โคตรมวยไทยถล่มโลกเซียน

    ตอนที่ 54 บุกถ้ำปีศาจตาลกาสูร

    ณ โรงพยาบาลคริสตัลแคร์

    ขจรมาถึงก็ได้ยินหมอกำลังอธิบายอาการของ คุณชายจางเฉินว่า

    “ คนไข้หักโหมมากเกินไป และยังไม่ได้กินอะไรตั้งแต่เช้า ตอนนี้ให้น้ำเกลือ แล้วฉีดยาบำรุง พักที่โรงพยาบาลสักคืน พรุ่งนี้เช้าก็กลับบ้านได้”

    ทุกคนได้แต่สงสัยคำที่หมอว่าหักโหมคืออะไร  มีเพียงขจรเท่านั้นที่รู้รายละเอียดดีที่สุด

    “ พรุ่งนี้พวกเราค่อยกลับกันก็ได้ แต่ว่าหากใครอยากกลับก่อนก็บอก ฉันจะให้เจ้าหน้าที่ขับเครื่องบินไปส่งให้คืนนี้เลย”

    แต่ทุกคนกลับตกลงพร้อมใจกันอยู่อีกคืนหนึ่ง

    “ คืนนี้ฉันต้องไปส่ง เงือกน้อย ที่ทะเลน้ำเงิน ทุกคนอยากดื่มกินอะไรก็สั่งขึ้นมาดื่มกินได้เต็มที่เลยนะ”

    “ เราไปส่งเงือกน้อยด้วย”

    “ พวกเราก็อยากไปด้วย”  ขจรคิดว่า ที่ทะเลน้ำเงินคงไม่มีอันตรายอะไร จึงพยักหน้ารับปากไป  พอทุกคนกลับโรงแรม ขจรก็ไปขอให้ผูจัดการโรงแรมหาเรือให้เขาลำหนึ่ง เพื่อที่จะให้ไปส่งที่เกาะสามเหลี่ยม

    “ อะไรนะ เกาะสามเหลี่ยมตอนเที่ยงคืน  ที่แห่งนั้นมันมีอาถรรพ์ มีเรือหายสาบสูญเป็นจำนวนมาก ท่านรอง พิจารณาอีกทีเถอะนะครับ”

    “ ไม่ต้องห่วง ผมดูแลตัวเองได้ คุณช่วยจัดหาเรือให้ผมก็พอ”

    ไม่นานเรือก็พร้อม เวลาก็พร้อม ทั้งหมดเดินทางออกจากท่าเรือเวลาประมาณสี่ทุ่ม

    ใช้เวลาเดินทางไม่ถึงชั่วโมง เรือที่นำไปเป็นเรือยอร์ชขนาด30 ที่นั่ง ทุกคนนั่งดื่มกินอย่างสนุกสนาน

    เงือกน้อยไม่มีชื่อมาก่อน กิ๊ฟเลยตั้งชื่อให้ว่า มินมิน ซึ่งทั้งสองนั้นต่างก็ไม่อยากจากกันไป เงือกน้อยมินมิน เริ่มร้องไห้เมื่อรู้ว่าต้องจากกัน

    “ เอาไว้พี่กิ๊ฟจะหาเวลามาเยี่ยม มินมินดีไหม”

    “ จริงๆ นะ”

    ขจรได้ฟังทั้งคู่คุยกัน ก็รู้ดีว่า เป็นไปไม่ได้ เพราะว่า มิติของทำเลสีน้ำเงินนั้นไม่ใช่สถานที่แบบมนุษย์ทั่วไป จะเข้าไปอยู่ได้ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร ปล่อยทุกอย่างให้เป็นไป เขาได้มองเห็นเกาะสามเหลี่ยมที่อยู่ข้างหน้า ซึ่งตอนนี้เรือก็มาถึงทางเข้ามิติแล้ว

