หอทักษะยุทธ์ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของสำนักจักรพรรดิดารา เบื้องหน้าหอทักษะยุทธ์ยังมีลานประลองขนาดใหญ่ ที่มีไว้ให้ศิษย์ชั้นในทดสอบหรือแสดงทักษะยุทธ์ที่ตนได้รับมา
ด้านหน้าทางเข้าของหอทักษะยุทธ์ มีศิษย์ชั้นในหลายคนรอบล้อมอยู่ ซึ่งใจกลางก็คือร่างของหนี่ซวงและหนี่เหิงเหยียนที่กำลังกอดอกอย่างใจเย็น
ขณะเดียวกันจางหลินก็มาถึงหอทักษะยุทธ์ หนี่ซวงที่มองเห็นเขาจากระยะไกลก็รีบโบกมือ “เฟยหยาง ทางนี้”
การตอบสนองของนางทำให้ศิษย์ชั้นในทุกคนจ้องมองที่จางหลินโดยไม่ได้ตั้งใจ
แต่ด้วยชื่อเสียงที่เกิดขึ้นที่เชิงเขาสำนัก ทำให้ลูกศิษย์ทุกคนต่างก็เปิดทางให้จางหลินตรงมาที่หอตำราทักษะยุทธ์โดยไม่มีการขัดขวาง และพวกเขายังประสานมือทักทายจางหลินอย่างสุภาพอีกต่างหาก “ศิษย์น้องหยุน”
การทักทายที่เป็นมิตรของศิษย์ป้ายขาว ทำให้จางหลินดูประหลาดใจเล็กน้อย
เห็นได้ชัดว่าชื่อเสียงของจางหลินได้ทำให้ศิษย์ป้ายขาวรู้สึกเคารพเขาอย่างมาก ที่เขากล้าที่จะเผชิญกับศิษย์ป้ายทองคำอย่างโจวเหยาเซียนอย่างไร้ความกลัว
ผู้ถือครองป้ายขาวส่วนใหญ่ต่างก็ถูกกดขี่จากลูกศิษย์ที่ครอบครองป้ายที่เหนือกว่า การกระทำของจางหลินไม่ต่างจากการระบายความขุ่นข้องหมองใจให้แก่พวกเขาเลยก็ว่าได้
จะได้กล่าวว่าจางหลินคือวีรบุรุษของผู้อ่อนแอที่กล้าจะท้าทายผู้ที่แข็งแกร่งกว่าอย่างไม่เกรงกลัว
บัดนี้จางหลินได้กลายเป็นที่นิยมของศิษย์ป้ายขาวที่ถูกเรียกว่าป้ายขยะไปโดยปริยาย
หนี่ซวงอดไม่ได้ที่จะยิ้มอย่างมีนัยยะ “คิดไม่ถึงเลยว่าทันทีที่เจ้าเข้าสู่สำนักจักรพรรดิดารา เจ้าจะได้รับความนิยมมากถึงขนาดนี้ ดูเหมือนว่าหลังจากนี้คงจะมีศิษย์หญิงที่งดงามต้องการเสนอตัวเป็นคู่บำเพ็ญเต๋าของเจ้าอย่างแน่นอน”
จางหลินอดไม่ได้ที่จะกลอกตา หนี่เหิงเหยียนที่มองอยู่ด้านข้างก็ส่ายหน้าอย่างช่วยไม่ได้ “ซวงซวง หยุดเรื่องไร้สาระไว้เท่านี้เถิด”
เขามองที่จางหลินก่อนจะพูดว่า “ตามข้ามา ข้าจะพาเจ้าไปหาทักษะยุทธ์ที่เหมาะสม”
จางหลินประสานมือ “รบกวนท่านแล้ว”
หลังจากนั้นด้วยการนำของหนี่เหิงเหยียน พวกเขาทั้งสามเปิดประตูหอทักษะยุทธ์และก้าวเข้าไปอย่างไม่รีบร้อน
. . .
