…เจ้าจะได้รับเส้นชีพจรลมปราณชุดใหม่…
…เส้นชีพจรลมปราณที่แข็งแกร่งดุจเทพเจ้า!?
คำกล่าวของจัสมินเปรียบประดุจสายฟ้าฟาดลงสู่หยุนเช่อผู้แสวงหาหนทางในการฟื้นฟูเส้นชีพจรลมปราณของตนเองตลอดมา
ชายหนุ่มสัญญากับเซียวหลิงซีว่าจะต้องแข็งแกร่งขึ้นและกลับไปภายในระยะเวลาสามปี…แน่นอนว่าชายหนุ่มตระหนักดีถึงเงื่อนไขของเส้นชีพจรลมปราณของตนเอง ทั้งยังเข้าใจเป็นอย่างดีว่าในการรักษาเส้นชีพจรลมปราณของตนนั้น การใช้ระยะเวลาสามปี ล้วนเป็นไปไม่ได้เหตุผลที่หยุนเช่อกล้ากล่าวคำพูดเหล่านั้นออกไป เพื่อกดดันตนเองอย่างถึงที่สุดภายใต้ความเชื่อมั่นอย่างสุดขีดนี้เท่านั้นบุคคลจึงสามารถบรรลุข้อจำกัดของตนเองได้
และในตอนนี้จัสมินได้กล่าวออกมาอย่างชัดเจนว่านางสามารถมอบเส้นชีพจรลมปราณชุดใหม่แก่ชายหนุ่มได้ในทันที! ที่ยิ่งกว่านั้นมันยังเป็นเส้นชีพจรลมปราณที่แข็งแกร่งดุจเดียวกับเทพเจ้า!
ชายหนุ่มไม่ทราบว่า“ความแข็งแกร่งดุจเทพเจ้า” ที่จัสมินพูดหมายความว่าอะไร ทว่าคำ “เส้นชีพจรลมปราณชุดใหม่”สร้างความตื่นเต้นยินดีแก่ชายหนุ่มอย่างมาก หยุนเช่อสงบจิตระงับใจจ้องมองไปยังจัสมิน “ที่พูดมา…ล้วนเป็นความจริง?”
“เพราะเหตุใด เราเจ้าหญิงจึงต้องโป้ปดต่อเจ้า?” เด็กสาวกล่าวออกมา ใบหน้าแดงระเรื่อด้วยความภาคภูมิใจ
หยุนเช่อไม่ทราบว่าควรกล่าวคำพูดใด…อันที่จริงด้วยความเป็นไปได้ของระดับพลังฝีมือที่เหนือกว่าชั้นลมปราณจักรพรรดิของนางล้วนไม่มีความจำเป็นอันใดที่นางต้องหลอกลวงคนธรรมดาทั่วไปไม่ต้องพูดถึงคนพิการด้วยซ้ำ!ความสามารถในการมอบเส้นชีพจรลมปราณใหม่ภายในเวลาอันสั้นนี้ ในสายตาของมนุษย์ทั่วไปรวมถึงสายตาของ “แพทย์เทวะมือหนึ่ง” เช่นหยุนเช่อ ล้วนเปรียบประดุจดังปาฏิหาริย์ ทว่าขณะที่จัสมินกล่าวคำพูดเหล่านั้นออกมาไม่มีวี่แววถึงการหลอกลวงตบตาจากคลื่นพลังของนางแม้แต่น้อย
อย่างไรก็ตามเส้นผมสีแดงของนางบ่งบอกชัดแจ้งว่านางมิใช่มนุษย์ธรรมดาทั่วไปในดินแดนลมปราณฟ้าแห่งนี้ด้วยอายุเยาว์วัย คลื่นพลังที่น่าตื่นตระหนกรวมทั้งพิษร้ายบนร่างนางที่แม้แต่ไข่มุกพิษสวรรค์ยังไม่อาจบ่งบอกที่มาได้…นางยังมีความลึกลับอีกมากมายเพียงใดที่ถูกเก็บซ่อนเอาไว้??
