Evolution the Big Tree เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นต้นไม้วิวัฒนาการไปซะแล้ว

    เล่มที่ 6 บทที่ 154 บุปผาโลหิตเบ่งบาน

            อวี๋จื่ออวี๋ส่ายหน้าเบาๆไม่ได้เก็บคำเตือนนั้นมาใส่ใจนัก

            นอกจากอาวุธนิวเคลียร์ที่ทรงอานุภาพทำลายล้างโลกที่เขาต้องระวังอยู่บ้างพลังระดับเหนือธรรมชาติของมนุษย์ในเวลานี้ไม่สามารถทำให้เขารู้สึกกังวลได้เลย

            แทนที่จะห่วงเรื่องมนุษย์ยามนี้เขาให้ความสำคัญกับสิ่งที่น่าสนใจกว่า...

            สายตาของอวี๋จื่ออวี๋เบนไปยังทิศตะวันออกของขุนเขาแห่งหมอก

            ที่นั่นกองทัพสัตว์อสูรของเขายังคงออกศึกเพื่อแผ่ขยายอำนาจให้แก่เขาอย่างต่อเนื่อง...

            “โฮก...”

            เสียงเสือคำรามกึกก้องสะท้านไปถึงแนวป่าไกลโพ้น

            “เจ้าหมอนั่นยังคงคึกคะนองไม่เปลี่ยนเลยนะ”

            อวี๋จื่ออวี๋ยิ้มพลางส่ายหน้าด้วยความเอ็นดู

            เสือขาวตัวนั้นดูเหมือนจะกลัวชาวบ้านชาวเมืองไม่รู้ว่าตัวมันไปถึงสนามรบแล้ว

            “เฮ้อ... คำว่า ‘เสือโง่’นี่มันเหมาะกับเจ้านั่นจริงๆ นั่นแหละ...”

            เขาถอนหายใจยาวก่อนจะวางความกังวลทิ้งไปและจมดิ่งเข้าสู่การบำเพ็ญเพียรในร่างหลักอีกครั้ง

            ยามนี้เขามีพลังวิญญาณสะสมมหาศาลสี่ห้าแสนหน่วยแล้ว...

            ขอเพียงเสริมแกร่งส่วนใบ กิ่งและรากให้ครบสมบูรณ์เขาก็พร้อมจะเตรียมตัวทะลวงเข้าสู่ระดับเหนือธรรมชาติขั้นที่สามได้ทันที

            และเมื่อถึงเวลานั้นต่อให้เขาต้องเปิดเผยตัวตนต่อโลกใบนี้ เขาก็ไร้ซึ่งสิ่งใดต้องเกรงกลัว

            อวี๋จื่ออวี๋จมดิ่งลงสู่ห้วงสมาธิที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

            ......

            ทว่าในเวลานี้สิ่งที่อวี๋จื่ออวี๋ไม่ทันได้สังเกตเห็นเลยคือ ณพื้นที่ส่วนลึกใต้ดินของหุบเขาเป่ยอวี่

            พืชสีแดงเข้มต้นหนึ่งที่หยั่งรากฝังลึกในหินวิญญาณกลับค่อยๆ แผ่สีสันสดใสเจิดจ้าขึ้นเรื่อยๆ

            เดิมทีมันเป็นเพียงหญ้าโลหิตที่เติบโตเคียงข้างเหมืองหินวิญญาณธาตุดินและเคยเป็นสมบัติที่อสรพิษศิลาเฝ้าพิทักษ์มาอย่างเนิ่นนาน

            ภายหลังมันตกมาอยู่ในเงื้อมมือของอวี๋จื่ออวี๋ด้วยความบังเอิญ

            ยามนั้นประจวบเหมาะกับช่วงที่อวี๋จื่ออวี๋กำลังทะลวงระดับเขาจึงไม่ได้ใส่ใจมันนัก และปลูกทิ้งไว้กลางลานหินวิญญาณใต้ดิน

            จนกระทั่งบัดนี้หญ้าโลหิตต้นนี้คล้ายจะเติบโตจนถึงขีดสุดเสียแล้ว

            “ฟู่...”