ทันทีที่ก้าวเข้าสู่หอทักษะยุทธ์ หนี่เหิงเหยียนก็มองไปรอบๆราวกับกำลังหาใครบางคน
จางหลินจ้องมองหอทักษะยุทธ์ด้วยความตื่นตา เห็นได้ชัดว่าทันทีที่เขาเข้ามาเขาก็พบเจอกับตำราทักษะยุทธ์ที่ถูกวางไว้ในแต่ละชั้นอย่างเป็นระเบียบ
[คิดไม่ถึงเลยว่าที่สำนักจะมีทักษะยุทธ์ให้ฝึกฝนมากขนาดนี้]
[สมแล้วจริงๆที่สำนักเป็นจุดศูนย์กลางหลักสำหรับการฝึกฝนวิทยายุทธ์ของแคว้น]
หอทักษะยุทธ์ยังมีด้วยกันถึงแปดชั้น ซึ่งแต่ละชั้นก็มีระดับการฝึกฝนความยากง่ายของทักษะที่แตกต่างกัน และแต่ละทักษะก็ขึ้นอยู่กับระดับพลังยุทธ์ด้วยเช่นกัน
หนี่เหิงเหยียนเดินตรงไปที่โต๊ะเล็กๆข้างบันไดทางขึ้นชั้นที่สอง ที่นั่นมีร่างของชายชราชุดผ้าป่านกำลังเอนหลังพิงกับเก้าอี้โยกอย่างสบายใจ
หนี่เหิงเหยียนส่ายหน้าอย่างช่วยไม่ได้ เขากระแอมเสียงดังและกล่าวขึ้น “อะแฮ่มๆ มีใครอยู่ที่นี่หรือไม่?”
ชายชราที่กำลังงีบหลับก็หรี่ตาขึ้นมาข้างหนึ่งอย่างเกียจคร้าน
แต่ทันทีที่เห็นว่าชายตรงหน้าคือหนี่เหิงเหยียน ชายชราก็ดูประหลาดใจเล็กน้อย “เจ้าหนูเหิงเหยียน? เจ้ามาทำอะไรที่นี่?”
“ผู้เฒ่าเหอ ไม่เจอกันนาน” หนี่เหิงเหยียนประสานมือทักทาย ก่อนที่เขาจะวกเข้าประเด็นขณะผายมือไปที่จางหลินที่ยืนอยู่ด้านหลัง “ข้าขอรบกวนให้ท่านช่วยแนะนำทักษะยุทธ์ที่เหมาะสมให้แก่ผู้ติดตามของตระกูลหนี่ได้หรือไม่?”
“ผู้ติดตาม?” ผู้เฒ่าเหอมองไปที่จางหลิน ก่อนที่คิ้วของเขาจะย่นลง “ขอบเขตขัดเกลางั้นรึ?”
จางหลินพยักหน้าเบาๆและแสดงป้ายศิษย์ชั้นใน
ผู้เฒ่าเหออดไม่ได้ที่จะโบกมืออย่างเหยียดหยาม “หากเป็นทักษะยุทธ์สำหรับขอบเขตขัดเกลา เจ้าสามารถเลือกจากชั้นที่หนึ่งและชั้นที่สองได้ ส่วนนอกเหนือจากนั้นเจ้ายังไม่สามารถขึ้นไปได้”
ท่าทางที่ไม่แยแสของผู้เฒ่าเหอทำให้หนี่เหิงเหยียนขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่เขาก็ยังสงบสติอารมณ์และกล่าวว่า “ท่านพอจะแนะนำได้หรือไม่ว่าทักษะยุทธ์ใดเหมาะสมกับเขามากที่สุด?”
ผู้เฒ่าเหอส่ายหน้าอย่างช่วยไม่ได้ เขามองที่จางหลินและกล่าวขึ้น “เจ้าหนู แสดงจิตวิญญาณยุทธ์ของเจ้า แล้วข้าจะช่วยแนะนำให้เอง”
หนี่เหิงเหยียนหันไปหาจางหลินพลางพยักหน้า
เห็นได้ชัดว่าเขาเองก็สงสัยเช่นกัน ว่าชายที่เปรียบเสมือนเครื่องจักรสังหารจะครอบครองจิตวิญญาณยุทธ์รูปแบบใด
แม้แต่ในตอนที่เผชิญหน้ากับหงเสี้ยวเทียนและหนี่จุนโหยว หยุนเฟยหยางก็ไม่เคยเปิดเผยจิตวิญญาณยุทธ์ของเขาให้ใครเห็น ฉะนั้นคงไม่ใช่เรื่องแปลกที่หนี่เหิงเหยียนและหนี่ซวงจะตั้งตารอเป็นพิเศษ
จางหลินทำได้เพียงถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้ เขากางฝ่ามือออกก่อนจะเผยให้เห็นเถาวัลย์สีทองที่ปรากฏขึ้นจากความว่างเปล่า
ทั้งสามที่ได้เห็นจิตวิญญาณยุทธ์ของจางหลินก็ชะงักไปครู่หนึ่งด้วยความตกใจ
จู่ๆ ผู้เฒ่าเหอก็ระเบิดเสียงหัวเราะดังลั่นโดยไม่ได้ตั้งใจ “ฮ่าๆๆ! ที่แท้ก็เป็นแค่จิตวิญญาณพฤกษาเองงั้นรึ? ข้านึกว่าเป็นจิตวิญญาณยุทธ์ที่หายากกว่านี้เสียอีก”
แม้แต่หนี่เหิงเหยียนก็ประหลาดใจ จนเขาเผลอตั้งคำถามในใจ
‘จะ-จะเป็นไปได้อย่างไรที่จิตวิญญาณยุทธ์ของเขาจะเป็นพฤกษา?’
