ระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ)

    เล่มที่ 3 บทที่ 75 หญ้าหลอมวิญญาณ แดนเร้นลับแห่งใหม่

            เวลาอีกสองสัปดาห์ผ่านไปในชั่วพริบตา

            เมื่อเวลาล่วงเลยไปไป๋ฉางเซิงก็เริ่มสัมผัสได้ชัดเจนว่าคอขวดที่บ่งบอกถึงระดับแม่ทัพอสูรนั้นใกล้เข้ามาทุกที

            ความจริงแล้วหลังจากค่าพลังเลือดทะลวงผ่านเก้าพันแต้มเขาก็รู้สึกว่าตัวเองพร้อมจะเลื่อนระดับได้ทุกเมื่อ

            หากวัดตามระดับของผู้ฝึกยุทธ์ตอนนี้เขาคงถือเป็นทหารอสูรระดับสามระดับสมบูรณ์แล้ว

            แต่เพราะมีหน้าต่างสถานะของระบบไป๋ฉางเซิงจึงมองเห็นความแตกต่างได้อย่างชัดเจน

            สิบวันขอแค่ผ่านไปอีกสิบวัน เขาก็จะข้ามพ้นระดับทหารอสูรและก้าวเข้าสู่ระดับแม่ทัพอสูรอย่างเป็นทางการ!

            พลังรบระดับนี้หากไปอยู่ในทุ่งร้างก็นับว่าไม่ถือว่าอ่อนแอเลย

            และถ้าอยู่ในเมืองเล็กๆแถบชายขอบทุ่งร้าง ไป๋ฉางเซิงอาจถึงระดับได้เป็นหัวหน้าสัตว์อสูรเลยด้วยซ้ำ

            ทว่าความภาคภูมิใจนี้กลับถูกไป๋ฉางเซิงสะกดเอาไว้จนมิด

            ช่วยไม่ได้ก็ลองดูสิว่าสิ่งมีชีวิตที่อยู่ร่วมกับเขาทุกวันคือระดับไหนบ้าง

            ซวนหนีหยกทมิฬระดับราชันอสูรนั่นไม่ต้องพูดถึงต่อให้เขาเติบโตจนถึงระดับจ้าวอสูร ก็คงเป็นได้แค่ของเล่นใต้กรงเล็บมันเท่านั้น

            ส่วนคณบดีเฉียนแค่ฝึกฝนวิถียุทธ์เล่นๆ พลังรบก็ปาเข้าไปถึงแม่ทัพยุทธ์ระดับสูงแล้ว

            คนเดียวที่พอจะทำให้เขามีตัวตนขึ้นมาบ้างก็คือเจียงจืออวี๋

            ทว่าความเร็วในการเพิ่มพลังเลือดของเจียงจืออวี๋ก็น่ากลัวไม่แพ้กันตลอดหนึ่งเดือนครึ่งที่ผ่านมาค่าพลังเลือดของเธอก็ทะลวงผ่านด่านเจ็ดพันแต้มไปแล้วเช่นกัน

            หากดูแค่ตัวเลขค่าพลังเลือดไป๋ฉางเซิงดูเหมือนจะนำอยู่ไม่น้อย แต่ความจริงคือถ้าเจียงจืออวี๋ระเบิดพลังเต็มที่ ไป๋ฉางเซิงคงต้านทานเธอไม่ไหวเกินสามกระบวนท่า

            กันหอกวายุคลั่งได้ก็กันหอกทะลวงทองคำไม่ได้ ต่อให้กันหอกทะลวงทองคำได้ก็ยังมีเข็มผลาญวิญญาณรอเขาอยู่

            แต่นั่นก็ใช่เลยภายใต้ระดับแม่ทัพอสูร คงไม่มีใครต้านทานสามท่านี้ของเจียงจืออวี๋ได้หรอก

