นายน้อยเจ้าสำราญ III : ยอดเขยนักกวี (นิยายแปล)

    ตอนที่ 49 ต้วนซิ่ว

    ตอนที่ 49 ต้วนซิ่ว


    ต้นไทรใหญ่ของร้านหลี่เฉินอันมีกิ่งก้านหนึ่งที่ยื่นจากในลานออกมาถนนในตรอก


    ใบไม้บนกิ่งนั้นเขียวชอุ่มมาก ไม่มีใครสังเกตเห็นว่ามีคนนั่งอยู่ท่ามกลางใบไม้หนาทึบนั้น


    แน่นอนว่าคนที่ว่านี้ก็คือมู่หรงเหอ 


    ตำแหน่งที่นางนั่งสามารถมองเห็นตรงประตูบานพับนั้นของร้านสุราได้พบดิบพอดี


    นางไม่อยากทำให้ซูมู่ซินตกใจ นางเพียงแค่อยากคอยคุ้มครองเขาอย่างเงียบ ๆ จวบจนกระทั่งถึงวันที่เขาแต่งงาน


    แบบนี้จะทำให้นางดูโง่ไปหน่อยหรือไม่ ?


    นางได้แต่ยิ้มเยาะให้กับตนเอง ในใจคิดว่าตนเองช่างโง่เขลาเหลือเกิน


    สมัยตอนที่นางอายุ 14 ปี นางได้ยินเหล่าศิษย์พี่ของสำนักดาบที่เพิ่งกลับมาจากโลกภายนอกเล่าถึงเรื่องราวของผู้คนและสิ่งที่พวกเขาประสบพบเจอ นั่นเป็นครั้งแรกที่นางได้ยินชื่อของซูมู่ซิน และเป็นครั้งแรกที่นางได้เห็นหนังสือรวมบทประพันธ์ของซูมู่ซินที่ศิษย์พี่รองนำกลับมาด้วย


    ศิษย์พี่รองบอกว่าในแคว้นหนิงมีผู้มีความสามารถอยู่มากมาย แต่บัณฑิตผู้มีความสามารถอย่างแท้จริงที่มาจากครอบครัวยากจนมีเพียงผู้เดียว เขาผู้นั้นก็คือซูมู่ซิน !


    นางจดจำชื่อของเขาเอาไว้ในใจมาตั้งแต่ครานั้น และยังท่องจำบทกวีทุกบทของเขาได้ขึ้นใจ


    และนับแต่นั้นมา นางก็ได้ยินเรื่องราวของเขาอีกมากมาย อาธิเช่น: อาจารย์ของเขาคือฮัวม่านถิง นักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งแคว้นหนิง 


    เขาสอบได้บัณฑิตซิ่วไฉเมื่อตอนอายุ 12 ปี สอบได้บัณฑิตจงจวี่ร์เมื่อตอนอายุ 13 ปี พออายุ 17 ปีหรือเมื่อปีก่อนนี้ เขาสอบได้จิ้นซื่อ และได้รับการคัดเลือกเป็นอันดับสองจากการสอบรอบเตี้ยนซื่อ !


    ผู้คนมักพูดว่าผู้มีความสามารถควรคู่กับสาวงาม นางรู้ตัวดีว่าตนเองไม่ใช่สตรีที่งดงามเหมือนในละคร แต่อาจารย์บอกว่าหากมีใจชอบพอจริง เช่นนั้นก็ควรเฝ้าติดตามเขาอย่างกล้าหาญ


    เหมือนดั่งอาจารย์อาหญิงของนาง ปรมาจารย์ฝานเถาฮัวผู้ยิ่งใหญ่ผู้นั้น


    นางคือตำนานแห่งสำนักดาบซงชาน


    อาจารย์อาหญิงลงจากเขาไปตอนอายุ 17 ปี ตอนนั้นนางมีเป้าหมายก็คือติดตามจงหลีพั่ว


    ที่นางปักใจรักจงหลีพั่วนั้น ไม่ใช่เพราะความสามารถทางวรรณกรรม ไม่ใช่เพราะความสามารถด้านการต่อสู้ หรือสถานะของจวนจงหลีแห่งแคว้นหนิง 


