ยุทธวิจิตรพิชิตจักรภพ

    บทที่ ๑๒๙ พลังอัสนีบาต

            ขณะที่สองปรมาจารย์กระบี่เริ่มการประลอง อุทัยก็นำชักนำทั้งหมดหลบไปยังชั้นล่างของวิหาร .. วาวาพยุงโบตั๋นหิมะ อุษาแบกร่างกระบี่ดาราจำรัส ส่วนมณีจันทร์ประคองจันทร์อำพันผู้เป็นมารดา ติดตามด้วยเจ้าม่านฟ้าที่เริ่มทุเลาจากอาการบาดเจ็บ

            .. อุทัยเฝ้ามองการประลองอย่างไม่วางตา สังเกตเห็นพี่อนันต์ของมันเป็นรองอย่างชัดเจน

            .. หากปล่อยไว้เช่นนั้น ชื่อเสียงกระบี่เทพประจิมอันลือลั่นต้องถูกลบออกจากยุทธภพอย่างแน่นอน

            .. จึงนำกระบี่เทวะการีย์ของมหาเวทดาวดึงส์ออกมาจากมิติเงาจิตอสูร แล้วเร่งเร้าท่าร่างซัดส่งกระบี่วิเศษออกไป

            ผลการประลองคือองค์ชายอนันตราช หรือกระบี่เทพประจิมเป็นฝ่ายมีชัย แต่กลับมานั่งคุกเข่าอยู่หน้ากระบี่เทวะการีย์ราวไร้ชีวิตจิตใจ

            ส่วนเฒ่ากระบี่ทลายนภาหลังรับประทานโอสถวิเศษทำพลังปราณกลับคืนมา และยังสูงล้ำกว่าเก่าก่อน ทั้งมีอาการคลุ้มคลั่งราวเสียสติ ต้องการสังหารอนันตราชให้จงได้

            เหลียวกลับมาดูมังกรเรืองโรจน์ มันเป็นผู้เดียวที่สามารถยับยั้งเหตุการณ์ได้ แต่คนผู้นี้ยังสงบนิ่งนั่งมองปรมาจารย์กระบี่ทั้งสองราวไม่มีเรื่องราวใด

            .. อุทัยตัดสินใจพลิ้วกายมาขวางทางกระบี่ทลายนภาเอาไว้

            แอรรรรร่ .. เสียงเฒ่ากระบี่ มันกล่าวขึ้นว่า “เองงง .. เป็นนน ครายยย ฟรรร่ะ ...”

            อิ อิ .. อุทัยหัวเราะกล่าวว่า “.. ก็ .. บิดา ท่านไง”

            อาาาาา .. เฒ่ากระบี่ทำหน้ามึน น้ำลายไหลยืดกล่าวว่า “บิดา .. หรอกหรือ .. เออออ .. ช่าย บิดา หราาาาา ..”

            อุทัยกล่าวต่อ “อ่าววว .. นี่เจ้า .. จำบิดามิได้หรือ .. เจ้าแดงน้อย ..”

            เหวอออออ .. เฒ่ากระบี่งุนงง พึมพำขึ้นว่า “.. เป็ง .. บิดา หรา .. บิดา ข้า หราาาา ..”

            อุทัยก้มหน้าลงมองเจ้าวานรน้อยเวรุงกะที่นอนอยู่ในห่อผ้าบนหน้าอก กล่าวเบาๆ ว่า “เจ้าจ๋อ .. ข้ารู้ .. เจ้าตื่นแล้ว ..”

            แต่เจ้าเวรุงกะก็ยังนอนหลับตาพริ้ม อุทัยเห็นเช่นนั้นจึงนำนิ้วดีดหูเจ้าวานรน้อยดัง .. เพี๊ยะะะะ !

            จ๊ากกกก ! .. เจ้าเวรุงกะร้องเสียงหลง รีบแหกตาตื่นร้องกล่าวว่า “.. เจ็บ .. เจ็บ .. นายท่าน”

            อุทัยสะใจ ยิ้มอย่างชั่วช้า กล่าวต่อ “หากยังแสร้งหลับ จะโดนหนักกว่านี้ ..”

