ตอนบ่ายเกล็ดหิมะขาวเป็นแผ่นๆ ลอยอยู่ในอากาศ ท้องฟ้ามืดครึ้ม หิมะทั้งปลิวว่อนและกระจัดกระจายเมื่อแรกหิมะใสขาววาววับโปรยปรายลงมาเป็นครั้งคราว ไม่นานนักเกล็ดหิมะก็รวมตัวกันอย่างหนาแน่นทยอยร่วงลงมา เหมือนปุยขาวของเม็ดหลิวบินลอยทั่วท้องฟ้าค่อยๆ ร่วงลง ห่อหุ้มดั่งอาภรณ์สีขาวสะอาดไร้รอยด่างพร้อยหนึ่งชิ้นบนผืนแผ่นดินใหญ่หิมะขาวเป็นเงินยวง เกิดเป็นทัศนียภาพหนึ่งกลุ่มของภาคเหนือ
เจินจูยืนอยู่ใต้ชายคาเอื้อมมือออกไปรองรับเกล็ดหิมะด้วยความอยากรู้อยากเห็นเกล็ดหิมะเย็นเยือกทั้งนุ่มนวลแวววาวราวกับเหมียนฮวาถัง [1] ไม่นานนักก็ตกลงมาละลายกลางฝ่ามือเมื่อสัมผัสโดนความเปียกเย็นนี้ เจินจูจึงหัวเราะแล้วสลัดทิ้ง “ฮ่า ฮ่าเย็นยิ่งนัก!”
มองออกไปเห็นแต่หลังคาบ้านยอดไม้และภูเขาที่อยู่ไกลออกไปพากันถูกหิมะขาวโพลนปกคลุมไปทั่วเป็นผืนใหญ่ระหว่างฟ้าและดินคล้ายกับเหลือไว้เพียงโลกของหิมะสีขาวเท่านั้น
เจินจูเงยใบหน้าเล็กขึ้นเพื่อรับเอาความรู้สึกหนาวเหน็บที่ปะทะเข้าใบหน้า สูดเอาอากาศสดชื่นเข้าไปที่โพรงจมูกกำลังตกอยู่ในมนต์เสน่ห์ของหิมะ “ท่านพี่ ท่านทำอันใดอยู่ข้างนอกกัน หนาวยิ่งนัก”ศีรษะเล็กๆ ยื่นออกมาหน้าประตู ผิงอันเหลือบมองนาง ในตาทอความกลัดกลุ้ม
“อื้มข้ากำลังดูหิมะ เจ้าดู เกล็ดหิมะปลิวว่อนลอยเต็มไปหมดทั่วทั้งท้องฟ้าและผืนดินต่างก็เป็นสีขาวช่างเป็นภาพที่สง่างามยิ่งนัก” เจินจูหันศีรษะกลับมาแล้วยิ้มพรายไปทางเขา
“… หิมะมีอันใดสวยหรือ?มิใช่ล้วนเป็นสีขาวโพลนและหนาวถึงกระดูกหรือ หิมะตกทุกปีไม่เหมือนกันหมดหรือ” ผิงอันมองนางด้วยความประหลาดใจ “ท่านแม่ให้ท่านกลับไปบนเตียงระวังเป็นหวัด”
“… รู้แล้วล่ะ”เอาเถิด ข่มความรู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อยที่ได้ดูหิมะครั้งแรกไว้เจินจูหันศีรษะกลับมาดูอยู่สองสามครั้งอย่างอาลัยอาวรณ์เล็กน้อยเกล็ดหิมะฟุ้งเต็มท้องฟ้ายังคงค่อยๆ ปกคลุมผืนแผ่นดินใหญ่ หิมะขาวหนึ่งผืนบนภูเขาอันไกลโพ้นสุดลูกหูลูกตาเจินจูคิดเสียดาย เหตุใดโทรศัพท์มือถือของตนเองจึงไม่ทะลุมิติตามมาด้วยกันนะ?ฉากหิมะสวยงามมากนัก หากถ่ายภาพออกมาได้จะดีเท่าใด
