จุติเทพยุทธ์จอมราชัน 【จบ】

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 90 ตบฉากใหญ่จนตาช้ำดำ

            กลางคืนเย่เฉินได้พาหู่หวาซึ่งถูกทำร้ายจนเกือบจะพิการมานอนบนเตียง

            “พี่ใหญ่พรุ่งนี้นางจะมาสู้กับข้าได้อีกไหม?”แม้ว่าจะได้รับบาดเจ็บสาหัส แต่หู่หวาก็ยังคงมองไปที่เย่เฉินด้วยความหวัง

            “เอาเรื่องแรกก่อนว่าร่างกายของเจ้าไม่เป็นอะไร”เย่เฉินยิ้มเล็กน้อยและวางฝ่ามือทาบลงไปยังร่างกายของหู่หวาจากนั้นก็รวมพลังปราณถ่ายเทเข้าสู่ร่างกายของหู่หวา

            “ข้าไม่เป็นไร”

            “พักผ่อนให้ดีพรุ่งนี้ค่อยว่ากัน”

            ไม่รู้ว่าหู่หวาหลับไปตั้งแต่เมื่อใดใบหน้าน้อยๆ นั้นเต็มไปด้วยรอยยิ้มที่ใสซื่อ

            เย่เฉินเดินออกจากห้องจากนั้นก็เดินไปยังด้านหน้าหุ่นเชิดจื่อซวน

            “พวกเรามาฝึกกันไหม?” เย่เฉินคิดในใจ ยิ้มพลางมองไปยังจื่อซวน

            ทันใดนั้นจื่อซวนก็ขยับ มีฝ่ามือพุ่งทแยงลงมา

            เย่เฉินก้าวออกไปหลีกตัวหลบอย่างง่ายดาย จากนั้นก็ปล่อยหมัดออกไป

            เพียงแต่เขาประเมินความสามารถของจื่อซวนต่ำเกินไปนึกไม่ถึงว่าจื่อซวนจะหลบหลีกหมัดของเขาได้ จากนั้นก็มีฝ่ามือฟาดลงมาจากฟ้าอีกครั้ง

            ปลายเท้าของเย่เฉินแตะพื้นและถอยไปด้านหลัง

            จื่อซวนจึงโจมตีต่อทันทีเย่เฉินสั่งให้นางโจมตีเขาไปเรื่อยๆ หากไม่ได้รับคำสั่งจากวิชาลับของเย่เฉินนางก็ไม่สามารถจะหยุดได้

            ความสามารถของจื่อซวนทำให้เย่เฉินต้องประหลาดใจ แม้ว่านางจะมีแขนเพียงข้างเดียวแต่เห็นได้ชัดว่ามีความแข็งแกร่งมากกว่าเมื่อวานนี้ตอนอยู่ที่สวนผลไม้วิญญาณแม้ว่าเขาเองก็ยังไม่ได้ใช้พลังปราณ แต่หากเป็นการต่อสู้ระยะประชิดเขาก็มั่นใจว่าไม่มีทางพ่ายแพ้ผู้ใด

            ตูม!

            ด้วยการโจมตีอย่างหนักหน่วงจื่อซวนจึงถูกโจมตีจนถอยหลังไป

            จากนั้นก็อาศัยจังหวะถอยหลังนั้นดีดตัวขึ้นจากพื้น และพุ่งออกมาอีกครั้งพร้อมฝ่ามือที่ฟาดลงมา

            เย่เฉินมีปฏิกิริยาโต้กลับอย่างรวดเร็วเขาหลบไปอย่างสบายๆ จากนั้นจึงยกเข่าขึ้นไปเหนือศีรษะเผชิญเข้ากับมือหยกของจื่อซวนที่ฟาดลงมา

            “ข้าประเมินเจ้าต่ำไปจริงๆ”เย่เฉินพูดเบาๆ

            โฮก!

