หมื่นอสุราสยบฟ้า หนึ่งมรรคานิจนิรันดร์

เล่มที่ 6 บทที่ 155 ช่างเหลี่ยมจัดนัก

        บทที่ 155 ช่างเหลี่ยมจัดนัก

        ถึงอี้เฟิงจะปรากฏตัวให้ความช่วยเหลือ แต่ฉินชูรู้สึกว่าคนชุดดำภายในแดนศักดิ์สิทธิ์หงส์เพลิงไม่ใช่พวกเดียวกัน และภายในใจเขาไม่มีใครเป็นพวกเดียวกับตนเองอยู่แล้ว เรื่องที่เขามาที่นี่ ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ เขาเองก็ไม่มีสหายในแคว้นจงโจว ดังนั้นสถานการณ์ในตอนนี้ หนีไปถึงจะดีที่สุด

        อี้เฟิงเปิดฉากต่อสู้กับชายชุดดำที่เฝ้าอยู่ภายในแดนศักดิ์สิทธิ์หงส์เพลิง ส่วนฉินชูหนีไปอย่างรวดเร็ว

        ฉินชูใช้เคล็ดวิชาก้าวไร้เงาถึงขีดจำกัดสูงสุด เขาเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วเพียงไม่กี่ครั้งก็หายไปท่ามกลางเงาราตรี

        ด้วยเกรงว่าจะถูกคนไล่ล่า ฉินชูจึงไม่คิดจะเอาเกวียนสัตว์อสูรแล้ว เขามุ่งตรงเข้าไปในผืนป่าบนภูเขาที่เปลี่ยวร้างทันที หนีไปกลางผืนป่าบนภูเขา ระหว่างหลบหนีเขาก็ขับเคลื่อนเคล็ดซ่อนปราณอย่างรวดเร็ว ทำแบบนี้กระแสพลังปราณของตนก็จะไม่เล็ดลอดออกไปได้ง่าย

        อี้เฟิงต่อสู้กับผู้เฝ้าสังเกตในแดนศักดิ์สิทธิ์หงส์เพลิงพักหนึ่ง แล้วถอยร่น

        หลังถอยออกมา อี้เฟิงก็หาตัวฉินชูไม่พบเสียแล้ว เขาจึงไปรออยู่ตรงตำแหน่งที่ฉินชูทิ้งเกวียนสัตว์อสูรไว้ แต่ก็ไม่พบเห็นผู้ใด

        “ช่างเหลี่ยมจัดนัก!” อี้เฟิงรู้ว่าตัวเองเสียแรงเปล่า ฉินชูไม่มีทางกลับมาที่นี่อยู่แล้ว

        หลังเร่งรีบเดินทางเป็นเวลาหนึ่งวันหนึ่งคืน ฉินชูก็เข้ามาในตัวเมืองแห่งหนึ่ง เขาหาโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งเพื่อพักผ่อน

        ระหว่างที่เก็บตัวอยู่ในโรงเตี๊ยม ฉินชูก็วิเคราะห์สภาวะในร่างกาย โดยเฉพาะเปลวเพลิงภายในตันเถียน เขารู้ว่าเปลวเพลิงนี่มีจิตวิญญาณ หากไม่มีจิตวิญญาณ เขาคงถูกเผาตายไปแล้ว นอกจากนั้น เขาคิดว่าเสียงเรียกจากก้นบึ้งหัวใจของเขาน่าจะมาจากเปลวเพลิงนี่เช่นกัน

        เปลวเพลิงอยู่ภายในกายฉินชู แต่ฉินชูสามารถควบคุมได้ราวกับเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย สามารถผสานเปลวเพลิงเข้ากับพลังปราณเพื่อโจมตีได้ ยิ่งไปกว่านั้น ฉินชูพบว่ากระดูกกระบี่มีลักษณะเฉพาะของเปลวเพลิงด้วย ส่วนเปลวเพลิงบริเวณรอบนอกของกระดูกกระบี่เป็นไฟเสมือนจริง มีลักษณะเฉพาะของเปลวเพลิง แต่หาใช่เปลวเพลิงที่แท้จริง

