ตอนที่ 25 การรบบนกระดาษ
ชายฉกรรจ์ใบหน้าหมองคล้ำ กำลังดูแผนที่ที่กางอยู่ข้างหน้าอย่างคร่ำเคร่ง เขานั่งดูเช่นนี้มาหลายต่อหลายชั่วยาม ในใจเขายามนี้เต็มไปด้วยความกลัดกลุ้ม
“ท่านแม่ทัพ ได้โปรดพักผ่อนก่อนเถิด” เทาเป่ยผู้ช่วยของจงอี้ก็กล่าวขึ้นด้วยความเป็ห่วง “นั่งจ้องแผนที่อยู่อย่างนี้ มันก็ไม่ได้ทำให้ท่านเห็นคนทั้งสองขึ้นมา”
“ข้านอนมิหลับ” จงอี้ถอนหายใจ “ข้าจะนอนหลับได้อย่างไร พระองค์ทรงเอาโทษข้าถึงเพียงนั้น ทั้งพ่อแม่ข้า ลูกเมียข้า ถูกพระองค์จับไว้เป็ตัวประกันเพื่อกดดันข้ายิ่งนัก ข้าไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องจับตัวคนทั้งสองถวายแด่พระองค์ให้จงได้ แล้วบุรุษทีมีฝีมือสูงส่งเพียงนั้น อาชาวิเศษเพียงนั้น แถมยังหนีออกไปภายนอกได้ ข้าจะจับเขาได้ง่ายๆ อย่างไร ข้านึกมิออกแล้ว”
“นายท่าน นี่เพิ่งผ่านมาวันเดียวเองนะขอรับ”
“ใช่...แต่...เทาเป่ย มันเป็ได้อย่างไร ที่ไม่มีชาวบ้านมาบอกเราเลยว่าพบคนต้องสงสัย ถามว่าชายร่างใหญ่กับสตรีร่างเล็กบนม้าขาวตัวพ่วงพี เ้าว่าเป็ไปได้อย่างไรว่าไม่มีใครพบเห็นสองคนนั้นเลย!”
“เป็ไปไม่ได้...ถึงสับเปลี่ยนคนที่มาช่วยเสวียนฮองเฮา ก็ต้องมีคนสังเกตเห็นอยู่ดี” เทาเป่ยแย้ง
“ใช่ แต่ราษฎรรอบเมืองไคฟงต่างก็บอกว่าไม่เห็นคนทั้งสอง มันแปลว่าอะไรเล่า?”
“ทวยราษฎร์ชิงชังราชสำนัก”
จงอี้พยักหน้า น้ำตาลูกผู้ชายเอ่อคลอ
“นายท่าน อย่างแรกให้ออกประกาศจับและมีรางวัลสินบนนำจับคนทั้งสอง”
“ท่านเสนาบดีหลี่แจกจ่ายใบประกาศจับไปทุกหัวเมืองแล้ว บอกว่าให้รางวัลห้าพันตำลึงทองสำหรับแต่ละคน”
“แล้วท่านคิดว่าพวกเขาจะไปที่ใด?”
“ปลายทางคือหยวินหนานเป็แน่ แต่แผ่นดินกว้างใหญ่นักเทาเป่ย ข้าเกรงเหลือเกินว่าเสวียนฮวาจะเล็ดลอดไปถึงหยวินหนานได้”
“จริงอยู่ ว่าแผ่นดินกว้างใหญ่ แต่หากท่านวางทหารไว้ในจุดที่เหมาะสม โอกาสเจอก็มากขึ้นเท่านั้น”
“ข้าเองก็คิดเช่นนั้น แต่....ข้าไม่แน่ใจว่าพวกเขาจะไปเส้นทางใดกันแน่”
“ข้ามั่นใจว่าพวกเขาไม่ลงใต้ผ่านทางจงหยวนเป็แน่ ท่านแบ่งคนของท่านให้ไปดักพวกเขาทางตะวันตกเถิด หากข้าเป็พวกเขาข้าจะลัดเลาะไปตามเส้นทางบนเทือกเขาทางตะวันตกแล้วค่อยอ้อมเข้าสู่เสฉวนในภายหลัง”
“ทำไมท่านมั่นใจถึงเพียงนั้น?”