            ทันใดนั้นเสียงคำรามของสัตว์ร้ายก็ดังขึ้นเขาใช้ทักษะการต่อสู้ระยะประชิดของเคล็ดวิชาอสูรเดือดดาล

            การต้องต่อสู้กับหุ่นเชิดที่ไม่รู้จักความเจ็บปวดเขาไม่สามารถจะออมมือได้ และไม่สามารถมามัวแต่ทะนุถนอมหรืออ่อนโยนได้จะต้องลงมืออย่างรวดเร็วและทรงพลังเท่านั้น

            เพียงแต่เรื่องที่ทำให้เขายิ่งตกตะลึงก็ได้เกิดขึ้น

            การต่อสู้ในระยะประชิดของเจ้าจื่อซวนหุ่นเชิดนั้นแข็งแกร่งกว่าที่เขาจินตนาการเอาไว้มากและดูเหมือนจะยิ่งสำแดงอานุภาพออกมาการต่อสู้ระยะประชิดของเคล็ดวิชาอสูรเดือดดาลของเขาที่ชนะมาแล้วหลายครั้ง กลับต้องถูกบีบให้พ่ายแพ้ในมือของนาง

            “ข้าค้นพบของวิเศษแล้วใช่ไหม?” เย่เฉินยิ้มอย่างมีความสุข ทั่วทั้งร่างก็ยืดขยายออกราวกับสัตว์ร้ายตัวหนึ่ง ต่อสู้โจมตีไปอย่างเต็มที่

            การต่อสู้ครั้งนี้กินเวลายาวนานกว่าสามชั่วยามจึงจะสิ้นสุด

            เย่เฉินสั่งหยุดจื่อซวนด้วยอาการเหนื่อยหอบแม้เขาจะไม่ได้ใช้พลังปราณ แต่เขาก็มีท่าทีโซเซอยู่เล็กน้อย

            จื่อซวนยืนนิ่งเหมือนหอกที่ปักไว้อยู่ตรงที่เดิมเมื่อเทียบกับเย่เฉินที่มีเหงื่อท่วมกาย นางก็เหมือนกับคนที่ไม่เป็นอะไรเลย

            “ข้าคงจะต้องขบคิดดูดีๆแล้ว” เย่เฉินดื่มน้ำยาวิญญาณเข้าไป ลูบคางของเขาพลางเดินวนไปรอบๆ จื่อซวน

            เขาแน่ใจอย่างยิ่งว่าหุ่นเชิดจื่อซวนในตอนนี้นางมีความแข็งแกร่งขึ้นกว่าก่อนหน้า อย่างน้อยก็หลังจากถูกเผาด้วยอัคคีเที่ยงแท้ความแข็งแกร่งและความยืดหยุ่นของร่างกายนางนั้นเพิ่มขึ้นอย่างมากความคล่องตัวจึงเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

            นอกจากนี้เขายังนึกอีกคำพูดหนึ่งขึ้นมาได้

            หุ่นเชิดถูกควบคุมโดยจิตใจจึงเป็นที่แน่ชัดว่าถูกควบคุมโดยพลังจิตวิญญาณของเขา

            “หรือจะเป็นเพราะผลจากพลังจิตวิญญาณของข้าจึงทำให้นางเปลี่ยนไปเช่นนี้”

            “หรือนี่จะเป็นเหตุผลที่ทำให้นางแข็งแกร่งมากขึ้น?”

            “เห็นได้ชัดว่าการต่อสู้ระยะประชิดของนางนั้นไม่ธรรมดาหุ่นเชิดระดับมนุษย์ตัวหนึ่งสามารถประคับประคองการต่อสู้ของข้าได้นานขนาดนี้เห็นได้ชัดจริงๆ ว่าหุ่นเชิดตัวนี้ไม่ธรรมดาเลย”

            เย่เฉินบ่นพึมพำขณะเดินวนไปรอบหุ่นเชิด

            กลางดึกเขาจึงเรียกอัคคีเที่ยงแท้ออกมาเพื่อกระตุ้นร่างกายของจื่อซวนซึ่งมันอาจจะทำให้ร่างกายของจื่อซวนเข้าสู่ระดับสูงสุดได้