    “ จอดรอตรงนี้ก่อน” ขจรสั่งคนขับเรือ เพื่อรอให้ประตูมิติเปิดเสียก่อน และแล้วก็ได้เวลาเที่ยงคืน ก็มีม่านหมอกสีขาวเกิดขึ้น ขจรเลยสั่งให้คนขับเรือฝ่าเข้าไปในทันที

    “ แต่ว่า.. ข้างในนั้นจะมีอันตรายหรือเปล่าครับ”

    “ ไม่ต้องห่วง ไม่มีอะไรหรอก”

    ขจรตบไหล่ คนขับเรือไม่ให้กลัว แล้วเรือก็ผ่านเข้าไปในม่านหมอก สักพักท้องฟ้าก็เปลี่ยนเป็นเวลากลางวัน ผืนน้ำทะเลเป็นสีน้ำเงินเข้ม แต่ก็ใสเห็นตัวปลาแหวกว่ายไปมา เงือกน้อยมินมิน หันมากอดกิ๊ฟ น้ำตาไหลพราก มีฝูงเงือกกำลังว่ายเข้ามาที่เรือฝูงใหญ่ ฝูงเงือกส่งเสียงร้องวี๊ดออกมา ทำให้ทุกคนบนเรือถึงกับต้องอุดหู

    เงือกน้อยมินมิน เลยส่งเสียงร้องออกไป ฝูงเงือกก็เลยเงียบเสียง สีหน้าฝูงเงือกดีใจยิ่งที่เห็นเงือกน้อยกลับมาแล้ว เงือกน้อยโบกมือลา พวกเพื่อนๆ ขจรทั้งหมด แล้วก็กระโดดลงไปในน้ำทะเล เพื่อเข้าไปหาฝูงเงือกของตน

    ทันใดนั้นเอง ก็มียักษ์ตัวผู้ร่างใหญ่โตราวกับภูเขาตนหนึ่ง โผล่พรวดขึ้นมาจากน้ำ กำลังเดินเข้ามาไล่สังหารฝูงเงือก มันจับเงือกได้แล้วก็กัดกินเข้าปากอย่างน่าสยดสยอง ฝูงเงือกต่างว่ายน้ำหลบหนีกันอย่างตกใจ แต่พอมันเห็นพวกของขจร ก็ทำหน้าแปลก ๆ น้ำลายของมันไหลเยิ้ม แล้วเดินเข้ามาหาอย่างประสงค์ร้าย

    บนเรือม่อนกำลังสั่งให้ พี่อ้วนตากล้องเก็บภาพแปลกๆในทะเลน้ำเงินแห่งนี้เอาไว้คิดว่า พอออกไป จะนำไปเผยแพร่ มั่นใจได้เลยว่า คนต้องเข้ามาดูช่องของพวกเธอกัน อย่างถล่มทลายแน่ แต่พอเห็นยักษ์เขี้ยวใหญ่ เดินแหวกน้ำมาก็รีบเข้ามาหลบด้านในเรือ 

    “ ขับไปทางประตูม่านหมอกเร็ว”ขจรสั่งการทันที

    คนขับเรือก็เหยียบคันเร่งเครื่องเพื่อจะรีบกลับเข้าประตูมิติให้ทัน แต่ว่าเรือกลับเคลื่อนไหวได้อย่างเชื่องช้าเหลือเกิน เพื่อนๆทุกคนต่างก็หวาดกลัวก้มหน้าสวดมนตร์   ขจรรีบวิ่งไปทางด้านท้ายเรือ มือเจ้ายักษ์กำลังจะคว้าจับมาที่เรือ

    แต่เป็นจังหวะเดียวกันกับที่ขจร ตวัดดาบสยบฟ้าออกไป 

    ฉัวะ !!

    อ๊ากกกก !!!