            จ๊ากกกก ! .. เจ้าเวรุงกะกระโดดผึงมาเกาะที่บ่าโดยทันใด มันรีบกล่าวว่า “ตื่น .. ตื่นแล้ว .. ข้าตื่นแล้ว นายท่าน”

            “ดี .. เช่นนั้นก็ดี ..” อุทัยเหลียวหน้าไปมองอนันตราชแล้วกล่าวว่า “รีบนำพี่อนันต์ ติดตามพี่อุษาไป ..”

            เจ้าวานรน้อยมองตามอุทัย เห็นกลุ่มของอุษาและวาวากำลังลงบันไดหินไปชั้นใต้ดินแล้ว .. อุทัยกล่าวสำทับ “.. รีบไป ณ บัดนาว” .. ลูกนัยน์ตาเกิดประกายสายฟ้าเล็กจิ๋วฟาด .. เปรี๊ยะ ประ !

            จ๊ากกกกกกกก ! .. เจ้าเวรุงกะร้องเสียงหลงราวเจอทูตแห่งความตาย มันกระโจนลงไปหาองค์ชายอนันตราชโดยทันใด

            แอรรรรร่ .. เฒ่ากระบี่เงยหน้าขึ้น ราวนึกอันใดออก มันกล่าวว่า “อ่ายยย บร้าาา เองงง .. มิใช่บิดาข้า ...”

            อุทัยยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ กล่าวตอบ “ก็มิใช่หล่ะซิ .. ใครจะมีบุตรชายอัปลักษณ์ และวิกลจริตเช่นเจ้าเล่า .. ฮา ฮา ฮา”

            เจ้าเวรุงกะกล่าวสอด “หวา .. นายท่าน .. กล่าววาจากับคนเสียสติได้ด้วย .. คงเสียสติดุจเดียวกันแล้วหนา .. ฮา” แล้วจึงตรงไปฉุดร่างของอนันตราช

            ฮร่าาาาา .. เฒ่ากระบี่จ้องมองตาขวาง มันเห็นร่างอนันตราชถูกลากไป จึงกล่าวว่า “อ่ายยย คนบร้า หลบปาย ..”

            กระบวนท่าเทพกระบี่เปิดนภาขั้นสุดหล้าสะสมพลังเต็มที่ กระบี่นภาลัยกลายเป็นกระบี่ปราณสีแดงคล้ำ ส่งลำแสงส่องสว่างเข้มข้นไปทั่ววิหาร

            อุทัยยังยืนขวางไม่ยอมถอยหนี เฒ่ากระบี่ส่งสายตาดุร้าย ปากตะโกนว่า “เชนนนน น้านนนน โจงงงง .. ตายยยยย ..”

            .. กระบี่ปราณเล่มยาวใหญ่พุ่งออกไปในทันใด

            ฮึ ฮึ .. อุทัยหัวเราะในลำคอ กล่าวขึ้นว่า “เช่นนั้นหรือ .. ตาเฒ่าบร้า ..” .. ลูกนัยน์ตาสาดประกายสายฟ้าฟาด .. เปรี๊ยะ ประ !

            อุทัยยกแขนขวาเหยียดตรง นิ้วมือกางดังกรงเล็บ สิ่งที่เกิดขึ้นทำยอดยุทธ์ทั้งวิหารตกตะลึง

            ย๊ากกก .. เสียงอุทัยกู่ร้อง ที่ปลายนิ้วมือทั้งห้าก็เกิดประกายแสงสีม่วงสุกใส ส่งเสียงดัง .. เปรี๊ยะ ประ ! .. เปรี๊ยะ ประ !

            .. อัสนีบาตดึกดำบรรพ์ !

            ราวปาฏิหาริย์ .. แสงม่วงสว่างวาบ ตามด้วยเสียง .. คลืนนนน .. คลืนนนน .. ประ .. เปรี๊ยะ .. เส้นสายอัสนีวูบวาบพุ่งออกจากนิ้วมือทั้งห้าเข้าหากระบี่ปราณ

            .. คลืนนนน ! .. คลืนนนน ! .. เปรี๊ยะ ! .. เปรี๊ยะ ! .. เปรี๊ยะ !!!