            เมื่อเสร็จสิ้นสิ่งนี้เขาก็ทำการค้นหาในถุงเก็บของ จากนั้นจึงหยิบชุดสตรีสีขาวตัวหนึ่งออกมา

            “เหมาะมาก”หลังจากทำการเทียบกับร่างกายของจื่อซวน จากนั้นเย่เฉินจึงนำมันมาสวมให้กับจื่อซวน

            “แม้ว่าจะเป็นหุ่นเชิดแต่จะอย่างไรก็เป็นหุ่นเชิดสตรี ถ้าต้องใส่ชุดสีดำทั้งวัน มันก็ไม่ต่างจากนักฆ่ามา พี่จะเปลี่ยนให้เจ้า”พูดจบเย่เฉินก็ก้าวออกไปถอดชุดคลุมสีดำของหุ่นเชิดจื่อซวนออก

            เพียงแต่ขณะที่เขากำลังปลดผ้าคาดเอวของจื่อซวนออก เขาก็หยุดลง

            “แบบนี้ไม่ค่อยดีเท่าไร”เย่เฉินอดไม่ได้ที่จะไอแห้งๆ

            ก็อย่างที่บอกไปแม้ว่าจื่อซวนจะเป็นหุ่นเชิดตัวหนึ่ง แต่ถึงอย่างไรนางก็เป็นหุ่นเชิดที่เป็นสตรีหากต้องถอดเสื้อผ้าออกอย่างโจ่งแจ้งเช่นนี้ก็ทำให้เขารู้สึกได้ถึงความชั่วร้ายที่ไม่ต่างไปจากโจร

            หลังจากที่เขาหยุดลงแม้ว่าจะเป็นเจ้านายของจื่อซวน แต่เขาก็ไม่สามารถทำเรื่องเช่นนี้ได้!

            หลังจากหยุดพักไปไม่ถึงหนึ่งเค่อทั้งสองจึงเริ่มการต่อสู้กันอีกครั้ง

            ในครั้งนี้เขายัดกระบี่วิญญาณไว้ในมือของจื่อซวนและในมือของเขาก็ถือกระบี่วิญญาณเอาไว้เช่นกัน

            เริ่มการต่อสู้!

            หลังจากคำสั่งของเขาดังออกไปจื่อซวนก็เริ่มขยับทันที

            เช้ง!

            เสียงกระทบกันของกระบี่ดังขึ้นแนวกระบี่ของจื่อซวนแทงทะลุอากาศไป มุ่งเข้าไปใกล้ลำคอของเย่เฉิน

            เย่เฉินรู้สึกประหลาดใจเป็นเพราะกระบี่ของจื่อซวนนั้นมีความแข็งแกร่งกว่าที่เขาคาดเอาไว้มากภายใต้สถานการณ์ที่ไม่มีการใช้พลังปราณ หากนางมีพลังปราณอยู่ด้วยและยังมีความสามารถของวิชาลึกลับที่ลึกซึ้ง กระบี่เล่มนี้จะต้องไม่ธรรมดาแน่นอน

            ปัง!

            ทันใดนั้นเขาก็กวัดแกว่งกระบี่ของเขาออกไปหากระบี่ที่กำลังเข้ามาถึง จากนั้นก็ฟันลงไป

            จื่อซวนมีปฏิกิริยาตอบสนองอย่างรวดเร็ว คมกระบี่นั้นจึงเฉือนเข้ากับไหล่ของเขา นางหลบหลีกกระบี่ของเย่เฉินจากนั้นก็เข้าโจมตีอีกครั้ง วิชากระบี่พื้นฐานของผู้ฝึกตน นางก็รู้ทั้งหมดขาดอยู่เพียงสิ่งเดียวคือทักษะความเชี่ยวชาญ

            ปัง!

            ปัง!

            ปัง!