‘หากท่านพ่อรู้ว่าเฟยหยางมีจิตวิญญาณยุทธ์ขยะ ท่านพ่อจะยังไว้วางใจเฟยหยางอยู่หรือไม่?’
กลับกันหนี่ซวงไม่ได้ดูตกใจหรือผิดหวังเลย นางเพียงแค่ยิ้มให้กำลังใจโดยไม่พูดอะไร
สำหรับนางต่อให้หยุนเฟยหยางมีจิตวิญญาณยุทธ์ขยะ แต่ทักษะส่วนตัวของเขาก็มากเกินพอแล้วที่จะเอาชนะคู่ต่อสู้ได้โดยที่ไม่ต้องใช้จิตวิญญาณยุทธ์
จางหลินไม่ได้ดูโกรธเคืองแม้แต่น้อยแม้ว่าจะถูกผู้เฒ่าเหอหัวเราะใส่ เขาเพียงแค่ถามสั้นๆ “มีทักษะยุทธ์ใดจะแนะนำให้ข้าบ้างหรือไม่?”
น้ำเสียงที่ไม่แยแสและไร้อารมณ์ของจางหลินทำให้ผู้เฒ่าเหอชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนที่เขาจะกระแอมเสียงดังและกล่าวอย่างเคร่งขรึม “อะแฮ่มๆ เอาล่ะ ข้าจะเลือกทักษะยุทธ์ที่เหมาะสมให้เจ้าเอง”
เขากางฝ่ามือข้างกาย พร้อมกับตำราทักษะยุทธ์บนชั้นจะลอยเข้าสู่ฝ่ามือของตนสามเล่ม พลางควบคุมให้ตำราทั้งสามลอยอยู่ต่อหน้าจางหลินและกล่าวขึ้น “สำหรับศิษย์ป้ายขาว เจ้าสามารถเลือกทักษะยุทธ์เล่มใดเล่มหนึ่งไปได้”
จางหลินเดินเข้าไปใกล้ตำราทั้งสามเล่ม รูม่านตาของเขาหรี่ลงอย่างสับสน “เหตุใดทักษะยุทธ์ทั้งสามเล่มถึงได้เป็นทักษะการรักษาและฟื้นฟู? ไม่มีทักษะยุทธ์ที่เกี่ยวข้องกับการต่อสู้เหมาะสมกับข้าเลยหรือ?”
ผู้เฒ่าเหอกลอกตาก่อนจะตอบอย่างตรงไปตรงมา “สิ่งที่จิตวิญญาณพฤกษาพอจะทำได้คือการรักษาและฟื้นฟูเท่านั้น นอกเหนือจากนี้จิตวิญญาณพฤกษาก็แทบจะไม่มีประโยชน์อีกแล้ว... และอีกอย่างจิตวิญญาณพฤกษาเป็นเพียงจิตวิญญาณยุทธ์รูปแบบเดียวที่ไม่สามารถพัฒนาได้”
หลังจากเว้นวรรคครู่หนึ่งเขาก็ส่ายหน้าด้วยความเวทนา “หนุ่มน้อย เจ้าอาจจะต้องโทษตนเองแล้วที่เกิดมาพร้อมกับจิตวิญญาณยุทธ์ขยะที่ไม่สามารถต่อยอดอะไรได้”