            ราวกับมีลมพายุพลังวิญญาณพลุ่งพล่านห่อหุ้มหญ้าโลหิตสีแดงฉานต้นนี้ไว้ในพริบตา

            ทว่าก็น่าเสียดายนักที่ลานหินวิญญาณนั้นมีคุณสมบัติในการปิดกั้นการรั่วไหลของพลังวิญญาณจนแม้แต่ผู้แข็งแกร่งอย่างอวี๋จื่ออวี๋ก็ไม่สามารถล่วงรู้ถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นใต้ฝ่าเท้าของตนเอง

            และที่บังเอิญยิ่งกว่าคือยามนี้สัตว์กลายพันธุ์เกือบทั้งหมดต่างออกไปล่าสังหารภายนอก

            แม้แต่ปีศาจกระทิงที่เพิ่งบรรลุระดับเหนือธรรมชาติขั้นที่หนึ่งและไม่ได้ออกล่ายังปลีกวิเวกไปฝึกฝนพลังในมุมอับของขุนเขา

            นั่นหมายความว่าลานใต้ดินแห่งนี้ไร้ซึ่งผู้ใดคอยเฝ้าสังเกตการณ์

            “ฟู่...”

            กระแสพลังวิญญาณหมุนวนจนกลายเป็นวังวนขนาดเล็ก

            พืชสีแดงที่สูงเพียงเมตรเศษกลับเติบโตขึ้นพรวดพราดเมื่อต้องลม และขยายขนาดพุ่งสูงถึงสามเมตรในชั่วอึดใจ

            สิ่งที่น่าหวาดหวั่นยิ่งกว่าคือขณะที่มันเติบโต กลิ่นอายกดดันที่ชวนให้อึดอัดก็ค่อยๆ แผ่ซ่านออกมา

            ยามนี้พืชสีเลือดต้นนี้เริ่มส่ายไหวอย่างช้าๆ ราวกับหญิงงามที่กำลังเย้ายวนและมีท่วงท่าที่น่าหลงใหลอย่างประหลาด

            ทว่าสิ่งที่ชวนให้รู้สึกสยดสยองที่สุดคือม่านหมอกสีแดงเลือดที่ลอยวนรอบตัวมัน...

            มันแฝงกลิ่นอายคาวเลือดทว่ากลับดูสดใสเย้ายวนทว่ากลับแฝงความลึกลับอำมหิต...

            ......

            ในตอนนั้นเอง ณ บ้านต้นไม้ในหุบเขาเป่ยอวี่

            เชียนฉินที่เพิ่งจะชำระล้างร่างกายเสร็จกลับสัมผัสถึงความผิดปกติบางอย่าง เธอทอดสายตามองไปทิศทางหนึ่งด้วยความสงสัย

            พรสวรรค์ของเธอคือสัญชาตญาณหยั่งรู้ซึ่งไวต่อการรับรู้ถึงภัยอันตรายอย่างยิ่ง

            หรืออาจกล่าวได้ว่าสัมผัสที่หกของเธอนั้นทำงานได้อย่างดีเยี่ยม

            และในวินาทีนี้เธอสัมผัสได้ถึงแรงกดดันบางอย่าง

            ใช่แล้ว มันคือแรงกดดันที่น่าหวาดหวั่น

            มันมาจากทิศทางที่ไม่สามารถระบุแน่ชัดและรู้สึกไม่คุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก

            เปรียบเสมือนมีอสุรกายเร้นกายรอขย้ำเหยื่อจนเหงื่อเย็นๆ เริ่มไหลซึมตามแผ่นหลัง

            “ในหุบเขาที่ปลอดภัยเช่นนี้ยังมีอันตรายหลบซ่อนอยู่อีกเหรอ?”

            เชียนฉินขมวดคิ้วพลางพึมพำกับตนเองด้วยความประหลาดใจ

            ภายในหุบเขาแห่งนี้แม้จะไร้ซึ่งมนุษย์อาศัยอยู่ ทว่าการที่มีท่านเทพต้นไม้สถิตอยู่ก็นับเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยที่สุดในโลกแล้ว

            ด้วยเหตุนี้พรสวรรค์ของเชียนฉินจึงแทบไม่เคยได้ปะทุออกมาเลย

            เธอแทบจะลืมความรู้สึกถึงภัยอันตรายไปเสียสิ้นจนแอบคิดไปว่าพรสวรรค์ของตนนั้นเสื่อมถอยไปแล้ว

            ทว่ายามนี้ความรู้สึกหวาดผวาที่ห่างหายไปนานกลับเข้ามาปกคลุมจิตใจอีกครั้ง

            “เรื่องนี้มัน...”

            เชียนฉินกัดฟันแน่นเธอสวมเสื้อคลุมหนังอสูรผืนหนาห่อหุ้มร่างกายก่อนจะผลักประตูบ้านออกไปอย่างระมัดระวัง

            ....

            ค่ำคืนลึกสงัดม่านหมอกปกคลุมหนาทึบจนมองเห็นได้ไม่กี่เมตร

            “ตึก ตึก ตึก....”

