นิทานคีตา กาลครั้งนั้น

ตอนที่ 310 กองหิน

        ตอนที่ 310 กองหิน

         

         

        บ้านหลังเล็กที่ดูคุ้นตาปรากฏขึ้นในมุมมองสายตา หลังคาเก่า ๆ และหน้าต่างที่ส่องให้เห็นข้างในบ้านเล็กน้อยทำให้คีตาส่ายหางม้าของมันไปมาอย่างแช่มชื่น แม้แต่สวนหน้าบ้านที่มันมักวิ่งเล่นก็ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนไปแม้แต่น้อย หากจะมีสักอย่างหนึ่งก็คงเป็นหญ้าหน้าบ้านที่ดูสูงและรกขึ้น

         

        ความสะอาดของตัวบ้านกลับมากเสียยิ่งกว่าก่อนที่เขาจะจากไป บางทีหัวหน้าสิงค์และพี่ภูคงจ้างคนมาช่วยทำความสะอาดบางเวลา

         

        นิทานและคีตาอยากเข้าไปพักในบ้านของตนสักครู่หนึ่ง แต่หลังจากไตร่ตรองสักพักเขาก็ตัดสินใจสะกดกลั้นความคิดนั้นไว้ แม้พลังจางหายจะยังคงอยู่ก็มิได้หมายความว่าเขาจะปลอดภัยเต็มร้อย

         

        หากมีคนพบว่าเรนเดลเข้าไปในบ้านของนิทานเช่นนั้นการปลอมตัวก็คงสูญเปล่าแล้ว

         

        เรนเดลและเซเรนเซ่เดินออกห่างจากถนนดินที่มุ่งตรงเข้าสู่ขอบเมือง เลี้ยวหายเข้าไปในป่ายามค่ำคืน จุดนี้ไม่ใช่จุดปกติสำหรับการเข้าป่าเขตชายแดน ทางหน่วยลาดตระเวนและสมาคมนักผจญภัยนั้นมีจุดออกตัวอยู่ที่ประตูเมืองอยู่แล้ว แต่แน่นอนว่าไม่ใช่นักผจญภัยทุกคนจะไปทางที่กำหนดให้

         

        โดยเฉพาะกับนักผจญภัยระดับนักสลักทั้งหลายที่ไม่คิดเสียเวลาเข้าป่าทางอ้อมเช่นนั้น สมัยเขาเป็นหน่วยลาดตระเวนก็พบนักผจญภัยระดับนักสลักหลายครั้ง เพียงแต่ด้วยระดับที่ต่ำขั้นกว่ามากเขาจึงไม่เคยคิดหาเรื่องใส่ตัวติดตามไป

         

        ในป่าห่างจากหลังบ้านของนิทานไปไม่กี่ร้อยเมตร นิทานที่เริ่มร้อนจากชุดตัวยาวนำไม้เท้ามาพาดบ่าด้วยความเคยชิน เมื่อรู้ตัวจึงถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย หากจะมีเรื่องหนึ่งที่เขาเซ็งที่สุดก็คือการที่เขาไม่อาจใช้ร่มปกปักหทัยเพื่อคลายร้อนได้

         

        หลังจากบ่นอุบอยู่ในใจพักหนึ่ง เบื้องหน้าของเขาจึงปรากฏลานเล็ก ๆ แห่งหนึ่งที่มีซากดอกไม้หลายชนิดวางอยู่ ตรงจุดนั้นคือหลุมศพขนาดเล็กที่ก่อขึ้นด้วยหินกองเล็ก

         

        พ่อกับแม่ของนิทานไม่ได้หลับใหลอยู่ ณ ที่แห่งนี้ อัฐของพวกเขาล้วนกลายเป็นขี้เถ้าที่สลายหายไปกับสายลม สำหรับชาวไฟกัลป์แล้วหลุมศพไม่เคยเป็นสิ่งจำเป็น ไฟกัลป์นั้นได้สวดส่งดวงวิญญาณของผู้จากไปด้วยเพลิงบริสุทธิ์แล้ว