        ได้รับผลเก็บเกี่ยวเยอะมาก ฉินชูรู้สึกว่าการเดินทางคราวนี้ไม่เสียเที่ยว ไม่เพียงแต่ได้เห็นสถานที่ที่บิดามารดาของตนเคยอาศัยอยู่ ทั้งยังได้รับเปลวเพลิงมาด้วยเขารับมันมาด้วยความรู้สึกตื่นเต้นเร้าใจ เขาไม่คิดว่ามันเป็นการขโมย นี่เป็นของของตระกูลตัวเอง เขาเพียงแค่หยิบมันมาเท่านั้น

        หลังพักอยู่ในโรงเตี๊ยมหกวัน ฉินชูคิดว่าเพียงพอแล้ว นอกจากจะทำความคุ้นเคยกับเปลวเพลิงได้แล้ว พลังฝึกฝนก็พัฒนาขึ้นไม่น้อย

        อี้เฟิงกลับไปยังเขาฉิงชาง จากนั้นจึงส่งคนออกไปตามหาฉินชู

        “ศิษย์น้อง เกิดอะไรขึ้น?” ขณะที่อี้เฟิงรู้สึกคับข้องใจ เฉินเยว่ก็มาแล้ว

        “อย่าให้พูดเลย ถูกเจ้าหนุ่มนั่นใช้เล่ห์กลน่ะสิ ต่อสู้เพื่อเขาหนึ่งหน แต่กลับหนีหายไปอย่างไร้ร่องรอย” อี้เฟิงที่รู้สึกอัดอั้นใจบอกเล่าเหตุการณ์ให้เฉินเยว่ฟัง

        เฉินเยว่หัวเราะเบา “ก่อนหน้านี้เจ้าไม่เคยพบเขาต่อหน้า แล้วเจ้าก็ปรากฏตัวในยามราตรีโดยสวมผ้าปิดหน้า เขาจะคิดว่าเจ้าเป็นคนดีหรืออย่างไร เขาอาจเห็นเจ้าเป็นศัตรูเช่นกัน มีแต่จะคิดว่าเป็นศัตรู ถ้าไม่ใช่พวกเดียวกันก็เท่านั้น”

        อี้เฟิงพยักหน้า “ที่ศิษย์พี่หญิงแจกแจงก็มีเหตุผล ภายใต้สถานการณ์เช่นนั้น เขามีแต่ต้องหนีไปก่อน แต่เจ้าหนุ่มนี่ช่างเหลี่ยมจัดนัก ตอนหนีไปไม่ได้ใช้เส้นทางเดิม เกวียนสัตว์อสูรก็ไม่เอา คนที่ข้าส่งออกไปตรวจสอบ ก็ไม่พบเบาะแสอะไรอีก”

        “เช่นนั้นก็ตรวจต่อไป” เฉินเยว่กล่าว

        หลังออกมาจากโรงเตี๊ยม ฉินชูก็ซื้อเกวียนสัตว์อสูรหนึ่งเล่ม เขานั่งอยู่ภายในเกวียนก่อนจะเดินทางออกจากตัวเมือง คราวนี้เป้าหมายของเขาคือเขาเทียนเจี้ยน ในฐานะผู้ฝึกกระบี่ เจตจำนงกระบี่สำคัญเป็นอย่างยิ่ง เขาคิดจะลองไปที่เขาเทียนเจี้ยนดู

        ฉินชูสืบหาข้อมูลเกี่ยวกับเขาเทียนเจี้ยนมาบ้างแล้ว เรียกได้ว่าที่นั่นเป็นตำนานที่ได้รับการกล่าวขาน

        ตามตำนานกล่าวขานว่า เคยมีนักกระบี่ผู้แกร่งกล้าสองคน ต่อสู้ฟาดฟันกันที่เขาเทียนเจี้ยน จนแม้ปราณกระบี่จะกระจายหายไปแล้ว แต่เจตจำนงกระบี่ของทั้งคู่ยังคงอยู่ที่นั่น ไม่เคยจางหายไป ส่วนอีกตำนานหนึ่งมีคนกล่าวว่าบนเขาเทียนเจี้ยนมีกระบี่เทพชั้นเยี่ยมหนึ่งเล่มซึ่งปล่อยเจตจำนงกระบี่ออกมา

