มู่ไป๋หลิงลืมตาตื่นขึ้นในห้องผู้ดูแลชั้นบนสุดของหอน้ำชาเก้ามงคล
นางยืดกายบิดี้เีอยู่ชั่วครู่ อริยาบถผ่อนคลายอย่างพบเห็นได้ไม่บ่อยนัก ต่อมาจึงนึกขึ้นได้ว่าตนเผลอไผลไปชั่วขณะ พลันขยิบตาดูว่ารอบ ๆ มีผู้ดูแลหอคนใดเห็นเข้าหรือไม่
ยามเมื่อมั่นใจว่าในห้องมีนางเพียงคนเดียวแน่แล้ว จึงเริ่มจัดระเบียบท่าทางให้สมกับเป็นายหญิงของหอน้ำชาเก้ามงคล จากนั้น ค่อยเยื้องกรายลงจากเตียง เปิดประตูห้องก้าวออกไปสู่เบื้องนอก
สาวใช้ที่เฝ้าอยู่หน้าประตูย่อตัวทำความเคารพ
“เถ้าแก่เนี้ย”
นางเพียงพยักหน้าคราหนึ่ง สะบัดแขนเรียวทั้งสองมากุมด้านหน้า ชายเสื้อปลิวสะบัดปกคลุมเอวบาง ยามเยื้องย่างเดินตามโถงทางเดิน ระบายพริ้วไหวพัดพาให้กระดิ่งเล็ก ๆ ที่ประดับบนชุดแ่เสียงกังวานใส เสริมท่วงท่าสง่างามให้สะกดสายตาเหนือผู้ใด
เมื่อย่างเดินมาถึงระเบียงใจกลางทางเดินชั้นบนสุดที่สามารถมองเห็นทั่วหอ มู่ไป๋หลิงหยุดทอดสายตาเฉียบคมตรวจตราด้านล่างขอหอน้ำชาเก้ามงคล ที่เต็มไปด้วยผู้ที่แวะเวียนมาดื่มชาอย่างสุนทรีย์
เหตุการณ์โดยรวมดำเนินไปอย่างสงบเฉกเช่นปกติ หากมีสิ่งแปลกตาที่ชวนให้นึกว่าบรรยากาศดูครึกครื้นกว่าปกติอยู่บ้าง ย่อมเป็เพราะในบรรดาแเื่ของโรงน้ำชาที่ควรเป็บัณฑิตชาวบ้าน และจอมยุทธ์ปะปนกันไปนั้น ในเวลานี้ กลับมีเหล่ายอดฝีมือจากหลากสำนักที่เข้ามาจับจองพื้นที่ไปกว่าครึ่ง โดยเฉพาะคนจากพรรคบิดเบือนบัญญัติ ที่นั่งปักหลักเฝ้ารออยู่ก่อนแล้ว และไม่นานนัก สำนักฝึกสัตว์ปีศาจก็เคลื่อนขบวนตามมาติด ๆ
การที่กลุ่มอิทธิพลจากพรรคฝ่ายใต้ดินถึงสองกลุ่ม โคจรมาเยือนในวันเดียวกันเช่นนี้ เห็นทีมิใช่สัญญาณที่ดี
ด้านฉางขู่กงจื่อที่รุดมาถึงล่วงหน้า ก้าวเท้าฉับไวไปหย่อนกายนั่งที่โต๊ะไม้ บริเวณปีกซ้ายของหอน้ำชา พลางทอดสายตาคมไปยังห้องเบื้องหน้าที่ถูกปิดกั้นไว้ด้วยผ้าม่าน ประหนึ่งพยายามจะมองทะลุเข้าไปเพื่อค้นหาความลับที่ซ่อนอยู่
หอน้ำชาแห่งนี้ซ่อนเร้นความไม่ธรรมดาไว้ ภายใต้โครงสร้างที่แบ่งสัดส่วนอย่างมีนัยสำคัญ
ชั้นบนสุด เปรียบดั่งเขตหวงห้าม มีเพียงห้องผู้ดูแลและพื้นที่สงวน สำหรับแขกที่ได้รับการเชื้อเชิญขึ้นไปเท่านั้น
ชั้นรองลงมา จัดสรรไว้สำหรับผู้ที่้าความเป็ส่วนตัว ซึ่งต้องเป็ผู้ได้รับอนุญาตและยินดีจ่ายค่าตอบแทนที่สูงกว่าปกติ
ทว่าที่น่าสนใจที่สุดคือ ชั้นล่าง ที่แม้จะเปิดกว้างต้อนรับคนทุกผู้ แต่มันกลับซ่อนเร้นความพิเศษที่ไม่มีผู้ใดจินตนาการล่วงหน้าได้
