กล่าวตามจริงคราวแรกนางก็รู้สึกแปลกๆ ที่เห็นไป๋เยี่ยนหรูปรับอารมณ์ให้สงบนิ่งได้อย่างรวดเร็วทั้งที่เพิ่งผ่านเหตุการณ์ร้ายแรงมาหยกๆ
เมื่อสองวันก่อน กว่านางจะทำใจยอมรับชีวิตและร่างใหม่นี้ได้ก็ยังเครียดจนอาเจียนออกมาไม่รู้กี่ครั้ง เพิ่งจะมารู้สึกดีขึ้นก็ตอนที่เปิดระบบห้างสรรพสินค้าขึ้นมาได้นี่เอง
แต่เมื่อคิดว่าแคว้นล่มสลาย ขาดเสบียงอาหาร ไร้ความช่วยเหลือ การมีชีวิตอยู่ก็ไม่ต่างกับการนั่งรอวันตายของตนก็พอจะเข้าใจได้ว่าเหตุใดไป๋เยี่ยนหรูถึงนิ่งเงียบได้ปานนั้น
ปลายนิ้วของหญิงสาวลูบเบาๆ ไปที่แหวน ระบบห้างเปิดขึ้นมาอีกครั้ง ตรงมุมด้านซ้ายสุดของจอภาพมีสัญลักษณ์เหรียญสีทองเคลื่อนไหวช้าๆ ตัวเลขแสดงแต้มของนางเวลานี้เหลืออยู่ 1,980 แต้ม!
“เดี๋ยวนะ! นี่โกงกันใช่ไหม ข้าแลกแต้มกับอาหารและยามาสองครั้งหมดไปห้าร้อยกว่าแต้ม แต่สเปรย์พริกไทยสองขวดเล็กๆ กลับเสียแต้มไป 2,500 กว่าแต้มเชียวหรือ!!”
หญิงสาวยกมือขึ้นกุมขมับ ห้างสรรพสินค้ารุ่นทดลองของนางนี่ห่วยแตกจริงๆ!
“ตื๊ด!!”
อู่หลิงเยว่กลอกตามองบนก่อนจะเอ่ย “มาแล้วสินะ ทีนี้ล่ะมาไวเชียว!” นางบ่น
“ขอแสดงความยินดีกับนายท่านด้วยขอรับ ช่วยเหลือสตรีนางหนึ่งให้พ้นภัย ได้รับคะแนนสะสม 800 แต้ม”
อู่หลิงเยว่อ้าปากค้าง “ก่อนหน้านี้ข้าช่วยชีวิตคนไว้ไม่ทัน เ้าซี้ซั้วให้คะแนนข้ามาถึง 5,000 แต้ม แต่คราวนี้ข้าช่วยไป๋เยี่ยนหรูสำเร็จแล้วแท้ๆ แต่เ้ากลับให้แค่แปดร้อย!! เ้าเด็กบ้า! ข้าจะตีให้เ้าให้ตายเลยคอยดูสิ!”
“นายท่าน..ขออภัยด้วย ข้าเป็เพียงร่างสมมติ ท่านไม่อาจตีข้าได้ขอรับ”
อู่หลิงเยว่สูดหายใจพยายามข่มกลั้นอารมณ์ นางแค่อยากบ่นเื่แต้ม ไหนเลยจะอยากตีเขาจริงๆ กันเล่า!
“เ้าไม่สามารถปรากฏตัวได้..ใครมาเห็นเข้าคงคิดว่าข้ากำลังคุยกับผี!!”
กล่าวจบประโยค เด็กชายอายุราวหกปี ผมยาวรวบตึงไปด้านหลัง สวมเครื่องแต่งกายเหมือนกับทหารแคว้นเหยียนก็ปรากฏตัวเบื้องหน้านาง
“นี่คือร่างสมมติของข้า! เป็อย่างไรนายท่าน ข้าน้อยเหมือนที่ท่านจินตนาการเอาไว้หรือไม่ขอรับ” เด็กชายหมุนตัวไปรอบๆ อวดร่างโปร่งแสงของตน
“จินตนาการของข้า?” นางเลิกคิ้ว
"ใช่แล้วขอรับ อาจเป็เพราะ่เวลานี้ผู้คนที่ท่านพบล้วนเป็คนในยุคโบราณ ข้าจึงถูกโปรแกรมให้พูดจาแบบคนโบราณไปด้วย ส่วนเสื้อผ้านี้ก็เป็หนึ่งในภาพความทรงจำของนายท่านที่ระบบจดจำไว้ขอรับ"
ทันใดนั้น ภาพของทหารหนุ่มที่นางเคยพยายามช่วยชีวิตในหลุมเพลาะก็ผุดขึ้นมาในความคิด คนผู้นั้นคือคนแรกที่นางได้พบและพูดคุย จึงกลายเป็ภาพจำที่ชัดเจนที่สุดของระบบตัวน้อยของนาง
อู่หลิงเยว่ยิ้มน้อย ๆ แล้วโน้มตัวลงพูดกับเด็กชายตรงหน้า
"เ้าหน้าตาดีที่สุดในบรรดาเด็กที่ข้ารู้จักเลยล่ะ เอาอย่างนี้ข้าเรียกเ้าว่า ‘เสี่ยวเป่า’ ก็แล้วกัน"
นางหยุดนิดหนึ่ง แล้วยิ้มบาง ๆ "เสี่ยวเป่า แปลว่าเ้าตัวน้อยล้ำค่าของข้าไง ชอบหรือไม่?"