อาจบางทีนางมีวิธีการอันผิดธรรมดาที่สามารถถ่ายทอดเส้นชีพจรลมปราณชุดใหม่ให้แก่ชายหนุ่มในระยะเวลาอันรวดเร็วได้จริงๆ…หากนี่ล้วนเป็นไปได้ขึ้นมาเช่นนั้น ชายหนุ่มนับว่ามีโอกาสแน่นอนในการทำตามคำสัตย์ที่ให้ไว้แก่เซียวเล่ยและเซียวหลิงซี
เมื่อคิดได้ดังนี้สายตาของหยุนเช่อแปรเปลี่ยนเป็นร้อนผ่าวราวเผาไหม้ “ตกลง…บอกข้ามาสิ เงื่อนไขสามข้อที่เจ้าว่าคืออะไร?”
จัสมินตระหนักดีว่าชายหนุ่มย่อมไม่ปฏิเสธข้อเสนอของนางอย่างแน่นอนเด็กสาวไม่อ้อมค้อมและเสนอเงื่อนไขทันที “ข้อแรกเจ้าต้องรับปากช่วยหาสิ่งของสามสิ่งแก่เราเจ้าหญิง…นั่นคือก้านดอกอุทุมพรในแดนมรณะ ดวงธาตุสัตว์อสูรลมปราณที่มีระดับไม่น้อยไปกว่าชั้นลมปราณทรราชย์และอย่างสุดท้ายลูกแก้วเทพชีพจรม่วงสามสิบห้ากิโลกรัม!”
หยุนเช่อรับฟังอย่างระมัดระวังเต็มที่…เมื่อจัสมินกล่าวถึงคำ“ดอกอุทุมพรแดนมรณะ”ชายหนุ่มขมวดคิ้ว เขาเคยได้ฟังชื่อ “ดอกอุทุมพรแดนมรณะ”จากท่านอาจารย์มาก่อน ทว่า ชายหนุ่มกลับยังไม่เคยพบเห็นเมื่อท่านอาจารย์บอกเล่าเรื่องราวแก่เขาครั้งนั้นดอกอุทุมพรแดนมรณะคือวัตถุแห่งธาตุหยินและภูตผีปีศาจในโลกหล้ามันเพียงเติบโตในสถานที่มืดครึ้มเยือกเย็น ลำต้นและใบมีสีม่วงเข้มใช้เวลาทั้งหมดยี่สิบสี่ปีในการเบ่งบานหนึ่งครั้ง ดอกที่เบ่งบานล้วนงดงามอย่างที่สุดและมีสีม่วงสดใสอันแสนดึงดูดกลีบดอกเคลือบคลุมด้วยหมอกสีม่วงสดที่แฝงไว้ด้วยลมหายใจแห่งแดนมรณะเมื่อหมอกเหล่านั้นล่องลอยยังสามารถปลดปล่อยเสียงร้องร่ำคร่ำครวญจากภูตผีในแดนมรณะออกมาดอกไม้นี้แห้งเหี่ยวลงเมื่อครบสามวันหลังจากการเบ่งบานจากนั้นท่านจำต้องรอคอยอีกยี่สิบสี่ปีเพื่อให้มันบานอีกครั้ง
ท่านอาจารย์ของหยุนเช่อมิเคยเอ่ยว่าประโยชน์ของดอกไม้นี้คืออะไรท่านเพียงกล่าวว่าหากมนุษย์ธรรมดาเข้าใกล้ ต้องถูกไอมรณะแทรกซึมเข้าภายในร่างกายสถานเบาสลบไสลไม่ได้สติ สถานหนักคือไม่มีชีวิตสืบต่อ
การเดินทางไปในสถานที่มืดครึ้มเยือกเย็นเพื่อตามหาดอกไม้ที่เบ่งบานยี่สิบสี่ปีหนึ่งครั้งล้วนเป็นเรื่องอันตรายถึงชีวิต…หยุนเช่อหน้านิ่วคิ้วขมวดทว่ายังคงไม่มีปฏิกิริยาใดหากจัสมินสามารถมอบเส้นชีพจรลมปราณชุดใหม่แก่ชายหนุ่มได้จริงคำขอร้องนี้ไม่นับว่าเกินเลยไป…
ทว่าสิ่งของอย่างที่สองที่จัสมินต้องการเกือบทำให้ชายหนุ่มต้องร้องร่ำคร่ำครวญ…
ดวงธาตุสัตว์อสูรลมปราณระดับไม่น้อยไปกว่าขอบเขตชั้นลมปราณทรราชย์!!ล้อข้าเล่นรึไง!?