         

        หลุมศพแห่งนี้จึงมิได้มีอะไรที่สำคัญอยู่ทั้งสิ้น แม้แต่ของสำคัญหรือข้าวของติดตัวก็สลายไปพร้อมกับขี้เถ้าทั้งหมด จะบอกว่านี่เป็นเพียงกองหินธรรมดา ๆ ก็ไม่ผิดนัก

         

        เพียงแต่กองหินธรรมดา ๆ สองกองนี้คือที่พักใจที่หนึ่งของนิทานตั้งแต่ยังเด็ก ช่วงที่เขาเหงาและท้อแท้ โดนแกล้งและไม่มีใครให้พูดคุยด้วย กองหินสองกองนี้จึงเป็นเพื่อนเขาเสมอมา

         

        แม้แต่ช่วงที่เขารับคีตามาดูแลใหม่ ๆ เขาก็มักจะพามันมาที่กองหินสองกองนี้เสมอ ๆ คอยอวดเรื่องครอบครัวใหม่ให้พวกเขาฟังอยู่เป็นประจำ จนถึงช่วงใกล้เรียนจบที่นิทานไม่ค่อยได้มาที่นี่อีก

         

        เขาในตอนนั้นทำใจและปรับตัวได้มากขึ้นแล้ว บวกกับการที่จะให้เด็กคนหนึ่งเข้าป่าคนเดียวยามมืดเช่นนี้ก็ไม่ใช่เรื่องที่ปลอดภัยนัก แม้มันจะใกล้เมืองเพียงไรแต่ก็ยังอันตรายจากสัตว์มีพิษทั้งหลายหรือสัตว์ป่าหลงฝูง เขาจึงแวะเวียนมาที่นี่นาน ๆ ครั้งจนในที่สุดก็แทบไม่ได้มาอีกเลย

         

        ส่วนหนึ่งในใจของเขาให้เหตุผลที่ฟังขึ้นมากมาย แต่เขารู้อยู่แก่ใจดีว่าเขานั้นเลิกมาเพราะเหตุผลใด

         

        เพราะเขารู้ว่าการทำเช่นนี้ไม่ส่งผลดีต่อสภาพจิตใจแม้แต่น้อย กองหินนี้ไม่มีสิ่งใดอยู่ และสิ่งที่เขากล่าวไปพ่อกับแม่ก็ไม่มีทางได้ยิน ในสมัยก่อนการใช้มันเป็นที่พึ่งทางใจยามที่อ่อนแอนั้นยังมีประโยชน์อยู่บ้าง หากเมื่ออยู่ในจุดที่ผ่านพ้นความเจ็บปวดมาได้แล้ว หากยังดิ้นรนยึดติดอยู่กับสิ่งที่จากไปแล้วอยู่อีกนั่นจะกลายเป็นการทำร้ายตนเองแทนแล้ว

         

        พ่อแม่เขาจากไปนานแล้ว เขายอมรับมันได้นานแล้วเช่นกัน แต่สำหรับวันนี้เขาอยากมาเล่าให้กองหินสองกองนี้ฟังถึงชีวิตที่ผ่านมาของเขา แม้พ่อกับแม่จะไม่ได้ยิน แม้จะรู้ทั้งรู้ว่าการยึดติดไม่ใช่สิ่งดี

         

        แต่วันนี้นิทานรับรู้ว่าเขามาเล่าด้วยสภาพจิตแบบใด เขาเพียงอยากแบ่งปันความสุขเท่านั้น ไม่ใช่การหาที่พึ่ง

         

        พลังจางหายในระดับอริยะถูกปลดปล่อยออกมาอย่างเต็มกำลัง คีตาพุ่งตัวออกไปสำรวจรอบด้านในรัศมีหลายร้อยเมตร ครอบคลุมทั้งขอบเมืองและในป่า มันในยามนี้ทุ่มตรวจสอบอย่างจริงจัง ไม่ยินยอมให้สิ่งใดเล็ดลอดสายตาไปได้

