ก่อนหน้านี้ทางองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้รับแจ้งข้อมูลจากทางการจีนเกี่ยวกับการระบาดของโรคปอดอักเสบแบบไม่มีที่มาหรือ“โรคปอดอักเสบอู่ฮั่น” แต่ก็ไม่ได้มีการประกาศภาวะฉุกเฉินแต่อย่างใดเพราะมองว่าเป็การระบาดปกติตามฤดูกาล แต่หลังจากพบว่ายอดผู้ติดเชื้อสูงขึ้นเรื่อยๆและแพร่ระบาดไปยังหลายประเทศมากขึ้น ทางองค์การอนามัยโลก (WHO) ก็ออกมายอมรับว่า คาดการณ์การแพร่ระบาดของไวรัส โคโรน่าผิดพลาด
จากเดิมที่ประเมินว่าความเสี่ยงระดับโลกของไวรัสนี้อยู่ที่ระดับปานกลางแต่ล่าสุดรายงานใหม่ว่า การแพร่ระบาดและความเสี่ยงของไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ในประเทศจีนนั้นอยู่ในระดับสูงมากและการแพร่ระบาดในระดับภูมิภาคอยู่ในระดับสูงเช่นกัน
วันที่ 21มกราคม 63 ขณะที่ตัวเลขผู้เสียชีวิตและติดเชื้อจากไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ในจีนเพิ่มเป็ 9 ราย และ 440 ราย ตามลำดับ คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติจีนจึงประกาศยืนยันว่าเชื้อไวรัสโคโรน่าซึ่งทำให้เกิดอาการปอดอักเสบและยืนยันข่าวร้ายว่าเชื้อดังกล่าวสามารถติดต่อจาก “คนสู่คน” ได้สร้างความกังวลว่าการแพร่ระบาดอาจลุกลามมากขึ้น
วันที่ 22มกราคม 63 องค์การอนามัยโลก (WHO) จัดประชุมเร่งด่วน เพื่อพิจารณาประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน หารือมาตรการต่าง ๆเพื่อควบคุมการระบาดระหว่างประเทศ ขณะที่ประเทศไทย พบผู้ติดเชื้อ 4 ราย แบ่งเป็ชาวจีน 3 ราย และชาวไทย 1 ราย
หมอทีมอเวนเจอร์หมดแรง หงายเก๋งไปกับโต๊ะนั่งที่สนามบิน
“ถ้าเจอที่นี่ งานเข้าแน่” หนุ่มปิงปองบ่นออกมาเพราะเหนื่อยๆทีมอเวนเจอร์แต่ละคนคิดไม่ต่างกัน
ฉันกับพี่สุณี เห็นใจทีมแพทย์เราวิ่งไปซื้อน้ำและข้าวกล่องมาให้แต่ละคนเพราะเห็นว่ายังไม่ได้กินอะไรเลยั้แ่เที่ยง
จุฑาลุกพรวดขึ้นมา
“ได้กลิ่นอาหารล่ะสิ ฉันคิดในใจ”
“ลุกๆ ทุกคน เราต้องไปนครปฐม” จุฑากล่าวอย่างรีบร้อน
“ไปทำไม ยังไม่เหนื่อยหรือไงที่นั่นไม่ใช่ความรับผิดชอบของเราแล้ว”
“แต่ถ้าเชื้อระบาด ก็เป็หน้าที่ของพวกเราอยู่ดีนี่เป็โรคใหม่ เชื้อใหม่นะ พวกเราต้องมีข้อมูลสำหรับเตรียมพร้อมสิ ลุกๆ”
“นายจะไปก็ไปคนเดียว ฉันไม่ไป” เมษา ช่อ ไตรทิพย์ปิงปอง ตอบเหมือนกัน
“แล้วอย่าคิดเอารถตู้ ออกไปใช้โดยพลการนะโว้ยเดี๋ยวพวกเราไม่มีกลับกรมฯ”
ท่าทีของจุฑา เป็เหมือนร้อนใจ เขาอยากไปที่นั่นมากบังเอิญเหลือเกินหรือเปล่าคะ ที่ฉันเป็คนนครปฐม
“พี่สุณี” ฉันหันไปมองพี่เขา ท่าทางพี่เหมือนรู้ว่าฉันคิดอะไร??