    มือของเจ้ายักษ์ ถึงกับขาดเป็นสองท่อนไม่อาจตามเรือยอร์ชของขจรได้ทัน เรือพุ่งเข้าไปในม่านหมอก กลับสู่โลกมนุษย์ทันที

    “ พี่อ้วนเก็บภาพได้หมดเลยไหม?” ม่อนรีบถาม พี่อ้วนตากล้องพยักหน้า แต่ว่าพวกเขาลองเปิดภาพออกมาพบว่า ในกล้องกลับมีแต่ภาพสีขาว ไม่สามารถบันทึก ภาพในทะเลสีน้ำเงิน ภาพฝูงเงือก หรือ ยักษ์ที่ไล่ตามได้เลย

    “ พี่อ้วนนี่ ถ่ายยังไง ทำไมถึงไม่ติดเลยสักนิด” 

    “ ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน” 

    “ ช่างเถอะ พวกเราผ่านประสบการณ์นี้มาได้ ก็ถือว่าโชคดีแล้ว” แอลเอ่ยกับเพื่อนๆ

    ส่วนเพื่อนๆ ของขจรพอรู้ว่าปลอดภัยแล้ว ก็ดีใจฉลองกันในเรือต่อเลย

    ขจรยังคงยืนมองทะเลด้วยความคิดบางอย่าง

    “ หินเจ้าปัญญา ท่านรู้จัก ปีศาจตารกาสูร หรือไม่”

    “ ก็พอจะรู้จักมาบ้าง มันเป็นอสูรฝึกตนอยู่แดนสวรรค์ในโลกเซียน มาก่อน ในอดีตมันเคยบำเพ็ญเพียรบูชาพระพรหม จนครบ 100 ปีสวรรค์ พระพรหมที่รับรู้ก็เลยร้อนอาสน์ต้องลงมาให้พรกับมัน โดยพรที่มันขอก็คือ ขอให้เป็นอมตะ ไม่ให้มีใครฆ่ามันได้ ยกเว้นแต่ บุตรพระศิวะกับพระแม่ปาวารวตีเท่านั้นที่จะสังหารมันได้ ซึ่งมันเองก็รู้ว่า ในตอนนั้นพระองค์ทั้งสองก็ยังไม่มีบุตรด้วยกัน  พอมันได้พรมันก็เลย พาลูกน้องขึ้นไปบนสวรรค์ ท้ารบกับพระอินทร์ และสามารถเอาชนะได้และมันก็ยึดครองสวรรค์เอาไว้ได้ มันเป็นปีศาจที่ชอบทรัพย์สมบัติ มันได้เอาสมบัติของพระอินทร์ทั้งหมด มาเก็บเอาไว้ แล้วได้ทำการเอาเมียของพระอินทร์มาเป็นภรรยาของมัน

    พระอินทร์ในฐานะราชสวรรค์ ก็แค้นใจยิ่งนัก จึงไปหาท่านมหาเทพทั้งสาม

    พระศิวะ ให้พระนารายณ์ไปจัดการกับ เจ้าปีศาจตารกาสูร แต่พระพรหมก็ได้บอกว่า พระองค์ให้พรอมตะแก่ ราชันตารกาสูร ทำให้ไม่มีใครสังหารมันได้ ต้องรอให้บุตรของพระศิวะกับพระแม่ปารวตีกำเนิด แล้วไปจัดการกับมัน

    มหาเทพทั้งสองฟัง ก็ได้แต่แต่ก็พยายามคิด หาทางกำจัด ปีศาจตนนี้ให้ได้

    จนพระพระหมก็บอกว่า ข้าขอให้พระศิวะให้กำเนิด บุตรกับ พระแม่ปารวตี เป็นวิธีที่ดีที่สุด

    ท่านจึงได้ มอบน้ำเชื้อออกมา แล้วให้พญานกอัคคี นำไปให้กับ พระแม่ปารวตี

    แต่ระหว่างทางดันทำน้ำเชื่อหล่น ทำให้ น้ำเชื้อตกไปในขันน้ำกิน ของภรรยาทั้งหกคนของฤาษีท่านหนึ่ง

