ห้องเครืองจัดได้ว่าอยู่ไม่ไกลจากลานซักล้างมากนัก จึงทำให้เดินไม่นานก็ถึง ผู้คนที่เดินสวนกันในนี้เป็ระเบียบเรียบร้อย มีการคำนับทักทายผู้ที่มีศักดิ์สูงกว่า
ซึ่งเป็เื่ธรรมดาที่เดาได้ ในปัจจุบันการกระทำแบบนี้ก็ยังมีอยู่ให้เห็น
" ถึงแล้ว นี่ห้องเครื่องของวังหลวง ในห้องเครื่องอาจจะกว้างขวางไปหน่อย เพราะที่นี่ต้องทำทั้งอาหารคาว อาหารหวาน ทุกอย่างไม่สามารถเอาออกไปทำที่อื่นได้"
" เ้าค่ะ"
"ท่านซังกุงห้องเครื่องกำลังตรวจดูความเรียบร้อย ของอาหาร เ้าไปฝากตัวกับท่านเสียสิ"
ซังกุงห้องเครื่องคนนี้เป็หญิงชรา อายุน่าจะประมาณ 60 ปีขึ้นไป ดูได้จากสีผม จากสีดำได้เปลี่ยนไปเป็สีขาวเกือบจะหมดแล้ว รูปร่างท้วม ใบหน้าดูอมยิ้มตลอดเวลา ท่าทางใจดี
พูดคุยกันเร็จแล้วนางกำนัลที่ว่างจากงานครัวก็พาเดินดูรอบ ๆ ซึ่งบอกเลยว่าอุปกรณ์ทำอาหารบางอย่าง ฉันไม่เคยเห็นมาก่อน วัตถุดิบก็ไม่ได้มีมากมายแบบในปัจจุบัน คงต้องค่อยๆ เรียนรู้กันไป
ส่วนมาที่จำพวกขนมหวาน ส่วนใหญ่ทำมาจากแป้งแล้ะน้ำตาล หน้าตาขนมถือว่างดงามใช้ได้
“งั้นวันนี้เ้าไปเก็บผักที่แปลงด้านข้างแล้วกัน วันหลังค่อยมาฝึกงานครัว”
“เ้าค่ะ”
ด้านข้าง ๆ ของห้องเครื่องนั้น มีแปลงปลูกผักอยู่ประมาณ 10 แปลง ไม่ใหญ่มาก ส่วนใหญ่เท่าที่ดูด้วยตาเปล่าแปลงพวกนี้จะปลูก ผักกาด กับบวบ เป็ส่วนใหญ่ มีพริกเล็กน้อย
ฉันเอาตระกร้ามาใบเดียว คงต้องเก็บบวบลงไปก่อน ผลผลิตถือว่าออกผลดีมาก ผักกาดให้ใบอละก้านที่อ้วนใหญ่ ในสมัยนี้คงไม่มีปุ๋ยเคมีเร่งดอกเร่งผล
“ ผักมาแล้วเ้าค่ะ”
“ เ้าเอาไปล้างเสียเลยสิ ล้างเสร็จก็มาตักข้าวไปกินใกล้ค่ำเต็มทีแล้ว”
เมื่อได้รับคำสั่งให้ไปล้างผัก ฉันจึงรีบหะกร้าออกมา ด้านนอกห้องจะเป็ที่ล้างผัก ล้างถ้วยชาม มีโอ่งใส่น้ำมากมาย
ฉันนั่งลงบนหินที่ทำเหมือนเก้าอี้เล็กๆ จากนั้นก็ล้างผักไป ฮัมเพลงไป แล้วจึงส่งต่อผักที่ล้างเสร็จแล้วให้คนอื่น
ซังกุง ตัวข้าวผสมถั่วที่ต้มไว้มาให้ 1 ชาม ตามด้วย แป้งทอดอีกหนึ่งชิ้น อันนี้ถือว่าเป็อาหารหนึ่งมื้อของเหล่านางกำนัล
[หอนอน]
วันแรกเข้ามาในหอนอนเห็นลี่อินกำลังก้มหน้าทำอะไรซักอย่างอยู่ในห้อง
“ลี่อิน ลี่อิน”
“อะไรของเ้า ข้ากำลังแยกด้ายอยู่”
“งานเ้ายังไม่เสร็จอีกรึ”