    แต่เป็นรูปโฉมของจงหลีพั่ว


    ตัวนางเองก็ลงจากเขาเมื่อตอนอายุ 17 ปีเช่นกัน แต่นางปักใจชื่นชมซูมู่ซินที่ความสามารถของเขา เขาทั้งรูปงามและมีความสามารถสูง แต่ตัวนาง……นางกลับไม่ได้มีรูปโฉมงามหยาดเยิ้มเหมือนอาจารย์อาหญิง ไม่ได้มีความกล้าหาญเหมือนอาจารย์อาหญิงเลยแม้แต่น้อย


    มู่หรงเหอได้แต่ถอนหายใจออกมา และแล้วนางก็เห็นบุรุษหนุ่มคนหนึ่งในชุดขาวเดินมาหยุดอยู่ที่ประตูหน้าร้านสุรา 


    เขาต่างหากที่เป็นซูมู่ซินตัวจริง 


    วันนี้เป็นวันแรกที่เขามาทำงานในร้านสุราในฐานะหลงจู๊ของร้าน


    เขาผลักประตูเดินเข้าไป ในเวลานี้เป็นช่วงที่ร้านสุรายังไม่เปิด ดังนั้นเขาจึงจำต้องปิดประตูหน้าร้านอีกครั้งแล้วเดินเข้าไปในสวนหลังร้าน 


    หลี่เฉินอันมองไปยังซูมู่ซิน 


    ซูมู่ซินเองก็มองไปที่หลี่เฉินอันเช่นกัน จากนั้นเขาก็ลูบใบหน้าของเขาแล้วถามว่า “มีอะไรติดหน้าของข้างั้นหรือ ? ”


    “ไม่ใช่ ข้าแค่คิดว่าเจ้างดงามเสียยิ่งกว่าดอกไม้เสียอีก”


    “……สมองของเจ้ากลับหรือ ! ”


    “เสี่ยวซู เจ้า……เจ้ามีคู่หมั้นคู่หมายหรือยัง ? ”


    “อย่ามาเรียกข้าว่าเสี่ยวซู ! ข้าเสี่ยวซูยังทำความปรารถนาของตนไม่สำเร็จ จะแต่งงานได้เยี่ยงไร ? ฉะนั้นจะไปหาคู่หมั้นมาจากที่ไหน ? ”


    “อ้อ ไม่มีก็ดี”


    ซูมู่ซินรู้สึกว่าวันนี้หลี่เฉินอันดูแปลก ๆ “เจ้าเป็นอะไรหรือเปล่า ? ”


    “เสี่ยวซู เจ้าชอบจอมยุทธหญิงหรือไม่ ? จอมยุทธหญิงที่มีวรยุทธเก่งกาจอะไรพวกนั้น และยินดีที่จะปกป้องเจ้าไปตลอดชีวิตน่ะ ? ”


    “บ้าน่า นี่เจ้าต้องการจะสื่ออันใด ? ”


    “เจ้าตอบคำถามนี้ของข้ามาก่อน”


    ซูมู่ซินคิดใคร่ครวญอย่างละเอียด “ข้าเป็นเพียงนักวิชาการคนหนึ่ง แม้นจะสอบได้อันดับสอง แต่ข้าก็ยังไม่มีตำแหน่งขุนนาง ยังต้องมาขอข้าวกินที่ร้านสุราของเจ้า ข้าจะเอาคุณสมบัติอันใดไปเลือกคู่หมั้นกันเล่า”


    “เช่นนั้นก็หมายความว่าเจ้าเองก็ไม่ได้คัดค้านหากมีสตรีมาชอบพอเจ้า ? ”


    “ทำไมต้องคัดค้านล่ะ ? ขอเพียงทั้งสองฝ่ายมีใจตรงกัน นางเป็นจอมยุทธหญิงก็ดี เป็นสตรีชนบทก็ช่าง ข้าคิดว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ได้สลักสำคัญอะไร”


    “อ้อ เช่นนั้นก็ดี”


    “ไม่สิ เจ้ายังไม่ได้ตอบข้าเลยว่าเจ้าถามข้าทำไม ? ”


    “ไม่มีอะไร ในฐานะเจ้าของร้านสุรา ข้าย่อมต้องเป็นกังวลเรื่องการแต่งงานของพวกเจ้า เจ้าเองก็อายุไม่ใช่น้อย ๆ แล้ว หากวันใดวันหนึ่งพบเจอคนที่เหมาะสม เช่นนั้นก็จะได้พูดคุยเรื่องแต่งงานให้เจ้าไม่ดีหรือ ? ”


