“เย่เทียน”
เสียงไป๋หลีอิงทำให้เขาเงยหน้า
นางมองเขาโดยไม่มีแววล้อเลียน “จำความรู้สึกไว้ ความรู้สึกตอนรู้ว่าตัวเองไปต่อได้” นางกล่าว “วันหน้ามันอาจช่วยเจ้ามากกว่าคำสอนของข้า”
เย่เทียนนิ่งไป
นางพูดเหมือนคนที่เคยเห็นผู้คนล้มลงตรงจุดที่ไม่เหลืออะไรให้ยึดไว้ และเพราะอย่างนั้น คำพูดเรียบๆ นี้จึงหนักกว่าที่เขาคาด
เขาก้มมองฝ่ามือของตนเองอีกครั้ง แล้วพยักหน้า
“ข้าจะจำไว้”
หลังจากนั้นไป๋หลีอิงไม่ได้พูดอะไรอีกนาน นางหลับตาพัก ฟื้นลมหายใจเท่าที่ทำได้ ส่วนเย่เทียนนั่งอยู่กลางวงแสง ฝึกให้ปราณหยาบไหลผ่านทางแรกซ้ำแล้วซ้ำเล่า ครั้งละน้อย และหยุดทุกครั้งก่อนความเย็นในท้องน้อยจะขยับเกินขอบเขต
ครั้งแรก เขายังต้องนับลมหายใจ
ครั้งที่สิบ เขาเริ่มรู้ว่าจุดไหนควรหยุด
ครั้งที่ยี่สิบ เขาเริ่มแยกออกว่าความเย็นใดมาจากหมอก และความเย็นใดมาจากเงาประตูในร่าง
ครั้งที่ไม่รู้เท่าใด เขาไม่ยิ้มแล้ว แต่สีหน้าของเขานิ่งขึ้น ไม่ใช่นิ่งแบบตายด้าน หากเป็นความนิ่งของคนที่เริ่มจับทางตนเองได้