         

        หลังจากวนไปได้รอบหนึ่งมันจึงกลับมาหยุดอยู่ข้างนิทาน คงมีเพียงพลังปกปิดระดับที่สูงกว่าอริยะขึ้นไปเท่านั้นจึงจะรอดพ้นสายตามันไปได้ รอบ ๆ ที่แห่งนี้ไม่มีใครอยู่อีก มีเพียงชาวบ้านที่หลับใหลในบ้านของตนห่างออกไปหลายร้อยเมตรเท่านั้น

         

        “ไม่ค่อยได้แวะมาเลย ผมยังสบายดีอยู่นะครับ” นิทานนั่งลงกับพื้น กระโปรงยาวของเขาเกยเข่าขึ้นมาน้อย ๆ จากความไม่เคยชิน เขาจึงลุกขึ้นยืนอีกครั้งเพื่อรวบกระโปรงให้เป็นทรงแล้วจึงนั่งย่อตัวลง

         

        “พ่อแม่อาจจะจำไม่ได้ แต่ผมนิทานเองนะ พอดีช่วงนี้วุ่น ๆ หน่อยนะครับเลยต้องปลอมตัว ไม่ได้ถาวรหรอกครับ” นิทานหัวเราะเมื่อเขาลืมนึกไปว่าพ่อแม่คงจะจำเขาไม่ได้ในร่างนี้

         

        “ส่วนนี่ก็คีตาเองครับ มันก็สบายดีนะ” ม้าแผงคอแดงทางด้านข้างยื่นจมูกไปดุนกองหินสองกองเบา ๆ พร้อมกับสูดลมเข้าจมูกส่งเสียงทักทาย

         

        “ฟืด!”

        คิดถึง!

         

        นิทานหัวเราะเมื่อได้ยินสิ่งที่คีตาพูด “เป็นคีตาอยากมาเจอน่ะครับ มันเลยชวนผมมา ผมเองก็อยากเจอนะครับ”

         

        “หลายเดือนมานี้ผมย้ายเข้าไปอยู่นครรัตนะแทนแล้วนะครับ ขอโทษนะครับที่ไม่ได้มาบอกก่อนย้ายไป” นิทานเกาหัวของตน ในมือของเขาคือขนมจากร้านขนมเอมิลี่ที่เขาชื่นชอบ ขนมจากบาราทรัมและขนมอื่น ๆ ที่ไม่มีในหเมืองศิลาลัย

         

        นิทานวางมันลงหน้าหลุมศพ พนมมือน้อย ๆ ก่อนจะเล่าต่อ

         

        “ผู้พันลาลันตาดูแลผมดีมากเลย พ่อแม่ไม่ต้องห่วงนะ”

         

        “โอ้ แล้วก็ลูกชายคนนี้กลายเป็นนักสลักเอกแล้วนะครับ ไวใช่มั้ยล่ะ”

         

        “ผมได้เจอเพื่อนใหม่ด้วยนะครับ เป็นคนเป๋อ ๆ แต่ก็นิสัยดีมากเลย ไว้มีโอกาสจะพามาแนะนำนะ”

         

        เสียงเจื้อยแจ้วของนิทานดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง เรื่องราวการผจญภัยมากมายตลอดหลายเดือนมานี้ถูกเล่าออกมาผ่านปากของนิทานอย่างออกรสออกชาติ เขาไม่ใช่คนที่พูดเก่งหรือเล่าอะไรเก่งนัก แต่ในเวลานี้เขาเพียงพูดสิ่งที่เขาจะอยากพูดก็เท่านั้น

         

        ยามที่พูดถึงตอนที่เขาจัดการหมีขนมรกต ตัวคีตาก็ส่ายไปมาชูกล้ามเนื้อบนตัว ตอนที่เขาเล่าชีวิตในนครรัตนะ คีตาก็ผสมโรงเล่าเรื่องของสมาชิกหน่วย 3คนอื่น ๆ

