ตอนที่ 66 ก่อนการผ่าตัดจริง
ตอนที่ 66ภายในห้องมอนิเตอร์ที่กำลังใช้สังเกตการณ์ผ่าตัดนั้นตอนนี้มีแต่ความเงียบเพราะทุกคนกำลังลุ้นกันตัวโก่งกับการผ่าตัดของทีมแพทย์ที่มาจากประเทศญี่ปุ่นซึ่งมีหมอลงมีดเป็นคนไทยแถมยังอายุน้อยมากอีกด้วย“เย็บปิดแผลการผ่าตัดเสร็จสิ้น !!” ดนัยพูดออกมาพลางใช้กรรไกรในมือตัดเส้นไหมเย็บแผลในจินตนาการฉับ !! เสียงกรรไกรดังขึ้นท่ามกลางความเงียบภายในห้องผ่าตัดเหล่าหมอที่ดูอยู่ในห้องมอนิเตอร์หันไปมองนาฬิกาดิจิตอลที่อยู่ภายในห้องผ่าตัดต่างก็อ้าปากค้างก่อนจะมีหมอคนหนึ่งตั้งสติได้ซึ่งหมอคนนั้นก็คือหมอวัชระ“สะ...สองชั่วโมงยี่สิบห้านาที !!” หมอวัชระอุทานออกมา“ไม่ถึงสองชั่วโมงครึ่งงั้นเหรอเป็นการผ่าตัดที่เร็วมากถึงแม้จะเป็นแค่การจำลองแต่ถ้าเป็นการผ่าตัดจริงบวกลบแล้วก็ไม่เกินสามชั่วโมง” ผู้อำนวยการพูดก่อนจะลุกขึ้นปรบมือทันทีแปะ !! แปะ !! แปะ !! แปะ !! แปะ !! พอผู้อำนวยการของโรงพยาบาลเริ่มปรบมือหมอคนอื่นๆภายในห้องก็ลุกขึ้นปรบมือตามบ้าง“เยี่ยมเลยหมอหนุ่มคนนั้นเก่งจริงๆ”“ใช่คนไทยด้วยสิจบจากที่ไหนมานะทำไมก่อนหน้านี้ไม่เคยเห็นได้ยินชื่อมาก่อนเลยหรือว่าจบจากเมืองนอก”“แบบนี้คนไข้คนนั้นก็มีโอกาสหายสิ”“ใช่มีโอกาสหายถึงจะไม่ใช่หมอในบ้านเราผ่าตัดแต่หมอลงมีดเป็นคนไทยชื่อเสียงก็ต้องตกมาอยู่ที่หมอบ้านเราบ้างแน่นอน” เหล่าหมอภายในห้องต่างพูดคุยกันทันทีเมื่อตั้งสติได้“หมอทาเคนากะครับทีมของคุณเป็นทีมที่ยอดเยี่ยมจริงๆนึกไม่ถึงว่าจะทำได้ขนาดนี้” ผู้อำนวยการหันมาพูดชมฮิคาริ“ชมเกินไปแล้วค่ะนี่ก็เป็นแค่การจำลองการผ่าตัดเท่านั้นเรายังนิ่งนอนใจไม่ได้เพราะไม่รู้ว่าในสถานการณ์จริงจะเกิดอะไรขึ้นบ้างแถมคนไข้ยังเป็นฮีโมฟีเลีย(โรคเลือด)ด้วยถ้าตอนผ่าตัดเกิดพลาดทำให้เลือดออกขึ้นมาล่ะก็สถานการณ์คงไม่เป็นแบบนี้แน่นอนค่ะ” ฮิคาริพูด“นั่นก็จริงครับการผ่าตัดนี้จะมีการเสียเลือดไม่ได้แต่จากฝีมือที่เห็นแล้วนั่นถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดการผ่าตัดสำเร็จแน่นอน” ผู้อำนวยการพูดก่อนจะหันไปบอกหมอคนอื่นๆที่แวะมาดูการผ่าตัดจำลองนี่ให้แยกย้ายกันไปเพราะยังมีคนไข้ให้รักษาตามตารางอีกเป็นจำนวนมาก“หมอวัชระผมฝากแขกของเราด้วยนะพอดีมีงานต้องไปจัดการให้เรียบร้อยการผ่าตัดจริงจะเริ่มในอีกสามชั่วโมงสินะเอาไว้ถ้าเครียงานเรียบร้อยแล้วจะรีบลงมาดู” ผู้อำนวยการหันไปพูดกับหมอวัชระ“ครับท่านผู้อำนวยการผมจะจัดการให้เรียบร้อย” หมอวัชระพยักหน้า“อือฝากด้วยนะถ้าอย่างนั้นคุณหมอทาเคนากะผมขอตัวก่อนนะครับพอดีมีงานต้องไปจัดการ” ผู้อำนวยการหันมาพูดกับฮิคาริต่อ“ค่ะไม่ต้องห่วงค่ะ” ฮิคาริพยักหน้าจากนั้นผู้อำนวยการก็เดินออกจากห้องไปเหลือไว้ก็แต่หมอวัชระและตัวฮิคาริ“เราไปหาพวกเขากันเถอะค่ะ” ฮิคาริพูด“ครับ” หมอวัชระพยักหน้าก่อนจะพาฮิคาริออกจากห้องมอนิเตอร์มุ่งหน้าไปที่ห้องผ่าตัดห้องผ่าตัด“ทุกคนเยี่ยมมากเลยครับตอนผ่าจริงเอาให้ได้แบบนี้นะครับ” ดนัยพูดกับทุกคนที่อยู่ในห้อง“ฟู่วเกือบตามความเร็วของหมอดนัยไม่ทันเลยนะคะนึกไม่ถึงว่าหมอดนัยจะเร็วกว่าตอนซ้อมที่ญี่ปุ่นเสียอีก” คุณซากิพูด“แต่คุณซากิก็ตามทันนี่ครับหมอมิโฮะล่ะเป็นยังไงบ้างครับ” ดนัยถามหมอมิโฮะ“ก็ยังสนับสนุนทันอยู่หวังว่าตอนผ่าตัดจริงทุกอย่างจะราบรื่นเหมือนตอนซ้อมนะ” หมอมิโฮะตอบพลางพยักหน้า“ที่น่าเป็นห่วงคือตอนผ่าตัดจริงนั่นแหละค่ะหวังว่าจะไม่ทำคนไข้เลือดออกนะไม่อย่างนั้นเป็นปัญหาใหญ่แน่เพราะคนไข้เป็นโรคฮีโมฟีเลียถ้าพลาดทำให้เลือดออกขึ้นมาล่ะก็กว่าจะหยุดเลือดได้คงเสียเวลาไม่ต่ำกว่ายี่สิบนาที” รินะพยาบาลผู้เชี่ยวชาญด้านวิสัญญีบอกเพราะการจะหยุดเลือดจากคนไข้ที่เป็นโรคนี้ได้นั้นจะต้องเติมโปรตีนตัวหนึ่งเข้าไปในเลือดซึ่งโปรตีนตัวนี้นั้นเป็นโปรตีนที่เกี่ยวข้องกับการแข็งตัวของเลือดซึ่งในร่างกายของมนุษย์นั้นจะมีโปรตีนนี้อยู่ภายในเลือดแต่ผู้ป่วยที่เป็นโรคฮีโมฟีเลียนั้นจะไม่มีโปรตีนชนิดนี้อยู่เลยและการฉีดโปรตีนเข้าไปในเลือดคนไข้นั้นจะต้องรออย่างน้อยยี่สิบนาทีเพื่อให้มันกระจายไปทั่วหลอดเลือดทั้งร่าง“ว่าแต่การผ่าตัดเมื่อครู่รู้สึกแปลกๆยังไม่รู้สิคะรู้สึกเหมือนรู้ความคิดของหมอดนัยเลยว่าต้องการอะไรก่อนที่หมอดนัยจะสั่งร่างกายฉันก็ขยับไปก่อนแล้วหมอมิโฮะเป็นหรือเปล่าคะ” ซากิถามหมอมิโฮะ“อืม...