“แปลกจริงๆ เลย ตัวไม่มา ก็น่าจะให้ใช้รถตู้กรมควบคุมโรคหน่อยนะคะจะได้ขลังๆ” พี่สุณี ชวนเมาท์บนรถ มีฉัน สาวนครปฐมนำทาง และ จุฑา หมอหนุ่มแพทย์ฝึกหัด ที่กระหายเหลือเกิน ที่จะไปหาข้อมูลโรคใหม่
“พวกเขาทำถูกแล้วครับ”
“ถูกตรงไหน รักความสบายชัดๆ”
“ไม่ใช่นะครับ”
“ปกป้องเพื่อนอี๊กกกก” พี่สุณีเสียงสูง“เขาทิ้งดิ่งมาซะขนาดนี้ ยังจะมองกันในแง่งาม”
“พวกเราทำงานมาทั้งวัน ตรวจคัดกรอง สุ่มเก็บตัวอย่างมีโอกาสติดเชื้อ ถ้ายังไปปะปนกับคนหมู่มาก ใช้ขนส่งสาธารณะ คิดดูบุคลากรต้องกี่คนจะเป็พาหะเท่าไหร่”
“เอ้า แล้วที่คุณขึ้นรถมา ไม่เป็ห่วงเราสองคนเหรอคะ”
จุฑาเงียบ “เป็ห่วงครับ เพียงแต่เป็ห่วงอย่างอื่นมากกว่าเมื่อมีผู้ติดเชื้อรายแรกแล้ว ส่วนใหญ่จะมีตามมาเป็รายที่สอง ที่สามและที่สำคัญมาก คนดูแล ต้องรู้เท่าทัน ติดเชื้อไม่ได้เสียเอง”
“มันติดกันยังไงล่ะคะ ง่ายดายขนาดนั้นเลยเหรอ”
“ผมเองก็ไม่แน่ใจ ผมถึงต้องไปหาข้อมูลนี่ไงครับ”
“แต่ไปถึง เขาจะให้เราเข้าเหรอคะ”
“ทำไมครับ”
“รถที่ติดหวอไป ไม่ใช่ของกรมควบคุมโรคเป็กรมท่องเที่ยวนะคะ มันดูผิดคอนเซปต์”
บนถนน เสียงวี้หว่อ อย่างด่วนของรถตู้ แต่เป็ของ กรมท่องเที่ยวเหมือนรีบร้อนไปส่งผู้ใหญ่หรือศิลปิน มากกว่าจะเป็เื่ด่วนทางการแพทย์
ร.พ.นครปฐม เป็ไปดังคาด ผู้ป่วยรายแรก เป็ หญิงสูงวัยการดูแลอารักขาใกล้ชิด
หมอจุฑาพยายามติดต่อขอเข้าไป แต่แพทย์ผู้ดูแลไม่อนุญาตใดๆ ทั้งสิ้นเขาคิดจะบอกว่ามาจากส่วนกลาง กรมควบคุมโรค แต่คำพูด ผอ.ยุทธ ที่บอกว่า
“เราจะทำเท่าที่เราทำได้ก็แล้วกัน ภายใต้กรอบ ของเรา”
“ระเบียบราชการมีไว้ให้ปฏิบัติและยึดถือ ห้ามก้าวก่าย ล้ำเส้นหรือเหยียบตาปลาใครเด็ดขาด”
เขาก้มหน้าคิดไม่ตก มาถึงที่แล้วเชียว แต่เข้าไปไม่ได้ ระหว่างก้มหน้าสาวรองเท้าแดงมายืนขวาง รอให้เขาช้อนสายตาขึ้น
“จะคอตกทำไม มาหาข่าว ก็ต้องไปที่ห้องเขียนข่าวสิคะรออะไร ข้อมูลเพียบ” ขอบคุณวิชาชีพที่ทำให้ฉันคิดได้ และขอบคุณวงการพีอาร์ที่พวกเราต่างแลกเปลี่ยนและช่วยเหลือกัน
ประชาสัมพันธ์ของโรงพยาบาลเก็บไฟล์เสียงและข้อมูลไว้ทั้งหมด
ไปอู่ฮั่นไปเที่ยวตลาดไม่ได้ไป ไปแต่ที่เจริญๆ ูเาแบบนี้ไป เดินทางไปกับลูกสาวและหลานไปกันทั้งหมด 18คน หยิบจับหรือััอะไรถึงได้ติดเชื้อ "ตอนนั้นเรานึกไม่ออกกินอาหารเราก็กินภัตตาคาร เราก็ไม่คิดว่าเราจะติดมา อาการตอนนั้นเป็อย่างไร? ปวดตัว เมื่อยตัว ทานอาหารไม่ค่อยจะลง ที่อาม่าไปมีจุดไหนที่มีคนเยอะๆ บ้าง? ขึ้นรถไฟ ขึ้นรถเมล์หลายอย่างเลยที่มีคนเยอะ
คุณหมอหนุ่มจดทุกคำที่คุณป้าพูดฉันเหลียวมองสมุดโน๊ตจีนของเขาแล้ว รู้สึกไม่เดิร์นเลยเพ่งมองลึกลงไปด้วยความอยากรู้ เห็นการจดของเขา ตัวหนังสือมียึกยือบางทีมีเป็ภาพเชิงซ้อน เชิงเรขาคณิตอีก