ท่ามกลางกลิ่นหอมของใบชา ยังมีเหล่าแมวเหมียวคอยเดินเยื้องย่างละลานตา มอบความเพลิดเพลินใจ บ้างอาจเชิดหน้าเ็า แต่เพียงความน่ารักก็สะกดใจผู้คนให้ลืมเลือนความเหนื่อยล้า บ้างก็เข้าไปคลอเคลียออดอ้อนลูกค้าจนไม่อาจถอนตัว หรือนั่งเป็สง่าอยู่หน้าประตูหอเพื่อต้อนรับผู้มาเยือน
บรรยากาศอันเปี่ยมเสน่ห์เช่นนี้ทำให้ผู้คนรู้สึกเป็กันเองอย่างยิ่ง อีกทั้งการได้เสพสุนทรียภาพแห่งรสชาพร้อมไปกับการหยอกเย้าเหล่าแมว นับเป็เอกลักษณ์หนึ่งเดียวที่หาไม่ได้จากที่ใด และไม่มีโรงน้ำชาใดเสมอเหมือน
“เก้ามงคล… ชื่อนี้น่าสนใจยิ่ง” ฉางขู่โบกพัดหัวเราะเบา ๆ ยามสังเกตดูแมวแต่ละตัว ก่อนมองจอมยุทธ์ใบหน้าคมเข้มผู้หนึ่งที่มีแมวน้อยนอนหลับบนตัก ช่างเป็ภาพที่ขัดแย้งกัน แต่ก็ชวนให้ผู้พบเห็นอมยิ้มไม่น้อย
เหตุที่ฉางขู่เลือกนั่งบริเวณปีกซ้ายของหอ แท้จริงเป็เพราะบริเวณนี้มิได้มีไว้สำหรับต้อนรับแขกทั่วไป ทว่ามีไว้สำหรับผู้ที่้าเข้าไปหลังม่านกั้นเบื้องหน้าต่างหาก
รออยู่สักพัก สตรีผู้น่าจะเป็บ่าวรับใช้นางหนึ่งได้เดินมาย่อตัว กล่าวรับรองคุณชายผู้มาเยือน
“หอน้ำชาเก้ามงคลของเรา รวบรวมสารพัดชาที่ผ่านการคัดสรรมาอย่างดีจากทั่วทุกดินแดน มิว่าจะเป็ชาจากเมืองใดหรือแคว้นห่างไกลล้วนมีครบครัน มิทราบว่าคุณชายประสงค์จะรับชาชนิดใดเ้าคะ?”
คุณชายผู้เสพทุกข์แย้มยิ้มแพรวพราว ยกพัดขึ้นบดบังริมฝีปาก เอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
“ย่อมต้องเป็ชาชั้นยอด จากหุบเขาสูงไกลกว่าพันลี้ มิอาจพบเจอได้ทั่วไป ทั้งมิอาจซื้อได้ด้วยเงิน"
สตรีนางนั้นยิ้มตอบ แววตารับรู้ความนัย
“คุณชายเชิญตามข้ามา” นางผายมือ เดินนนำทางไปตรงทางเข้า และแหวกม่านเชิญให้เขาขึ้นไป
ฉางขู่กงจื่อเดินตามบันไดวนขึ้นไปเรื่อย ๆ สู่ชั้นบนสุดของหอน้ำชา
ครั้นเมื่อผ่านไปครึ่งทาง พื้นผิวบันไดวนและผนังข้าง ๆ พลันแปรเปลี่ยนสภาพไปอย่างฉับพลัน ความรู้สึกหนาววาบแผ่ซ่านเข้ามาในร่าง
ตลอดเส้นทางที่ทอดยาว คล้ายจะมีทางแยกย่อยมุ่งสู่ประตูลับที่ปิดสนิทอีกนับไม่ถ้วน แต่ละบาน มีผู้เฝ้าประตูสวมหน้ากากแมวสีดำ ยืนประจำการอย่างเงียบเชียบ
