‘บางครั้ง...การเชื่อเพื่อนซะบ้างมันก็ทำให้ชีวิตดำเนินไปได้ด้วยดีกว่าการตัดสินใจเองคนเดียว’
คำๆนี้ดังขึ้นมาในหัวของผมขณะที่พวกผมสามคนกำลังนั่งประจันหน้าอยู่กับสิงโตขนแดงเพศเมียสวมเกราะเต็มยศที่กำลังปล่อยแรงกดดันมหาศาลออกมาขณะที่เจ้าหล่อนกำลังกวาดสายตาสีแดงคมกริบไล่ไปตามตัวหนังสือในเอกสารหลายสิบฉบับที่พวกผมเอามาให้เจ้าหล่อนอยู่
สายตาทิ่มแทงจากเพื่อนทั้งสองถูกส่งมาหาผมอย่างไม่เป็นมิตรหลังจากที่ผมพาพวกเขามาเผชิญหน้ากับตัวอันตรายระดับต้นๆที่กำลังอ่านของที่พวกผมแอบเอาออกไปจากเอกสารที่ต้องให้แม่ทัพสาวก่อนหน้านั้นถึงแม้มันจะเพื่อความปลอดภัยของตัวผมเองและครอบครัวแต่ก็ยังเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย และไม่สมควรจะเอามาใส่พานถวายส่งให้กับมือขวาขององค์จักรพรรดินีแบบนี้เลยแม้แต่น้อย
‘ชั้นบอกแล้วใช่ไหมว่าไม่ให้นายลากยัยแม่ทัพหัวบีทรูทนี่มาเกี่ยวน่ะไอจอมตอแหล’คลูสหันมาขยับปากบ่นแบบไร้เสียงในขณะที่ตัวของแม่ทัพวัลคอร์ตกำลังให้ความสนใจเอกสารอยู่พลางชูนิ้วกลางขึ้นมาประกอบคำบ่นของตัวเองมาให้ผม
'เราบอกเจ้าแล้วนะว่าอย่า...'เฟอร์เองที่ดูจะปลงตกได้มากกว่าคลูสก็บ่นตามมาเช่นกัน พลางเบ้ปากกรอกตามองบน ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ทำให้ผมทำได้เพียงหัวเราะแห้งๆแล้วทำตัวลีบๆอย่างสำนึกผิด
ก๊อกๆ!
"เข้ามา!"
"ขะ-ขออนุญาตครับ...อะ-เอาชามาสะ-เสิร์ฟครับ..."ก่อนที่ผมจะโดนด่าไปมากกว่านี้ เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นตามมาด้วยการเปิดประตูห้องอย่างกล้าๆกลัวของพลทหารหนุ่มคนหนึ่งที่สะดุ้งเฮือกจากเสียงตะคอกของแม่ทัพสาวเมื่อครู่
"เชิญ!"หล่อนตะคอกอีกรอบโดยไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมาจากกองเอกสารนั้น ทำให้สาวเจ้าไม่ได้เห็นเลยว่าหน้าของพลทหารนายนั้นบัดนี้นั้นซีดยังกับไก่ต้มไปแล้ว เจ้าตัวจึงรีบเอาชามาเสิร์ฟให้กับพวกผมทั้งสามคนแล้วรีบผุดหนีหายออกไปจากห้องทันที ทำให้ผมได้แต่ยิ้มแห้งๆไล่หลังไปพร้อมกับเอ่ยขอโทษอีกฝ่ายในใจที่ทำให้มาเจอกับสถานการณ์น่าขนลุกแบบนี้เข้า
“แหวะ...”แต่ยังไม่ทันที่ผมกับเฟอร์จะได้จิบน้ำชาที่พลทหารนายนั้นยกมาเสิร์ฟ...เสียงไม่พึงประสงค์เบาๆก็หลุดออกมาจากปากคลูสที่ยกน้ำชาดื่มก่อนเพื่อนโดยที่เจ้าตัวนั้นทำหน้าแหยงๆกับน้ำชาถ้วยนั้น แล้วรีบวางมันลงกลับไปแล้วหันมามองผมพร้อมกับขยับปากพึมพำว่า...