            พลังอัสนีส่งแสงเสียงอย่างรุนแรง จนผู้มีพลังยุทธ์อ่อนด้อยแทบตาบอดหูดับ มังกรเรืองโรจน์เด้งตัวลุกขึ้นไม่เชื่อสิ่งที่บังเกิดเบื้องหน้า

            .. เปรี้ยงงงงงงงงงง !!!!!

            เส้นสายอัสนีทั้งห้าฟาดใส่ปราณกระบี่อย่างจัง ทั้งยังเลื้อยไหลผ่านไปยังเฒ่ากระบี่ทลายนภา

            อ๊ากกกกกก !!! .. เสียงร้องอย่างตื่นกลัว ดวงตาของเฒ่ากระบี่เบิกโพลง พลังงานร้อนแรงมหาศาลเดินทางมาถึงในเศษเสี้ยววินาที ทั้งร่างและกระบี่วิเศษถูกกระแทกลอยราวฝุ่นผง

            โครมมมมม !!! .. ร่างของกระบี่ทลายนภาถูกส่งไปชนเสาวิหารห่างไปกว่าห้าสิบก้าว แล้วรูดลงพื้นดัง .. ตุบบบ

            แกร้งงง !!! กร้องงง !!! แกร้งงง !!! .. กระบี่นภาลัยร่วงหล่นลงพื้นตามมา กระบี่วิเศษถูกฉีกกระชากขาดออกเป็นสามส่วน แต่ละส่วนไหม้ดำบิดเบี้ยวไม่เหลือสภาพเดิมอีก

            ปรมาจารย์เฒ่ากระบี่แปรสภาพเป็นร่างไหม้เกรียม เส้นผมเสื้อผ้าถูกเผาไม่คงอยู่ ทอดร่างดำเมี่ยมนอนแน่นิ่งควันลอยคลุ้งโขมง

            “อาจารย์ !!! .. ท่านอาจารย์ ..” นาธาร้องตกใจ มันพุ่งกายมายังซากร่างนั้นทันที

            “เพ้ยยยย !!! .. อันใดกันนี้ ..” นักพรตสัมผัสฟ้าตาถลน มันไม่เคยพบเจอกับพลังรุนแรงเช่นนี้มาก่อน

            อาาา .. องค์ชายวรราชปากอ้าตาค้าง เทวีจินเยว่อุทานขึ้นมา “.. วิชชุเวทเอกอุ”

            มังกรเรืองโรจน์นั่งไม่ติด ยังยืนพิจารณาอุทัยตาไม่กะพริบ .. ‘.. มิใช่วิชชุเวทเอกอุ นี่รุนแรงกว่าร้อยพันเท่า .. มันผู้นี้คือใครกันแน่’

            พลังอัสนีจากเด็กหนุ่มแปลกหน้า ทำปรมาจารย์กระบี่แห่งยุคนอนไหม้ดำเป็นตอตะโก

            ผู้คนทั้งห้องวิหารเงียบกริบ คงได้ยินเพียงเสียงร้องโหยหวนของนาธา .. “.. อาจารย์ .. อาจารย์ .. โฮฮฮ .. โฮฮฮฮฮฮ”

            อาาา .. อุทัยอ้าปากหวอ .. มองดูฝ่ามือตนเอง ..

            .. ‘อัสนีธาตุดึกดำบรรพ์’ .. ธาตุแรกเริ่มอันบริสุทธิ์ เคลื่อนย้ายจากมังกรอัสนีสวรรค์มาอยู่ในร่างกายของอุทัย พลังอัสนีบริสุทธิ์เข้มข้นเป็นต้นกำเนิดสายฟ้าแห่งโลกธาตุ

            .. ด้วยร่างกายมนุษย์ของอุทัยและพลังปราณวิเศษทั้งสาม ยังไม่สามารถรองรับพลังงานนี้ได้ แต่ด้วยจิตวิญญาณแห่งอสูรบรรพกาล ทำอัสนีธาตุยินยอมสยบให้

