“มามี๊ ทำไมเสด็จพ่อยังไม่มารับเราสักที”
เปาเปาถามขึ้นด้วยน้ำเสียงหงอย ๆ
เขามีความสุขที่ได้อยู่กับเสด็จปู่ก็จริง แต่ในใจก็ยังคิดถึงเสด็จพ่อเสมอ ถึงแม้พ่อของเขาจะเป็คนเคร่งขรึม จริงจังกับกฎระเบียบตลอดเวลาก็ตาม
“แม่ก็ไม่รู้เหมือนกันนะ แต่เสด็จพ่อต้องมารับเปาเปาแน่ ตอนนี้อาจกำลังทรงงานยุ่งอยู่ก็ได้”
ไอรดาเอ่ย น้ำเสียงเศร้าไม่แพ้ลูกชาย
“ถึงจะยุ่งแค่ไหน ลูกก็ต้องสำคัญกว่าสิ”
เปาเปาพูดอย่างน้อยใจ ปลายจมูกเริ่มแดง
ไอรดาดึงร่างเล็กเข้ามากอดแน่น
“บางทีเสด็จพ่ออาจกำลังเดินทางอยู่ก็ได้นะ”
เธอปลอบลูกชายเบา ๆ
“ผมจะรออีกหนึ่งสัปดาห์ ถ้าเขาไม่มา ผมก็จะไม่รอเขาอีกแล้ว”
เปาเปาพูดด้วยความโกรธ นัยตาดำคล้ำ
ไอรดาโยกร่างลูกไปมาเพื่อปลอบ
“เราไปช่วยคุณยายทำเรซิ่นกันต่อดีไหมคะ จะได้ทำไว้เป็ของขวัญต้อนรับตอนเสด็จพ่อมาถึง”
“ผมไม่ทำให้เขาหรอก”
เปาเปาตอบเสียงงอน ก่อนจะเดินไปหาคุณยายนิตาที่กำลังตั้งใจเทเรซิ่นลงในพิมพ์
“เดี๋ยวหนูช่วยค่ะ แม่”
ไอรดาเอ่ยขึ้น
“งั้นลูกทำกรอบรูปแล้วกัน ส่วนแม่จะทำนาฬิกาทราย”
มารดาของเธอพูดอย่างใจเย็น
“ได้ค่ะ”
“แล้วเปาเปาล่ะ อยากทำอะไรดีลูก”
คุณยายนิตาหันไปถามหลานชายที่กำลังทำสีหน้าครุ่นคิด
“ผมอยากทำสร้อยคอครับ”
“ได้สิ งั้นหลานมานั่งมุมนี้นะ เดี๋ยวยายผสมเรซิ่นให้”
คุณยายนิตาพูดพลางลงมือช่วยหลานชายตัวน้อยที่ตั้งใจทำเป็พิเศษ
ทั้งสามช่วยกันออกแบบเครื่องประดับและของตกแต่งบ้านจากเรซิ่นอย่างตั้งอกตั้งใจ จนไม่ได้สังเกตเห็นชายสูงวัยคนหนึ่งที่ยืนมองภาพตรงหน้าด้วยสายตาเปี่ยมความห่วงหาอาวรณ์
น้ำตาของลูกผู้ชายไหลอาบแก้มที่เต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งกาลเวลา
ชีคอัชบิลาเอื้อมมือตบไหล่พี่ชายเบา ๆ เพื่อให้กำลังใจ
“ขอบใจมากนะ ที่คอยดูแลเธอแทนพี่”
ชีคซาเฮียร์ตรัสเสียงแ่
“ครอบครัวเดียวกัน”
ชีคอัชบิลาเอ่ย
“เสด็จพี่ทรงแบกภาระมานาน เหนื่อยมามากพอแล้ว ถึงเวลาที่จะมีความสุขสักที”
“ขอบใจ”
ชีคซาเฮียร์ตรัส ก่อนจะเช็ดน้ำตา สูดลมหายใจลึกเพื่อรวบรวมกำลังใจ แล้วก้าวไปหาครอบครัวที่แท้จริงของพระองค์
“นิตา”
น้ำเสียงแหบพร่าดังขึ้น
มือนางนิตาที่กำลังง่วนอยู่กับการผสมสีเรซิ่นชะงักลงทันที เช่นเดียวกับไอรดาและเปาเปา เมื่อสองแม่ลูกเงยหน้าขึ้นมาเห็นชีคซาเฮียร์ก็ถึงกับใ เพราะทั้งสองจำได้ว่าเขาเป็ใคร
“ขอแสดงความเคารพต่อท่านชีคค่ะ”
ไอรดารีบย่อตัวลงทำความเคารพอย่างนอบน้อม
“ขอแสดงความเคารพต่อท่านปู่ครับ”
เปาเปาพูดตามมารดาอย่างเรียบร้อย ก่อนจะลุกขึ้นยืนตรง
ชีคพยักหน้าเล็กน้อย นัยตายังคงแดงก่ำ มือและน้ำเสียงสั่นเล็กน้อย