“เรียกภาษาลู มูเต รึเปล่า” พี่สุณีก็แอบมองเหมือนกัน
“อย่างนั้นเป็ภาษาในวงการบันเทิงแล้วล่ะ”
“จดอย่างนี้ อ่านออกมั๊ยล่ะ หรือพวกหมอๆ จะหวงวิชาประเภทกูอ่านคนเดียวรู้เื่”
“ถ้าหมอหวงวิชา คงไม่รู้ วิทยาการ มาเผยแพร่เป็เล่มๆ หรอกค่ะ ที่คุณหมอจดอาจจะเป็สูตรเด็ดเคล็ดลับ ให้อ่านเข้าใจ และจำได้ภายในระยะเวลาอันสั้นมากกว่า”
“เข้าใจคน อึ่มมมม แต่ไม่เข้าใจตัวหนังสือ มิน่า สอบไม่ผ่าน”เธอพูดพลางลอยหน้าลอยตาไป
เมื่อหมอหนุ่มได้สิ่งที่้าแล้ว สีหน้าเขาฟินเป็พิเศษกระนั้นฉันก็จะไม่คิดว่าเขาจะลืม ขนาดลืมคำขอบใจฉันไปได้
“ค่ำแล้ว อย่าเพิ่งกลับเรียนเราแวะตลาดโต้รุ่งนครปฐมกัน”
“ดีครับ ผมเลี้ยงเอง ขอบคุณที่อุตส่าห์พาผมมาทำธุระชวนพี่คนขับด้วยนะครับ พี่”
“ตุ๊ครับ” คนขับตอบ พี่ตุ๊เป็ผู้เชี่ยวชาญขับรถขึ้นขึ้นเหนือล่องใต้ ไปทุกที่ของประเทศ
สำหรับฉันมีร้านเย็นตาโฟเ้าโปรดซึ่งแนะนำให้ทุกคนทาน เวลานี้เป็เวลาส่วนตัวเหมาะอย่างยิ่งที่จะถามเื่ราวบางอย่าง
“ถามเคล็ดลับเรียนเก่งหน่อยได้มั๊ยคะคุณหมอ”
“ผมเรียนไม่เก่งหรอกครับ”
“ไม่เก่งแล้วสอบหมอได้ยังไง อย่ามาถ่อมตัวเลยค่ะบอกเด็กโง่ๆ เขาไป” บิ๊กสุแฉฉันอีกแล้ว คราวนี้พี่ตุ๊ขำด้วย
“พยายามเรียนเข้าใจ ไม่มีอะไรตกหล่น หัวใจสำคัญ คือ
"การเลคเชอร์”
ฉันนึกไปถึงภาพหนังสือจีน (ความจริงคือ เป็หนังสือจดแค่หน้าปกลวดลายจีน ซึ่งฉันประณามว่ามันไม่เดิร์น)
“ผมจะแบ่งเป็ส่วนๆ ส่วนที่หนึ่ง จดเลคเชอร์ไปเรื่อยๆทันบ้างไม่ทันบ้างก็ช่างมัน จดไปก่อน
“ส่วนที่สอง จดคีย์เวิร์ดเวลาอาจารย์ หรือคนไข้ ย้ำคำไหนมากสุด จดเป็คำๆ ไว้ ทิ้งส่วนที่ 3 ไว้ก่อน แล้วว่างๆ กลับมานั่งอ่าน เนื้อหาส่วนที่หนึ่ง มันจะจดครบบ้างไม่ครบบ้างก็ ไฮไลท์จุดสำคัญที่อ่านรู้เื่ แล้วไปมองส่วนที่สอง มันจะมีคีย์เวิร์ด ที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาส่วนที่หนึ่ง”
“ทีนี้ก็ไปค้นข้อมูลหาเื่หรือคีย์เวิร์ดที่เราจดไว้เราก็จะได้ข้อมูลที่เพิ่มขึ้นจากเดิม เนื้อหาครบถ้วน เอาคัดกรองอีกที แล้วถึงจะจดลงไปส่วนที่สาม”
“ฉันไปกินไอติมลอยฟ้าก่อนนะ” พี่สุณี ท่าทางจะมึน
“แบบนี้บอกคำตอบผมมาเลยดีกว่าขอตัวไปกินเต้าทึงแก้ปวดหัวนะครับคุณหมอ” พี่ตุ๊ พูดพลางเดินออกไป
ฉันจะลุกหนีบ้าง
“เดี๋ยวครับ คุณเชิญขวัญ คุณยังไปไหนไม่ได้”เสียงคุณหมอสั่งห้ามไว้
“ฉันติดเชื้อเหรอคะ” ฉันถามอย่างล้อเล่น
“จะกักตัวฉันไว้ทำไม กินอิ่มแล้วก็ตัวใครตัวมันตามอัธยาศัยสิคะ”
“อย่าไปไหนเลย อยู่กับผมก่อน”
อ๊ะ เป็ครั้งแรกในรอบวันที่ฉันรู้สึกหายใจไม่ออกคุณหมอหนุ่มพูดมาแบบนี้ จะคิดแบบไหนไปได้
“เอ่อ …” คุณหมอหน้าซีดด้วยล่ะเหมือนมีความในใจ ไม่รู้จะพูดอะไรก่อนดี
“ผมน่าจะลืมเอากระเป๋าสตางค์มา คุณช่วยออกให้ก่อนนะ”
“ฮะ! คุณหมอ!!!”