            เชียนฉินเดินเท้าเปล่าก้าวออกจากบ้านด้วยฝีเท้าที่แผ่วเบาที่สุด

            เธอมองกลับไปยังทิศทางที่ท่านเทพต้นไม้สถิตอยู่พลางเม้มริมฝีปากและสลัดความคิดที่จะเข้าไปรายงานทิ้งไป

            ไม่ใช่เพราะเธอเกรงว่าท่านเทพต้นไม้จะไม่เชื่อถือแต่เพราะตัวเธอเองก็ยังไม่สามารถยืนยันความรู้สึกนี้ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์

            หากสัญชาตญาณที่ห่างหายไปนานเกิดผิดพลาดขึ้นมาเธอไม่กล้ารับประกันว่าท่านเทพต้นไม้จะกริ้วหรือไม่

            เพราะเธอเองก็ยังไม่เข้าใจนิสัยใจคอของท่านเทพต้นไม้ลึกซึ้งเพียงพอ

            จนถึงยามนี้เธอแทบไม่ได้มีโอกาสสนทนากับท่านเทพต้นไม้โดยตรงเลย

            จะมีก็เพียงชิงกังที่ดูจะสนิทสนมกับท่านเทพต้นไม้มากที่สุดทว่าช่วงนี้เจ้าหมอนั่นก็หายตัวไปอย่างลึกลับ

            “เฮ้อ...”

            เชียนฉินถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้แล้วตัดสินใจว่าจะไปตรวจสอบต้นตอด้วยตนเอง

            อย่างไรเสียที่นี่ก็คือเขตอิทธิพลของท่านเทพต้นไม้...

            หากเผชิญหน้ากับอันตรายจริงๆเธอเพียงแค่ร้องขอความช่วยเหลือ ด้วยอานุภาพอันไร้ขอบเขตของท่านเทพต้นไม้ย่อมต้องมาช่วยเหลือเธอได้ทันท่วงทีแน่นอน

            เมื่อคิดได้ดังนั้นเชียนฉินจึงวางความกังวลลง และลอบเดินไปตามเสียงเพรียกของสัญชาตญาณ

            ทว่าเชียนฉินไม่ทันสังเกตเลยว่าเธอได้ก้าวล่วงเข้าสู่เขตหวงห้ามโดยไม่รู้ตัว

            นั่นคือทางเข้าของลานใต้ดินมันคือหลุมยักษ์ที่ลึกหลายร้อยเมตรและกว้างขวางมหาศาล

            พื้นที่โดยรอบหลุมในรัศมีร้อยเมตรถือเป็นเขตหวงห้ามที่มนุษย์ไม่ได้รับอนุญาตให้ย่างกรายเข้าไปโดยเด็ดขาด

            ทว่ายามนี้หมอกหนาจัดจนบดบังทัศนวิสัยประกอบกับเป็นเวลายามวิกาล ทำให้เชียนฉินไม่ทันระวัง

            ที่สำคัญที่สุดคือปีศาจกระทิงที่ควรจะเฝ้ายามอยู่ปากทางเข้า กลับไม่ได้อยู่ที่นั่นในยามนี้

            ....

            “ใกล้เข้ามาแล้ว...”

            เชียนฉินพึมพำใบหน้าเริ่มซีดเผือดลงเล็กน้อย

            เธอเดินมาเพียงไม่กี่ก้าวเองนะ?

            ยังไม่ถึงร้อยก้าวด้วยซ้ำนั่นหมายความว่าต้นตอของอันตรายอยู่ในหุบเขานี่เอง!

            และสถานที่นี้กลับทำให้เธอรู้สึกหวาดผวาอย่างยิ่งเช่นนี้เลยหรือ?

            เป็นไปได้อย่างไรกัน?

            เห็นท่านเทพต้นไม้เป็นเพียงตอไม้ธรรมดารึยังไง?

            เชียนฉินผู้มีสัญชาตญาณอันยอดเยี่ยมและเคยประจักษ์ในฤทธิ์เดชของท่านเทพต้นไม้มาแล้วย่อมตระหนักดีว่าเขาน่ากลัวเพียงใด

            เขาคืออสูรร้ายอันดับหนึ่งของสหพันธรัฐอย่างไม่ต้องสงสัย

            ไม่สิ... ต่อให้เทียบกับโลกทั้งใบท่านเทพต้นไม้ก็ยังคงยืนอยู่บนจุดสูงสุด

            ตัวตนที่ทรงพลังและน่าหวาดหวั่นเช่นนี้ช่างเป็นโชคดีของมนุษยชาติที่เขาไม่มีความคิดร้ายต่อผู้คน

            มิฉะนั้น ปฐพีนี้คงเจิ่งนองไปด้วยแอ่งเลือด

            และสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือท่านเทพต้นไม้นั้นเปี่ยมด้วยปัญญา เชียนฉินมองเห็นภาพลักษณ์ของ‘มหาปราชญ์’ ในตัวเขา

            ทั้งการปกครองเหล่าสัตว์อสูรการถ่ายทอดความรู้ และการบ่มเพาะพลังอย่างล้ำลึก...