    ทำให้พวกนางตั้งครรภ์ขึ้นมาพร้อมกันทั้ง 6 จนท่านฤาษีรู้เข้า ก็ได้ทำลายน้ำเชื้อออกจากครรภ์ภรรยาทั้ง 6 ของท่าน แต่น้ำเชื้อนั้น กลับกำเนิดเป็นพระขันธกุมาร ซึ่งมีนางฟ้าไปรับทารกน้อย ไปมอบให้กับพระแม่ปารวตี กับ พระศิวะ แล้วพออายุได้เจ็ดวัน พระขันทกุมารก็ได้พรจากบิดา พระวิษณุ และพระพรหม ทำให้เขาสามารถพูดได้ และรู้เรื่องทั้งหมด แล้วจากนั้นอีกไม่นาน พระองค์ก็ไปสังหารปีศาจตารกาสูร จนตายไป ไม่คิดว่าวิญญาณของมันยังไม่สลายไปกลับหลบมากบดานที่ ทะเลสาบแห่งนี้”

    “ ในเมื่อวิญญาณของมันไม่ถูกทำลายไป แต่กลับมีชีวิตอยู่โลกของเราแบบนี้ เราจะจัดการกับมันอย่างไรดี”

    “ แม้นว่ามันจะเป็นอมตะก็จริง แต่ว่าความเป็นอมตะของมันคงถูกพระขันธกุมารทำลายไปแล้ว มิเช่นนั้นแล้ว มันคงไม่หลบซ่อนตัว เพื่อฝึกบำเพ็ญตนอยู่ในสถานที่ลับเช่นนี้”

    ขจรยังไม่ตัดสินใจอะไรพอไปถึงโรงแรม ก็เข้าห้องพักของตนแล้วก็นอนลงที่โชฟาเหมือนเดิม โดยที่เขายกเตียงให้กับผีจ๋อม ที่นอนหลับไปก่อนเขาเสียอีก

    ส่วนในใจอดเป็นห่วง คุณชายจางเฉินที่นอนอยู่โรงพยาลคนเดียว ไม่รู้ว่าเจ้าหญิงเงือก จะทำให้เขาเกิดอาการกำเริบหรือไม่ก็ไม่รู้

    พอขจรหลับไป เขาก็ได้เห็นภาพนิมิตของ เด็กชายผู้หนึ่งถือคทาด้วยมือขวา สะพายธนูด้านหลัง กำลังยืนเผชิญหน้า กับ ชายผู้หนึ่งที่มีร่างกายใหญ่เหมือนยักษ์ ถือกระบองอันใหญ่ มองหน้าเด็กชายอย่างดูถูก

    “ แกเป็นใคร บุกรุกเข้ามาในวิมาสวรรค์ของข้าเพื่ออะไร”

    “ เจ้าคือ ราชันตารกาสูรใช่หรือไม่?”

    “ ใช่แล้ว ข้าคือ ราชันตารกาสูร ผู้ปกครองสวรรค์ แล้วเจ้าล่ะเป็นใคร”

    “ ข้าคือ ขันทกุมาร วันนี้ข้ามีหน้าที่มาปราบเจ้า ตามที่พระอินทร์ ได้ขอร้องมา”

    “ ฮ่า ฮ่า ขนาดพระอินทร์ที่ครองสวรรค์ ยังถูกข้าไล่ตะเพิดกลับไป แล้วเจ้าเป็นใครกัน ถึงได้บังอาจต่อหน้าข้าอย่างนี้ บิดามารดาเจ้าเป็นผู้ใดกันแน่”

    “ เอาไว้ข้าสยบเจ้าได้ก่อน ค่อยบอกเจ้าก็ยังไม่สาย” พระขันทกุมาร ยกคทาขึ้นฟ้า

    ฝ่าย ราชันตารกาสูร ก็ยกมือโบก มีองครักษ์ยักษ์ปรากฏกาย แปดคน แต่ละคนอาวุธครบมือ เดินดุ่มๆ เข้ามาหาและจะจับตัวพระขันทกุมาร แต่ทว่า กลับถูกคทาสีทอง ฟาดใส่ทีเดียว องครักษ์ยักษ์ทั้ง แปด ถึงกับสลายกลายเป็นฝุ่นไปในทันที