ขอบเขตลมปราณทรราชย์คืออะไร? มันคือขอบเขตความสำเร็จทางพลังยุทธ์ในตำนานที่เหล่าผู้ฝึกตนล้วนใฝ่ฝันได้มาขอบเขตอันสูงส่งที่พวกมันไม่เคยพบเห็นมาก่อน เมื่อสำรวจไปทั่วอาณาจักรวายุครามอาจมีบุคคลบางคนบรรลุระดับลมปราณจักรพรรดิได้ ทว่าไม่มีผู้ใดสามารถบรรลุระดับลมปราณทรราชย์ได้อย่างแน่นอน!ยอดยุทธ์ระดับลมปราณจักรพรรดิล้วนเป็นที่ทราบดีว่าพวกมันบรรลุถึงขั้น “บัลลังก์”ขณะที่ผู้บรรลุชั้นลมปราณทรราชย์นับว่าก้าวเข้าสู่ขั้น “ทรราชย์”ซึ่งหมายความว่าหากผู้ใดสามารถบรรลุถึงขั้นนี้ผู้นั้นนับว่าเป็นผู้เผด็จการทั้งผืนฟ้าและผืนดินผู้ซึ่งไร้ผู้ต่อกรอย่างสิ้นเชิง!
ไม่ต้องนับเพียงอาณาจักรวายุครามแม้แต่ในรอบสหัสวรรษที่ผ่านมา ยอดยุทธ์ระดับลมปราณทรราชย์ล้วนมิเคยปรากฏมาก่อนบนผืนแผ่นดินนี้
และจากคำพูดของจัสมินนางต้องการดวงธาตุสัตว์อสูรลมปราณชั้นทรราชย์ถึงสามดวง! เพื่อให้ได้ดวงธาตุทั้งสามชายหนุ่มต้องสังหารสัตว์อสูรชั้นทรราชย์ถึงสามตน!ปัญหาแรกคือหยุนเช่อจะสามารถตามหาสัตว์อสูรลมปราณชั้นสูงเหล่านี้ได้ที่ใด…ภายในจักรวรรดิวายุครามนี้จะมีผู้ใดกล้าต่อกรกับสัตว์อสูรลมปราณชั้นทรราชย์กัน?
เหนือกว่าขอบเขตชั้นปราณจักรพรรดิแต่ละขั้นล้วนสูงส่งดุจปีนป่ายขึ้นสวรรค์แม้แต่บุคคลระดับขั้นสุดยอดในชั้นลมปราณจักรพรรดิห้าคนยังไม่มีโอกาสชนะในการประมือกับชั้นทรราชย์ขั้นที่หนึ่งได้ จากคำกล่าวนี้หมายความว่า แม้ว่ายอดยุทธ์ชั้นปราณจักรพรรดิทั้งหมดในอาณาจักรวายุครามรวมกำลังกันยังไม่สามารถต่อกรกับสัตว์อสูรลมปราณทรราชย์ได้แม้เพียงตัวเดียวดวงธาตุสัตว์อสูรลมปราณชั้นทรราชย์สามดวง…ท่านสามารถคาดเดาได้ว่าแม้แต่สี่พรรคใหญ่ยังต้องคั่งแค้นสักเพียงใดเมื่อได้ยินคำร้องขอนี้
และจากข้อที่สามของจัสมินหยุนเช่อแทบล้มลงทั้งยืนด้วยความตื่นตระหนก
ลูกแก้วเทพชีพจรม่วงอย่างน้อยสามสิบห้ากิโลกรัม…มันคือลูกแก้วเทพชีพจรม่วงมิใช่ลูกแก้วสวรรค์ชีพจรม่วง! ลูกแก้วเทพชีพจรม่วง นับเป็นสมบัติล้ำค่าอันประเมินค่ามิได้ในโลกนี้ชิ้นส่วนของลูกแก้วเทพชีพจรม่วงส่วนเล็กเท่าปลายเล็บ ยังนับว่าประมาณค่ามิได้และมีเพียงพรรคใหญ่เท่านั้นที่มีคุณสมบัติครอบครองผู้ฝึกวรยุทธ์โดยทั่วไปล้วนไม่อาจใฝ่ฝันถึง ลูกแก้วเทพชีพจรม่วงสร้างมาจากลูกแก้วสวรรค์ชีพจรม่วง ต้องใช้ลูกแก้วสวรรค์ชีพจรม่วงปริมาณเท่าบ้านช่องหนึ่งหลังจึงสามารถสกัดลูกแก้วเทพชีพจรม่วงได้ขนาดเท่าปลายเล็บ
และในกรณีนี้ลูกแก้วเทพชีพจรม่วงสามสิบห้ากิโลกรัม…
“~!@#$%…”
หยุนเช่อเชื่อว่าแม้ผู้คนจะนำลูกแก้วเทพชีพจรม่วงทั่วทั้งดินแดนลมปราณฟ้านี้มารวมกัน ยังไม่อาจรวบรวมได้ครบตามจำนวนนี้แน่นอนและหากมีผู้ใดสามารถครอบครองลูกแก้วเทพชีพจรม่วงได้ถึงสามสิบห้ากิโลกรัมมูลค่าของมันย่อมมหาศาล เทียบเท่ากับอาณาจักรวายุครามสามอาณาจักรรวมกัน!