            อืม...ต่อให้เป็นแม่ทัพอสูรระดับต้นก็เถอะ คงหืดขึ้นคอเหมือนกัน

            และเพราะเหตุนี้เองไป๋ฉางเซิงถึงได้ตระหนักถึงจุดอ่อนของตัวเองอย่างชัดเจน

            ดูเหมือนพลังเลือดจะเพิ่มขึ้นเร็วก็จริงแต่ในความเป็นจริงนอกจากพลังเลือดแล้ว เขาก็ไม่มีดีอะไรเลย

            ด้านการป้องกันยังพอมีเกราะศิลาคุ้มกายกับกระดูกเหล็กค้ำยันไว้บ้างแต่ทักษะการโจมตีกลับขาดแคลนอย่างยิ่ง เสือที่ไม่มีเขี้ยวเล็บต่อให้ดูน่าเกรงขามแค่ไหน มันก็แค่เปลือกนอกเท่านั้น

            ถ้าสามารถมีอิทธิฤทธิ์เทวะแต่กำเนิดเหมือนซวนหนีหยกทมิฬได้ก็คงดี

            ไป๋ฉางเซิงกวาดสายตาไปมองซวนหนีหยกทมิฬที่หมอบหลับปุ๋ยอยู่ข้างกายพลางเหม่อลอยไปชั่วขณะ

            แต่แล้วเสียงเคาะประตูที่ดังขึ้นกะทันหันก็ทำให้ไป๋ฉางเซิงหลุดออกจากภวังค์

            “เข้ามา”

            คณบดีเฉียนหยุดมือที่กำลังทำอยู่แล้วเงยหน้ามองไปที่ประตู

            ประตูไม้การบูรของห้องทำงานถูกผลักออกชายวัยกลางคนอายุราวสามสิบกว่าๆ เดินเข้ามา

            “คณบดีเฉียนครับ อธิการบดีแจ้งว่ามีธุระด่วน เชิญท่าน คณบดีจี้และคณบดีหลี่ไปพบเดี๋ยวนี้ครับ”

            “ตกลง ฉันรับทราบแล้ว”

            คณบดีเฉียนโบกมือประตูห้องทำงานจึงถูกปิดลงอีกครั้ง

            ยังคงเป็นกระท่อมหลังเดิมสวนผักแห่งเดิม แต่คราวนี้บนโต๊ะหินกลับมีถ้วยชาร้อนวางเพิ่มขึ้นมาสามใบ

            “มากันแล้วรึ?”

            อธิการบดียังคงอยู่ในรูปลักษณ์ของชาวนาแก่ๆแต่เมื่อทั้งสามคนเห็นน้ำชาที่รินเตรียมไว้แล้วก็มั่นใจได้ทันทีว่าอธิการบดีต้องมีเรื่องสำคัญจะคุยด้วยแน่นอน

            “ท่านอธิการบดี”

            ทั้งสามประสานมือคำนับเมื่อนั่งลงแล้วจึงยกถ้วยชาขึ้นจิบเบาๆ

            “ทริปที่ฉันออกไปคราวนี้ เพื่อกวาดล้างสัตว์อสูรระดับสูงแถวทุ่งร้าง”

            “ระหว่างทางแถวเมืองหลินอัน ฉันไปเจอราชันอสูรเข้าตัวหนึ่ง”

            “ตามสายเลือดของมัน ระดับจ้าวอสูรก็ถือเป็นขีดจำกัดแล้วถ้าไม่มีการกลายพันธุ์ มันก็ไม่มีโอกาสก้าวหน้าไปมากกว่านี้”

            “แต่ความจริงคือราชันอสูรตัวนี้ไม่เพียงแต่ยกระดับสายเลือดของตัวเองขึ้นมาได้แต่มันยังเรียนรู้อิทธิฤทธิ์เทวะแต่กำเนิดได้อีกด้วย!”