หิมะตกหนักปลิวว่อนเป็นระยะๆร่วงลงมาอยู่สองวัน ผืนดินล้วนถูกย้อมเสียจนขาวเป็นเงาหนึ่งผืนนานแล้วยอดไม้ภายในลานบ้านนอกห้องล้วนถูกหิมะปกคลุมหนาทึบ
ตั้งแต่วันที่สองของหิมะตกหูฉางกุ้ยก็หนักใจเล็กน้อยกังวลว่าหลังคาบ้านจะรองรับแรงกดทับของหิมะไว้ไม่ไหว ดังนั้นทุกครั้งยามที่หิมะตกน้อยลงก็จะปีนบันไดไม้ขึ้นไปทำความสะอาดหิมะที่ปกคลุมหลังคาบ้านเพื่อป้องกันหิมะตกหนักแล้วกดเอาหลังคาพังลงมา
ครั้งแรกเจินจูยังทำความสะอาดหิมะหน้าประตูอย่างตื่นเต้นมากแต่หลังจากกวาดไปได้หนึ่งชั่วยาม แขนทั้งสองข้างต่างล้าเสียจนยกไม่ขึ้น แผ่นเอวปวดอยู่พักหนึ่งจึงหมดความสนใจต่อหิมะขาวที่เต็มพื้นประพฤติอย่างว่าง่ายกลับมาหลบบนเตียงทำตัวให้อบอุ่น
ฤดูหนาวที่หนาวมากเวลาผ่านไปไม่ง่ายเลย สองวันนี้เจินจูทำได้แค่ทำความสะอาดกระท่อมกระต่าย กวาดหิมะนอกเหนือจากนี้ก็ปักเข็มอยู่ไม่กี่ที นึกได้ว่ายังมีฤดูหนาขวอันหนาวเหน็บที่ยาวนานถึงสี่เดือนนางรู้สึกเคียดแค้นขึ้นทันที
รุ่งอรุณวันที่สามในที่สุดหิมะที่ตกหนักได้หยุดลง สีท้องฟ้าก็เริ่มเปิด
แสงอาทิตย์รุ่งอรุณหักเหเข้ามาในห้องสว่างไสวเป็นอย่างยิ่ง เมื่อเปิดประตูห้อง แสงก็สาดทอลงมา จิตใจผ่อนคลายเป็นพิเศษท้องฟ้าปลอดโปร่งครั้งแรกหลังหิมะตกยังคงหนาวเย็นแต่คนที่ถูกหิมะปิดล้อมอยู่สองสามวัน ก็ล้วนทยอยกันเปิดประตูห้องเดินออกมาเริ่มสะสางกองหิมะบนหลังคา ทำความสะอาดทางเดินหน้าประตู
เดินออกจากประตูห้องย่ำเท้าลงบนเศษหิมะของเมื่อคืน ใต้ฝ่าเท้าดัง “สวบๆ” ท้องฟ้าหลังหิมะตกเป็นสีครามเข้มพื้นดินอันกว้างใหญ่สีขาวโพลนมาบรรจบเข้าด้วยกัน นับว่าเป็นทัศนียภาพที่ดึงดูดความสนใจของผู้คนเหลือเกิน
หลังจากสมาชิกทั้งสี่คนครอบครัวของเจินจูตื่นแต่เช้าต่างคนต่างยุ่งไม่หยุด เจินจูกับผิงอันชะล้างกระท่อมกระต่ายให้สะอาดเพิ่มหญ้าให้เรียบร้อย แล้วค่อยเติมถ่านไฟเข้าไปอีกครั้ง แม้ท้องฟ้าจะเปิดแต่อากาศยังคงหนาวมากนัก รอบด้านกระท่อมกระต่ายยิ่งมีหิมะกองหนาปกคลุมต้องเพิ่มถ่านเข้าไปให้มากเพื่อป้องกันความหนาว กระต่ายจะได้ไม่หนาวจนป่วย
ทำความสะอาดกระท่อมกระต่ายเรียบร้อยแล้วจึงไปช่วยหูฉางกุ้ยกวาดเศษหิมะหน้าประตู ถือโอกาสที่หิมะยังไม่ละลายจัดการสะสางไปไว้ข้างหนึ่งพอหิมะเริ่มละลายก็จะจับตัวกันเป็นน้ำแข็ง เมื่อถึงเวลานั้นจะยิ่งเปลืองแรงนัก
สี่คนกำลังก้มหน้าก้มตาทำงานอยู่มีเสียงตะโกนนอกลานไกลๆ ดังสะท้อนเข้ามา “พี่สาม ผิงอัน”
ทุกคนเงยหน้าขึ้นแล้วมองไปเป็นหวังซื่อที่นำทางผิงซุ่นลุยหิมะเข้ามา
“ท่านย่าผิงซุ่น หิมะนี่ยังหนานัก เหตุใดพวกท่านก็วิ่งมาแล้วเล่า?” วิ่งไปข้างหน้าดึงประตูเปิดออก กองหิมะนอกลานบ้านยิ่งหนามากขึ้น พอเท้าย่ำลงไปตรงๆ ขาก็จมจนไม่เห็นแล้ว
เสียงดังขึ้น“สวบ สวบ” ตามกันมา สองคนก้าวเข้าไปภายในลานบ้าน “เฮ้อ หิมะนี่ยังหนาอยู่จริงๆ”หวังซื่อตบหิมะที่ติดอยู่บนขาเบาๆ “หิมะตกลงมาหนักไม่กี่วัน บ้านเก่าไม่มั่นคงย่าเลยมาดูหน่อย”
ขณะเอ่ยก็กวาดตามองหลังคาบ้านที่หิมะปกคลุมอย่างละเอียดไม่กี่ทีจึงพยักหน้าแล้วผ่อนลมหายใจออก
“ท่านแม่ไม่เป็นไร ข้าล้วนกวาดไปแล้ว” หูฉางกุ้ยกล่าวด้วยความซื่อ
“ท่านย่าท่านพ่อข้ากวาดหิมะลงจากหลังคาบ้านทุกวัน ไม่ถูกกดทับจนพังหรอก” ผิงอันยกมุมปากยิ้มตอบ
“เฮ้อฉางกุ้ย ทำได้เพียงลำบากเจ้ามากหน่อยแล้วปีหน้ามีเงินเหลือก็รื้อและสร้างบ้านใหม่ก่อนสักรอบ”หวังซื่อขมวดคิ้วหนาเล็กน้อยสองข้างแน่น ตบบ่าหนาของบุตรชายเบาๆ “มานี่เป็นหงเจ่าเกา [2] ทำเมื่อวานนี้ เจินจูชิมหน่อยสิ”
รับตะกร้าในมือหวังซื่อมาเปิดผ้าลายดอกไม้บนตะกร้าออก หงเจ่าเกาหนึ่งจานเล็กๆสีแดงเข้มก็ปรากฏออกมาอยู่ตรงหน้าทุกคน
“ว้าว!หงเจ่าเกา” ผิงอันกระโดดขึ้นด้วยความตื่นเต้นดีใจ วัตถุดิบเหือดแห้งของสกุลหูกั่วฝู่เกาเตี่ยน [3] ยิ่งมีน้อยนัก
“อันนี้ต้องอุ่นสักหน่อยหรือไม่?”