เรานัดกันอีก 15 นาทีเจอที่รถ เพราะพี่ตุ๊บอกหม้อน้ำหน้ารถร้อนขอเวลาเติมน้ำ และให้มันเย็นสักพัก
ฉันถามคุณหมอจุฑาว่าอยากทานอะไรเป็พิเศษต่อหรือไม่คะฉันยินดีจะติดตามไปสำรองจ่ายให้ คุณหมอพยักหน้าแล้วพาฉันเดินไป
ฉันเดินติดตามคุณหมอ เลยระยะของร้านอาหารโต้รุ่ง แล้วขึ้นมาที่ชั้นบนบริเวณรอบนอกของพระปฐมเจดีย์ ที่ที่ลมพัดผ่านและปลีกวิเวก
“มันเปลี่ยวเกินไปหรือเปล่าคะ ถ้าคุณหมอคิดจะกินลมไม่ต้องให้ฉันมาสำรองจ่ายก็ได้ค่ะ ลมฟรี”
“คุณนี่ สำบัดสำนวนเยอะนะครับสมกับเป็นักสื่อสารและประชาสัมพันธ์จริงๆ”
“คุณก็แลคเชอร์เก่ง สมแล้วที่เรียนเก่งจนได้เป็คุณหมอ”ฉันชมเขาจากใจ สายลมที่พัดตึง ทำให้เราผ่อนคลายขึ้น จู่ๆ ฉันก็พูดอะไรไปไม่รู้
“ทุกคนมีดี เพียงแต่ดีของแต่ละคนไม่เหมือนกันไม่เท่ากัน เลือกได้ฉันอยากมีสติปัญญาดีมากกว่า เพราะว่าฉันใฝ่ฝันอยากเป็หมอ รวยหาเงินได้เยอะ”
แพทย์ฝึกหัดหัวเราะร่วนความคิดของฉันไม่ต่างกับคนทั่วไปว่านี่เป็อาชีพที่สร้างรายได้
“ผมไม่ได้อยากเป็หมอเพราะเื่นั้น” ยิ้มใสๆของคุณหมอหนุ่ม ทำให้ฉันไม่กังขาอะไร ในหัวคงเขา คงคิดแต่เื่ตำราไม่มีดราม่าไปวันๆ เหมือนฉัน
“เอาเป็ว่า จุดเริ่มต้นที่ทำให้ ด.ช.จุฑา อยากเป็หมอคืออะไรคะ” ฉันสวมิญญานักข่าวทำมือเป็ไมค์ ยื่นไปที่หน้าของเขา เหมือนเขากำลังให้สัมภาษณ์รายการดัง
ฉันทำเขาอึ้งมองฉันอย่างนิ่งๆ แล้วฉันก็ได้คำตอบ
“ผมเสียพ่อกับแม่ั้แ่เด็ก ด้วยโรคหวัดธรรมดา ที่ไม่ธรรมดาเพราะมันเป็โรคซาร์ส” !!!!
ความแจ๋นของฉันเป็เื่ฉันลดมือกลับมา แต่คุณหมอหนุ่มจับไว้ เขาอยากจะพูดมันต่อ
“โชคร้ายที่ผมได้เรียนโรงเรียนประจำ ไม่อย่างนั้น ….”