“ไม่ต้องมากพิธี”
“ขอฉันคุยธุระกับแม่ของเธอสักครู่ได้ไหม”
ชีคซาเฮียร์ตรัสกับไอรดา
“ได้ค่ะ”
ไอรดาพยักหน้ารับ ก่อนจะถอยออกมาอย่างสำรวม พร้อมกับเปาเปา
เมื่อพ้นร่างของไอรดาและเปาเปา…
ชีคซาเฮียร์ก้าวเข้ามาหานิตาอย่างช้า ๆ
หญิงชราที่ยังคงก้มหน้าก้มตาทำเรซิ่นต่อไป ราวกับเงาของเขาไม่เคยมีตัวตนอยู่ตรงนั้น
แต่หากมองให้ดี จะเห็นว่ามือของเธอสั่น
สั่นราวกับกำลังฝืนไม่ให้ความทรงจำไหลย้อนกลับมา
“นิตา…”
เสียงเรียกนั้นแ่จนแทบขาดห้วง
“ฉันรู้ว่าเธอโกรธ และเกลียดฉัน”
เขากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก
“และฉันก็ไม่คิดจะร้องขอการอภัยจสกเธอ”
ชีคซาเฮียร์น้ำตาเอ่อคลอจนภาพตรงหน้าพร่าเลือน
“แต่นิตา…
ฉันอยากให้เธอรู้ว่า
ทุกลมหายใจที่ผ่านมา
ฉันคิดถึงเธอกับลูก…จนแทบขาดใจ”
“ตึ๊ง!!”
เสียงเรซิ่นที่แข็งตัวแล้วถูกฟาดกระแทกลงบนโต๊ะดังสนั่น
ร่างของนิตาผุดลุกขึ้นราวกับสปริงถูกปลด
แววตาที่เคยสงบ
บัดนี้เต็มไปด้วยไฟโทสะที่สุมอยู่มานานนับสิบปี
มือที่สั่นเทาชี้ไปยังประตู
“ออกไป”
เสียงของเธอสั่น…แต่ไม่ใช่เพราะอ่อนแอ
“ที่นี่ ไม่มีคนที่คุณกำลังพรรณาเพ้อหา”
“นิตา…”
เขาเรียกอีกครั้ง
น้ำตาหยดลงกับพื้นโดยไม่คิดจะเช็ด
“ฉันบอกให้ออกไป!!”
นิตาคำราม ก่อนจะคว้าที่รองแก้วเรซิ่นซึ่งแข็งตัวแล้ว
เขวี้ยงใส่เขาอย่างไม่ลังเล
“โป๊ก!”
เสียงกระแทกดังทึบ
“ตุ๊บ!”
ร่างชีคชราทรุดลงครึ่งหนึ่ง แต่เขาไม่ยอมหลบ
ไม่ยอมป้องกัน เขายืนรับมันทั้งหมด
เพราะความเ็ปทางกาย…
ยังเทียบไม่ได้กับสิ่งที่เธอแบกรับมาตลอดชีวิต
ถ้าเธอยังโกรธ ยังเจ็บ แสดงว่า…เขาก็ยังไม่ถูกลืม
“จะกลับมาตอนนี้…ให้มันได้ประโยชน์อะไร!”
นิตาะโเสียงแตกพร่า
“ตอนที่ฉันถูกเมียคุณใส่ร้าย
ถูกไล่ล่า
ต้องหนีเอาชีวิตรอดพร้อมเด็กในท้อง!”
เธอชี้นิ้วสั่นเทาใส่หน้าเขา
“ตอนที่ฉันนอนกอดลูก
ไม่รู้ว่าวันพรุ่งนี้จะยังมีชีวิตอยู่ไหม
คุณไปซุกหัวอยู่ที่ไหน!!”
น้ำตาไหลอาบหน้าอย่างไม่อายอีกต่อไป
ชีคซาเฮียร์ดึงเธอเข้ามากอด
ราวกับกลัวว่าเธอจะสลายไปตรงหน้า
“ฉันขอโทษ…”
เสียงเขาแหบพร่า
“ขอโทษที่ฉันอ่อนแอ
ขอโทษที่ฉันปกป้องเธอกับลูกไม่ได้
ขอโทษ…ที่ปล่อยให้เธอสู้เพียงลำพัง”
เขาสะอื้น
ไม่เหลือศักดิ์ศรีของชีคผู้ยิ่งใหญ่
“บอกฉันมาเถอะ เธอจะให้ฉันชดใช้ยังไง
ฉันยอมหมดทุกอย่าง แม้แต่ชีวิตของฉันเอง”
“ยอมงั้นเหรอ…”
นิตาหัวเราะออกมา
เสียงนั้นแหลมและขมจนแทงหัวใจ
“ความเ็ป ความหวาดกลัว
ความโดดเดี่ยวที่ฉันต้องทนอยู่คนเดียว
ยี่สิบกว่าปี…”
เธอเงยหน้ามองเขา ดวงตาแดงก่ำ
“คุณคืนมันให้ฉันได้ไหมล่ะ!”