        เขาเทียนเจี้ยนไม่ได้เป็นของสำนักหรือกลุ่มอิทธิพลใด มันอยู่ภายในอาณาเขตของสำนักยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์แห่งแดนศักดิ์สิทธิ์แคว้นจงโจว แต่สำนักยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์ไม่มีข้อกำหนดใดบนเขาเทียนเจี้ยน ทั้งยังไม่สามารถตั้งข้อกำหนดได้ หากตั้งข้อกำหนดก็จะกลายเป็นศัตรูของผู้ฝึกกระบี่ทั้งปวงในใต้หล้า นอกจากนั้น สำนักยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์ก็ตั้งกฎระเบียบไว้จำนวนหนึ่ง เพื่อรักษาความเป็นระเบียบเรียบร้อยและสภาพแวดล้อมในเขตเขาเทียนเจี้ยนอยู่แล้ว

        ฉินชูกำลังมุ่งตรงไปทางเขาเทียนเจี้ยน แม้เส้นทางจะยาวไกล แต่สำหรับเขาก็ไม่ได้เป็นปัญหาอะไร ยังใช้เวลาระหว่างการเดินทางเพื่อฝึกฝนได้

        อี้เฟิงได้รับข่าวเกี่ยวกับฉินชู เขาไปเยือนโรงเตี๊ยมที่ฉินชูเคยพักอาศัย แต่กลับพบกับความว่างเปล่า ฉินชูได้ออกจากเมืองไปแล้ว

        สถานการณ์เช่นนี้ทำให้อี้เฟิงหยุดการตามหาต่อ เมื่อไร้ซึ่งวาสนา ก็ไม่จำเป็นต้องดึงดัน

        เมื่อได้รู้ว่าอี้เฟิงหยุดค้นหา เฉินเยว่ก็ไม่ได้กล่าวอะไร นางรู้สึกว่าเป็นความผิดพลาดของตนเสียมากกว่า ตอนนั้นนางไม่ควรปล่อยฉินชูไป หากพาตัวฉินชูเข้ามาในเขาฉิงชาง คงจัดการเรื่องราวได้ง่ายขึ้น ถ้าฉินชูได้เห็นวิถีกระบี่ของอี้เฟิง ก็มีความเป็นไปได้สูงที่จะอยู่ต่อ แต่ตอนนี้หาตัวไม่พบ ต่อให้มีความคิดมากมายก็ไร้ประโยชน์

        พวกฉินหลิงซีออกจากแคว้นหนานเหยียน เข้าสู่แคว้นหนานหลี เดินทางไปพลางสืบหาข่าวไปพลาง

        ภายหลังสืบจากหลายแหล่งข่าว ก็ยังไม่พบเบาะแส ด้วยความจนใจ ฉินหลิงซีจึงมายังตำหนักจันทราเงิน เดิมทีนางไม่อยากรบกวนเจ้าตำหนักจันทราเงิน แต่เพราะเรื่องนี้เกี่ยวโยงถึงหลานชาย เรื่องใหญ่เกินไป จึงต้องมารบกวน

        เมื่อเจ้าตำหนักจันทราเงินได้พบฉินหลิงซีก็ดีใจเป็นอย่างมาก จึงรีบพาฉินหลิงซีไปนั่ง

        “พี่หญิงระยะนี้สบายดีหรือไม่?” หลังจากนั่งลง ฉินหลิงซีจึงกล่าวทักทาย

        “พี่สบายดี กลับเป็นเจ้า... สถานการณ์ที่แคว้นจงโจววุ่นวายมาก เจ้าอยู่ที่นี่ไม่ดีกว่าหรือ” เจ้าตำหนักจันทราเงินกล่าวเพียงกึ่งหนึ่งก็ไม่กล่าวต่อ ตระกูลถูกข่มเหงบีบคั้น สภาพการณ์ของฉินหลิงซีย่อมไม่ดี