“เสร็จแล้ว แต่ด้ายพวกนี้มันเหลือมาจากห้องเย็บปัก ซังกุงเห็นว่ามันเป็ด้ายธรรมดา ๆ จึงให้ข้ามาใช้”
“ มาข้าช่วย เสร็จแล้วจะได้ปูผ้านอนกัน”
“เอาสิ แค่แบ่งตามสี แล้วเ้าก็ม้วนใส่กิงไม้นี่ไว้”
ตอนพูดว่าจะช่วยก็ไม่ทันคิดอะไรมากมาย พอมาดูด้ายนั้นถึงกับเหงื่อตก บางสีมีเยอะมาก บางสีมีน้อย ที่สำคัญบาง่ของด้ายก็พันกันยุงเหยิงไปหมด คำพูดที่ว่าจะได้ปูผ้านอนไว ๆ เป็อันพับเก็บไป
“เหม่ยเหมย เ้าอยากได้อะไรรึเปล่า ข้าสามารถเย็บให้เ้าได้นะ”
“ข้าไม่อยากได้อะไรหรอกลี่อิน เสื้อผ้าก็ได้มาจากที่แจกพอแล้ว” ฉันคอบลี่อินไป
“วันนี้เ้าไปห้องเย็บปักเป็ยังไงบ้าง”
“งานถือว่ามากเลยหล่ะ”
ห้องเย็บปักถือว่ามีทั้งงานที่ตัดเย็บขึ้นมาใหม่และปักลวดลายลงไป หรือเสื้อผ้าที่ชำรุด กระดุมหลุดบ้าง รอยปักด้ายรุ่ยบ้าง ห้องเย็บปักต้องคอยดูแล
“แล้วเ้าหล่ะ ห้องเครื่องเป็อย่างไรบ้าง งานหนักไหม”
“ไม่หนักนะ ข้าชอบ ไว้วันหลังถ้ามีอาหารอร่อยๆ เหลือข้าจะเอามาเผื่อเ้า”
กว่าจะแยกด้ายเสร็จก็ง่วงมาก ๆ ลี่อินอาสาปูผ้ารองนอนให้ ฉันเอาเสื้อผ้ายัดใส่ถุงผ้าเพื่อใช้หนุนนอน
“ข้าว่าอีกไม่นานเราคงจะ้องได้เย็บผ้าห่มนอนแล้วแหละ” ฉันบอกลี่อิน
“ข้าก็ว่าอย่างงั้น เ้ารู้หรือไม่นางกำนัลบางคนที่ร่ำรวยสามารถซื้อผ้าห่มนอนหนา ๆ ได้หลายผืนเลยนะ”
ลี่อินพูดมาถึงตอนนี้ ฉันลุกไปสำรวจว่าถุงผ้าที่พกมาด้วยมีเงินหรือของมีค่าอะไรบ้าง
“ข้ามีเท่านี้เอง ฉันวางเงิน 3 ตำลึงเงินไว้บนที่นอน”
“เ้าอย่าคิดมากไว้ข้าจะหาผ้ามาเย็บให้เอง คงพอทันก่อนที่หน้าหนาวนี้จะมาถึง”
“หน้าหนาวที่วังนี้หนาวมากหรือไม่ลี่อิน ข้าเป็พวกทนความหนาวได้ไม่มาก”
“หืม เ้ามาจากเมืองไหน ตอนแรกที่ข้าเจอเ้าที่ประตูหน้าวังคิดว่าบ้างของเ้าอยู่ที่เมืองหลวงเสียอีก”
“เ้าอย่าถามมากเลย ตอยมาว่าหนาวหรือไม่”
“หนาวสิ ตอนเด็กๆ ข้าถึงกับต้องนอนข้าง ๆ กองไฟเลยล่ะ แต่ก็ไม่หนาวเท่าชายแดนเหนือหรอกนะ”
เสียงฝีเท้าเดินด้านหน้าระเบียงทำให้ลี่อินรีบดับตะเกียง ลี่อันบอกว่าเป็พวกซังกุงที่มาตรวจความเรียบร้อยของเหล่านางกำนัล บางทีนางกำนัลชอบหนีไปตอนดึก ๆ
ฉันรีบเอาผ้ารองนอนขึ้นมาห่มตัว พยายามหายใจให้เบาที่สุดด้วยความตื่นเต้น เสียงเท้าเดินผ่านหน้าห้องไปสักพักจึงโล่งใจขึ้นมา