‘น้ำชาที่นี่ห่วยแตกเป็นบ้า...ขากลับนายต้องเลี้ยงขนมกับน้ำชาร้านนายแทนค่าเสียเวลาพวกชั้นนะเฮ้ย’ไอได้มันก็ได้อยู่หรอกครับ...แต่ช่วยดูสถานการณ์หน่อยก็ดีนะครับคลูส...เพราะว่าตอนนี้ห้องที่พวกเราอยู่นั้นมันเงียบมากๆ...เสียงเหมือนจะอ้วกเมื่อครู่ของบรรณารักษ์แห่งหอสมุดลิเทียร์จึงกระดอนเข้าหูท่านแม่ทัพผู้กำลังนั่งอ่านเอกสารเข้าเต็มๆ...
ซึ่งสาวเจ้าแกก็เหลือบตาเขียวปั๊ดขึ้นมาจ้องพวกผมสามคนเขม็งก่อนจะกลับไปอ่านเอกสารดังเดิมทำเอาผมได้แต่ยิ้มแห้งๆแล้วพยักหน้าตอบตกลงเพื่อนของผมที่ไม่แม้แต่จะรู้ร้อนรู้หนาวกับสายตาที่จะฆ่าคนได้จากยัยสิงโตเพศเมียเมื่อครู่โดยมีเฟอร์นั่งส่ายหัวอ่อนใจจิบน้ำชาไปเรื่อยฆ่าเวลารอหญิงสาวเพียงคนเดียวในห้องนี้อ่านสิ่งที่พวกผมขนมาจนจบ...
เป็นเวลากว่าหนึ่งชั่วโมงที่ร่างของหญิงสาวผมแดงในชุดอัศวินเต็มยศอ่านเอกสารกองโต...ใช่...ถ้านับตามเข็มนาฬิกาล่ะก็...พวกผมสามคนนั่งอยู่ในห้องนี้มาได้ชั่วโมงกว่าๆแล้ว...แต่เพราะแรงกดดันที่ยัยอดีตคู่หมั้นของผมปล่อยออกมา...ก็ทำให้ผมรู้สึกว่าเวลามันผ่านไปนานยังกะผมโดนล่ามอยู่กับเก้าอี้มาวันนึงเต็มๆ...ถึงเพื่อนของผมสองคนมันจะไม่รู้สึกรู้สาอะไรก็ตามที...
และแล้ว...เอกสารใบสุดท้ายก็ถูกมือบางวางลงกับโต๊ะ...เธอขมวดคิ้วมองบรรดาเอกสารพวกนั้นสลับกับหน้าของพวกผมสามคนที่นั่งกันอยู่ตรงข้ามหล่อนเฟอร์กับคลูสจะรู้สึกยังไงตอนนี้ผมก็ไม่อาจจะทราบได้...แต่ตัวผมตอนนี้พยายามตีหน้านิ่งๆเอาไว้อย่างสุดฤทธิ์เลยทีเดียว...
“แล้วสรุปนี่มันอะไรกันคะ?”
“กระดาษไงตาถั่วเรอะ?” ฝ่ายคลูสที่นั่งไขว้ห้างอยู่อีกฝั่งของโต๊ะตอบแล้วพ่นลมหายใจอย่างหงุดหงิดคำพูดขวานผ่าซากกับพฤติกรรมกวนเบื้องล่างของบรรณารักษ์หนุ่มดูเหมือนว่ายังคงรักษาระดับความน่าหงุดหงิดเอาไว้ได้เป็นอย่างดีเพราะตอนนี้ท่านแม่ทัพสาวหัวสีแสบตากำลังตาเขียวปั๊ดอีกรอบแถมจ้องจนจะงาบกบาลตัวคนพูดอยู่รำไรอยู่แล้วด้วย
“อะไร? จะแข่ง- อุ๊บ! อี่! อ่อยอากอั้นอะเอ๊ย! อ่อยเอ้!”
“เอกสารยืนยันการลักลอบขนถ่ายอาวุธเถื่อนเข้ามาในอาณาจักรเราอีกส่วนนึงน่ะ”แต่ก่อนที่คลูสจะได้อ้าปากพ่นคำพูดชวนกระตุกเท้าชาวบ้านให้เสยปาก หรือแม่ทัพวัลคอร์ตจะชักดาบเฉาะหัวคนปากหมาดยุคหนุ่มที่นั่งซดชาเงียบๆอยู่ถัดจากผมก็เปิดปากพูดหยุดความบาดหมางเอาไว้ก่อน
ถึงมืออีกข้างที่ว่างอยู่จะถูกยกไปจับปากคลูสไม่ให้พูดก็เถอะ...
“อ่อยอากอั้นอักอีเอ้!ไออ้าเออร์! อิดอากอั้นอำอะแองอ้ามอ้าวอะไออะ!”