“เจ้า…ไม่…ได้…ล้อ…ข้า…เล่น…แน่…นะ?”เมื่อหยุนเช่อกล่าวคำ ชายหนุ่มต้องพ่นลมหายใจออกมาตามไรฟันทุกคำพูดเขาเชื่อว่าไม่ว่าผู้ใดก็ตามในอาณาจักรวายุครามแห่งนี้ หากได้ยินข้อร้องขอเหล่านี้ล้วนต้องกลับกลายเป็นติดอ่างเช่นตนเองอย่างแน่นอน
สีหน้าของจัสมินไม่มีแม้วี่แววของการหยอกล้อเด็กสาวจับจ้องด้วยสายตาเย็นชาพร้อมกล่าวว่า“พิษชนิดนี้แทรกซึมเข้าสู่จิตวิญญาณของข้า แม้จะมีไข่มุกพิษสวรรค์ยังคงต้องใช้เวลาหลายปีในการขจัดพิษทั้งหมดหลังจากที่ข้าสามารถขับพิษออกได้หมดแล้ว ข้าจำเป็นต้องสร้างร่างกายขึ้นมาใหม่และสิ่งของทั้งสามสิ่งนี้เป็นสิ่งจำเป็นในการสร้างร่างของข้าไม่อาจขาดไปได้แม้แต่อย่างเดียว”
“เช่นนั้น…ระยะเวลา?”
“สามสิบปี!”
สามสิบปี? กรอบเวลานี้อนุญาตหยุนเช่อถอนหายใจอย่างโล่งอกก่อนผงกศีรษะรับอย่างช้าๆ“ตกลง! ข้ายอมรับเงื่อนไขเหล่านี้!”
เรื่องขี้ผง! สามสิบปียังอีกยาวนานนักแน่นอนว่าต้องคำนวณให้ดีเมื่อรับปากไปแล้ว ดอกบัวแดนมรณะดวงธาตุสัตว์อสูรลมปราณทรราชย์และลูกแก้วเทพชีพจรม่วงสามสิบห้ากิโลกรัม…อย่างไรก็ตาม ยังมีเวลาอีกถึงสามสิบปี!สิ่งเหล่านี้สามารถค่อยๆทำทีละขั้นตอน
“งั้นเงื่อนไขข้อที่สองล่ะ?”หยุนเช่อกลั้นลมหายใจแล้วเอ่ยปากถาม เมื่อเงื่อนไขข้อแรกยังน่าหวาดกลัวถึงเพียงนี้เช่นนั้นเงื่อนไขข้อที่สองย่อมยิ่งน่าหวาดหวั่นขวัญผวาแล้ว
“เงื่อนไขข้อที่สอง ภายในสามสิบปีเจ้าต้องก้าวสู่ขอบเขตลมปราณชั้นเทพจักรพรรดิ!” จัสมินกล่าวทีละคำอย่างช้าชัด ขณะเดียวกันก็จ้องมองสีหน้าของหยุนเช่อ
“~!@#$%%…”หยุนเช่อพลันบังเกิดความต้องการอย่างยิ่งในการขึงร่างเด็กสาวลงกับพื้นและตีก้นนาง!
ชายหนุ่มเริ่มคิดอย่างจริงจังว่าเด็กสาวกำลังหยอกล้อมันเล่นอย่างแน่นอน!!