“การมีชีวิตอยู่คือสิ่งที่ดีค่ะ และการได้ช่วยชีวิตคนอื่นทำให้คนเรามีชีวิตที่ล้ำค่า เชื่อว่า พ่อกับแม่คุณหมอต้องพอใจแล้วก็ภูมิใจที่คุณหมอเก่งขนาดนี้ค่ะ”
ฉันกุมมือคุณหมอเป็กำลังใจบทบาทแบบนี้เล่นไม่ถนัดนัก แต่ก็พอเข้าปาก
ฉันบีบมือแน่นคุณหมอก้มหน้า คอและไหล่ของคุณหมอนั้น เหมือนสั่นกระตุก เขาคงสะอื้นเป็แน่
“ฮ่าๆๆๆ ผมล้อเล่น เชื่อซะเป็ตุเป็ตะเลย”
“คุณหมอ ใครให้เอาเื่แบบนี้มาล้อเล่นค่ะ”
“ก็นะ เครียดมาทั้งวันแล้ว อีกอย่างคุณมาเล่นกับผมก่อนทำไมมีไมค์มาจ่อปากสัมภาษณ์ด้วย”
“นี่ตกลงอำกันจริงๆ โธ่เอ๊ย หมอบ้า”
“นี่คุณร้องไห้เหรอ” ฉันรีบเช็ดน้ำตา แม้ที่เขาพูดจะเป็เื่โกหกแต่ความรู้สึกฉันมันจริง
“ฉันจะไม่คุยกับคุณแล้ว ต่อไปมีอะไรก็จะไม่ช่วย คนขี้อำ”
ฉันเดินกลับไปอีกทางคุณหมอรู้สึกผิด วิ่งตามมาขอโทษ เขาเอาร่างมาขวางฉัน ฉันสะดุดกับรองเท้าของตัวเองล้มไปข้างหน้า จังหวะไปปะทะกับเขาพอดี
ลมเย็นพัดผ่านเราหวิวเราสูดลมเย็นสักพัก ก่อนใ และเขินไปตามระเบียบ
“ผมพูดความจริงให้ก็ได้ ความจริงที่ไม่เคยบอกใคร ถือซะว่าเป็การชดเชยที่โกหกคุณ”
“ว่ามา” ฉันตาขวางๆ ไม่ได้โกรธนะคะ ทำข่มความเขิน
“ตอนเด็กๆผมก็เหมือนเด็กทั่วไป ไม่รู้ว่าโตมาจะทำอาชีพไหนดี ระหว่างค้นคว้าอยู่นั่นผมก็ไปสะดุดกับกระทู้หนึ่งเขียนว่า
คนส่วนใหญ่มองแต่ด้านดีแต่รู้หรือไม่ครับด้านลบของหมอ ก็มีเหมือนกัน
แพทย์เปรียบเสมือนสื่อกลางระหว่างมนุษย์กับพระเ้าเป็คนที่อยู่บนเส้นของความเป็กับความตาย การตัดสินในของเราบางครั้งเลือกที่จะส่งิญญาไปสู่สุคติ หรือเลือกที่จะให้เค้ามีชีวิตกลับคืนมา
ศาสตร์ทางการแพทย์มีไม่กี่คนในโลกที่มีโอกาสได้เรียน
อาจารย์ใหญ่ท่านอุทิศร่างท่านเพื่อแลกกับความรู้ในการสร้างแพทย์ขึ้นมาหนึ่งคนคนไข้มากมายในโรงเรียนแพทย์เปรียบเหมือนครูที่สอนเราก่อนจบออกมา
ความรู้อันยิ่งใหญ่มาพร้อมกับความรับผิดชอบที่สูงส่งไม่มีซูเปอร์ฮีโร่คนไหนที่ไม่ลำบาก เศร้ามากถึงมากที่สุดเกือบทุกคน
เราอาจจะได้รับการคาดหวังจากสังคมสูงมากอาจรู้สึกว่าต้องดูแลแต่คนอื่น พ่อแม่กับคนรักเรา กลับไม่เคยได้เหลียวแล
รู้สึกช่างไม่ยุติธรรมเสียภาษีเป็แสน แต่โดนด่าทุกวันว่าชั้นเสียภาษีนะ!