            .. ผลึกอัสนีธาตุก่อเกิดพลังงานไม่มีที่สิ้นสุด ดังฝูงม้าป่าห้อตะบึงในทุ่งหญ้ากว้างโดยไร้ทิศทาง การจะควบคุมพลังงานอันมหาศาลเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

            โฮฮฮฮ .. โฮฮฮฮฮฮฮ .. นาธานั่งคุกเข่าอยู่ข้างร่างเฒ่ากระบี่ทลายนภา ดวงตาแดงกล่ำน้ำตานองหน้า ร่างกายสั่นสะท้านสะอื้นไห้ ร่ำร้องคร่ำครวญปริ่มว่าจะขาดใจ

            นาธาเงยหน้าขึ้นมองอุทัย ดวงตาทั้งสองส่งแรงอาฆาต กัดฟันกล่าว “เจ้า .. เจ้า .. เจ้ามารร้าย .. เจ้าสังหารอาจารย์ข้า ..”

            อุทัย “..” มันไม่คาดคิดว่าพลังอัสนีเพียงน้อยนิดจะบังเกิดผลถึงเพียงนี้

            อุทัยพิจาณาร่างกระบี่ทลายนภา .. ผลึกแว่นทิพย์ในดวงตาแสดงผล ‘มนุษย์ : จิตพิสุทธิ์ - ระดับพลัง 0 จุด, กากบาทสีแดงคล้ำกะพริบถี่ๆ’

            ร่างไหม้เกรียมของเฒ่ากระบี่ยังสั่นไหวเล็กน้อย เสียงบางเบาออกจากปากอย่างยากลำบาก “.. น .. นา .. ธา ..”

            “อาจารย์!!!” นาธาร้องเสียงหลง มันเงยหน้ามองหาผู้คนร่ำร้องว่า “อาจารย์ยังไม่ตาย .. ช่วยท่านอาจารย์ด้วย .. โฮฮฮฮ .. โฮฮฮฮฮฮฮ ...”

            .. ทั้งวิหารยังคงเงียบกริบ

            .. ไม่มีใครสักคนเข้ามาช่วยเหลือ

            .. แต่แล้ว .. นักพรตสัมผัสฟ้าก็ก้าวเดินมาหา ทุกย่างก้าวเป็นไปอย่างระแวดระวัง สายตายังคงจับจ้องไปที่อุทัย

            นาธาส่งสายตาวิงวอนกล่าวว่า “ท่านนักพรต .. ช่วยอาจารย์ ด้วย”

            นักพรตสัมผัสฟ้ายังหน้านิ่ง กล่าวกับนาธาว่า “สำนักของเจ้าติดหนี้ข้า หนึ่งร้อยตำลึงทอง .. จดบันทึกเอาไว้ด้วย ..”

            นาธา “...” มันพูดอันใดไม่ออก ดังมีบางสิ่งอุดลำคอมันไว้

            นักพรตสัมผัสฟ้าก้าวยาวๆ ออกมา ชี้นิ้วไปยังอุทัย ปากกล่าวเสียงดังว่า “.. ปีศาจร้าย .. มันผู้นี้ คือ ปีศาจร้าย”

            เทวีจินเยว่ได้สติ รีบกล่าวขึ้นว่า “พี่น้องทั้งหลาย เห็นกับตาแล้วหรือไม่ .. ยังมีอสูรร้ายอีกตนหนึ่ง .. วิชาอาคมเช่นนี้ มีเพียงผู้ใช้ศาสตร์มืดมนต์ดำ จึงใช้ออกได้”

            นักพรตสัมผัสฟ้ากล่าวต่อ “.. พวกมันสมคบคิดกัน .. หายนะแห่งแผ่นดิน .. กำลังจะมาถึงแล้ว”

            ฮืออออ .. ชาวยุทธ์ครางฮือ .. พลังที่อุทัยแสดงออกเหนือจินตนาการพวกมันไปไกล

            นักพรตเนตรทิพย์เจ้าอารามกายาทิพย์ กล่าวว่า “.. อสูร .. มันคือ อสูรสายฟ้า”

            ราชครูจิตสัมผัสแห่งแคว้นฉัตตีสครห์ กล่าวเห็นด้วย “ใช่ .. ไสยเวทอสูร .. มันคือ ปีศาจร้าย”

            นักพรตฟ้าเหลืองเจ้าลัทธิฟ้าเหลืองอำพัน ก้าวออกมา ได้ทีกล่าวเสียงดังป้ายสีอุทัยว่า “อสูรร้าย .. พวกมันเลี้ยงอสูรร้ายเอาไว้ เราต้องร่วมใจกำจัดมัน ..”