    ราชันตารกาสูร ตกใจยิ่งนัก รีบนำเกราะและดาบใหญ่ออกมา แล้วก็ฟันใส่ร่างของกุมารน้อยทันที  พระขันทกุมาร ก็ฟาดคทาเข้าใส่ดาบของราชันตารกาสูร

    โครม !!  ดาบของราชันตารกาสูร ระเบิดออกเป็นชิ้นๆ 

    พระขันทกุมารกระโดดตัวลอย ฟาดคทาทองใส่ร่างของราชันตารกาสูรอย่างต่อเนื่อง โดยคราวนี้เอาโล่ ออกมาต้าน แต่ไม่อาจต้านทานได้ ถูกกระแทกใส่จนกระเด็นออกนอกวิมานที่ประทับ 

    พระขันทกุมารลอยตัวขึ้นมา แล้วปล่อยคทาออกไปเหนือหัวของ ราชันตารกาสูร

    เพื่อสะกดร่างของมันไม่ให้เคลื่อนไหว แล้วนำธนูออกมา คันธนูมีตัวหนังสือคำว่าศิวะ

    “ ธนูพระศิวะ นี่เจ้าเป็นอะไรกับ องค์พระศิวะกันแน่”

    พระขันธกุมารยิ้มให้เล็กน้อย แล้วดึงสายธนูพระศิวะออกมา มีลูกศรปรานเทพปรากฏขึ้น

    “ ข้าคือบุตรแห่งพระศิวะ กับ พระแม่ปารวตี ยังไงเล่า”

    พระขันธกุมารพูดจบ ลูกศรปรานเทพ ก็พุ่งออกไป 1 ดอก แล้วขยายออกไปอีกเป็นร้อยดอก พุ่งเข้าทะลุร่างของราชันตารกาสูร ทำลายพลังอมตะ และตายไปในลักษณะนี้ วิญญาณของราชันตารกาสูรก็ลอยล่องปลิวหายไปในอากาศ แล้ววิญญาณของเขาก็ลอยล่องไปสุดท้ายก็มาอยู่ที่ใต้ถ้ำในทะเลสาบเกาะคริสตัลแห่งนี้ แล้วเริ่มทำการบำเพ็ญตบะใหม่อีกครั้ง จนอยู่มาวันหนึ่ง ถูกธาตุไฟเข้ามาแผดเผาแทรกเข้าไปในร่างกาย สุดท้ายเลยคลุ้มคลั่ง พบเห็นกองทหารเรือจากปัตตานีนับพัน เลยทำการกลืนกินร่างของ ทหารเหล่านี้จนหมด แล้วสะกดวิญญาณนับพันเอาไว้เป็นทาส ไม่ให้ใครเข้ามารบกวน ในถ้ำที่บำเพ็ญตบะ ส่วนทรัพย์สมบัติก็ถูก ราชันตารกาสูรนำไปเก็บเอาไว้ในถ้ำใต้ทะเลสาบ

    ขจรได้ยินเสียงร้องว่า ช่วยด้วย ช่วยปลดเปล่อย พวกเราด้วย  จากทหารโบราณนับพันเหล่านี้ ดังก้องเข้ามาในหูของเขา ขจรลืมตาตื่นขึ้นทันที

    มองดูเวลา ตี 3 พอดี ขจรเดินออกมาที่หน้าระเบียง

    “ ท่านหินเจ้าปัญญา เสียงร้องของวิญญาณนับพันดังเข้ามาในหัวของผม อยากให้ผมไปปลดปล่อย ทำไมต้องเป็นผมด้วย”

    “ ชะตากรรม วิญญาณที่สามารถส่งเสียงร้องขอมาถึงเจ้าเช่นนี้ ก็แสดงว่าเจ้านั้นต้องเป็นคนที่ช่วยพวกเขาได้ ไม่เช่นนั้นจะส่งข้อความมาให้เจ้าทำไม”

    “ ดาบสยบฟ้า จะสยบมันได้หรือไม่ ผมเองยังไม่แน่ใจเลย ที่สำคัญผมจะดำน้ำลงไปได้อย่างไร ลึกขนาดนั้น”

    “ ดายสยบฟ้า เป็นอาวุธวิญญาณอยู่แล้ว เรื่องกำจัดวิญญาณร้ายก็ไม่น่ามีปัญหาต้องลองดู ส่วนการดำน้ำลงไปนั้น เจ้าไม่ต้องห่วง ข้ามีวิธี”

    “ ยังไง?”