“เรื่องนั้นข้ารู้ค่ะแต่ที่ถามเพราะว่ามันไปอยู่กับพวกท่านได้ยังไงกันคะ?” แม่ทัพสาวสาวถามกลับพร้อมกับหรี่ตามองอย่างไม่พอใจแต่สายตาของหญิงสาวนั้นกลับไม่ได้จ้องไปที่คู่สนทนาในตอนนี้เลยแม้แต่น้อยแต่เป็นผมที่นั่งอยู่ริมสุดนี่แหละครับ...ดูแล้วเธอคงจะอยากได้คำตอบจากปากผมซะมากกว่า...
ซึ่งหล่อนเองก็เลือกที่จะเมินคลูสที่โวยวายพยายามเอามือของเฟอร์ที่ปิดปากอยู่ออกเช่นกัน...
จริงๆเอกสารตัวนี้ควรไปอยู่กับเธอตั้งแต่ตอนที่มารับตัวคนร้ายที่เขตของเฟอร์แล้วแต่เพราะเฟอร์แยกเอาเอกสารส่วนนี้ออกมาก่อน ยัยนี่เลยไม่ได้เอกสารชิ้นนี้ไปล่ะนะครับเธอเลยจ้องมาที่ผมที่เป็นคนขอเธอคุยเรื่องนี้เป็นหลักแทนที่จะคาดคั้นเอาคำตอบจากอีกสองหน่อ
“เราให้คนของเราแยกเอกสารส่วนนี้ออกมาจากเอกสารที่เป็นหลักฐานการกระทำผิดของผู้ดูแลเขตคนเก่าน่ะสิ”เฟอร์ตอบกลับไปแบบตรงๆโดยไม่ปล่อยให้ผมได้อ้าปากพูด ก็ไม่ต้องตอบตรงขนาดนั้นก็ได้นะครับเฟอร์...หือ?คลูสเขาเงียบไปแล้วแฮะ?
“เพื่ออะไรกันคะ?”แม่ทัพวัลคอร์ตที่รู้ว่ายังไงๆก็คงไม่ได้คำตอบจากปากผมก็เบนสายตาไปที่เฟอร์ที่อยู่ตรงกลางแทนทำไมผมเห็นภาพเป็นมังกรจีนตัวเขียวๆกำลังเล่นเกมแข่งจ้องตาอยู่กับราชสีห์ขนแดงแทนซะงั้น
“ก็เพื่อ...โอ๊ย!นี่เจ้ากัดมือเราเลยเรอะ!?!?” แต่ยังไม่ทันที่เฟอร์จะได้ตอบคนที่โดนปิดปากมานานดูท่าจะทนไม่ไหว กัดมือดยุคหนุ่มจนต้องปล่อยแถมยังหันมาชูนิ้วกางพลางล้วงเอาผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดลิ้นตัวเองด้วยความรังเกียจอีก...
“โคตรเค็ม...”
“พวกท่านทั้งสองช่วยหยุดทำตัวไร้สาระในห้องทำงานของข้าได้รึยังคะ...”ดูท่ายัยแม่ทัพจะทนไม่ไหวแล้วสิครับ...เพราะตอนนี้เธอปล่อยแรงกดดันออกมาด้วยความหงุดหงิดที่ทวีคูณขึ้นไปอีกหลังจากเจอทั้งความกวนประสาทและการทำอะไรไม่แคร์สถานการณ์และบรรยากาศของผู้ดูแลหอสมุดคนเดิม...
“หา!? ทำไมชั้นจะต้องฟังที่เธอ- แอ๊ก! อย่าล็อคคอชั้นสิเฟ๊ยเฟอร์!ชั้นหายใจไม่ออก! อากาศๆๆๆๆๆ!”ยังไม่ทันที่คลูสจะพูดกวนประสาทชาวบ้านจบ...เฟอร์ที่น่าจะทนไม่ได้ก็ลุกอ้อมไปด้านหลังผู้พูดพร้อมกับตวัดแขนรัดคอของคลูส แล้วหันไปยิ้มให้กับแม่ทัพสาวแล้วพูดด้วยรอยยิ้ม
“ถ้าเช่นนั้น...เราขอพาท่านผู้ดูแลหอสมุดออกไปสงบสติอารมณ์ด้านนอกห้องก่อนแล้วกัน...เจ้ามีอะไรอยากจะถามก็ถามมาสเตอร์ลิเบอต้าแทนพวกเราไปก่อนละกันนะท่านแม่ทัพวัลคอร์ต”
“ขอบคุณมากค่ะท่านดยุคเฟอร์นิคัส...”