         

        ตอนที่เล่าเรื่องของผู้พันลาลันตา คีตาก็ทำสีหน้าแหยง ๆ ยามนึกถึงสมัยก่อนที่ผู้พันมักจะเข้ามากอดมันเสมอ ๆ

         

        เรื่องของไพลินคือหนึ่งในเรื่องที่นิทานเล่าพร้อมรอยยิ้มบนใบหน้า “เป็นเพื่อนคนสำคัญครับ”

         

        เพื่อนตัวเล็กผมสีแดงเพลิงคนนั้นคือคนที่ช่วยเขาในแทบทุกทาง เป็นเพื่อนที่คอยทั้งรับฟังและช่วยแก้ปัญหา และเป็นเพื่อนที่เขายินดีจะสนับสนุนให้เธอได้ทำตามฝัน

         

        และที่ภูมิใจที่สุดคือการที่เธอเองก็มองเขาเป็นเพื่อนในรูปแบบนั้นเช่นกัน ไม่ใช่ยอดอัจฉริยะที่คนต้องระวัง ไม่ใช่คนที่ทำลายพรสวรรค์ตนเองอย่างน่าสมเพช ไม่ใช่สัตว์ประหลาดของรัตนชาติคนเล็ก เป็นเพียงนิทาน เพื่อนสนิทของเธอที่เท่าเทียมกัน

         

        เรื่องราวไหลยาวไปจนถึงสัมพันธ์กับคนอื่น ๆ ที่เขาได้พบมา ไม่ว่าจะเป็นอินจันทร์ ฟาง หมิง อริยะแปลงเพลิง เพื่อน ๆ หน่วย 3 เพชฌฆาต กลุ่มการค้าอิสึกะ และคนอื่น ๆ อีกมากมาย

         

        นิทานละเว้นเรื่องความวุ่นวายเกี่ยวกับสงครามฝักฝ่ายไปด้วยข้ออ้างว่า ‘เรื่องส่วนตัวของลูกชาย’ ตลอดทางการเล่าคีตาจึงหัวเราะคิกคักอยู่ข้างเขาแทบจะตลอดเวลา

         

        หลังจากนั้นจึงเป็นเรื่องที่เขาได้ไปบาราทรัมครั้งแรก ได้ไปเจอกับวัฒนธรรมใหม่ ๆ อันแสนแปลกตาและเผ่ารูเบียสผู้ซื่อตรง เรื่องของโอไรออนและมีครูสก็ถูกเล่าออกมาอย่างน่าตื่นเต้น เมื่อนิทานนึกย้อนไปแล้วนั่นเป็นความบังเอิญอย่างแท้จริง

         

        เขาย่อมไม่พลาดเรื่องของเรอุสที่ทำให้เขาตัดสินใจว่าเขาอยากพยายามมากกว่านี้ในการขีดเขียนชะตา อยากเป็นคนผู้หนึ่งที่สามารถขีดเขียนชะตาของตนได้อย่างแท้จริง

         

        หลังจากนั้นจึงเป็นเรื่องที่เขาเรียนรู้คำแห่งพลังอย่างถ่องแท้ กลายเป็นนักสลักเอกในปัจจุบัน เรื่องในส่วนนี้ทำให้เขานึกขอบคุณไพลินอยู่ทุกครั้ง หากไม่มีเธอที่หัวไวพอในตอนนั้น เขาอาจต้องใช้เวลาอีกหลายปีจึงจะเรียนรู้ได้สำเร็จ

         

        หลังจากนั้นจึงเป็นเรื่องของสุสานของขุนนางพันธุ์ผสม นิทานใช้เวลาคิดอยู่ครู่หนึ่งว่าตนควรจะเล่าอย่างไรดีเพราะรายละเอียดของเหตุการณ์นี้นั้นมากมายเหลือเกิน