สำหรับเขาแล้ว บรรยากาศลี้ลับเช่นนี้มิได้อยู่เหนือความคาดหมาย ด้วยรู้แจ้งว่าเป้าหมายเบื้องหน้านั้น หาใช่เพียงหอน้ำชาเก้ามงคลที่เป็แค่หอน้ำชาธรรมดาทั่วไป หากแต่เป็ตำหนักสดับสหัสสาสน์ สถานที่ซึ่งผู้คนทั่วสารทิศ ล้วนเดินทางมาเยือนเพื่อ ‘ทำการค้า’ มิว่าเชื้อพระวงศ์ผู้สูงศักดิ์ ขุนนางทรงอำนาจ หรืออาคันตุกะต่างแดน ล้วนสามารถแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ต่อกัน ภายใต้กฎแห่งความเป็กลางได้ทั้งสิ้น โดยมิต้องเกรงกลัวการแทรกแซงจากฝ่ายใด
เมื่อก้าวถึงบันได้ขั้นสุดท้าย สาวใช้ที่ตามมาก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ฉางขู่กงจื่อเหลียวมองหาแต่พบเพียงความว่างเปล่า เขาจึงจำต้องเดินต่อเพียงผู้เดียว เข้าสู่ม่านแสงแห่งค่ายกลพรางตา ที่จู่ ๆ ก็เปิดทำงานขึ้นมาครอบงำพื้นที่
ท่ามกลางม่านแสง เงาร่างสตรีสามนางได้ปรากฏขึ้น สาดทับเหนือชั้นบรรยากาศนั้น สองนางยืนประจำที่ซ้ายขวา ด้านหลังพวกนางยังมีฉากกั้นและเงาร่างอันสง่างามของสตรีผู้เป็จุดศูนย์กลาง รัศมีแห่งอำนาจและเสน่ห์อันเหลือล้นที่แผ่ออกมา ทำให้มั่นใจได้ทันทีว่า นางคือหญิงงามเลิศล้ำผู้เป็ประมุขตำหนักสดับสหัสสาสน์แห่งนี้
ยามคุณชายผู้เสพทุกข์ก้าวมาหยุดยืน ณ โถงใจกลางห้องลับ สตรีด้านซ้ายจึงเอ่ยถามอย่างเข้าเื่ทันที
“คุณชายมาเยือนตำหนักสดับสหัสสาสน์ของพวกข้าในครั้งนี้ เพื่อทำการค้าเช่นไร… ‘เสนอ’ หรือ ‘แลกเปลี่ยน’ กันล่ะ?”
แม้บรรยากาศจะจริงจัง ฉางขู่ก็ยังเอ่ยระคนท่าทีสบาย ๆ ไม่เปลี่ยน
“ได้ทั้งสิ้น ขอเพียงพวกเ้าสามารถตอบคำถามของข้าได้”
สตรีสองนางสบตากันอย่างรู้ความหมาย ก่อนสตรีด้านขวาผู้สงบเงียบไม่ค่อยพูดค่อยจา จะเหลือบมองผู้ที่อยู่ในฉากกั้น เมื่อไร้การตอบสนองหรือทักท้วงใด ๆ สตรีด้านขวาจึงพยักหน้าส่งสัญญาณ
สตรีด้านซ้ายผู้เปี่ยมชีวิตชีวา ผายมือยกขึ้นเป็เชิงอนุญาต
“เชิญคุณชายถามคำถาม”
“แมวขาวที่สำนึกฝึกสัตว์ปีศาจกำลังตามหาอยู่ที่ใด?”
สตรีหลังฉากกั้นเหมือนจะมีปฏิกริยาเล็กน้อย
จากเดิมที่หยุดยืนนิ่ง ฉางขู่กงจื่อค่อย ๆ ก้าวเท้าเดินอีกครั้ง พัดในมือโบกสะบัดไปมาอย่างเป็จังหวะตามวิสัยคุณชายผู้สูงศักดิ์ อีกจุดประสงค์คือเพื่อหยั่งเชิงค่ายกลรอบกาย จนมั่นใจว่าไม่ว่าตนจะเดินไปที่ใด ภาพฉายของสตรีทั้งสาม ก็จะตามไปปรากฏอยู่ในสายตาเสมอดังคาด
‘วิชาเงาพร่างลวงแทน… พวกนางทั้งสามไม่ได้อยู่ที่นี่จริง ๆ ’
ฉางขู่กล่าวต่อ “ข้านับแมวด้านล่างดูแล้ว เหมือนว่าจะมีแปดตัว ยังขาดไปหนึ่ง เช่นนั้น…อีกตัวก็ซ่อนตัวอยู่ที่นี่ใช่หรือไม่?”
