หยางจูรู้สึกตัวเพราะมีคนขยับ พอลืมตาขึ้นมาก็พบเข้ากับแผ่นหลังเปลือยเปล่าของสามี ไม่ใช่แค่หน้าท้องของเขาเท่านั้นที่มีแผลเป็น แต่ข้างหลังก็ยังมีแผลขนาดใหญ่เหมือนกัน
เมื่อคืนเธอไม่ทันได้สังเกต เพราะมัวแต่หลับตาไม่กล้ามองใบหน้าหวาน สายตาคมที่เอาแต่จ้องเธออยู่แบบนั้น แต่พอเช้ามาไม่รู้ว่าเธอไปเอาความกล้ามาจากไหน ถึงได้เอื้อมมือไปสัมผัสเข้ากับรอยแผลเป็นขนาดใหญ่นั้น
หวงจิ่นกวงสะดุ้งนิดๆ เมื่อนิ้วน้อยๆ ของคนใต้ร่างเขาเมื่อคืนที่เอาแต่เปล่งเสียงหวานออกมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ยิ่งเธอร้องขอให้หยุด เขาก็ยิ่งเหมือนรถเบรกแตก ไม่สามารถหยุดได้ตามคำขอ
“ตื่นแล้วเหรอครับ” พูดจบก็หันหน้าหาคนที่นอนขุดคู้อยู่บนที่นอน
“อือ” เธอพยักหน้า เอาผ้าห่มปิดหน้าเหลือเพียงแค่ดวงตากระต่ายคู่สวย
“วันนี้ไม่ต้องทำมื้อเช้าหรอก เดี๋ยวผมทำให้คุณกินเอง นอนต่ออีกสักหน่อยก็ได้” พูดจบก็ก้มลงมาหอมที่หน้าผากมนเบาๆ จากนั้นก็ลุกขึ้นยืนขึ้นทั้งที่หลังยังเปลือยเปล่า ดีที่ท่อนล่างมีผ้าเช็ดตัวพันรอบเอวเอาไว้อยู่
พอเห็นส่วนเว้าส่วนโค้งของเอวสอบ พาลให้เธอนึกไปถึงเมื่อคืน เขาเอาแต่เรียกชื่อเธออยู่ข้างหูไม่หยุด จนกลายเป็นว่า จูจู คือคำต้องห้ามสำหรับเธอไปแล้ว เพราะถ้าหากเขาพูดชื่อนี้ทีไร เธอก็มักจะนึกถึงเรื่องคืนนั้นอยู่เสมอ
หยางจูตื่นเข้ามาเต็มตาในช่วงสายของวัน มองดูนาฬิการพบว่าตอนนี้เป็นเวลา 10.00 น.แล้ว ไม่รู้ว่าป่านนี้ลูกชายจะเป็นอย่างไรบ้าง
เธอค่อยๆ ก้าวขาลงจากเตียง ความปวดร้าวเข้าเล่นงาน ถึงมันจะเข้ากันได้เป็นอย่างดีกับสามี ทว่าเธอก็ยังรู้สึกระบมไม่หาย เขาไม่ออมแรงเลยสักนิด สัญชาตญาณดิบเถื่อนของเขาทำให้เธอต้องจำขึ้นใจ ว่าอย่าปล่อยให้เสือโหย เพราะไม่อย่างนั้นมันจะขย้ำเหยื่อไม่ให้เหลือ
“อรุณสวัสดิ์ครับแม่” พอเปิดประตูออกจากห้อง ลูกชายก็ยิ้มทักทายเสียงใส โดยมีสามีนั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ข้างๆ ลูกชาย
“อะ อรุณสวัสดิ์จ้ะ” หยางจูทักทายลูกชาย รู้สึกว่ามีอีกสายตาที่กำลังจ้องมองเธออยู่ เพียงแต่เธอไม่กล้าหันไปทางเขาก็เท่านั้น
“หิวหรือยังครับ ผมอุ่นอาหารเอาไว้แล้วรีบไปกินสิ”
หยางจูพยักหน้าเบาๆ แล้วรีบเดินไปที่โต๊ะอาหารทันที ถึงจะอายแค่ไหนแต่ท้องของเธอเริ่มประท้วงขึ้นมาบ้างแล้ว แต่หลังจากที่เธอนั่งลงบนเก้าอี้ สามีก็ตามมานั่งข้างๆ
“คุณเดินไหวหรือเปล่า?”