ระบบตัวน้อยทำท่าบิดตัวไปมาอย่างเขินอาย ใบหน้ากลมๆ แดงเรื่อขึ้นอย่างเห็นได้ชัด "ขะ..ข้าชอบชื่อนี้ที่สุดเลยขอรับ!"
อู่หลิงเยว่มองดูท่าทางนั้นแล้วหัวเราะเบาๆ "ถ้าอย่างนั้น เสี่ยวเป่า เ้าจะโผล่มาคุยกับข้าได้ โดยไม่ต้องเปิดห้างสรรพสินค้าส่วนตัวขึ้นมาได้ไหม?"
เสี่ยวเป่าทำท่าคิด ใบหน้าขมวดมุ่นอย่างจริงจังเกินวัย ก่อนพยักหน้าหงึก "ได้ขอรับ! ข้าถูกตั้งค่าให้สามารถโต้ตอบได้ในระดับพื้นฐาน คอยช่วยเหลือ ให้คำแนะนำบางประการได้"
เขาหยุดเล็กน้อย เสียงแ่ลง "แต่..ข้ายังไม่แน่ใจว่ามันจะสมบูรณ์แบบหรือไม่ ่ที่แผ่นดินไหว เซิร์ฟเวอร์ของข้าได้รับความเสียหายจากต้นทางในศตวรรษที่ 21"
ดวงตากลมโตของเขากะพริบปริบอย่างสับสน "ตอนนี้พวกเราย้อนเวลามานับพันปี ข้าเองก็ไม่แน่ใจว่าตอบสนองได้แค่ไหน แต่ข้าจะพยายามเรียนรู้ขอรับ!"
อู่หลิงเยว่ยิ้มพลางยื่นมือหมายจะลูบศีรษะเขาแม้จะััไม่ได้ก็ตาม
"เ้ากับข้าก็ตกอยู่ในเรือลำเดียวกันนั่นล่ะ เราจะค่อยๆ เรียนรู้การใช้ชีวิตในโลกใบใหม่นี้ไปด้วยกันนะ"
……….
คืนวันแรก ณ หมู่บ้านหานเฉิง ท่ามกลางเสียงจิ้งหรีด เสียงไอแห้ง ๆ ของคนป่วยและกลิ่นควันที่ทหารจุดไว้รอบหมู่บ้านโชยมาทั้งคืน อู่หลิงเยว่ค่อยๆ ย่องออกจากที่พักของตนเองในความมืดตรงไปที่กระโจมของไป๋เยี่ยนหรูอย่างเงียบเชียบ โดยมีเสี่ยวเป่าคอยช่วยดูต้นทาง
พอไปถึงหน้ากระโจม หญิงสาวก็เลือกขนมปังที่หน้าตาสุดแสนจะธรรมดาที่สุดจากในห้างสรรพสินค้ายัดใส่เข้าไปในกระโจมของไป๋เยี่ยนหรูพร้อมกับส้มสองลูก
ใกล้กับกระโจมของไป๋เยี่ยนหรูเป็กระโจมของหญิงชราแซ่หุยที่แวะมาทักทายนางเมื่อ่หัวค่ำ ท่านยายหุยเป็คนในหมู่บ้านหานเฉิงแต่เดิม แต่เพราะเหลือตัวคนเดียว เรือนพักของนางจึงถูกชาวบ้านต่างถิ่นที่แข็งแรงกว่ายึดไป แล้วขับไล่ให้นางมาอาศัยอยู่ในกระโจมแทน
อู่หลิงเยว่แอบส่งขนมปังและส้มไปให้ท่านยายหุยกับอีกกระโจมที่มีสตรีและลูกน้อยสองคน แล้วกลับมานอนพักอยู่ในที่พักเล็กๆ ของนางดังเดิม
นางเชื่อว่าคนอ่อนแอเหล่านี้แม้จะได้รับเสบียงอาหารไปแล้ว ก็คงไม่กล้านำไปโอ้อวดใครให้เป็ภัยแก่ตัวเป็แน่ ส่วนพวกเขาจะสงสัยหรือไม่นั่นไม่ใช่เื่ที่นางต้องเก็บมาคิด เพราะต่อให้ทุกคนพยายามค้นหาต้นตอของแหล่งอาหารก็ไม่มีวันพบ
……….