“เ้าเป็อะไรไปหน่ะเหม่ยเหมย”
“ข้าก็ตื่นเต้นหน่ะสิ เหมือนตัวเองทำอะไรผิด ทั้งๆที่ข้ายังไม่ได้ทำ”
“ห้าห้าห้า เ้าก็ตลกเหมือนกันนะ”
ลี่อินหัวเราะอยู่นาน นางบอกว่าไม่ได้หัวเราะจนปวดท้องแบบนี้ มานานมากแล้ว
“เ้านอนเสียสิ พรุ่งนี้ต้องตื่นั้แ่เช้าตรู่ไม่ใช่หรือ”
สิ้นเสียงพูดของลี่อินฉันก็เริ่มง่วงขึ้นมาจริงๆ แล้ว เลยไม่ได้ตอบลี่อินไป
อากาศที่เย็นสบายตามธรรมชาติแบบไม่ต้องเปลืองไฟเปิดแอร์ เหมือนสมัยปัจจุบันทำให้หลับง่ายขึ้นไปอีกขั้น
ฉันนอนไปซักพัก
“ อะไรของเ้าลี่อินข้าง่วง “
“ ถ้าเ้าไม่เลิกสะกิดขาข้าข้าจะถีบเ้าจริง ๆ แล้วนะ”
นอนนิ่งๆ อยู่นานคิดว่าลี่อินคงเลิกสะกิด แต่ไม่ใช่ ตอนนี้นางถึงขั้นจับขาแล้ว มือที่จับหลวม ๆ นั้นสั่นเทา
ฉันจึงลืมตาแล้วจะถามให้รู้กันไปเลยว่าดึกดื่นขนาดนี้สะกิดทำไม
“ลี่อินเ้าเป็อะไรของเ้า”
ทันทันทีถามออกไป ฉันควานหามือลี่อินกำลังจะตีมือของนางเล่น ๆ ซักหน่อย
“ลี่อินเ้าเป็อะไรรึเปล่า มือเ้าเย็นมากๆ เ้าไม่สบายรึ”
ฉันพูดด้วยเสียงร้อนรนกลัวว่านางจะไม่สบาย หอนอนดึก ๆ มาอากาศเย็นลงมาก จึงรีบไปจุดไฟตะเกียง แต่ส่งที่นั่งอยู่ตรงหน้าฉันไม่ใช่ลี่อินแต่อย่างใด
ตอนนี้ฉันรู้เลยเข้าวังมาวันแรกก็ดันโดนซะแล้ว นี่มันผีตัวเป็ ๆ เลย
“เอ่อ ๆ เ้าเป็ใครเข้ามาห้องข้าทำไม” ฉันกลั้นใจถามผีตัวนั้นด้วยเสียงสั่น ๆ”
“มีเพียงเจ้้าคนเดียวที่เห็นข้า”
“ข้าไม่อยากเห็นเ้าสักหน่อย เราสองคนไม่รู้จักกันด้วยนะ” พูดไปด้วยก็สะกิดลี่อินให้ตื่นด้วย แต่ดูเหมือนนางจะหลับลึก
“เ้าชื่อว่าเหม่ยเหมยรึ ข้าไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นเสียหน่อยถึงจะเป็ผีก็เถอะ”
นางพูดมาได้อย่างไรว่านางไม่น่ากลัว
“เ้าจะบ้ารึเปล่า” ฉันะโออกไปเสียงดัง “เ้าเอาหน้าของเ้าไปส่องน้ำบ้างนะหน้าซีดขาว แถมบวมขนาดนั้นเรียกไม่น่ากลัวได้อย่างไร”
พูดยังไม่ทันจบเสียงลี่อินที่ขยับไปมาฉันจึงถือโอกาศไปผลักแรงๆ
“อะไรของเ้าข้าง่วง” ลี่อินพูดด้วยน้ำเสียงงัวเงีย
หันมาอีกทีผู้หญิงคนนั้นก็หายไปแล้ว ฉันจึงตอบลี่อินว่าไม่มีอะไร ให้นางนอนต่อได้เลย
เมื่อก้มตัวลงไปนอน พลิกไปพลิกมาก็นอนไม่หลับจึงลุกขึ้นมาสวดมนต์ สวดจนจบกลับมาคิดในหัวตัวเองว่าผีเค้าจะฟังบทสวดของฉันรู้เื่รึเปล่า