            ฮืออออออ .. ชาวยุทธ์ทั้งหลายร้องฮืออีก

            เทวีจินเยว่ กล่าวขยี้ต่อว่า “.. ท่านทั้งหลายเห็นแล้วหรือไม่ .. ที่พวกข้ากระทำไป ล้วนเพื่อส่วนรวมทั้งสิ้น”

            นักพรตสัมผัสฟ้ากล่าวเสริมราวนัดแนะกันมา “.. พวกท่านหารู้ไม่ หากปล่อยให้เหตุการณ์ดำเนินไป .. ในไม่ช้าทั้งแผ่นดินจะตกเป็นของพวกมัน .. อสูรปีศาจร้ายเหล่านี้” พร้อมชี้นิ้วไปที่อุทัย

            ฮืออออออออ .. ชาวยุทธ์ทั้งหลายร้องฮืออีกครั้ง .. พวกมันทั้งหมดต่างคล้อยตามแล้ว

            อุทัย “...” .. คืออันใดของพวกมันว่ะ

            ทันใดนั้นแสงสูรย์ลุกพรวด .. มันจ้องมองซากร่างกระบี่ทลายนภา แล้วสบถ “ชิ .. ตาแก่นี่ ไม่ได้ความ ..”

            แสงสูรย์ออกคำสั่งไปยังเหล่าผู้เฒ่าปักษา “พวกเจ้า จงไปนำศีรษะเจ้าเด็กนั่น มาสังเวยแก่ข้า ..”

            “น้อมรับบัญชา ..” ผู้เฒ่าปักษาประสานเสียงรับคำ ร่างในชุดคลุมหกร่างเคลื่อนไหวในทันใด

            ผู้เฒ่าปักษาเมฆาในชุดคลุมสีเทา ถือกระบี่ยาวเป็นอาวุธ

            ผู้เฒ่าปักษาธรณีสวมชุดคลุมสีน้ำตาลแก่ กวัดแกว่งดาบไปมา

            ผู้เฒ่าปักษาเหล็กสวมชุดสีสนิม ใช้ดาบตัดขาม้า ใบดาบกว้าง มีด้ามจับยาว

            ผู้เฒ่าปักษาไพรในชุดสีเขียวเข้ม ควงไม้พลองที่ปลายทั้งสองมีเหล็กแหลม .. ดัง .. ควับ .. ควับ

            ผู้เฒ่าปักษาเงาสวมชุดสีดำสนิท สะบัดแส้หนังเส้นดำดัง .. เพี๊ยะ .. เพี๊ยะ

            ผู้เฒ่าปักษาพิษสวมชุดสีแดงคล้ำ ในมือหยิบอาวุธลับเป็นดาวห้าแฉกมาถือไว้

            ผู้เฒ่าปักษาทั้งหกกระโดดลอยตัวมายืนประจันหน้า อุทัยตรวจสอบพบว่าทั้งหมดมีพลังยุทธ์ระดับคุรุปราณ ที่แข็งแกร่งสุดคือ ผู้เฒ่าในชุดคลุมสีเทา .. มีพลังถึง ๙๕๑ จุด

            ผู้เฒ่าปักษาเมฆาในชุดคลุมสีเทา ชี้ปลายกระบี่มาที่อุทัย ปากกล่าวว่า “ส่งศีรษะของเจ้ามาเสียดีดี ..”