“หากท่านหนีทางการ ท่านจะไปทางหลักหรือ? แต่เพื่อความแน่ใจ ท่านคอยกำชับหัวเมืองต่างๆ ทั่วแผ่นดินเผื่อว่าพระนางหนีไปเส้นทางอื่น แต่หากข้าเป็เขา ข้าจะเร่งไปหยวินหนานให้เร็วที่สุดโดยหลีกเลี่ยงเส้นทางหลัก มุ่งสู่ลั่วหยาง แต่อ้อมลั่วหยาง มุ่งสู่ฉางอันแต่หลีกเลี่ยงที่จะผ่านฉางอัน ท่านนึกออกหรือไม่”
จงอี้ตบโต๊ะดังปัง “จริงของท่าน! เทาเป่ย ขอบคุณท่านที่ให้คำชี้แนะ หากมิได้ท่านมาช่วยเหลือข้าต้องส่งคนไปดักพวกเขาที่จงหยวนเป็แน่ ทำไมข้ากลับมองข้ามเื่นี้ ท่านช่างมีพระคุณกับข้ายิ่งนัก” แล้วจงอี้ก็ทำท่าจะยกมือขึ้นคำนับที่ปรึกษาตนเอง
เทาเป่ยรีบไปยุดมือเ้านายตนไว้ “นายท่าน อย่าทำอย่างนี้เลย ข้าเองมิได้ถูกฮ่องเต้บีบคั้นเช่นท่าน โบราณว่าไว้ ผู้เดินหมากมึนงง ผู้ชมดูแจ่มชัด หากข้าอยู่ในสถานการณ์เช่นเดียวกับนายท่าน ข้าก็มิอาจทำได้ดีกว่านายท่านเลย อย่ามาเสียเวลาเลยนายท่าน เรายังต้องวางแผนกันอีกมากเพื่อจับสองคนนั้นเพื่อถวายองค์ฮ่องเต้ให้จงได้”
“ดีมาก เทาเป่ย ข้าขอบใจท่านนัก พวกเรามาช่วยกันคิดอ่านช่วยกันจับสองคนนั่นดีกว่า หากการนี้สำเร็จ ข้าตอบแทนท่านถึงขนาดแน่!” จงอี้พูดด้วยความดีใจ การช่วยคิดอ่านของกุนซือของเขานั้นทำให้เขามีความหวังขึ้นมา
ความจริงจงอี้ก็ไม่ใช่คนที่ด้อยปัญญาเลย ทว่าความเครียดเค้นที่ถูกฮ่องเต้กดดันทำให้ความคิดอ่านของเขาตีบตันไปหมด
“ข้าขอถามนายท่านอย่างหนึ่ง...” เทาเป่ยเอ่ยเสียงเบา
จงอี้เงยหน้าจ้องอย่างฉงน
“ท่านแน่ใจหรือว่า ผางเยว่เป็คนของผิงซีอ๋อง”
“หากเขาไม่ใช่คนของผิงซีอ๋องแล้วจะมีเหตุอื่นหรือ?”
“ข้าประหลาดใจ ทหารองครักษ์ในวังหลวงคัดเลือกคนเข้มงวดนัก แล้วบุรุษมีฝีมือถึงเพียงนั้นกลับยอมลดตัวแฝงกายเป็เพียงสายลับให้กับผิงซีอ๋อง ท่านแม่ทัพว่ามิประหลาดหรือ คนผู้เดียวแบกสตรีหนีจากวังหลวงได้ข้าก็ว่าวรยุทธเป็ยอดแล้ว นี่ยังพาเสวียนฮวาหนีออกไปพ้นกำแพงเมืองไคฟงได้ จอมยุทธฝีมือเลิศล้ำถึงเพียงนี้น่ะหรือจะมาทำงานเป็เพียงสายลับ”
“หากมีบุญคุณกันเล่า จิงเคอยังขอศีรษะผ่านอี้ชีเพื่อไปหลอกล่อฉินอ๋องอิงเจิ้น (จิ๋นซีฮ่องเต้) ให้ตายใจได้เลย”
“ใช่ ผ่านอี้ชีมอบศีรษะตัวเองให้จิงเคอเพราะมีความแค้นต่อฉินอ๋องอย่างลึกซึ้ง แล้วท่านว่าผางเยว่แลกชีวิตเพื่อพระนางแซ่เสวียน เขายอมทำเพราะเงินทองของผิงซีอ๋องกระนั้นหรือ?”