         

        ไม่เพียงตัวสุสานเองที่มีรายละเอียดเยอะ แม้แต่ความสัมพันธ์ของคนในกลุ่มก็เป็นอีกรายละเอียดที่เขาไม่ได้ข้ามไป แม้แต่เรื่องเล็กน้อยอย่างการที่เขามักไปกินอาหารเย็นฝีมือคุณเฮเลน ภรรยาของเพชฌฆาตนิทานก็เล่าออกไปด้วยรอยยิ้ม

         

        “ผมขอบคุณคุณเฮเลนทุกครั้งอยู่แล้วครับ” นิทานรีบตอบเพิ่มเติมในทันทีเมื่อเขานึกขึ้นได้ว่าหากพ่อแม่เขาได้ยิน พวกเขาจะต้องถามแน่นอนว่านิทานขอบคุณเธอแล้วรึยัง

         

        เรื่องราวในสุสานนั้นถูกนิทานถ่ายทอดออกมาทีละน้อย ๆ ตั้งแต่ชั้นบนสุดของสุสาน ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มการค้าอิสึกะและกลุ่มการค้าเชียนเป่า การต่อสู้กับสัตว์อสูรพันธุ์ผสมระดับอริยะครั้งแรกของเขานั้นน่าตื่นเต้นอย่างแท้จริง

         

        เรื่องของสเตลล่าคือเรื่องที่นิทานต้องใช้เวลาไม่น้อยจึงจะเล่าออกมาจนครบ หยดน้ำตาปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขาเมื่อนึกถึงสีหน้าและน้ำเสียงของโดราน

         

        “ความสูญเสียนี่น่ากลัวจังเลยนะครับ” นิทานยิ้มอย่างเหนื่อยอ่อน เขาเช็ดน้ำตาของตนแล้วจึงเล่าเรื่องราวต่อไป จนกระทั่งถึงเหตุการณ์ที่เขาดันไปโดนอาคมเคลื่อนย้ายเข้าโดยบังเอิญ

         

        “ตอนนั้นเค้นสมองแทบแย่เลยล่ะครับว่าจะติดต่อกับโลกภายนอกยังไงดี” นิทานถอนหายใจ เรื่องในตอนนั้นแม้จะจบด้วยดีแต่ก็มีหลายโอกาสจริง ๆ ที่อาจส่งผลถึงชีวิตของเขาได้

         

        โดยเฉพาะการที่สมบัติหลายชิ้นถูกกักพลังไว้ โชคยังดีที่เขาเตรียมสมบัติระดับต่ำไปมากพอและตราของอริยะแปลงเพลิงและปิ่นปักผมวิหคสวรรค์แม้จะโดนกดพลังหากก็ยังสามารถช่วยชีวิตเขาไว้ได้

         

        “แล้วก็ไม่ใช่แค่เรื่องโชคด้วยนะครับ ผมได้เจอกับคนคนหนึ่งด้วย” นิทานกล่าวยิ้ม ๆ

         

        เขาเงียบเสียงไปสักพักหนึ่ง ไม่ยอมเล่าอะไรต่อถึงคนคนนั้นจนคีตาอดสงสัยไม่ได้ เมื่อมันก้มหน้าลงมาดูนิทานที่ก้มหน้านิ่งมันก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้ หางม้าของมันส่ายไปหาอย่างสนุกสนาน เอาตัวดันนิทานเพื่อหยอกล้อ

         

        “ฟืด!”

        พูด! พูด!

         

        นิทานดันเจ้าม้าออกไปอย่างรำคาญ แล้วจึงกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เบากว่าปกติเล็กน้อย “ได้เจอเพื่อนใหม่อีกคนด้วยครับ ชื่อว่าซอเด็ต ซอเด็ต เอเทล”


คล้ายกับเรื่องนิทานคีตา กาลครั้งนั้น ที่คุณอ่าน