    ซูมู่ซินมองค้อนหลี่เฉินอัน “เจ้าเองก็อายุไม่ใช่น้อย ๆ แล้วเช่นกัน ห่วงเรื่องของตนเองก่อนเถิด แล้วเมื่อไหร่เราจะเปิดร้าน ? ”


    “ไม่รีบร้อน ลูกค้าชินกับการที่เราเปิดร้านตอนบ่ายแล้ว”


    “จริงสิ เสี่ยวซู เจ้าเคยไปหอหนิงเซียงมาบ้างหรือยัง ? ”


    “……เมื่อไม่กี่วันก่อนเคยไปกับฉีจือเสวี่ยครั้งหนึ่ง”


    “เจ้าเคยเห็นคนที่มีชื่อว่าซ่งหยวนผิงไหม ? ”


    “บุรุษหรือ ? ”


    “อืม บุรุษ”


    ซูมู่ซินมองหลี่เฉินอันเหมือนกับกำลังมองคนโง่ “ให้ไปหาบุรุษที่หอหนิงเซียง……ข้าทำไม่ได้”


    “งั้นคืนนี้เราไปที่หอหนิงเซียงด้วยกันดีไหม ? ”


    “นี่เจ้า เจ้าเป็นต้วนซิ่ว1 งั้นหรือ?”


    ชุ่ยฮวาที่ได้ยินแบบนั้นก็มองไปยังหลี่เฉินอันด้วยสายตาแปลก ๆ เช่นกัน 


    แล้วนางก็หันกลับไปมองที่หลี่เสี่ยวฮวาซึ่งถือเสาหินอยู่ที่มุมห้อง และทันใดนั้นนางก็รู้สึกราวกับตระหนักได้ถึงอะไรบางอย่าง ไม่น่าแปลกใจเลยที่ใต้เท้าซิ่วอีของนางชอบพาหลี่เสี่ยวฮวาออกไปทุกเช้า…...ไม่น่าแปลกใจเลยที่เขายอมคืนหนังสือหมั้นหมายให้แก่ตระกูลเสิ่นโดยไม่ลังเลใจ…....ไม่น่าแปลกใจเลยที่บิดาของเขาขับไล่เขาออกจากจวน !


    ชุ่ยฮวาทำท่าทางครุ่นคิด แล้วหันไปมองหลี่เฉินอัน ก่อนจะเดินไปยังห้องทางปีกตะวันตก


    “ต้วนซิ่วอะไรล่ะ ! พวกข้าแค่จะไปฟังดนตรีและจิบสุราที่หอหนิงเซียงเท่านั้น”


    “ข้าไม่มีน้องสาว หากอยากดื่มก็ดื่มสุราของร้านสิ รสชาติดีกว่าเป็นไหน ๆ ส่วนเรื่องฟังดนตรี ข้าไม่ไปหรอก ! ”


    “เช่นนั้นข้าขอสั่งเจ้าในฐานะอาจารย์อา ! ”


    “……เจ้ามันไร้ยางอาย ! ”


    “วันนี้เจ้าเป็นคนที่สองแล้วที่บอกว่าข้าไร้ยางอาย”


    “แล้วคนแรกคือใคร ? ”


    “ว่าที่ภรรยาของเจ้า”


    “……ประสาท ! ”


    ซูมู่ซินหันหลังจะเดินออกไป เขามานั่งในตัวร้านและเดินไปตักสุรามาเองหนึ่งเหลียง ก่อนจะนำมานั่งจิบอย่างละเมียดละไมที่โต๊ะโดยที่ยังไม่ได้เปิดประตูร้าน


    ก่อนที่เขาจะดื่มสุราหมดถ้วย ก็ได้มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น


    เขาเดินไปเปิดประตูก็เห็นว่าเป็นบุรุษคนหนึ่งในชุดเครื่องแบบของศาลาว่าการ


    “มิทราบว่าคุณชายหลี่อยู่ด้านในหรือไม่ ? ”


    “อยู่ เขาทำความผิดงั้นหรือ ? ”


    “อ่า ไม่ใช่เช่นนั้น เพียงแต่คดีความเมื่อวานนี้ได้เบาะแสมาแล้ว ข้าจึงอยากมาบอกให้เขารู้”


    “เชิญเข้ามาก่อน ! ”