“ข้าไม่ค่อยรู้เรื่องของทวีปลมปราณฟ้าสักเท่าใด…ทว่า อย่างน้อยจากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาของอาณาจักรวายุครามนี้ไม่มีผู้ใดสามารถบรรลุชั้นลมปราณเทพจักรพรรดิได้ภายในเวลาสามสิบปีมาก่อน…หากจะพูดอย่างเจาะจงแล้วยังไม่มีผู้ใดก้าวสู่ขั้นลมปราณเทพจักรพรรดิได้เลย” หยุนเช่อกล่าวเป็นจริงเป็นจังอย่างไรก็ตาม มุมปากของชายหนุ่มบิดยกขึ้นบางเบา เผยให้เห็นความเคียดแค้นภายในจิตใจ
“เช่นนั้น เจ้าตกลงหรือไม่?”จัสมินมุ่นหัวคิ้ว
“ตกลง ตกลงแน่นอน!”หยุนเช่อตอบรับโดยปราศจากอาการลังเล กลบเกลื่อนร่องรอยความขุ่นแค้นบนใบหน้าภายในแววตาของชายหนุ่มแฝงไว้ด้วยความสงบเยือกเย็นถึงขีดสุด “เงื่อนไขข้อแรกข้ายังคงรู้สึกหวาดเกรงอยู่บ้าง ทว่าเงื่อนไขข้อนี้นับว่าไม่นับเป็นเงื่อนไขอันใดสำหรับข้า สาเหตุที่ข้ากล่าวว่าไม่มีผู้ใดในอาณาจักรวายุครามนี้สามารถบรรลุชั้นลมปราณเทพจักรพรรดิภายในระยะเวลาสามสิบปีแต่หากข้าได้รับโอกาสในการฝึกฝนเช่นผู้คนทั่วไปในดินแดนแห่งนี้ข้านี่แหละที่จะพลิกหน้าประวัติศาสตร์ของอาณาจักรวายุครามแห่งนี้!ข้ามีไข่มุกพิษสวรรค์อยู่ในร่างหากข้ายังไม่อาจก้าวข้ามทุกผู้คนในดินแดนแห่งนี้ได้ เช่นนั้นล้วนนับว่าข้า…เป็นเศษสวะที่แท้จริง!”
“สามสิบปีในการก้าวเข้าสู่ขอบเขตปราณเทพจักรพรรดิ…ล้วนไม่นับเป็นเงื่อนไขไร้สาระอันใด!”หยุนเช่อหรี่ตาลง สุ้มเสียงเยือกเย็นประดุจน้ำ
ชายหนุ่มคาดว่าเมื่อตนเองได้กล่าวคำพูดอันเร่าร้อนและเร่งเร้าความรู้สึกเหล่านี้ออกมาจัสมันจะต้องมองมายังตนเองด้วยความชื่นชมยินดีอย่างยิ่งทว่าชายหนุ่มกลับต้องผิดหวัง เด็กสาวเพียงผงกศีรษะรับเบาๆ หยุนเช่อรู้สึกหดหู่ชายหนุ่มถามต่อว่า “แต่ว่าเหตุใดเจ้าจึงอยากให้ข้าบรรลุชั้นลมปราณเทพจักรพรรดิภายในสามสิบปี?”
“พละกำลังของมนุษย์มีส่วนสัมพันธ์กับระดับลมปราณร่างกายขณะนี้ของเราเจ้าหญิงอ่อนแอ สืบเนื่องจากความแข็งแกร่งของเจ้าไม่เพียงพอเราเจ้าหญิงต้องการสร้างร่างให้เร็วที่สุดและกลับสู่ความแข็งแกร่งดังเดิมด้วยเหตุนี้ เราย่อมต้องการความแข็งแกร่งไม่น้อยไปกว่าระดับชั้นปราณเทพจักรพรรดิ!”จัสมินกล่าวอย่างเยือกเย็น
หยุนเช่อผงกศีรษะคล้ายทำความเข้าใจกระจ่าง…ทันใดนั้นชายหนุ่มพลันตื่นตัวขึ้น…
ความแข็งแกร่งอย่างน้อยในระดับลมปราณเทพจักรพรรดิจากนั้นนางจึงจะสามารถกลับสู่ความแข็งแกร่งหลังจากหลอมรวมร่างกายกับจิตวิญญาณได้…ถ้าเช่นนั้น…ย่อมหมายความว่า…ความแข็งแกร่งของนางก่อนหน้านี้…
ย่อมต้องเหนือกว่าระดับลมปราณเทพจักรพรรดิ!?!?