            จิ จิ .. อุทัยส่งเสียง ยิ้มเยาะเล็กน้อย กล่าวตอบว่า .. “.. ก็เข้ามาเอาเซ่”

            ฮึ .. เหล่าเฒ่าปักษาฉุนกึก ท่าทางของอุทัยช่างจองหอง .. พวกมันทั้งหกไม่รอช้ากวัดแกว่งอาวุธประจำกายเข้าสังหารอุทัยในทันใด

            ผู้เฒ่าปักษาเมฆาพุ่งกายมาด้านหน้า กระบี่ยาวส่งปราณกระบี่เข้มข้น ส่งเสียงดัง .. วิ๊งงงงงงง

            สองผู้เฒ่าปักษาอ้อมมาด้านขวา .. ผู้เฒ่าปักษาเหล็กพุ่งกายเงื้อดาบใหญ่ .. ผู้เฒ่าปักษาเงาสะบัดปล่อยสายแซ่ดัง .. ซุบบบบ

            อีกสองผู้เฒ่าปักษามาทางด้านซ้าย .. ผู้เฒ่าปักษาธรณีดีดกายกวัดแกว่งดาบ .. ผู้เฒ่าปักษาไพรกระโดดนำไม้พลองฟาดตี .. ฟาวววว

            ส่วนผู้เฒ่าปักษาพิษกระโดดลอยตัวสูง ซัดดาวกระจายออกเป็นเส้นสายนับสิบเส้น .. ฟิ๊ววว .. ฟิ๊ววว .. ฟิ๊ววว

            ฮึ .. อุทัยหัวเราะ .. ลูกนัยน์ตาสาดประกายสายฟ้าฟาด .. เปรี๊ยะ .. ประ !

            อุทัยยกแขนทั้งสองเหยียดตรง นิ้วมือกางออก “.. มาได้ดี .. เข้ามา !!!”

            ที่ปลายนิ้วและฝ่ามือทั้งสองก็เกิดประกายแสงสีม่วงสุกใส ส่งเสียง .. เปรี๊ยะ ประ ! .. เปรี๊ยะ ประ !

            ย๊ากกกกก .. เสียงอุทัยร้องตะโกน

            .. อัสนีบาตดึกดำบรรพ์ !!!

            แสงม่วงสว่างวาบจนทำตาพร่า ตามด้วยเสียง .. คลืนนนน .. คลืนนนน .. ประ .. เปรี๊ยะ .. เส้นสายอัสนีวูบวาบพุ่งออกจากมือทั้งสอง

            .. คลืนนนน ! .. คลืนนนน ! .. เปรี๊ยะ ! .. เปรี๊ยะ ! .. เปรี๊ยะ ! .. เปรี๊ยะ !!!

            พลังอัสนีพุ่งเป็นเส้นสายสีม่วงนับร้อย กระจายออกครอบคลุมกลุ่มผู้เฒ่าปักษา

            .. เปรี้ยงงงงงงงงงง !!!!!

            ในเศษเสี้ยววินาที คลื่นพลังงานร้อนแรงอันมหาศาลเดินทางมาถึงยอดยุทธ์ผู้เฒ่าปักษาทั้งหก

            .. เปรี้ยงงงงง !!! .. เปรี้ยงงงงง !!! .. เปรี้ยงงงงง !!! .. เปรี้ยงงงงง !!! .. เปรี้ยงงงงง !!!

            อ๊ากกกกกก !!! .. ร่างทั้งหกปลิดปลิวราวใบไม้แห้ง กลายเป็นก้อนเนี้อดำเกรียม พวกมันถูกเผาไหม้จนไม่เหลือสภาพเดิมอีก

            ก้อนเนี้อทั้งหกก้อนกระเด็นกระดอนไปไกล ไม่รู้ไปตกยังที่ใดบ้าง เพียงได้ยินเพียงเสียงกระแทกพื้นดัง .. โครม โครม

            อ่าาาา .. เทวีจินเยว่อุทาน “.. มัน .. มันคือสิ่งใดกัน”

            องค์ชายวรราชสบถ “บ้าเอ้ยยย ! มันคือปีศาจชัดๆ ..”

            นักพรตสัมผัสฟ้ากล่าว “อ่าาาา .. ระดับผู้เฒ่าปักษาหกคน ยังตกตายในคราวเดียว ..”