            เสียงการปะทะกันของกระบี่ทั้งสองนั้นดังอยู่ในสวนแห่งวิญญาณอย่างต่อเนื่อง

            เย่เฉินไม่เพียงแต่ทดสอบพละกำลังของจื่อซวนเท่านั้นในขณะที่ต่อสู้พร้อมกันนั้นเขาก็ยังศึกษากลกระบี่เทียนกังไปด้วย

            สำหรับกลกระบี่เทียนกังเขาศึกษาไปเพียงคร่าวๆ เท่านั้น และด้วยเหตุนี้ พลังการต่อสู้ของเขาจึงตกลงชุดคลุมบนร่างเขาก็ถูกคมกระบี่ในมือของจื่อซวนตัดขาดอย่างต่อเนื่อง

            ในขณะที่การต่อสู้ดำเนินต่อไปก็ไม่ใช่ว่าเขาจะเก็บเกี่ยวอะไรไม่ได้เลย

            อย่างน้อยการศึกษาทำความเข้าใจกลกระบี่เทียนกังของเขาก็มีความลึกซึ้งมากขึ้น นึกไม่ถึงว่าจะสามารถร่ายรำสร้างเงาร่างกระบี่ออกมาได้โดยไม่ต้องใช้พลังลมปราณแม้ว่าเงาจะดูยุ่งเหยิง แต่กลับมารวมกลุ่มกันกลายเป็นกลกระบี่ที่เบาบางได้

            ไม่รู้ว่าเป็นเวลาใดทั้งสองฝ่ายต่างทิ้งกระบี่ยาวลงไปพร้อมกัน

            เลือดไหลออกมาอย่างรวดเร็วเลือดเดือดพลุ่งพล่าน เย่เฉินก็พุ่งเข้ามาเหมือนอสูรร้ายอีกครั้ง

            แม้ว่าจื่อซวนจะเป็นหุ่นเชิดแต่การต่อสู้ระยะประชิดนั้นก็ไม่ได้ด้อยเลย

            หุ่นเชิดขั้นพลังธาตุตัวหนึ่งกับเย่เฉินที่อยู่ขั้นรวมพลัง ทั้งสองคนไม่ได้ใช้พลังลมปราณใช้เพียงการต่อสู้ระยะประชิดที่ดั้งเดิมที่สุดในการรับมือ

            พยัคฆ์กระโจน!

            วานรกระโดด!

            โฮก!

            โฮก!

            เมื่อเสียงคำรามของสัตว์ร้ายทั้งสองดังขึ้นเย่เฉินก็พุ่งเข้าไปเบื้องหน้าของจื่อซวน และฟาดฝ่ามือลงมาจากฟ้า

            จื่อซวนหันกลับหลบหลีกฝ่ามือที่แสนจะอันตราย

            “ยังมี”เย่เฉินยิ้ม จากนั้นกระโดดยกเข่าขึ้นไป

            จื่อซวนโบกแขนและฟาดฝ่ามือลงมา ขัดขวางเข่าของเย่เฉิน

            “อย่าดูถูกข้าเกินไป”ฝ่ามือของเย่เฉินเปลี่ยนเป็นรูปร่างของกรงเล็บอินทรี จากนั้นก็คว้าจับขึ้นมา

            บางทีอาจเป็นเพราะการกระทำของเขารวดเร็วเกินไปหรือบางทีอาจเป็นเพราะจื่อซวนมีแขนเพียงข้างเดียว จึงไม่สามารถสกัดเขาเอาไว้ได้กรงเล็บของเย่เฉิน จึงจับลงตรงที่หน้าอกของจื่อซวนพอดิบพอดี

            เอ่อ!

            เย่เฉินอ้าปากค้างแม้ว่าจะมีเสื้อผ้ากั้น แต่เขาก็ยังคงสัมผัสได้ถึงความอ่อนโยนและนุ่มละมุนหรือบางทีนี่อาจจะเป็นครั้งแรกที่มีท่าทางและการกระทำเช่นนี้เมื่อสัมผัสโดนส่วนนั้นของสตรี

            กรงเล็บนี้ทำให้สวนแห่งวิญญาณกลับเข้าสู่ความสงบ

            เพียะ!