เราอาจรู้สึกว่าตั้งใจช่วยชีวิตคนเต็มที่แต่ถ้าพลาดขึ้นมาโดนฟ้อง ขาข้างหนึ่งเหมือนอยู่ในคุก ไม่ว่าเราเลือกที่จะเป็หรือถูกกำหนด จงภูมิใจ
เราอาจได้ช่วยชีวิตคนเกือบร้อยคนั้แ่อายุแค่ 25
เงินทองของนอกกายคนเราเกิดมาอายุไม่ได้ยืนยาว แต่การได้คืนอะไรให้กับสังคมได้ช่วยชีวิตคนมันเป็ที่สุดแล้ว
“มีแต่คนอ่านด้านบวกแล้วอยากเป็นี่อะไรด้านลบเป็แรงฉุด” ฉันแซว เขาขำ เขาเส้นตื้นกับมุขของชั้น
“มีอยู่จริงหรือเปล่านี่ กระทู้” ฉันแซะต่อเพราะระแวง
“pantipสมาชิกหมายเลข 1161428” คุณหมอตอบ สีหน้าคราวนี้ ไม่น่าจะพูดเล่น
รถตู้พี่ตุ๊ไปส่งคุณหมอที่บ้านแล้วก็ส่งพี่สุณี จนมาถึงฉันเป็คนสุดท้าย
ฉันเหลือบไปเห็น“สมุดลายจีน” ที่เป็แล๊คเชอร์ของคุณหมอ ตกอยู่ คงไม่ทันสังเกตเขาผล็อยหลับไป เพราะยุ่งมาก แถมมีแฟ้มหนังสือติดตัวเป็ประจำ ในกระเป๋ามีหลายเล่มนี่คงเป็เล่มหนึ่ง
ฉันฟังเื่ราวของเขาแล้วอยากจะช่วยแบ่งเบาอะไรบ้าง
อย่างน้อยๆเก็บนี่ไปคืน!! “ช่วยได้มากเลยเนอะ”
เช้าวันใหม่ณ สนามบินสุวรรณภูมิ
หญิงสาวคลุมหน้าคลุมตาเดินมาที่ฉันเธอสะกดรอยตามฉันอยู่ ท่าทางพิรุธ ฉันวิ่งหลบหลังเสา เธอวิ่งมาหาแล้วฉันก็เอ่ยถามเธอจากด้านหลัง
“มีอะไรให้ช่วยหรือเปล่าคะ”
หญิงที่คลุมหน้าไม่ตอบ
“ถ้าอย่างนั้น ฉันอยากให้คุณช่วย ตอบคำถามฉันมา คุณสะกดรอยตามฉันทำไม”
หญิงคลุมหน้าส่ายหัว
“ไม่จริง ฉันสังเกตมาั้แ่ประตูเข้าแล้ว เดี๋ยวนะ คุณเป็ใครคลุมหน้าคลุมตาแบบนี้ทำไม”
หญิงคลุมหน้าคนนั้นไม่สนใจเตรียมจะเดินหนี แต่ฉันล็อคตัวจากด้านหลัง เธอหันมา ฉันถลกหน้าออก
“พี่สุณี”
“เชิญขวัญ เธอทำอะไร” พี่สุ รีบเอาผ้าคลุมขึ้นมาปิดหน้าต่อ เหลือแต่ลูกตา
“พี่นั่นแหล่ะ ทำอะไร”
“ฉันก็ดูแลตัวเองไง ใครจะห้าวหาญอย่างเธอ รู้หรือเปล่าตอนนี้สถานการณ์น่ากลัว วัดจากอะไรรู้ไหม หน้ากากอนามัยไม่มีขายแล้ว ในเน็ต เขาขึ้นราคาเป็สิบยี่สิบเท่ายังไม่มีของขายเลย”
“เหรอคะ แล้วพี่จะทำหน้าที่ตัวกลางได้ยังไง ต้องคอยรับคอยทำความเข้าใจกันนักท่องเที่ยวจีนด้วย”
“เธอเป็ห่วงฉันเหรอ” เสียงลอดจากผ้าคลุม
ฉันพยักหน้าถึงจะไม่ชอบกันเท่าไหร่ แต่ก็ไม่อยากทำลายกันถึงชีวิต
“ฉันมีวิธี”
ณจุดคัดกรอง
ภาพของแพทย์ที่ตรวจตรานักท่องเที่ยวจีนถ้าเจอคนไข้ มีการกักตัว เก็บสารคัดหลั่ง หน้ากากอนามัยจะรีบถอดออกแล้วไปทิ้งทำลาย ป้องกันการมีการสั่งกักตัว หรือตรวจสารคัดหลั่งจะรีบถอดออกไปทำลาย
ดังนั้นทีมแพทย์อเวนเจอร์เป็กลุ่มที่มีหน้ากากอนามัยมากที่สุด เหลือใช้เป็ปึก พี่สุณีจึงให้ฉันบากหน้ามาขอ!!!