“แล้วท่านคิดว่าเื่พวกนี้มีผลอันใดกับการจับกุมตัวคนทั้งสองเล่า?” จงอี้ถามตรงประเด็น
เทาเป่ยก็ชะงักไปอึดใจหนึ่ง “ขออภัยนายท่านด้วย ข้าเพียงแค่นึกสงสัยขึ้นมาเท่านั้น”
จงอี้ยิ้ม “ไม่เป็ไรดอก เพราะท่านสงสัยใคร่รู้ไปทุกสิ่งอันท่านจึงมีปัญญาแจ่มแจ้งกว่าผู้อื่น ความจริงที่ท่านถามมาก็น่าสนใจอยู่ แต่ความเป็ไปได้มากที่สุดนั่นก็คือผิงซีอ๋องก็ระแวงฮ่องเต้ จึงส่งจอมยุทธฝีมือดีมาชิงตัวบุตรสาวของตนกลับไปและก่อการฏ ท่านไม่คิดว่านี่เป็เื่ที่สมเหตุสมผลที่สุดหรือ”
“หากจากข้อมูลทั้งหมดที่เรามี บทสรุปนั่นย่อมน่าจะเป็ไปได้ที่สุดขอรับ” เทาเป่ยเงียบ “เท่าที่ข้อมูลที่เรามีตอนนี้นะขอรับ”
“ใช่ และหากเราอยากรู้มากกว่านี้ เราก็ต้องจับตัวคนทั้งสองมาให้ได้ ข้าก็อยากรู้เช่นกัน ผิงซีอ๋องใช้สิ่งใดว่าจ้างผางเยว่ เขาถึงยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อเสวียนฮวาถึงเพียงนี้”
“นักรบหนุ่มรูปงามกับท่านหญิงผู้สูงศักดิ์...ข้าได้ยินวนิพกเล่านิทานในตลาดเอาเื่คนทั้งสองไปแต่งลำนำแล้ว ท่านนายพลรู้หรือไม่”
“ชาวบ้านก็เป็เช่นนี้ ชอบเื่ประโลมโลก เกิดอะไรขึ้นก็แต่งเติมเรื่อยเปื่อย เห็นก้อนเมฆก็ว่าเป็ั เห็นเป็ดก็คิดว่าเป็หงส์”
ก็ไม่เสมอไป – เทาเป่ยได้เพียงคิด “ม้าของเ้าผู้นั้นวิเศษนัก ข้าคิดว่าไม่นานมันน่าจะเดินทางเลยเมืองลั่วหยางไปแล้ว” เทาเป่ยเสนอแผนการทันที เพราะสิ่งสำคัญที่สุดในยามนี้คือตามจับคนทั้งสองให้จงได้
“ท่านไม่คิดว่าผิงซีอ๋องจะเปลี่ยนให้ผู้อื่นมารับ่นางต่อหรือ?”
เทาเป่ยส่ายหัว “ผางเยว่ฝีมือเป็เลิศ หาคนฝีมือระดับนี้ยากกว่ายากนัก ซ้ำยังมีความทุ่มเทที่จะปกป้องชีวิตเสวียนฮวา หากข้าเป็ผิงซีอ๋อง ข้าย่อมวางใจให้บุตรสาวอยู่กับชายผู้นี้ไปจนถึงหยวินหนาน เสวียนฮวาต้องอยู่กับผางเยว่จนถึงหยิวนหนานเป็แน่ หรือท่านเห็นเป็อื่น?”