        “พี่หญิง แบบนี้ไม่ได้ ความจริงที่หลิงซีมาครั้งนี้ เพียงอยากขอให้พี่หญิงช่วยตามหาคนผู้หนึ่ง” ฉินหลิงซีบอกกล่าวเจตนาที่มาเยือน นางกับเจ้าตำหนักจันทราเงินเป็นสหายที่ดีต่อกัน ไม่จำเป็นต้องอ้อมค้อม

        “นี่มิใช่ปัญหา ขอเพียงคนอยู่ในเขตพื้นที่แห่งนี้ ย่อมสามารถหาพบ น้องหญิงลองบอกชื่อกับลักษณะเด่นมา” เจ้าตำหนักจันทราเงินกล่าว จะหาคนคนหนึ่ง สำหรับตำหนักจันทราเงินไม่ได้ยากนัก

        “เด็กหนุ่มอายุสิบเจ็ดถึงสิบแปดปี ชื่อฉินชู ไม่ผูกมิตรกับผู้อื่น”

        ถ้วยน้ำชาในมือเจ้าตำหนักจันทราเงินกระตุกทีหนึ่ง “น้องหญิง เจ้าจะหาฉินชูหรือ? เขาเพิ่งออกจากตำหนักจันทราเงินเมื่อไม่นานมานี้เอง”

        “เขาเคยมาตำหนักจันทราเงินหรือ? ตอนนี้ไปที่ไหนแล้ว พี่หญิงรู้หรือไม่?” ฉินหลิงซีรู้สึกร้อนใจเล็กน้อย

        “เขาบอกว่ามีคนหนึ่งที่สำคัญต่อเขามากถูกเผ่าสายเลือดศักดิ์สิทธิ์สังหาร เขาจึงต้องไปตรวจสอบ! ว่าแต่ เจ้าจะหาเขาไปทำไมหรือ เขาเพียงแค่ตรวจสอบหนี้แค้นบางอย่าง ไม่น่าเกี่ยวข้องกับเผ่าศักดิ์สิทธิ์หงส์เพลิงของพวกเจ้า” เจ้าตำหนักจันทราเงินช่วยอธิบายแทนฉินชู

        “พี่หญิง จริง ๆ เขามีความเกี่ยวข้องกับเผ่าศักดิ์สิทธิ์หงส์เพลิงของเราเป็นอย่างมาก เขาเป็นเด็กในตอนนั้น เขายังไม่ตาย! ที่เขาบอกว่ามีคนที่สำคัญต่อเขาถูกสังหาร นั่นคือตัวเขาเอง” ฉินหลิงซีกล่าวกับเจ้าตำหนักจันทราเงิน

        เจ้าตำหนักจันทราเงินตื่นตกใจจนลุกพรวดขึ้น นางรู้สึกสั่นสะท้านกับข่าวนี้ ในอดีตนางเคยอุ้มเด็กคนนั้น ภายในใจก็รู้สึกชื่นชอบมาก ยามได้รู้ว่าเด็กคนนั้นสิ้นลม นางเองก็รู้สึกเศร้าเสียใจอยู่นาน

        “มิน่าเล่า ทั้งที่พลังฝึกฝนยังไม่สูง แต่พลังต่อสู้กลับแข็งกร้าวอย่างมิอาจหาใดเปรียบ ที่แท้ก็มีสายเลือดศักดิ์สิทธิ์ในกาย! น้องหญิง เขาไปยังแคว้นจงโจว ต้องรีบหาตัวเขาให้พบ  เขาเป็นคนซื่อมาก อาจมีภัยได้” เจ้าตำหนักจันทราเงินโพล่งขึ้นมา 

        จากนั้นเจ้าตำหนักจันทราเงินจึงตัดสินใจตามฉินหลิงซีออกไปตามหาฉินชูด้วย

คล้ายกับเรื่องหมื่นอสุราสยบฟ้า หนึ่งมรรคานิจนิรันดร์ ที่คุณอ่าน