จะว่าไปก็รู้สึกแปลกจริงๆด้วยตอนที่กำลังผ่าตัดเอาก้อนมะเร็งออกจากลำไส้นั้นจู่ๆก็เห็นภาพของลำไส้ในหัวซะงั้นเกิดอะไรขึ้นกันนะ” หมอมิโฮะตอบพลางสงสัยทันใดนั้นเองประตูห้องผ่าตัดก็ถูกเปิดออกพร้อมฮิคาริที่เดินเข้ามาพร้อมหมอวัชระ“นั่นเรียกว่าการซิงโครน่ะค่ะ” ฮิคาริพูดทันทีที่เดินเข้ามาดูเหมือนเธอจะได้ยินสิ่งที่ซากิและหมอมิโฮะพูด“ซิงโคร !!!x5” หมอภายในห้องผ่าตัดทั้งห้าคนรวมถึงดนัยอุทานออกมา“ใช่ปรากฎการณ์นี้เรียกว่าซิงโครซึ่งปกติจะเกิดในเฉพาะวงการกีฬาที่เล่นกันเป็นคู่” ฮิคาริอธิบาย“เดี๋ยวก่อนฮิคาริไอ้ซิงโครที่ว่านี่หรือว่าจะเป็นการที่บุคคลที่หนึ่งกับบุคคลที่สองมีประสาทสัมผัสและความคิดร่วมกันอะไรทำนองนั้น” ดนัยนึกถึงเหตุการณ์ในการ์ตูนเรื่องหนึ่ง“ถ้าอธิบายเป็นรูปธรรมง่ายๆก็แบบนั้นแหละว่าแต่นายรู้จักด้วยงั้นเหรอ” ฮิคาริพูด“ก็รู้จักแต่รู้จักเพราะการ์ตูนในชีวิตจริงมันมีด้วยเหรอการซิงโครอ่ะ” ดนัยทำหน้าไม่เชื่อ“มีสิแต่แค่เกิดขึ้นได้ยากมากแต่ปรากฎการณ์นี้มักจะเกิดขึ้นกับพวกฝาแฝดน่ะ” ฮิคาริบอก“ถ้าอย่างนั้นหมอฮิคาริคะซิงโครนี่มันเกิดขึ้นกับพวกเราได้ยังไงกันคะ” รินะถาม“ดูเหมือนจะเกิดขึ้นเพราะดนัยนะคะตอนนั้นความคิดและความมุ่งมั่นของดนัยที่ต้องการรักษาคนไข้ให้หายมันแรงกล้ามากเสียจนส่งมาถึงพวกคุณและพวกคุณทุกคนเองก็มีความตั้งใจที่จะรักษาคนไข้อยู่แล้วทำให้เกิดการซิงโครขึ้น” ฮิคาริตอบ“อืมอย่างนั้นเหรอคะไม่เข้าใจเท่าไหร่แต่เป็นเพราะหมอดนัยสินะคะ” รินะพยักหน้าถึงจะยังไม่เข้าใจเรื่องซิงโครอะไรนี่มากเท่าไหร่แต่ดูเหมือนจะเกิดขึ้นเพราะดนัย“เอาล่ะครับผมว่าเราพักเรื่องนี้ไว้ก่อนดีกว่าตอนนี้ให้ผมพาพวกคุณไปหาอะไรกินกันก่อนดีกว่าพวกคุณจะได้มีเวลาพักผ่อนก่อนถึงการผ่าตัดจริงๆด้วย” หมอวัชระพูด“ครับหมอวัชระพวกเราเองก็ไปหาอะไรกินกันเถอะครับ” ดนัยพยักหน้าพลางหันไปบอกกับทุกคน“ค่ะ/ได้ค่ะ/ไปกันเถอะค่ะ/หิวจนท้องร้องแล้ว !!” ทุกคนพยักหน้าจากนั้นก็ให้หมอวัชระพาทุกคนไปหาอะไรกินทุกคนทยอยเดินออกจากห้องไปซึ่งดนัยนั้นเดินรั้งท้ายอยู่กับหมอยูมิ“นี่หมอยูมิคุณพอจะเตรียมอะไรบางอย่างให้ผมหน่อยได้มั้ย” ดนัยพูดกับหมอยูมิที่เดินรั้งท้ายอยู่กับตน“เตรียมอะไรเหรอคะ” หมอยูมิสงสัย“ก็เตรียม...” ดนัยขยับหน้าเข้าไปใกล้ก่อนจะกระซิบบอกกับหมอยูมิ“ไอ้นั่นมันไม่ได้จะเอาไว้ใช้กับการผ่าตัดมะเร็งลำไส้นะคะจะเตรียมไปทำอะไรคะอย่าบอกนะว่า...” หมอยูมิอุทานออกมาเมื่อได้ยินสิ่งที่ดนัยบอกให้เตรียมเอาไว้“ชู่ว...แค่เผื่อไว้ก่อนน่ะไม่แน่นะบางทีอาจจะได้ใช้” ดนัยพูดพลางบอกให้หมอยูมิเงียบเอาไว้“เฮ้อ...ก็ได้ค่ะเดี๋ยวกินข้าวเสร็จแล้วจะลองให้หมอวัชระหามาให้” หมอยูมิถอนหายใจออกมาสิบนาทีต่อมา“นึกไม่ถึงว่าหมอวัชระจะพาพวกเรามาที่นี่นะครับนึกว่าจะพาไปกินอาหารขึ้นชื่อบ้านเราเสียอีก” ดนัยเงยหน้ามองร้านที่หมอวัชระพามาซึ่งมันอยู่ไม่ไกลจากโรงพยาบาลเลย“แหะๆพอดีกลัวคนอื่นจะไม่ชินกับอาหารไทยทำให้ท้องเสียก่อนจะผ่าตัดน่ะสิครับเลยพามาร้านนี้” หมอวัชระหัวเราะแห้งๆ“ที่นี่มันที่ไหนคะเนี่ยหมอดนัยทำไมคนเยอะแบบนี้ยังกับมีงานเทศกาลแน่ะ” หมอยูมิอุทานออกมาพลางพยายามบีบตัวให้เล็กที่สุด“ที่นี่ถูกเรียกว่าตลาดวังหลังน่ะครับเป็นสถานที่เที่ยว...กิน...ช็อปที่นิยมมากแถวฝั่งธนนี่เลยล่ะพวกนักศึกษาที่มหาลัยอยู่ใกล้แถวนี้จึงนิยมมานี่หลังเลิกเรียนแถมมันยังอยู่ข้างโรงพยาบาลอีกด้วยพวกญาติคนไข้จึงมาเดินเล่นกันที่นี่ระหว่างรอคนไข้ที่มาหาหมอครับ” ดนัยบอก“เราเข้าไปกันเถอะครับอย่ายืนเกะกะหน้าร้านเขาเลย” หมอวัชระพูดก่อนจะเดินเข้าไปในร้านอาหารญี่ปุ่นซึ่งร้านที่หมอวัชระพามานั้นก็คือร้านซูชิอรทัยเจ้าดังของตลาดวังหลังนั่นเองหมอวัชระพาทุกคนเข้าไปนั่งก่อนจะเริ่มสั่งอาหารซึ่งแต่ละคนก็ตกตะลึงมากเมื่อรู้ราคาของอาหารญี่ปุ่นพวกนี้เพราะนึกไม่ถึงว่าราคามันจะถูกขนาดนี้“ซูชิปลาไหลนี่มันคุณภาพไม่ต่างจากร้านอาหารที่ญี่ปุ่นเลยนะคะขายถูกขนาดนี้จะได้กำไรเหรอคะเนี่ย !!” หมอยูมิอุทานออกมา“ก็อยู่ได้แหละครับเพราะต้นทุนมันไม่สูงอย่างที่พวกหมอยูมิคิดหรอกการนำเข้าปลาไหลจากประเทศญี่ปุ่นนั้นถูกนำเข้ามาทางเรือเป็นตู้ราคามันจึงค่อนข้างถูกครับแถมค่าเช่าที่ประเทศไทยไม่ได้แพงอย่างที่ญี่ปุ่นทำให้ลดต้นทุนตรงนั้นไปได้หลายเท่าตัว” ดนัยอธิบายว่าทำไมซูชิที่นี่ถึงราคาถูกทั้งที่ใช้วัตถุดิบราคาแพงอย่างปลาไหล“อ้าอร่อยมากเลยแต่หลังผ่าตัดอยากออกมาเดินเล่นซื้อของจังเลยเมื่อครู่ตอนเดินผ่านร้านเสื้อผ้าเห็นเสื้อผ้าสวยๆเยอะแยะเลย” หมอมิโฮะพูด“นั่นสิคะฉันเองก็อยากซื้อไปฝากแฟนด้วย” รินะพูด“หือหมอรินะมีแฟนแล้วเหรอครับเนี่ย” ดนัยอุทานออกมาเพราะเขาไม่รู้เลย“ใช่ค่ะแฟนฉันทำงานธนาคารซากิเองก็มีแล้วนะคะ” รินะพูด“เอ๋...นึกว่าโสดกันหมดเสียอีกหมออย่างเรานี่มีเวลาไปหาแฟนด้วยเหรอครับเนี่ย !!” ดนัยอุทานออกมาเพราะอาชีพหมอนั้นแทบไม่มีเวลาว่างเลยเพราะตั้งแต่ที่เขาเป็นหมอเต็มตัวมาปีนึงนั้นแค่จะเอาเวลาไปซื้อของใช้ส่วนตัวยังแทบไม่มี“พวกหมออย่างหมอดนัย...หมอยูมิแล้วก็หมอฮิคาริอาจจะไม่มีเวลาแต่พวกเราพยาบาลน่ะยังพอมีเวลานะคะเพราะตอนที่ไม่ได้เข้าห้องผ่าตัดเราก็เป็นแค่พยาบาลดูแลคนไข้เท่านั้นแฟนของรินะน่ะเป็นคนไข้ที่มารักษาอาการอาหารเป็นพิษพวกเราเหล่าพยาบาลส่วนใหญ่มีแฟนเพราะไปดูแลคนไข้นี่แหละค่ะ” ซากิบอก“อ๋อถ้าเป็นแบบนั้นแฟนคุณซากิก็เป็นคนไข้ที่มารักษาตัวที่โรงพยาบาลเราเหรอครับ” ดนัยพยักหน้าพลางถามซากิ“ใช่ค่ะเขาเคยมารักษาตัวที่โรงพยาบาลเราเพราะขาหัก” ซากิพยักหน้า“เห๋...พวกพยาบาลหาแฟนกันแบบนี้นี่เองไม่เหมือนพวกเราเลยเนอะหมอดนัยถึงจะเจอคนไข้แต่คนไข้พวกนั้นก็ไม่ได้สติอยู่บนเตียงพอผ่าตัดเสร็จก็ส่งงานให้พยาบาลเป็นคนดูแลต่อ” หมอมิโฮะพูด“อืม...ฉันเองถึงจะไม่ค่อยได้เข้าห้องผ่าตัดแต่ก็ไม่ค่อยได้เจอคนไข้แฮะเพราะปกติเอาเครื่องมือแพทย์ไปติดตั้งในห้องพักคนไข้ก่อนจะเจอคนไข้เสียอีก” หมอยูมิพูดออกมาเธอเองก็ไม่ค่อยได้เจอคนไข้แบบพวกพยาบาลเท่าไหร่ฮิคาริมองดูทีมแพทย์ฉุกเฉินของเธอก็ยิ้มออกมาเพราะพวกเขานั้นไม่มีความเครียดกันอยู่เลยทั้งที่อีกไม่กี่ชั่วโมงจะมีการผ่าตัดสำคัญที่พลาดไม่ได้แท้ๆ“อาหารไม่ถูกปากเหรอครับหมอทาเคนากะ” หมอวัชระถามเมื่อเห็นฮิคารินิ่งไป“อ๋อเปล่าค่ะแค่คิดอะไรเรื่อยเปื่อยอาหารที่นี่อร่อยมากค่ะคุณภาพดีมากแถมราคาถูกมากด้วย” ฮิคาริตอบพลางใช่ตะเกียบคีบซูชิที่เธอสั่งมาเข้าปากไปจบ...