            แสงสูรย์ลุกพรวดก่นด่า “บัดซบ ! เจ้าพวกเศษสวะ เลี้ยงไว้เสียข้าวสุก” แล้วจึงเดินมาหาอุทัย

            อุทัยได้ทีคุยโว “ฮา .. ลูกสมุนของเจ้า มีฝีมือแค่นี้หรา .. ข้ายังมิได้เอาจริงเลย ..”

            แสงสูรย์กล่าวตอบ “ปากดี .. อีกประเดี๋ยว อย่ามาร้องขอชีวิตก็แล้วกัน”

            ก๊ากกก .. อุทัยหัวเราะกวนประสาท “นี่เจ้าละเมออยู่หรือไร ตื่นได้แล้วเจ้าเด็กน้อย .. ฮา ฮา”

            แสงสูรย์หน้าตึง สบถด่า “โอหัง ! ใครคือเด็กน้อย เจ้าผู้นี้ไม่สมควรมีชีวิตอยู่ต่อจริงๆ ..” มันส่งสายตาชั่วร้ายกล่าวต่อ “เจ้าจะได้เห็น พลังที่แท้จริงของข้า .. ฮา ฮา”

            แสงสูรย์ก้าวเดินเข้าหา .. พลังปราณของมันขยับเพิ่มขึ้นเป็น ๙๙๙ จุด

            แสงสูรย์ก้าวเข้ามาอีกก้าวหนึ่ง .. พลังของมันก็วิ่งไต่ระดับไปเป็น ๕,๐๕๑ จุด

            แสงสูรย์ยังก้าวเท้าเข้าหาอีกหนึ่งก้าว .. คราวนี้พลังวิ่งไปถึง ๘,๒๓๗ จุด

            อุทัยอ้าปากค้าง สุดท้ายผลึกแว่นทิพย์แสดงผล .. ‘มนุษย์ : ราชันปราณ - ระดับพลัง ๙,๙๙๘ จุด’

            แสงสูรย์กล่าว “พลังระดับนี้คงเพียงพอ ที่จะส่งเจ้าไปยังปรโลก .. ฮา”

            อุทัยรู้สึกร้อนอบอ้าว เหงื่อตามแผ่นหลังหลั่งจนเปียกชุ่ม แต่ยังปากดีกล่าวขึ้นว่า “เหมมม .. เจ้านี้เล่นปาหี่อยู่หรือไร ระดับพลังถึงขึ้นเอา .. ขึ้นเอา ..”

            แสงสูรย์กล่าว “นี่ยังเด็กๆ นะ ข้ายังมีของมากกว่านี้อีก .. ฮา ฮา”

            อุทัยกล่าวท้าทาย “เช่นนั้น .. ขอทดสอบดูสิว่า คือของจริงหรือไม่ ..” .. ที่ฝ่ามือขวาเกิดประกายแสงสีม่วงสุกใส ส่งเสียง .. เปรี๊ยะ ประ!

            แสงสูรย์กล่าวตอบ “ข้าคือของแท้อยู่แล้ว ไม่เชื่อก็เข้ามาาา ..” แล้วจึงสืบเท้าเข้าหา ประกบสองนิ้วชี้กลางเป็นวิชาดัชนี .. ปลายนิ้วเกิดกลุ่มปราณอัคคีม้วนเป็นก้อนกลมเท่ากำปั้น

            .. ดัชนีปักษาอัคคีเผาผลาญ !

            .. แกร๊สสสสสส ! .. แสงสูรย์พุ่งกายมองเห็นปราณปักษาอัคคีสวรรค์กระพือปีกโผทะยานอย่างดุดัน

            อุทัยกล่าว “ย่อมได้ ..” ที่ฝ่ามือขวาเกิดประกายแสงสีม่วงสุกใส ส่งเสียง .. เปรี๊ยะ ประ!

            .. อัสนีบาตดึกดำบรรพ์ !

            ย๊ากกกก .. แสงม่วงสว่างวูบ ตามด้วยเสียง .. คลืน .. ประ .. เปรี๊ยะ .. เส้นสายอัสนีทำท่าจะพุ่งออก แต่อุทัยต้องใจหายวาบ เพราะที่ปรากฏออกมาเป็นเพียงกระแสปราณพลังบางเบา ส่งเสียงดัง .. ฟู๊ดดด !