“เรื่องเล็กน้อย”
“น้อยบ้าอะไร!?ปล่อยคอชั้นเลยเฟ๊ย! เฮ้ย! เดี๋ยวๆๆๆๆๆๆๆๆ! อย่าลากๆๆๆๆๆ!” สุดท้ายร่างของบรรณารักษ์หนุ่มก็ถูกท่านดยุคล็อคคอลากออกไปจากห้อง...แถมยังมีหันมายิ้มให้ผมส่งท้ายอีกนะ...
พอร่างของทั้งสองออกจากห้องไปและประตูก็ได้ปิดลงอีกครั้ง...บรรยากาศในห้องจากที่เคยเต็มไปด้วยความหงุดหงิดและรังสีความพิโรธก็อันตรธานหายไปเสียเฉยๆ...กลายเป็นความเงียบงันระหว่างผมกับอดีตคู่หมั้นไปเสียแล้ว...แถมผมเองก็แอบรู้สึกได้ว่าเธอกำลังไม่พอใจอะไรบางอย่างอยู่ด้วยเช่นกัน
พวกเราสองคนนั่งเงียบในห้องนี้กันมานานเท่าไหร่แล้วก็ไม่อาจทราบได้ขนาดแก้วน้ำชาที่อยู่ตรงหน้าผมตอนนี้ผมยังไม่กล้าเอื้อมมือไปยกมันขึ้นมาดื่มเลยด้วยซ้ำ ตอนนี้มันทั้งอึดอัดรวมถึงผมเองก็ไม่แน่ใจว่าควรจะทำอะไรกับสถานการณ์แบบนี้ดีด้วย...
“สรุปแล้วท่านไม่คิดจะพูดอะไรจริงๆใช่ไหมคะ?”อดีตคู่หมั้นของผมเป็นคนแรกที่เริ่มเปิดปากพูดออกมาในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคลายไม่ออกแบบนี้...ก็สมเป็นเธอดีล่ะนะครับเพราะเมื่อสี่ปีก่อนเองเธอก็เป็นคนเริ่มบทสนทนาตอนที่พวกเรานั่งเถียงกันในศาลาเมื่อก่อนนี้ด้วย...
“แล้วคุณจะให้ผมพูดอะไรล่ะครับ?”ผมพยายามทำเป็นใจดีสู้เสือคงสีหน้ายิ้มๆของตัวเองเอาไว้ตอนเอ่ยปากถาม แต่รอบนี้ยัยแม่ทัพคนนี้กลับแสดงปฏิกิริยาที่ต่างไปจากเดิมเสียอย่างนั้นเพราะยัยนี่เล่นถอนหายใจแล้วส่ายหัวแทนที่จะโวยวายแบบแต่ก่อนซะงั้น
“อธิบายมาสิคะว่าไอเรื่องที่ท่านหอบมาให้ข้าดูวันนี้มันคืออะไรกันแน่?”
“เอ่อ...”
“ถ้าท่านอธิบายให้ข้าฟังไม่ได้ก็เชิญเอาเอกสารพวกนี้กลับไปเถอะค่ะ”
"คือว่า..."
"เชิญค่ะประตูอยู่ด้านหลังท่าน" สาวเจ้าว่าพลางผายมือไปที่ประตูห้องนั่นทำให้ผมนั่นเงียบปากลง แล้วนั่งทำตัวลีบๆพยายามเรียบเรียงความคิดในหัวว่าจะอธิบายหญิงสาวตรงหน้าเขาว่ายังไงดีผมนั่งนึกอยู่พักใหญ่ ก่อนจะสูดหายใจเฮือกใหญ่เพื่อตั้งสติ แล้วเงยหน้าขึ้นมาเพื่อจะตอบคำถามของหล่อน
“ผมอยากจะขอให้คุณช่วยผมสืบเรื่องนี้ทีน่ะครับ...”ผมบอกพลางหลบตาด้วยความอาย...ก็แหม่...ผมโดนคาดโทษอยู่นี่ครับ..ทั้งจากเฟอร์และคลูสไหนจะรวมยัยแม่ทัพหัวแดงตรงหน้าผมอีก กล้าตอบขนาดนี้ก็ดีแค่ไหนแล้วครับ...