            ไม่นานเสียงตบก็ดังขึ้นทำลายความเงียบสงบของที่นี่และเย่เฉินที่อยู่ในความรู้สึกที่อ่อนโยนและนุ่มละมุนนั้นได้ถูกฝ่ามือของจื่อซวนที่ฟาดลงมากระทบกับใบหน้าเขาอย่างแรง

            โอ้!

            เจ็บแสบเกินบรรยาย!

            เย่เฉินถูกตบเข้าไปจนซวนเซไปทั้งร่างและไม่รู้ว่าเป็นภาพลวงตาหรืออย่างไรฝ่ามือของจื่อซวนทรงพลังมากจนเหนือความคาดหมายของเขาใบหน้าของเขาถูกตบจนหน้าหันไปทิศอื่น ดวงตาทั้งสองเห็นดาวระยิบระยับ

            เพียงแต่มันยังไม่จบ

            ก่อนที่เขาจะลุกขึ้นยืนได้อย่างมั่นคงทันทีที่เงยหน้าขึ้น ก็มีกำปั้นหนึ่งปรากฏขึ้นตรงหน้าและกระแทกใส่ตัวเขาจนตาลายอีกครั้ง

            เย่เฉินเดินเซถลาไปด้านหลังทั่วทั้งร่างถูกทุบตี

            เมื่อมองไปยังจื่อซวนอีกครั้งก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะคำสั่งหรือจะเป็นเหตุผลอื่น นางพุ่งเข้ามาอีกครั้งพร้อมกับหมัดพุ่งเข้าใส่หน้า

            “หยุดหยุดๆ” เย่เฉินโบกมือ และรีบใช้วิชาลับควบคุมให้จื่อซวนหยุดโจมตีทันที

            เมื่อมองไปยังจื่อซวนอีกครั้งมือนั้นก็หยุดอยู่กลางอากาศ และกำลังพุ่งเข้ามาในทิศทางใบหน้าของเย่เฉินเย่เฉินแน่ใจได้เลย หากเขาหยุดไว้ไม่ทันเวลา จื่อซวนคงจะตบลงบนใบหน้าเขาแน่นอน

            “บ้าเอ๊ย”เย่เฉินสะบัดหน้า ใบหน้าร้อนผ่าว ดวงตาข้างหนึ่งกลายเป็นดวงตาช้ำดำ“เป็นการลงมือที่เหี้ยมมาก”

            เพียงแต่จื่อซวนไม่มีปฏิกิริยาใดๆ หลังจากที่ตบหน้าของเจ้านายตนเองเข้าอย่างแรงนางยังทำเหมือนไม่มีอะไรอยู่เช่นเดิม

            เช้าตรู่ท้องฟ้าเริ่มสว่าง เจ้าหมีสองและถังหรูซวนก็เข้ามา

            ภาพแรกที่เห็นคือภาพของเย่เฉินที่กำลังนั่งเล่นอยู่ใต้ต้นผลไม้วิญญาณเมื่อเห็นว่าใบหน้าของเย่เฉินมีดวงตาช้ำดำและมีรอยฝ่ามือแดงอยู่บนใบหน้าเขาก็ถึงกับผงะ

            “เกิดอะไรขึ้นนี่!” เจ้าหมีสองรีบวิ่งเข้ามา มองไปยังเย่เฉินด้วยดวงตาที่เปล่งประกาย“ใครต่อยหน้าเจ้า ใครทำกับเจ้าเช่นนี้”

            “อย่าเพิ่งพูดอะไรข้าขออยู่เงียบๆ สักพัก”

            “หุ่นเชิดหรือ?” เมื่อถังหรูซวนมองเห็นจื่อซวนที่ยืนอยู่กลางสวนแห่งวิญญาณก็อดแปลกใจไม่ได้

    คล้ายกับเรื่องจุติเทพยุทธ์จอมราชัน 【จบ】 ที่คุณอ่าน