    “ ก็คาถาแปลงกาย 72 ท่าแปลงไง เพียงเจ้าแปลงร่างเป็นมนุษย์ปลา เจ้าก็จะหายใจในน้ำได้ และยังว่ายน้ำได้เหมือนปลาอีกด้วย”

    “ ถ้าเช่นนั้นหากผมท่องคาถาแปลงร่างเป็นนก ผมก็บินได้แล้วซิ”

    “ ก็ใช่ ตอนนี้เจ้าสามารถท่องคาถาได้เลย ข้าจะส่ง คาถาไปให้เจ้า”

    แล้วเวทย์คาถาสองบทก็เข้ามาในหัวของขจรทันที ขจรท่องวนไปมาจนครบ 7 รอบ หลังของเขาก็ค่อยๆ มีปีกงอกออกมา แล้วพอขจร หลอมรวมปีกนกสีขาวได้ มันก็กระพรือปีก พาขจรบินไปที่ทะเลสาบ ที่มีเรือผีสิงอยู่ทันที

    ครังแรกขจรยังบินอย่างไม่ค่อยชำนาญจะตกมิตกแหล่ แต่สักพัก เขาก็บินได้เหมือนนก พุ่งวนไปมาอย่างคล่องแคล่ว ไม่นานก็มาถึงทะเลสาบ แล้วก็เปลี่ยนร่างเป็นมนุษย์ปลา ปีกหายไป มีเหงือกขึ้นที่ข้างหู ขาทั้งสองข้างกางออกกลายเป็นคลีบปลา มือทั้งสองข้าง ก็มีพังผืดหนาติดกัน  เขาพุ่งตัวลงไปในน้ำ ทีแรกก็สำลักน้ำ กินน้ำไปหลายอึก แต่สักพักก็เริ่มชินพุ่งร่างลงไปใต้ทะเลสาบทันที

    ระหว่างทาง พบเห็นวิญญาณทั้ง ของทหารโบราณ เฝ้าตามจุดต่างๆ พอเห็นขจร ทุกคน ก็พยามเข้ามาขัดขวาง แต่ขจรมีพลังเกราะเพชรคุ้มกาย พวกวิญญาณเหล่านี้เลยถูกพลังกระเด็นออกไป ไม่อาจขัดขวางได้

    แล้วขจรก็เข้ามาถึงถ้ำใต้ทะเลสาบ พอเดินผ่านม่านสายน้ำเข้าไป ด้านในถ้ำก็แห้ง ไม่มีน้ำเข้ามา ขจรเปลี่ยนร่างเป็นคนปกติ แล้วเดินเข้าไปอย่างช้าๆ

    ด้านในถ้ำ มีขนาดใหญ่ด้านซ้ายมือ มีกองสมบัติอยู่กองหนึ่ง ดูแล้วไม่มากตามที่ในตำนานว่าไว้ แต่ก็เต็มไปด้วยทองคำ และ เพชรนิลจินดา ประมาณ 1 คันรถสิบล้อได้

    ด้านในมีชายวัยกลางคนกำลังนั่งสมาธิอยู่  ทันใดนั้น ชายวัยกลางคนก็ลืมตาขึ้นมา

    “ มนุษย์... เจ้าคิดจะมาขโมยทรัพย์สมบัติของข้าอย่างนั้นรึ?”...

    คล้ายกับเรื่องโคตรมวยไทยถล่มโลกเซียน ที่คุณอ่าน