ไม่! เป็นไปไม่ได้! นี่ล้วนไม่อาจเป็นไปได้!ข้าต้องแปลผิดไปแน่ๆ! หยุนเช่อสั่นศีรษะพยายามกำจัดความคิดอันน่าขันของตนออกจากหัวสายตาของจัสมินจ้องมองลงมายังร่างกายของนางเองสีหน้าท่าทางกลับกลายเป็นเคร่งขรึมภาคภูมิ
“เงื่อนไขข้อที่สาม…คุกเข่าลงและกราบข้าเป็นอาจารย์!!”
“……”
“……”
หยุนเช่อเหม่อมองจ้องนางอย่างว่างเปล่าโดยไม่เอ่ยคำพูดใดแม้สักครึ่งคำ
“เจ้าเต็มใจหรือไม่?”จัสมินเลิกคิ้วเรียวงาม ใบหน้าเล็กงดงามแบบบางทว่าเคลือบคลุมไปด้วยความน่าเกรงขามที่ทำให้ผู้คนใจสั่นระรัว
“…ปีนี้เจ้าอายุเท่าใด?”หยุนเช่อถามด้วยใบหน้าว่างเปล่าเฉื่อยชา
แววตาของเด็กสาวแปรเปลี่ยนเป็นเข้มข้นทว่ายังกล่าวตอบคำโดยดี “สิบสามปี”
“สิบ…สาม…ปี…”คำตอบนี้เข้ากันกับรูปร่างลักษณะของนางทว่ากลับส่งผลให้ภายในใจของหยุนเช่อต้องสั่นสะท้านพร้อมคร่ำครวญอย่างหวนโหย“สิบสามปี!! บัดซบ!! นางอายุแค่สิบสามปี! ด้วยความสำเร็จในการฝึกยุทธ์ระดับนี้ระดับสติปัญญาทั้งยังบุคลิกท่าทางคล้ายบุคคลที่ภาคภูมิในประสบการณ์และวุฒิภาวะอันสูงส่งข้าคิดมาตลอดว่านางอาจเป็นท่านยายอายุหลายร้อยปี…ทว่านางกลับอายุสิบสามปีจริงๆหรือนี่!!”
ทว่า หยุนเช่อพลันเปลี่ยนความคิดของตนภายในใจพลันผ่อนคลายลง…หากนางเพียงอายุสิบสามปีจริงๆ เช่นนั้นไม่ว่าระดับพลังลมปราณของนางจะแข็งแกร่งสักเพียงใดไม่ว่านางจะสูงศักดิ์และลึกลับสักเพียงไหน ไม่ว่านางจะโหดเหี้ยมและยโสสักเท่าใดและไม่ว่านางจะมีความคิดอ่านประดุจดังผู้อาวุโสเช่นไร…นางยังคงมีประสบการณ์ชีวิตเพียงสิบสามปีเท่านั้น!เปรียบเทียบกับตนเองที่มีประสบการณ์ชีวิตถึงสองชาติภพชายหนุ่มยังคงมีวิธีการจัดการกับนางอยู่บ้าง!ไม่ว่านางจะยิ่งใหญ่และแข็งแกร่งเพียงใด ท้ายที่สุดนางยังคงเป็นเพียงเด็กน้อยที่ยังไม่เติบโตเต็มที่
“ใช่เป็นเพราะหลังจากเจ้ารู้ว่าเราเจ้าหญิงเพียงมีอายุสิบสามปีดังนั้นเจ้าคิดว่าเจ้าสามารถจัดการเราเจ้าหญิงได้อย่างง่ายดาย?”จัสมินชายตามองพร้อมกล่าวอย่างเย็นชา
ประโยคนี้ทิ่มแทงตรงเข้าสู่กลางใจของหยุนเช่อชายหนุ่มพลันสั่นศีรษะปฏิเสธอย่างรวดเร็ว “ไม่ใช่แน่นอนสาเหตุที่ข้าถามถึงอายุของเจ้าเนื่องเพราะข้าต้องการบอกเจ้าว่าข้าเพียงอายุสิบหกในปีนี้ข้าอายุมากกว่าเจ้าสามปี เจ้าเองอายุยังเยาว์กว่าข้าหากเป็นอาจารย์ของข้า…ใช่ขาดความเหมาะสมไปหรือไม่?”