คุณหมอช่อเคยให้หน้ากากอนามัยฉันสองชิ้นยังไม่มีใช้ ฉันจึงหลบหน้าเขา คนที่สนิทที่สุด คือ หมอจุฑา
“คุณ ฉันขอ mask ไปใช้หน่อยได้มั๊ย” คุณหมอพยักหน้าหยิบแมสให้ฉันสองอัน
“แค่นี้เองเหรอ สองอันนี่นะ”
“เอาไปทำเยอะแยะ มีหน้าเดียว หรือชอบตีสองหน้า”
คุณหมอหนุ่มแขวะฉันผ่านMask ค่ะ
“ขอเพิ่มได้มั๊ย มันขาดตลาด”
“มีความจำเป็ระดับไหน”
ฉันนึกอยู่แล้วไม่มีอะไรได้มาง่ายๆ ฉันหยิบสมุดโน๊ตลายจีนที่เก็บได้ขึ้นมา เขาคว้าแย่งฉันเอาหลบเข้าเสื้อแจ๊คเกต ถ้าเขาแย่ง เขาโดนข้อหาลวนลามแน่นอน
“นั่นมันสมุดโน้ตของผม คุณเอาทำไม เป็ขโมยหรือไง”
“ฉันไม่เอาคัมภีร์มูเตลูของคุณไปหรอกนะ คุณทำตก ทีแรกฉันจะเอามาคืนแต่ตอนนี้ฉันเปลี่ยนใจแล้ว ฉันจะเอามันมาแลกเปลี่ยน”
เขาหยิบหน้ากากอนามัยให้ฉันเพิ่ม2 ชิ้น
“หยามมากเกินไปแล้ว” ฉันรับหน้ากากอนามัยไว้ แต่ไม่ได้คืนหนังสือเพราะคุณหมอหนุ่มเคี่ยวกับฉันเกินไป
ฉันเอาหน้ากากอนามัย ทั้งหมดไปให้พี่สุณี รวม 4 ชั้นเพราะพี่เป็ด่านหน้าที่คอยอำนวยความสะดวกนักท่องเที่ยวจีน ส่วนฉันเป็กำลังสำรองเพราะพูดภาษาจีนไม่คล่อง
“แค่นี้จะไปพออะไร เชิญขวัญ เธอทำให้ฉันผิดหวังมากเลยนะ” พี่สุ รับไปพร้อมๆ กับใส่คนเดียวสองชั้น
“คุณหมอให้มาแค่นี้นี่ค่ะ”
“หมอคนอื่นล่ะ”
“ขวัญยังไม่สนิท”
“ก็ไปตีสนิทซะสิ แทนที่จะนั่งโง่ๆ อยู่ที่เคาท์เตอร์ไปตีสนิทกับหน่วยงานอื่นๆ เขาบ้าง เวลาต้องทำงาน หรือประสานงานกับใครทุกอย่างจะได้ราบรื่น ไม่เคยได้ยินเหรอ ไปดี ไปไกล เพราะว่าเรา มีเพื่อน”
“แล้วเพื่อนพี่สุณีล่ะค่ะ” ฉันถาม เพราะแอบเห็นพี่เขาทานข้าวคนเดียวบ่อยๆ
“ฉันถึงต้องอยู่ตรงนี้ไง” พี่สุ ตอบโพล่ง ก่อนนึกขึ้นได้ “อีบ้าหลอกว่าฉันเหรอ ไปเลยนะ ไปหาหน้ากากมาใหม่ให้ได้ พรุ่งนี้จะได้มีใช้ ถ้าไม่ได้ไม่ต้อง
กลับมา”บิ๊กสุ ไล่ฉัน
ฉันเดินกลับมาที่ร้านขายยาถามน้องพนักงาน เขายังใช้ Maskอันเดิมที่ฉันให้อยู่เลย
ฉันเดินคอตก
“หาอะไรอยู่ครับ” คุณหมอช่อ มาคุยกับฉัน ที่ตรงนี้ ฉันได้เจอกันบ่อยๆ
“หาอนาคตค่ะ ซึ่งไม่น่าจะเจอ”
“นี่คืออนาคต ที่หาอยู่แล้ว” หมอช่อ บิดาแห่งหน้ากากอนามัยของฉันส่งให้ฉันเป็ปึก เกือบยี่สิบชิ้นได้
“คุณหมอเก็บไว้ใช้เถอะค่ะ มันมีความจำเป็กับคุณหมอมากกว่า”
“ผมมีเพียงพอแล้ว คุณรับไปเถอะ”