“มิต้อง ตอนออกจากบ้านอุ่นมาแล้วตอนนี้น่าจะยังนิ่มอยู่ พวกเจ้าลองชิมดู” หวังซื่อหยิบขึ้นมาหนึ่งชิ้นส่งให้กับผิงอัน
ผิงอันกัดหนึ่งคำครึ่งชิ้น“อ้าม” ขณะกล่าวในปากไม่ชัดเจนนัก “อร่อย อร่อย”
ทุกคนต่างก็หัวเราะ
เจินจูยิ้มบางๆและไม่รีบร้อน “เอาไว้ก่อน อีกสักครู่ว่างแล้วค่อยทาน” ขณะเอ่ยก็หยิบตะกร้าเข้าไปในครัว หลี่ซื่อกำลังเคี่ยวอาหารหมู “ท่านแม่ หงเจ่าเกา ท่านย่าเอามาให้น่ะ”ส่งตะกร้าไป หลี่ซื่อยิ้มพร้อมกับรับมาวางไว้ข้างหนึ่ง แล้วยื่นมือออกไปปัดหิมะที่ติดอยู่บนศีรษะเจินจูออกเจินจูหันมายิ้มบางๆ ให้หลี่ซื่อ และออกจากครัวไป
นอกประตูหวังซื่อกำลังช่วยหูฉางกุ้ยโกยเศษหิมะในลานเสียงของผิงอันกับผิงซุ่นดังสะท้อนออกมาจากหลังบ้าน น่าจะไปดูกระต่ายกระมัง
“ท่านย่าพรุ่งนี้เป็นวันตลาดหรือไม่?” เจินจูคิดอยู่สักพักหนึ่งแล้วเอ่ยถาม
“พรุ่งนี้เป็นตลาดต้าวันเจินจู ต้องการซื้อสิ่งใดหรือ” หวังซื่อหยุดการกระทำในมือ
“มิใช่คืออยากเข้าเมืองสักหนหนึ่ง”
“เข้าเมืองอีกแล้ว?ไปทำอันใด?” หวังซื่อเอ่ยถามด้วยความระมัดระวัง
“ขายสิ่งของกล่าวตามตรงคือลองดูว่าสามารถขายได้หรือไม่” เจินจูหัวเราะ ฮิ ฮิ “ท่านย่าท่านมานี่” กล่าวแล้วก็ดึงหวังซื่อเข้าไปในห้อง
ไปยังขอบเตียงแล้วนั่งลงเจินจูกล่าวกับหวังซื่ออย่างละเอียด “ท่านย่า ท่านดูสิลูกชิ้นนี้ของเราทำยากหรือไม่?”
“ไม่ยากก็แค่ขั้นตอนการทำมากหน่อย ทำไมหรือ?”
“เช่นนั้นท่านว่าหากผู้อื่นซื้อลูกชิ้นของเรากลับไป จะสามารถครุ่นคิดวิธีทำได้ด้วยตนเองหรือไม่?”
“… นี่นี่ น่าจะได้” หวังซื่อจิตใจตกตะลึง จริงแท้แน่นอน ลูกชิ้นนี้ขบคิดให้ละเอียดก็ทำออกมาไม่ยาก
“ดังนั้นแล้วพวกเราเปลี่ยนวิธีการขายเถิด ลองขายส่วนประกอบของการทำลูกชิ้นดูก่อน”เจินจูยิ้มมีเลศนัย
“อ่า...นี่ นี่ก็สามารถขายได้?” หวังซื่อถูกวิธีคิดของเจินจูทำให้ตกใจ
“ฮิ ฮิลองดูก็จะรู้ อย่างไรเสียหากขายไม่ออก พวกเราค่อยทำขายเองแล้วกัน”เจินจูก็ไม่แน่ใจเท่าไรนัก
ภายในห้องเงียบไปครู่หนึ่ง“นี่ก็สามารถลองดูได้ แต่... ส่วนประกอบต้องขายเป็นเงินเท่าใดจึงจะเหมาะสมเล่า?” หวังซื่อลังเลใจอยู่เล็กน้อย