“อายุ?” เด็กสาวหัวเราะเย้ยหยัน“แม้ว่ายอดยุทธ์ทั้งมวลในดินแดนนี้จะคุกเข่าขอร้องเราเป็นสิบปีเราเจ้าหญิงยังคงไม่เหลือบแลพวกมันแม้แต่น้อยตอนนี้เราเจ้าหญิงให้โอกาสเจ้าเป็นศิษย์ของเรา ทว่าเจ้ายังคงไม่ยินยอม?”
“…” สุ้มเสียงของเด็กสาวช่างสุดจะทานทนสร้างความอึดอัดคับข้องใจให้แก่หยุนเช่อเป็นอย่างยิ่ง
หยุนเช่อพลันตัดสินใจทันทีพร้อมผงกศีรษะรับ“ตกลง ข้าจะกราบเจ้าเป็นอาจารย์ ทว่าข้าไม่มีทางโขกศีรษะคำนับเจ้าแน่นอน”
“สาเหตุล่ะ” จัสมินกล่าวอย่างเฉื่อยชา
“ข้าสามารถคุกเข่าต่อผู้อาวุโสสามารถคุกเข่าต่อผู้มีพระคุณ…แม้แต่คุกเข่าต่อหน้าภรรยาข้าก็ทำได้หากมีความจำเป็นเพียงพอทว่า ให้ข้าคุกเข่าต่อหน้าเด็กน้อยที่เพิ่งพบหน้าเพียงไม่กี่วัน ข้าทำไม่ได้นี่เกี่ยวพันถึงศักดิ์ศรีในฐานะบุรุษผู้หนึ่ง!” หยุนเช่อสั่นศีรษะสุ้มเสียงเด็ดขาดชัดเจน
“ฮี่ๆๆ…” จัสมินหัวเราะแล้วการหัวเราะครั้งนี้งดงามราวดอกมะลิแย้มบาน ทว่า สุ้มเสียงของนางทั้งยะเยียบเย็นชาทั้งชั่วร้าย “นี่ล้วนไม่ถึงรอบให้เจ้าตัดสินใจ!”
ทันทีที่จบประโยคมือขวาของจัสมินพลันยึดกุมเข้าที่บ่าของหยุนเช่ออย่างรวดเร็วดุจสายฟ้าฟาด…ทันใดนั้นเองชายหนุ่มพลันรู้สึกคล้ายถูกกดทับด้วยขุนเขามหึมาเข่าของเขางอลงเนื่องจากแรงกดทับอันมหาศาลที่ไม่อาจต่อต้าน สองเข่าคุกลงบนพื้นดินอย่างรุนแรงเบื้องหน้าเด็กสาว
“เจ้า!”หยุนเช่อสีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นเกรี้ยวกราดพร้อมทั้งพยายามลุกขึ้นยืนหยัด…ทว่าเด็กสาวมีพลังถึงระดับใด หยุนเช่อจะสามารถต่อต้านได้อย่างไรแม้จะใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดในร่างกาย ชายหนุ่มยังคงไม่สามารถลุกขึ้นยืนได้
“จงโขกศีรษะต่อเราเจ้าหญิงเดี๋ยวนี้เมื่อเราเป็นอาจารย์ของเจ้าแล้ว เจ้ามิเพียงจะได้รับเส้นชีพจรลมปราณชุดใหม่เจ้ายังจะได้รับการชี้นำถึงการฝึกฝนลมปราณบนหนทางที่ถูกต้องอีกด้วย”
ระหว่างการดิ้นรนสุ้มเสียงเย็นชาภาคภูมิของเด็กสาวล้วนไม่เข้าหูของชายหนุ่มแม้แต่น้อย ชายหนุ่มสั่นศีรษะปฏิเสธอย่างรุนแรงพร้อมแค่นเสียงว่า“เจ้า…ฝันไปเถอะ!ต่อให้ข้าไม่ได้เส้นชีพจรลมปราณใหม่…ข้าไม่มีทาง…โขกศีรษะ…ให้กับเด็กน้อยเช่นเจ้าเด็ดขาด!”