คำถามนั้นไม่้าคำตอบ มันคือมีดที่กรีดซ้ำลงบนแผลเดิม
ชีคซาเฮียร์กอดเธอแน่น ราวกับคนที่กำลังจะจมน้ำ
“ฉันย้อนเวลากลับไปไม่ได้…”
เสียงเขาสั่นจนแทบไม่เป็คำ
“แต่ขอได้ไหม ขอให้ฉันใช้เวลาที่เหลืออยู่
ชดเชยให้เธอกับลูก ทุกลมหายใจที่ฉันยังมี
ขอให้มันเป็ของพวกเธอ…”
อ้อมแขนของชีคซาเฮียร์ยังคงโอบรัดนิตา
แน่น…แน่นราวกับคนที่กลัวว่า ถ้าปล่อยมือเมื่อไร ทุกอย่างจะหายไปตลอดกาล
แต่ในอ้อมกอดนั้น ไม่มีความอบอุ่นเหลืออยู่เลย
นิตาค่อย ๆ ดันอกเขาออก แรงไม่มาก
แต่เด็ดขาดพอจะทำให้ชายชราสะดุดถอยหลังไปหนึ่งก้าว
“อย่ากอดฉัน”
เสียงของเธอเรียบและเ็า
“คุณไม่มีสิทธิ์ทำเหมือน ว่าฉันยังเป็ของคุณ”
คำพูดนั้น ทำให้ชีคซาเฮียร์ชะงัก
เหมือนหัวใจถูกควักออกมาวางต่อหน้า
“นิตา…”
เขาเอื้อมมือไปหาเธออีกครั้ง
แต่คราวนี้ เธอถอยหนี
ถอยหนีเหมือนเมื่อยี่สิบปีก่อน
วันที่เธออุ้มท้อง วันที่เธอไม่มีใครให้พึ่งพา
“คุณรู้ไหม…”
นิตาพูดช้า ๆ ทุกคำเหมือนฝังตะปูลงบนอกเขา
“วันที่ลูกถามฉันว่า
‘พ่ออยู่ไหน’
ฉันตอบเขาว่ายังไง”
ชีคซาเฮียร์อ้าปาก แต่ไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมา
“ฉันโกหก”
เธอยิ้ม ทั้งที่มีน้ำตา
“ฉันบอกเขาว่า พ่อเขาตายแล้ว”
โลกทั้งใบของชีคซาเฮียร์ พังลงในวินาทีนั้น
เขาทรุดเข่าลงกับพื้นอย่างไร้เรี่ยวแรง
เสียงกระแทกดังทึบ แต่ไม่มีใครสนใจ
“ฉันฆ่าคุณในใจลูก ั้แ่วันนั้น”
นิตามองเขา ไม่ใช่ด้วยความเกลียด
แต่ด้วยความว่างเปล่า
“และคุณก็ไม่เคยรู้ ไม่เคยถาม ไม่เคยตามหา”
ชีคซาเฮียร์ก้มหน้าลง ไหล่สั่นสะท้าน
“ฉัน…ฉันขอโทษ…”
เขาพูดทั้งที่รู้ว่ามันไม่มีความหมาย
“ขอโทษ”
นิตาพยักหน้า
“คุณขอโทษ ในวันที่สายเกินไป”
เธอเดินไปหยิบเรซิ่นชิ้นหนึ่งขึ้นมา ชิ้นงานที่ยังไม่สมบูรณ์ มีรอยร้าวเล็ก ๆ พาดผ่านกลางเนื้อใส
นิตาวางมันลงตรงหน้าเขา
“เห็นไหม”
ชีคซาเฮียร์มอง น้ำตาหยดลงบนพื้น
“มันร้าวแล้ว”
เธอพูด
“ต่อให้คุณขัด ต่อให้คุณเคลือบ
มันก็ไม่กลับมาเหมือนเดิม”
นิตาเงยหน้าขึ้น สบตาเขาตรง ๆ
“เหมือนฉัน เหมือนลูก
เหมือนครอบครัวที่คุณทำพัง”
เธอหันหลังให้เขา เดินกลั
บไปที่โต๊ะทำงาน
“กลับไปเถอะซาเฮียร์”
เป็ครั้งแรก ที่เธอเรียกชื่อเขา
โดยไม่มีตำแหน่ง
“ก่อนที่ฉันจะต้องเสียใจ ที่ยังรู้สึกอะไรกับคุณอยู่”
ชีคซาเฮียร์นั่งคุกเข่าอยู่อย่างนั้น
นิ่งงัน
เหมือนชายคนหนึ่งที่ถูกพิพากษาให้มีชีวิตอยู่
โดยไม่มีที่ให้กลับไป
ประตูปิดลงอย่างแ่เบา
แต่เสียงนั้น ดังพอจะปิดฉากชีวิตหนึ่งไปตลอดกาล