เช้าวันรุ่งขึ้น อู่หลิงเยว่ตื่นขึ้นมาแอบสังเกตพฤติกรรมของคนที่ได้ขนมปังจากนางไปเมื่อคืนอย่างระมัดระวัง
ท่านยายหุยนั่งร่ำไห้น้ำตาซึมอยู่หน้ากระโจมพร้อมทำปากขมุบขมิบ เงยหน้ามองท้องฟ้าคราหนึ่งก่อนจะกลับเข้าไปในกระโจมเงียบๆ ส่วนสตรีแซ่ซุนวัยราวยี่สิบปลายๆ พาบุตรชายหญิงวัยเยาว์ของนางออกมาโขกศีรษะลงกับพื้นโดยไม่เอ่ยคำพูดใดๆ แต่แววตาเต็มไปด้วยความหวัง
ไป๋เยี่ยนหรูเก็บตัวเงียบอยู่ในกระโจม ไม่รู้ว่ายังไม่ตื่น หรือกำลังสวดมนต์ภาวนาอะไรอยู่ แต่นางมั่นใจแล้วว่าพวกเขาฉลาดพอที่จะไม่เผยพิรุธเื่เสบียงอาหารแปลกประหลาดที่ได้รับเมื่อคืนออกมา
ครู่หนึ่งไป๋เยี่ยนหรูก็ก้าวออกมาจากกระโจม อู่หลิงเยว่จึงตัดสินใจเดินออกไปบ้าง
“เมื่อคืน..เ้า..ได้รับ..เ้า..หลับสบายดีหรือไม่?” ไป๋เยี่ยนหรูถามตะกุกตะกัก
นางรู้สึกชื่นชมสตรีผู้นี้อยู่ลึกๆ เดาว่าอีกฝ่ายคงอยากถามนางว่าได้รับเสบียงอาหารหรือไม่ หรืออยากจะถามนางว่านางหิวหรือไม่ แต่สุดท้ายก็เปลี่ยนคำพูดเพราะนางยังไม่อาจไว้วางใจผู้ใดได้โดยสนิทใจ
ในสถานการณ์เช่นนี้ไป๋เยี่ยนหรูยังรู้จักระมัดระวังตัว ต่อให้ดูเหมือนว่าจะเห็นแก่ตัวไปสักนิด ก็ยังดีกว่าได้พบเจอคนโง่ปากมากที่จะพาคนทั้งกลุ่มซวยกันไปหมด
“อีกเดี๋ยวเราต้องช่วยทำงาน สตรีและเด็กๆ อย่างพวกเราจะออกไปที่ชายป่าท้ายหมู่บ้านเพื่อช่วยเก็บฟืนและหาของป่าเท่าที่ทำได้ ส่วนพวกบุรุษก็จะช่วยกันตัดไม้มาเสริมรั้วหมู่บ้าน” ไป๋เยี่ยนหรูอธิบายคร่าวๆ
อู่หลิงเยว่พยักหน้ารับรู้และเดินตามหลังกลุ่มคนอีกหลายคนที่กำลังมุ่งหน้าไปทางชายป่า
ระหว่างนางก็ได้รับรู้สถานการณ์ของหมู่บ้านหานเฉิงจากไป๋เยี่ยนหรูเพิ่มเติมมากขึ้น
แต่เดิมหมู่บ้านหานเฉิงก็มิได้มีทหารมาคอยรักษาการณ์แต่อย่างใด แต่หลังจากที่ทุกพื้นที่ถูกโจมตี หมู่บ้านหานเฉิงที่ค่อนข้างห่างไกลและลับสายตาผู้คนจึงกลายเป็ที่หลบภัยชั่วคราวของทหารกลุ่มหนึ่ง
ภายหลังทหารกลุ่มนั้นก็ส่งคนออกไปช่วยเหลือทหารด้วยกันเอง รวมทั้งช่วยชาวบ้านที่หนีเอาตัวรอดเข้ามารวมกลุ่มกันอยู่ในหมู่บ้าน นานวันเข้าจำนวนคนก็มากขึ้น เวลานี้มีทหารมาตั้งมั่นอยู่ที่นี่เกือบ 300 นาย ส่วนชาวบ้านก็อพยพมาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนตอนนี้มีมากกว่า 300 ชีวิตแล้ว
เนื่องจากเป็หมู่บ้านป่า คนในหมู่บ้านเดิมจึงไม่ได้มีพื้นที่ทำกินหรือทำการเกษตรมากนัก อาศัยเพียงจับสัตว์และหาของป่ามาเลี้ยงชีพกันอย่างง่ายๆ การเพิ่มจำนวนผู้คนที่อพยพเข้ามาอย่างรวดเร็วทำให้ทุกคนตกอยู่ในภาวะขาดแคลนอาหารอย่างหนัก