    เฉินเอ้อโก่วเดินเข้ามาแล้วตรงไปยังสวนหลังร้าน จากนั้นเขาก็ประสานมือเคารพหลี่เฉินอันอย่างนอบน้อม “คุณชายหลี่ ข้าเฉินเอ้อโก่ว ! ”


    “สวัสดีเจ้าหน้าที่เฉิน ! ”


    “สวัสดีคุณชายหลี่ ! เมื่อวานใต้เท้าไช่ได้สอบปากคำนักเลงขวานกลุ่มนั้นแล้ว นักเลงพวกนั้นได้รับคำสั่งมาจากเฉินชุน หัวหน้ากลุ่มนักเลงขวาน”


    “ใต้เท้าไช่กำชับให้ข้าไปจับตัวเฉินชุนกลับมาแล้ว……คุณชายหลี่ ตระกูลฮั่วอยู่เบื้องหลังของเรื่องนี้”


    “ตระกูลฮั่วมีอิทธิพลกว้างขวางในเมืองกวงหลิงของเรา ใต้เท้าฮั่วชวนหมิงเป็นผู้พิพากษาของเมืองกวงหลิง ดังนั้นความหมายของใต้เท้าไช่ก็คือ คดีนี้จบลงแล้ว แต่ภายหน้าคุณชายหลี่ต้องระวังตัวไว้ด้วย”


    หลี่เฉินอันขมวดคิ้ว เขารู้แต่แรกแล้วว่าตระกูลฮั่วจะต้องทำสิ่งนี้กับเขาไม่ช้าก็เร็ว เพียงแต่เขาคาดไม่ถึงว่าแม้ตนเองจะใช้ชื่อเสียงของฮัวม่านถิงแล้ว แต่ก็ยังไม่อาจข่มขู่ตระกูลฮั่วได้


    ครั้งนี้ตระกูลฮั่วแค่หยั่งเชิงโดยการส่งนักเลงขวานมาก่อความวุ่นวายที่ร้าน ถึงแม้จะไม่สำเร็จ แต่พวกเขาจะไม่มีวันยอมรามือจากสูตรสุราฮั่วผิงชุนไปอย่างง่ายดายแน่นอน


    เขามีป้ายของหอลี่จิ้งอยู่กับตัวแต่ไม่สามารถนำออกมาใช้ได้ ดูเหมือนเขาต้องรีบรับสมัครสายลับป้ายทองแดงของหอลี่จิ้งโดยเร็ววันแล้ว


    ต้องจ้างวานยอดฝีมือบู๊ลิ้มให้มากหน่อย แบบนี้ถึงจะคุ้มกันภัยให้ตนเองได้


    “ขอบคุณเจ้าหน้าที่เฉิน” หลี่เฉินอันหันไปตะโกนเรียกชุ่ยฮวาที่ห้องปีกทางตะวันตก “ชุ่ยฮวา ตักสุรามาให้ข้าหนึ่งชั่ง ! ”


    หลังจากนั้นไม่นาน ชุ่ยฮวาก็ถือสุราไหเล็กมาด้วย 


    หลี่เฉินอันมอบสุรานี้ให้แก่เฉินเอ้อโก่ว “เจ้าหน้าที่เฉิน วันหน้าคงต้องรบกวนท่านให้มาดูแลกันบ่อย ๆ แล้ว ! ”


    “คุณชายหลี่ หามิได้ หามิได้ ! ”


    “อย่าได้เห็นกันเป็นคนนอกเลย เพียงแต่รบกวนเจ้าหน้าที่เฉินอย่าได้เอ่ยถึงสุราไหนี้ต่อหน้าผู้อื่น มิเช่นนั้นข้าคงไม่สามารถให้คำอธิบายเรื่องกฎของร้านต่อลูกค้าเหล่านั้นได้ ! ”


    เฉินเอ้อโก่วยิ้มกว้าง นี่มันมีมูลค่าสูงถึง 2 ตำลึงเชียวนะ !


    คุณชายหลี่ท่านนี้ช่างมีน้ำใจเสียจริง 


    “คุณชายหลี่วางใจได้ ภายภาคหน้าข้าจะส่งเจ้าหน้าที่มาคอยเฝ้าอยู่หน้าร้านสุราของท่านโดยเฉพาะ ! ”


    1断袖 ต้วนซิ่ว ชายรักชาย


    คล้ายกับเรื่องนายน้อยเจ้าสำราญ III : ยอดเขยนักกวี (นิยายแปล) ที่คุณอ่าน