มู่ไปหลิงที่บัดนี้นั่งอยู่ในห้องผู้ดูแล มองภาพสะท้อนของค่ายกลบนฉากกั้น สดับวาจาที่คาดเดาอย่างอวดฉลาดของอีกฝ่าย จึงวางถ้วยน้ำชาลง คางเรียวเชิดขึ้นเล็กน้อย
คำถามที่เหนือความคาดหมาย ชวนให้ประหลาดใจไม่น้อย บุรุษอาภรณ์เขียวหาได้ไต่ถามถึงเื่ราวในยุทธภพ กิจการบ้านเมือง ศัตรูคู่อาฆาต หรือความลับสะท้านใต้หล้าที่ผู้คนใฝ่หา แต่กลับเลือกที่จะถามถึงแมวตัวหนึ่ง ที่มิได้เกี่ยวพันอันใดกับตนแม้แต่น้อย
‘นอกจากสำนักฝึกสัตว์ปีศาจ ยังมีคนที่้ารู้ที่อยู่ของฉันอีกงั้นเหรอ…’
ไม่เพียงหอน้ำชาเก้ามงคล ที่ไม่เหมือนหอน้ำชาใดในใต้หล้า เถ้าแก่เนี้ยเ้าของหอน้ำชาเก้ามงคลอย่างนางก็มีความลับอยู่สองประการเช่นกัน
ประการแรก นางมิใช่เพียงมนุษย์ธรรมดา
ระหว่างการเจรจานั้น จู่ ๆ ส่วนหนึ่งของร่างกายก็พลันเปล่งแสงวูบไหว เล็ดลอดออกมาจากภายใต้อาภรณ์
มู่ไป๋หลิงถกแขนเสื้อช้า ๆ ลดสายตาลงมอง ปานอุ้งเท้าบริเวณท่อนแขนด้านในกระพริบเตือน ซึ่งเป็สัญญาณว่านางกำลังจะกลายร่างเป็แมวในไม่ช้า ไม่เพียงเท่านั้น ร่างกายยังค่อย ๆ ร้อนรุ่มขึ้นเรื่อย ๆ ประดุจเปลวไฟที่กำลังค่อย ๆ ประทุเดือดภายในร่าง
“ท่านพี่ หรือว่าท่านกำลัง…” สตรีด้านซ้ายแสดงสีหน้าเป็ห่วง
มู่ไป๋หลิงลุกขึ้น หันหลังแล้วกล่าวเสียงเรียบ
“ปฏิเสธเขาไป…”
“เ้าค่ะ” นางทั้งสองโค้งรับคำสั่ง ก่อนผู้มีนามว่าลู่กว่างซินหรือกว่างเอ๋อร์ ซึ่งก็คือสตรีผู้ยืนอยู่ในตำแหน่งฝั่งซ้าย จะหันกลับไปกล่าวต่อหน้าฉากกั้น
“คำถามนี้ พวกเราไม่อาจให้คำตอบแก่ท่านได้” จากนั้น นางจึงสะบัดชายเสื้อเพื่อหยุดการทำงานของค่ายกล
ฉางขู่ยิ้มมุมปาก หลังผลของค่ายกลสลายหายไปแล้ว สถานที่ที่เขายืนอยู่ก็กลับคืนสู่สภาพเดิม ซึ่งเป็เพียงห้องใต้หลังคาที่ว่างเปล่า
“ไม่ตอบ ก็คือคำตอบไม่ใช่หรือไร…” เขารวบพัดจีบเก็บเข้าที่อย่างฉับไว พลางสะบัดแขนข้างนั้นไพล่หลัง เดินทวนกลับไปตามเส้นทางเดิม
ในเมื่อได้ข่าวคราวที่้า ฉางขู่กงจื่อจึงวางแผนทิ้งเงินค่าน้ำชาไว้มากกว่าเดิมเป็การแลกเปลี่ยน
อย่างไรเสีย เขาก็เป็คุณชายผู้ร่ำรวย ไม่ชอบเอาเปรียบใคร