จงอี้พยักหน้าเห็นด้วย
นิ้วมือของเทาเป่ยชี้ไปทีู่เาหัวซาน “ท่านจงเร่งส่งกองทัพไปดักเจอพวกเขาที่ทางขึ้นเขาหัวซาน ณ ตำบลหลิงเป่าที่นี่”
ดวงตาจงอี้เป็ประกายลุกวาว เขาเห็นชอบกับข้อเสนอของเทาเป่ยทุกประการ “ใช่ ข้าจะซุ่มทหารฝีมือดีไว้กองหนึ่งที่ปากทางขึ้นเขา ชัยภูมิที่นั่นแคบนัก เมื่อทั้งสองเจอกองทัพที่ข้าวางเอาไว้รอข้างใน เมื่อมันถอยมันก็จะเจอทหารอีกกองที่ข้าวางดักซุ่มเอาไว้ ถึงมันเป็เทพเอ้อหลาง*ลงมาจุติมันก็หาหนีรอดไม่!”
“แต่หากมันไม่ขึ้นทางนั้นเล่า? นายท่านจะทำประการใด”
“ท่านนี่อย่างไร ประเดี๋ยวมั่นใจว่ามันไปทางนั้น ประเดี๋ยวก็ไม่มั่นใจ ตกลงท่านจะเอาอย่างไรกันแน่...เทาเป่ย?” จงอี้พูดอย่างหงุดหงิด
“นายท่าน อย่าเพิ่งใจร้อน” เทาเป่ยยกมือคารวะพร้อมทั้งหัวเราะร่วน “การรบนั้นเราแค่วางกลยุทธบนกระดาษ แต่สถานการณ์จริงแปรผันได้มากมายนัก อย่างไรข้าก็มั่นใจว่าเจอทั้งสองที่หัวซานเป็แน่ ถ้าไม่เจอในหัวซาน ก็ต้องเจอที่ริมแม่น้ำเหลืองกับหัวซานนี่อย่างแน่นอน” นิ้วชี้ของเทาเป่ยกดไปที่ราบตีนเขาหัวซานซึ่งแม่น้ำเหลืองไหลผ่าน อันเป็เส้นทางหลักระหว่างลั่วหยางกับฉางอัน
“ข้าเข้าใจแล้ว ท่านจะให้ข้าเอากองทัพอีกกองไปดักซุ่มไว้อีกทางและเผื่อว่าคนทั้งสองหนีไปทางอื่นใช่หรือไม่”
เทาเป่ยยิ้มพยักหน้า “จุดเปลี่ยนที่สำคัญมีสองจุด คือที่ตำบลลี่หยวนคุนอันเป็ทางแยกก่อนที่จะถึงเขาหัวซานหรือว่ามุ่งหน้าไปฉางอาน และที่ตำบลหลิงเป่าอันเป็ทางแยกว่าจะขึ้นไปบนเขาหัวซานหรือเปลี่ยนเส้นทางไปทางเมืองฮั่นจง”
“ข้าภาวนาว่าเราจะเจอทั้งสองในหัวซาน หากเราพบพวกมันที่นั่น...มันจะเหมือนหนูติดจั่น”
“ข้าก็หวังเช่นนั้น แต่ท่านแม่ทัพก็ต้องเผื่อใจเช่นกันว่าทั้งสองจะเลือกผ่านไปทางลั่วหยางหรือฮั่นจง หากไปทางลั่วหยางนั้นก็พอทำเนา แต่หากมันเปลี่ยนเส้นทางไปทางฮั่นจงการจับมันทั้งสองนั้นจะลำบากนัก”
“ยากอะไร ข้าก็จะบีบให้มันขึ้นเขาหัวซานสิ!” จงอี้พูดดังจนเกือบเป็ตะคอก
“ข้าก็หวังว่าการทุกสิ่งจะเป็ไปตามที่นายท่านประสงค์”