“จริงด้วยสิ หน้ากากอนามัยแบบนี้ กระทรวงฯ คงมีเก็บไว้เยอะแยะนะคะ พอแจกอยู่แล้วต่างกับเราที่เป็ประชาชนทั่วไป”
“จริงๆ แล้ว ปริมาณหน้ากากที่วางขายข้างนอก เยอะกว่าในกระทรวงฯหลายเท่านะครับ งบของหลวงซื้อต่อครั้ง ใช้ต่อครั้ง ไม่ได้กักตุน”
“แล้วคุณหมอทำไมมีเยอะล่ะค่ะ”
คุณหมอช่อเงียบไป“ตกลงยังอยากจะได้หน้ากากอนาคตอยู่มั๊ย”
หมอฝึกหัดชายคนนี้ดูมีอารมณ์ขันมากทีเดียว ฉันรับมาพร้อมกล่าวขอบคุณ
“เป็หนี้บุญคุณคุณหมอช่อมาสองครั้งแล้ว เกรงใจจังเลยค่ะต่อไปถ้าจะให้ขวัญช่วยทำอะไร บอกได้เลยนะคะ ขวัญยินดีช่วยเหลือทุกอย่าง”
“ทุกอย่างจริงเหรอครับ”
“จริงสิคะทำไมคะ หรือว่า คุณหมอ มีสิ่งที่อยากได้จากขวัญอยู่แล้ว”
“ก็ไม่ทำนองนั้น”
“นั่นน่ะสิ ขวัญก็ว่า ขวัญจะมีอะไรที่คุณหมอ้า”
“ก็ไม่แน่เสมอไปนะครับ” แพทย์หนุ่มที่มีใบหน้าคมคาย พูดพลางมองเข้ามาในแจ๊คเกตฉันสายตาเหมือนจะมีรังสียิงทะลุ
ฉันขยับตัวนิดหน่อยคุณหมอช่อถึงกล่าวขอโทษแล้วบอกกับฉันตรงๆ
“ผมอยากขอยืมสมุดโน้ตของจุฑามาอ่านหน่อยได้มั๊ยครับ”
“คุณหมอจะเอาไปอ่านทำไมคะ มันเป็สมุดโน้ตส่วนตัวนะ” ทีแรกฉันใสีหน้าหมอช่อก็เปลี่ยนไปในทันที
แต่ทันใดนั้นฉันก็คิดขึ้นมาได้ลายมือยึกยือนั้น ใครก็อ่านไม่รู้เื่
“คุณหมอ เป็แฟนการจดแล็คเชอร์ภาษามูเตลูของคุณหมอจุฑาเหรอคะ”
“แลคเชอร์ มูตาลู”
“ใช่ เมื่อวานฉันถามเคล็ดลับเรียนเก่งกับคุณหมอตอนที่เราไปหาคนไข้คนแรกที่นครปฐมกัน คุณหมอจดข้อมูลใส่สมุดละเอียดยิบเลยค่ะแต่ฉันอ่านไม่รู้หรอก ไม่รู้เป็ภาษาอะไร เลยถามคุณหมอจุฑาเขาบอกเป็วิธีแลคเชอร์ให้จำง่าย ทำอย่างนี้นะ แบ่งหน้ากระดาษออกเป็สี่ส่วน”
“นั่นไง ผมถึงอยากเห็น อยากอ่าน อยากเป็อัจฉริยะแบบมันบ้างแต่ผมก็อายเหลือเกิน ที่ต้องมาแอบดูสมุดจดแบบนี้คุณขวัญช่วยทำเป็ลืมไปก็ได้นะครับ ว่าเมื่อครู่ผมขออะไร” หมอช่อดูหน้าถอดสีเพราะอายจริงๆ ก่อนที่เขาจะขอตัวเดินกลับไป
“คุณหมอคะ” ฉันเรียกหมอช่อ แล้วคิดถึงตอนสมัยเรียน มีแต่เพื่อนหวงข้อสอบถ้าเขาปล่อยให้ฉันลอก ฉันคงไปได้ไกลกว่านี้ อันนี้คุณหมอขอดูนิดๆ หน่อยๆ เอง
แต่ถ้านิดหน่อยแล้วคุณหมอจะได้อะไร
ร้านถ่ายเอกสารชั้นล่างสนามบิน ฉันคิดแผนการซีร็อกให้คุณหมอช่อเอาไปอ่านแบบเต็มๆ เลยค่ะ
ให้มันรู้ซะบ้างว่า Whois Who : ใครเป็ใคร