“ท่านย่าราคานี่ไม่ต้องให้พวกเรากำหนด ให้คนซื้อเสนอราคา ไม่เหมาะสมก็ไม่ขาย”ไม่มีป้ายติดสินค้าให้พิจารณา เพียงสามารถปรับให้สมดุลได้อยู่ในขอบเขตที่เหมาะสม
“อื้มก็ถูก” หวังซื่อคล้อยตามแล้วพยักหน้า
หลังจากสองคนปรึกษาหารือแน่แล้วเจินจูจึงให้หวังซื่อทำลูกชิ้นปลาอีกหนึ่งครั้ง ลูกชิ้นปลาที่ทำครั้งก่อนทำเพื่อลดต้นทุนเจินจูจึงเพิ่มแป้งข้าวโพดไปไม่น้อย และยังซื้อปลาเกล็ดเงินที่ราคาถูกที่สุดอีก แต่รสชาติยังอยู่ในระดับเดียวกันและเนื่องจากสับต้นหอมกับขิงผสมเข้าไปในเนื้อปลาโดยตรงรูปลักษณ์ภายนอกค่อนข้างเทียบไม่ติดนัก แต่ครั้งนี้เป็นการเตรียมขายส่วนประกอบให้แก่โรงเตี๊ยมของแปรรูปย่อมต้องทำให้มีแรงดึงดูดมากขึ้นหน่อย
ดังนั้นหวังซื่อจึงเรียกตะโกนให้ผิงซุ่นเข้ามา ให้เขากลับบ้านไป แล้วฝากบอกให้หูฉางหลินไปหมู่บ้านต้าวันซื้อปลากินหญ้ามาสองตัวได้ยินว่าจะทำลูกชิ้นปลาอีกครั้ง ผิงซุ่นตื่นเต้นดีใจเสียจนสองตาเป็นประกายลูกชิ้นปลาที่ทำครั้งก่อนเขายังทานไม่ทันสะใจ ก็หมดลงแล้ว ทำอีกครั้งนี้ เขาบอกว่าล้วนต้องทานหลายอันหน่อยแล้วจึงวิ่งกระโดดโลดเต้นกลับไป
หิมะตกหนักเพิ่งจะพ้นผ่านถนนในหมู่บ้านหิมะปกคลุมหนาแน่น รอหูฉางหลินที่หนาวจนตัวแข็งเดินหนึ่งก้าวลึกหนึ่งก้าวตื้นหิ้วปลากินหญ้าสองตัวกลับมาเวลาคร่าวๆ ก็เลยเที่ยงตรงมาแล้ว
ปลากินหญ้าเนื้อเยอะก้างน้อยเนื้อสัมผัสละเอียดและอ่อนนุ่ม ใช้น้ำต้นหอมและน้ำขิงแทนที่ต้นหอมและขิงสับลูกชิ้นปลาที่ทำออกมา รูปลักษณ์ดูดีกว่าครั้งที่แล้วหนึ่งขั้น สีสันมันวาวขาวชุ่มชื้นรสชาติในปากละเอียดยิ่งขึ้น สดหอมนุ่มลื่น หลังทุกคนชิมแล้วก็ชมไม่ขาดปาก
หวังซื่อมีประสบการณ์ของครั้งที่แล้วการทำขึ้นมาครั้งนี้จึงทำได้อย่างราบรื่นขึ้นขั้นตอนทั้งหมดเร็วกว่าครั้งก่อนเป็นเวลาเกือบครึ่งหนึ่งเวลาที่เหลืออยู่อีกครึ่งหนึ่ง ก็ยื่นมือออกไปทำลูกชิ้นเผือกหลากชนิดอีกรอบเผือกในบ้านมีไม่น้อยนัก ทำเป็นลูกชิ้น เพิ่มกับข้าวมากขึ้นหนึ่งอย่างก็ดีเลยสภาพอากาศหนาวมากนัก ลูกชิ้นสามารถตั้งไว้ได้หลายวันไม่เน่าเสีย