            เมื่อได้ยินสิ่งที่อธิการบดีพูดทั้งสามคนก็ขมวดคิ้วพร้อมกัน

            สายเลือดของสัตว์อสูรโดยปกติแล้วจะถูกกำหนดมาตั้งแต่วินาทีที่เกิด

            ระดับของสายเลือดจะเป็นตัวกำหนดเพดานการเติบโตของพวกมัน

            แม้จะมีวิธีเพิ่มระดับสายเลือดอยู่บ้างแต่นั่นก็ใช้ได้ผลกับสายเลือดระดับต่ำเท่านั้น

            เหมือนกับที่ไป๋ฉางเซิงสามารถใช้แก่นหยกเลือดมังกรเพิ่มระดับเลือดมังกรของตัวเองได้หนึ่งระดับ แต่ของพรรค์นี้กลับไม่มีผลอะไรเลยกับซวนหนีหยกทมิฬ

            โดยทั่วไปแล้วสัตว์อสูรที่เติบโตได้จนถึงระดับจ้าวอสูร ก็นับว่ามีสายเลือดระดับสูงแล้วการจะยกระดับขึ้นไปอีกนั้นยากยิ่งกว่าขึ้นสวรรค์

            คณบดีเฉียนที่มีทรัพย์สินนับแสนล้านยังไม่สามารถทำให้ซวนหนีหยกทมิฬมีสายเลือดราชันอสูรได้เลยนั่นก็พิสูจน์ให้เห็นถึงความยากได้แล้ว

            แต่ตอนนี้อธิการบดีกลับบอกว่าจ้าวอสูรตัวนั้นยกระดับสายเลือดได้งั้นเหรอ?

            เกิดการกลายพันธุ์?หรือว่ามันกินของวิเศษจากสวรรค์เข้าไป?

            “ฉันเฝ้าสำรวจแถวนั้นอยู่หนึ่งวันหนึ่งคืนในที่สุดก็พบทางเข้าแดนเร้นลับแห่งหนึ่ง”

            “ด้วยกฎเกณฑ์ของแดนเร้นลับที่จำกัดไว้ ร่างเนื้อของฉันจึงเข้าไปไม่ได้แต่ขนาดแค่ใช้สัมผัสเทวะสำรวจคร่าวๆ ฉันก็พบความไม่ธรรมดาในนั้นเข้าแล้ว”

            พูดจบอธิการบดีก็หันไปมองคณบดีเฉียน

            “ในนั้นมี... หญ้าหลอมวิญญาณ เติบโตอยู่!”

            หญ้าหลอมวิญญาณคืออะไร?

            ไป๋ฉางเซิงแทบไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับทรัพยากรวิญญาณแต่คณบดีเฉียนพอได้ยินสามคำนี้ สีหน้าก็เปลี่ยนไปอย่างรุนแรงทันที

            “ท่านอธิการบดี เรื่องนี้จริงหรือครับ?”

            คณบดีเฉียนลุกพรวดขึ้นมาด้วยสีหน้าเคร่งเครียดจัดส่วนคณบดีจี้และคณบดีหลี่พอได้ยิน ก็หันไปมองคณบดีเฉียนเป็นตาเดียว

            ไป๋ฉางเซิงไม่รู้ว่าหญ้าหลอมวิญญาณคืออะไรแต่พวกเขารู้ดี

            หญ้าหลอมวิญญาณทั้งหลอมวิญญาณ ทั้งแผดเผาเลือด

            หากกินเข้าไปในปริมาณมากจะสามารถสกัดสายเลือดสัตว์อสูรให้บริสุทธิ์ได้และที่สำคัญคือมันได้ผลกับทุกระดับที่ต่ำกว่าเทพอสูร!

            พูดง่ายๆคือ ถ้าเขาสามารถหาหญ้าหลอมวิญญาณมาได้มากพอเขาก็มีโอกาสที่จะทำให้สายเลือดของซวนหนีหยกทมิฬยกระดับขึ้นไปได้อีก!