ก่อนที่หยุนเช่อจะสามารถกล่าวจนจบประโยคคลื่นพลังกดดันอันหนักหน่วงกดทับร่างท่อนบนของชายหนุ่มให้แนบลงกับพื้นจัสมินยกฝ่าเท้าขาวนวลราวหิมะของนางขึ้นขยับวางลงบนไหล่ของหยุนเช่อพร้อมทั้งกดฝ่าเท้าลงเล็กน้อย พลันบังเกิดเสียงกึกของกระดูกมนุษย์ที่หลุดออกจากที่ดังมาให้ได้ยินศีรษะของหยุนเช่อซึ่งพยายามยกไว้อย่างสุดความสามารถพลันถูกกดกระแทกลงบนพื้นดินเย็นเยียบ…เสร็จสิ้นพิธีการคำนับอาจารย์
ฝ่าเท้าน้อยๆของจัสมินยังคงค้างอยู่บนไหล่บ่าของหยุนเช่อโดยไม่มีการขยับเขยื้อนอันใดสองมือยกขึ้นกอดอกพร้อมหัวเราะเยาะเย้ยชายหนุ่ม“เจ้าคิดว่ากระดูกเจ้าแข็งแกร่งงั้นรึ เจ้าคิดว่าตนเองวิเศษกว่าผู้อื่นสักเพียงไหน? หากไม่มีพละกำลังเจ้าไม่อาจปฏิเสธไม่โขกศีรษะต่อข้าได้ เจ้าอาศัยอะไรในการผยองต่อหน้าข้า? หากไม่มีพลังอำนาจความภาคภูมิและศักดิ์ศรีของเจ้าล้วนเป็นเพียงเรื่องตลกต่อหน้าผู้เข้มแข็งเพียงเท่านั้น!”
คำพูดของจัสมินเปรียบดังน้ำเย็นราดรดบนศีรษะของหยุนเช่อโดยปราศจากความปรานี ส่งผลให้ชายหนุ่มกลับกลายเป็นใบ้ไปจากนั้นชายหนุ่มจึงหัวร่อออกมา หัวร่อให้กับตนเองอย่างเงียบงัน…ถูกต้องหากไม่มีความแข็งแกร่งตนเองอาศัยอะไรอวดอ้างถึงเกียรติและศักดิ์ศรี…ด้วยสีหน้าท่าทางเปี่ยมความภาคภูมิเมื่อครู่ในสายตาของจัสมิน ย่อมน่าขันอย่างถึงที่สุด…
“แม้ว่าเจ้าจะไม่เต็มใจทว่านับว่าเจ้าได้โขกศีรษะต่อข้าแล้ว จากนี้เป็นต้นไปเราเจ้าหญิงนับเป็นอาจารย์ของเจ้า เมื่อเรานับเป็นอาจารย์ของเจ้าแล้วเจ้ามีสิ่งใดต้องการซักถามต่อเราหรือไม่?” จัสมินยังคงวางเท้าของนางลงบนไหล่ของหยุนเช่อพร้อมทั้งก้มลงมองหยุนเช่อจากด้านบน
“…แน่นอน!” หยุนเช่อยกศีรษะขึ้นสายตามองขึ้นเบื้องบน พร้อมตอบคำอย่างยากลำบาก“ข้าอยากทราบว่า…เส้นขนของท่านยังไม่ทันเจริญเติบโต…หรือว่า…แท้ที่จริงแล้วท่านไม่มีเองโดยธรรมชาติ?”
ในค่ำคืนที่หยุนเช่อได้พบกับจัสมินร่างกายของนางพลันเลือนหายไป ทิ้งไว้เพียงเศษผ้าบนพื้นหยุนเช่อเพียงเก็บเสื้อผ้าชุดนั้นขึ้นมาและนำเข้าไปในไข่มุกพิษสวรรค์เพื่อคลุมร่างนางในภายหลังชุดชั้นในของนางล้วนไม่ได้รับการแตะต้องหลังจากเด็กสาวฟื้นตื่นขึ้นมาภายในไข่มุกพิษสวรรค์ แน่นอนว่านางเพียงสามารถสวมใส่เสื้อผ้าชุดนี้โดยปล่อยให้ส่วนสัดสงวนของนางต้องเปลือยเปล่าดุจเดิม…
เมื่อจัสมินยกเท้าเหยียบลงบนไหล่ของชายหนุ่มขาทั้งสองของนางย่อมต้องแยกออก จากมุมมองของหยุนเช่อสัดส่วนบริเวณใต้สะโพกที่ขาวอมชมพูละเอียดอ่อนล้วนเปิดเผยให้เห็นอย่างชัดเจนถึง xxx งดงามท่ามกลางความขาวนวล…