            ไหนจะการขุดสระวิญญาณและการเพาะปลูกดอกไม้วิญญาณเลอค่า...

            ยามนี้ยังส่งกองทัพสัตว์อสูรออกไปแผ่ขยายอำนาจอีก...

            ทั้งหมดนี้คือเครื่องยืนยันถึง‘ภูมิปัญญา’ อันลึกล้ำของเขา

            ทว่าปัญญาเช่นนี้ ในสายตาของเชียนฉินเธอเองก็บอกไม่ได้ว่าเป็นเรื่องดีหรือร้าย

            ในมุมมองของเธอที่ติดตามเขาอยู่มันย่อมเป็นเรื่องดี เพราะความปลอดภัยของเขาหมายถึงความปลอดภัยของเธอ

            แต่หากมองในมุมมองของเผ่าพันธุ์มนุษย์สิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติที่เปี่ยมด้วย ‘ปัญญา’เช่นนี้ คือภัยคุกคามที่น่ากลัวที่สุด

            ลำพังการมีอยู่ของเขาก็สั่นคลอนสถานะผู้ปกครองโลกของมนุษย์จนแทบพังทลายลงแล้ว

            เชียนฉินส่ายหน้าเพื่อสลัดความคิดฟุ้งซ่าน

            ความรู้สึกถึงวิกฤติตามสัญชาตญาณทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆทว่าจนถึงตอนนี้เธอก็ยังไม่สามารถมองเห็นผ่านม่านหมอกขาวโพลนนี้ได้เลย

            รอบกายมีเพียงความว่างเปล่าที่ขาวโพลนเห็นเพียงเงาตะคุ่มๆ ของสิ่งของที่คุ้นตาเพียงเลือนราง

            “สัญชาตญาณของฉันมันเสื่อมไปแล้วจริงๆใช่ไหม?”

            เชียนฉินเผยยิ้มขมขื่นด้วยความผิดหวังในตนเอง

            มิน่าเล่า หลังจากพบเธอครั้งแรกท่านเทพต้นไม้ก็ดูจะไม่ให้ความสนใจอีกเลย

            ที่แท้ เธอก็ไร้ค่าไปแล้วจริงๆ งั้นหรือ

            เมื่อนึกได้เช่นนี้ เชียนฉินก็หยุดเดิน

            เธอกระชับเสื้อหนังอสูรแน่นขึ้นลมหนาวในยามวิกาลเริ่มเสียดแทงเข้าถึงกระดูกจนสั่นสะท้าน

            ......

            ทว่าในวินาทีนั้นสิ่งที่เชียนฉินมิอาจรู้ได้เลยคือ ม่านหมอกสีเลือดกลุ่มหนึ่งได้ค่อยๆพวยพุ่งขึ้นมาจากก้นหลุมเบื้องหน้า

            หมอกโลหิตแผ่กระจายออกไปราวกับกำลังออกล่าบางสิ่ง

            เพียงอึดใจเดียวราวกับสัมผัสได้ถึงตัวตนของเชียนฉินม่านหมอกสีเลือดข้นคลั่กก็พุ่งตรงเข้าหาเธอในทันที

            ชั่วพริบตา เชียนฉินรู้สึกเย็นวาบไปทั้งตัวพยายามขยับกายขัดขืน ทว่าม่านหมอกสีเลือดหนาทึบก็ห่อหุ้มร่างกายเธอไว้จนมิดชิด

            “อื้อ... อื้อ...”

            เธอพยายามจะร้องเรียกแต่กลับมีเพียงเสียงอู้อี้ดังอยู่ในลำคอ

            ในขณะเดียวกันร่างทั้งร่างของเธอถูกกลุ่มหมอกเลือดฉุดลากกลับไปยังทิศทางของปากหลุมยักษ์

            เพียงพริบตาทั้งร่างคนและมวลหมอกก็หายวับไปอย่างไร้ร่องรอย

            ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันประดุจป่าช้าราวกับเรื่องราวระทึกขวัญเมื่อครู่ไม่เคยเกิดขึ้นจริง...

             

    คล้ายกับเรื่องEvolution the Big Tree เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นต้นไม้วิวัฒนาการไปซะแล้ว ที่คุณอ่าน