            เพียงแต่หญ้าหลอมวิญญาณนั้นมีจำนวนน้อยมากตั้งแต่ยุคพลังฟื้นฟูเป็นต้นมา มันเคยปรากฏขึ้นเพียงแค่สามครั้งเท่านั้น

            ต่อให้ตาแก่เฉียนจะมีเงินล้นฟ้าแค่ไหนเขาก็ไม่มีทางซื้อของที่มันไม่มีขายในโลกได้

            “นายอย่าเพิ่งรีบร้อน”

            เห็นคณบดีเฉียนมีสีหน้าเคร่งเครียดประหนึ่งจะออกเดินทางไปยังแดนเร้นลับในวินาทีถัดไปอธิการบดีจึงต้องเอ่ยปลอบ

            “หญ้าหลอมวิญญาณน่ะมีจริงราชันอสูรตัวนั้นก็น่าจะกินมันเข้าไปถึงได้ยกระดับสายเลือด”

            “แต่แดนเร้นลับนั่นมีอาคมผนึกกั้นอยู่ แถมยังถูกกฎเกณฑ์แห่งโลกกดทับไว้ต่อให้เป็นฉันก็ยังบุกเข้าไปตรงๆ ไม่ได้”

            “ถ้านายไปตอนนี้ ก็คงไปเสียเที่ยวเปล่าๆ”

            คณบดีเฉียนได้ยินดังนั้นก็อ้าปากจะพูดอะไรบางอย่างแต่สุดท้ายก็เลือกที่จะเงียบลง

            “หลังจากเฝ้าดูอยู่ครึ่งเดือนฉันก็พอจะเข้าใจกฎเกณฑ์ของแดนเร้นลับนั่นคร่าวๆ แล้ว”

            “ทุกๆ หนึ่งสัปดาห์ ทางเข้าแดนเร้นลับจะเปิดออกเป็นเวลาสามวันแต่เพราะถูกกฎเกณฑ์แห่งโลกกดทับไว้ผู้ที่มีค่าพลังเลือดสูงเกินไปจะไม่สามารถเข้าไปได้”

            “มิฉะนั้นจะถูกกฎเกณฑ์แห่งโลกต่อต้านและสยบลงโดยตรง”

            “ต่ำกว่าระดับแม่ทัพยุทธ์ ขอเพียงยังไม่ได้เปิดทะเลปราณก็จะสามารถเข้าออกที่นั่นได้อย่างอิสระ”

            “ฉันรายงานเรื่องนี้ไปแล้ว และได้รับคำตอบกลับมาว่าให้สิบมหาวิทยาลัยสายต่อสู้ชั้นนำรวมถึงสุ่ยมู่จัดทีมทีมละสิบคนเข้าไปสำรวจ”

            “หลังจากนั้น ทางรัฐบาลจะส่งคนจากกองทัพเข้าไปควบคุมแดนเร้นลับแห่งนี้”

            ทั้งสามคนได้ยินแล้วก็เงียบไปหากกองทัพเข้ามาจัดการแล้ว ไม่ว่าในนั้นจะมีอะไรมันก็จะไม่เกี่ยวข้องกับพวกเขาอีกต่อไป

            แต่นี่ก็ช่วยไม่ได้แดนเร้นลับที่อยู่ในทุ่งร้างถือเป็นของไร้เจ้าของ

            ถ้าแค่สัตว์อสูรรบกวนยังพอว่าแต่ถ้าข่าวรั่วไหลไปจนคนต่างชาติจ้องจะงาบ การจะจัดการคงเป็นเรื่องยุ่งยาก

            ให้กองทัพดูแลไปอย่างไรเสียก็ยังอยู่ในมือคนกันเอง

            แต่ปัญหาที่ตามมาก็คือ...จะเลือกใครเข้าไปในแดนเร้นลับดี นั่นแหละคือโจทย์หิน

             

    คล้ายกับเรื่องระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ) ที่คุณอ่าน