“แล้วทำไมท่านไม่แจ้งข้าตั้งแต่ทีแรกที่เขตนั้นกันล่ะคะ?ท่านรู้ไหมว่าการยักยอกหลักฐานคดีพวกนี้น่ะมันมีโทษขนาดไหนกัน?ข้าสามารถทำคำสั่งจับกุมท่านเข้าห้องขังได้เดี๋ยวเลยนะคะ”
“คือ...ท่านดยุคอันบรากับผู้ดูแลหอสมุดลิเทียร์เขาออกความเห็นว่ายังไม่ควรแจ้งคุณน่ะครับ...”
“แล้วตอนนั้นคุณก็เลยทำตามที่เขาพูดอย่างนั้นใช่ไหมคะ?”
“ใช่ครับ...”
“สรุปแล้วก็คือท่านไม่เชื่อใจข้าเลยแต่เพราะเห็นว่าตัวเองไม่สามารถจัดการปัญหานี้ได้ เลยมาขอให้ข้าช่วยโดยไม่ได้ไตรถามเพื่อนทั้งสองของท่านสินะคะท่านพราเนตติเอ้”
“ตามที่คุณว่ามาเลยครับท่านแม่ทัพวัลคอร์ต...”ไม่รู้ว่าตัวผมเองนั้นรู้สึกไปเองหรือเปล่า...แต่เสี้ยวแว๊บนึงที่ผมสบตากับเธอผมเห็นแววความเศร้าสร้อยอยู่ในดวงตาสีแดงคู่นั้น...แต่มันก็จางหายไปอย่างรวดเร็วจนผมเองก็ไม่แน่ใจว่าตัวเองนั้นตาฝาดไปไหม...
“เฮ้อ...ถึงข้าจะเป็นคนที่ทำงานเที่ยงตรงเช่นไรก็ตาม...แต่เรื่องบางเรื่องก็ใช่ว่าข้าจะเป็นแบบนั้นนะคะ...แล้วยิ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับตระกูลเมลฟอร์ดที่เป็นสหายกับข้าและท่านพ่อมาอย่างยาวนานแล้วด้วยคิดว่าข้าจะบุกไปจับพวกเขาทั้งตระกูลด้วยหลักฐานที่ยังไม่ถูกตรวจสอบพรรณ์นี้รึไงคะ?นี่ตัวข้าในสายตาท่านมันเป็นคนยังไงกันแน่คะท่านพราเนตติเอ้?”
“เอ่อ...จะว่ายังไงดีล่ะครับ...ก็เป็นคน...”
“ข้าไม่ได้อยากได้คำตอบค่ะสำหรับเรื่องนี้ ข้าขอสัญญาว่าจะช่วยท่านสืบความจริงเพื่อไม่ให้มลทินมันไปแปดเปื้อนสหายข้าอย่างแน่นอนแต่ตอนนี้...ท่านช่วยออกไปด้วยค่ะ ข้าอยากจะอยู่คนเดียวใช้ความคิดสักพัก”
“แล้วเอกสาร...”
“เดี๋ยวข้าทำสำเนาแล้วส่งคืนไปให้พวกท่านอีกทีค่ะแต่ว่าตอนนี้ เชิญค่ะ ข้าไม่ส่งนะคะ”
“ครับ...ผมขอตัวก่อนนะครับท่านแม่ทัพวัลคอร์ต...”ผมกล่าวลาอดีตคู่หมั้นสาวพร้อมกับรีบลุกออกจากห้องที่ถูกปกคลุมไปด้วยบรรยากาศมาคุไปตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่ทราบโดยไม่คิดจะมองหน้าคู่สนทนา...ไม่รู้สิ...แต่ตอนนี้ตัวผมเองนั้นกล้าพูดได้เต็มปากเลยว่าไม่กล้ามองหน้าเธอตรงๆอย่างแน่นอน...
ไอความรู้สึกหนักอึ้งในใจนี่มันอะไรกันนะ?
โดยที่ตัวผมเองนั้นไม่ได้รู้เลยว่า...หลังจากที่ผมออกจากห้องทำงานของเธอไปสมทบกับเพื่อนทั้งสองของผม...ใบหน้าคมที่ปกติจะนิ่งยังกับรูปปั้นหินอ่อนจนผมเห็นเป็นปกตินั้น...ยามนี้กลับปรากฎสายธารสีใสที่เอ่อล้นจนไหลออกมาจากดวงตาสีแดงคู่สวยนั้น...
ใช่ครับ...ตอนนั้นผมไม่ได้รับรู้เลยว่าตัวผมเองนั้นพึ่งทำร้ายจิตใจของหญิงสาวคนหนึ่งไปเพราะคำพูดไม่ได้คิดของตัวผมเอง...