เตรียมขั้นตอนราบรื่นจบสิ้นคาดหวังเพียงให้สวรรค์สรรสร้างสิ่งดีๆ ให้พรุ่งนี้หิมะไม่ตก
ยุ่งอยู่กับงานหนึ่งวันในที่สุดเจินจูก็อดไม่ได้ที่จะต้มน้ำหนึ่งหม้อเต็มๆ หลี่ซื่อจึงคิ้วขมวดเล็กน้อย เจินจูเอาร่างกายทั้งตัวขัดล้างให้ดีทุกซอกทุกมุมฟ้ารู้ ว่านางไม่ได้อาบน้ำสระผมมาเกือบสิบวัน ทนจนนางรู้สึกว่าเหาจะงอกแล้วหลังอาบน้ำ รู้สึกทั่วกายผ่อนคลายสบายใจไม่หยุดและยื่นมือไปจับผิงอันที่นอนอยู่ข้างกายนางไว้ หลังจากให้เขาชะล้างทั่วร่างกายตนเองจนสะอาดแล้วจึงปล่อยเขาไปด้วยความพอใจ
ยกน้ำร้อนที่เหลืออยู่ครึ่งกะละมังขึ้นเดินเข้าไปในห้องคนป่วย เอากะละมังวางไว้บนโต๊ะ แล้วหันไปบนเตียงยิ้มบางๆ “มาเช็ดหน้าเสียหน่อย”
รอยแผลบนใบหน้าของเด็กชายโดยรวมล้วนตกสะเก็ดแล้วอาการอักเสบก็หายไปนานแล้ว หลังการอักเสบหายไปไม่นึกเลยว่าใบหน้าของเด็กชายจะรูปงามผ่าเผยผิดปกติรอยแผลที่เป็นรอยประทับตัดสลับกระจัดกระจายกลับซ่อนเครื่องหน้าอันหล่อเหลาไว้ไม่มิด
ร่างกายกึ่งนั่งกึ่งลุกรับเอาผ้าชื้นอุ่นร้อนมา หลัวจิ่งกล่าวเสียงขอบคุณ แล้วเช็ดโดยไม่กล่าวอะไรผ้าขาวธรรมดาเช็ดหนึ่งรอบผ่านไป ผ้าถูกย้อมกลายเป็นสีเหลืองใบหน้าขาวหนึ่งกรอบของหลัวจิ่งก็แดงขึ้นอย่างไม่เป็นธรรมชาติ
เจินจูพยายามกลั้นรอยยิ้มที่จะยกขึ้นเม้มริมฝีปากเจตนาทำว่าไม่เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นรับเอาผ้ามาล้างอย่างพิถีพิถันหนึ่งรอบ แล้วส่งกลับไปอีกครั้ง เป็นเช่นนี้อยู่สามรอบน้ำในกะละมังจึงปรากฏความขุ่นเล็กน้อย
ทั้งตัวหลัวจิ่งกลับดูเหมือนผ่อนคลายมากนักสันจมูกสูงโด่ง ริมฝีปากมีสีเลือดฝาด เบ้าตายังคงมีสีเขียวนิดหน่อยแต่ไม่เป็นอุปสรรคต่อเด็กชายที่หน้าตาละอ่อนและดูดี เจินจูยิ้มบางๆ
น่าเสียดายที่เส้นผมละเอียดเป็นมันบนหน้าผากดูขัดหูขัดตาอย่างยิ่ง “บนศีรษะเจ้ามีบาดแผลหรือไม่?” เจินจูถามขึ้นมาทันทีทันใด
เชิงอรรถ
[1] เหมียนฮวาถัง คือ ขนมมาร์ชเมลโลว์
[2] หงเจ่าเกา คือ เค้กพุทราแดง
[3] กั่วฝู่เกาเตี่ยน คือ ขนมอบหรือแป้งพายผลไม้เชื่อม