เธอแทบสำลักเมื่อได้ยินคำถามนี้จากสามี ปากก็เคี้ยวโจ๊กอยู่ แต่สายตากลับมองไปทางคนถามอย่างอยากจะกินเลือดกินเนื้อ
“วันนี้เป็นวันหยุดของผม เลยตั้งใจจะพาคุณกับลูกเข้าไปในเมืองซื้อของเข้าบ้านน่ะครับ” เห็นภรรยามองตาเขียวเลยรีบอธิบาย
“ก็แล้วทำไมถึงไม่พูดให้มันจบล่ะคะ” หยางจูหน้าแดง
“หึ รีบกินเถอะ สายกว่านี้แดดจะร้อน”
หลังจากนั้นสามคนพ่อ แม่ ลูก ก็ออกเดินทางเข้าไปในเมือง ใช้เวลาไม่นานก็ถึง สิ่งแรกที่ต้องไปดูคือของในสหกรณ์ร้านค้า
หวงจิ่นกวงรับหน้าที่ถือตะกร้าเดินตามภรรยา ส่วนหน้าที่เลือกของนั้นเขาปล่อยให้เธอเป็นคนจัดการ เขาและลูกชายทำเพียงเดินตามหลังเงียบๆ เท่านั้น
หยางจูหยิบของใช้อย่างละนิด อย่างละหน่อย เพราะถึงอย่างไรเธอก็เอาของจากมิติมาใช้เป็นส่วนใหญ่ เพียงแต่ต้องทำให้เหมือนของเหล่านั้นมีที่มาที่ไป
อย่างเช่นนมผงของลูกชาย ทุกครั้งที่เข้ามาในเมือง เธอก็มักจะซื้อกระป๋องเล็กติดมือกลับไปด้วยทุกครั้ง เพียงแต่หลังจากนั้นก็จะเอานมผงจากในมิติออกมาเติม
“คุณจะไปเยี่ยนมคุณย่าด้วยหรือเปล่าคะ” ขณะที่กำลังเดินเลือกซื้อของ เธอก็ถามสามีไปด้วย
เขาปฏิบัติกับเธอดีมาก ทำให้ระหว่างทางที่เดินมาไม่รู้สึกอึดอัดเลยสักนิด ดูเหมือนว่าจะมีแค่ตัวเองเท่านั้นที่คิด เพราะท่าทางของสามีดูปกติดี
“ครั้งหน้าค่อยไปแล้วกันครับ ไปตอนนี้คงไม่ทันแล้ว”
“เพราะฉันหรือเปล่าคะ?” หยางจูรู้สึกผิด ย้ายมาอยู่ที่บ้านพักในโรงงานได้สัปดาห์แล้ว แต่พวกเขายังไม่ได้กลับบ้านเลยสักครั้ง
“ไม่ใช่หรอกครับ เพราะผมต่างหากคุณถึงเป็นแบบนี้” หวงจิ่นกวงกระซิบข้างหูภรรยาให้ได้ยินกันสองคน
ถ้าหากเธอสังเกตตัวเองดีๆ จะเห็นว่าตัวเองเดินเหมือนเป็ด ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นเพราะเขาคนเดียว แล้วจะโทษว่เป็นความผิดของเธอได้อย่างไรกัน
“หวงจิ่นกวง” หยางจูกัดฟันกรอก เพิ่งจะเอ่ยชมในใจไปไม่ทันขาดคำว่าเขาวางตัวดี ที่ไหนได้เขารอจังหวะอยู่นี่เอง
“คุยอะไรกันเหรอครับ” หวงชิวหมิงอยากจะรู้บ้างว่าพ่อกับแม่กระซิบกระซาบอะไรกัน ทำไมแม่ของเขาถึงหน้าแดงเหมือนไปโกรธใครมา
“ไม่มีอะไรหรอก แม่ของลูกร้อนน่ะ ซื้อของตรงนี้เสร็จแล้วพวกเราไปกินไอศกรีมกันดีกว่า” เขาเน้นย้ำคำว่าไอศกรีม แล้วก็จูงมองลูกชายไปที่จุดจ่ายเงิน
หยางจูเวลานี้ยืนแข็งค้างไปแล้ว เพราะเมื่อคืนเธอเพิ่งจะกินไปแท่งหนึ่ง แค่ก! พอปรับอารมณ์ได้แล้วก็รู้สึกว่าไม่เลวเลย ส่วนใครที่กล่าวหาว่าสามีของเธอเป็นพวกชายตัดแขนเสื้อ ต่อไปหากเขาไม่ยอมพูด เธอก็จะเป็นฝ่ายเถียงแทนเขาเอง เพราะสามีของเธอนั้นผู้ชายทั้งแท่ง! แล้วใหญ่ด้วย อะแฮ่ม!
ซื้อของในสหกรณ์ร้านค้าแล้ว หวงจิ่นกวงก็ทำตามที่พูดกับลูกชาย คือพาเขาเดินออกไปซื้อไอศกรีมที่หน้าร้าน ทว่ามีแค่ลูกชายเท่านั้นที่กิน เขาไม่ชอบกินของหวาน ส่วนภรรยาก็บอกว่าไม่ชอบกิน
“เราแวะกินมื้อกลางวันกันท่นี่เลยดีไหมคะ?”
“อืม”
“ผมอยากกินสามชั้นตุ๋นซีอิ๊วครับ” ลูกชายยกมือขอพูดบ้าง
“ได้ งั้นพวกเราไปกินหมูสามชั้นกัน” หยางจูพยักหน้าตกลงทันที นี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้พาลูกชายเข้ามาเดินในเมือง เขาดูตื่นเต้นกับสถานที่แปลกใหม่เป็นอย่างมาก
นอกจากกินข้าวแล้วพวกยังเข้าไปดูหนังกันมาเรื่องหนึ่งด้วย หวงชิวหมิงชอบมาก ถึงกับคุยจ้อไม่หยุดระหว่างที่อยู่บนหลังของผู้เป็นพ่อ สุดท้ายก็ยอมแพ้ให้กับความเหนื่อยล้า นอนหลับอยู่บนหลังของผู้เป็นพ่อ
“ขอบคุณนะครับ” ระหว่างที่เดินกลับบ้าน หวงจิ่นหมิงก็เอ่ยขึ้น
“หืม ขอบคุณฉันเรื่องอะไรคะ?” หยางจูทำหน้าสงสัย
“ทุกเรื่องที่ผ่านมา ขอบคุณที่อดทนเพื่อครอบครัวของเรา ผมรู้ว่าคุณเองก็ลำบากมามาก ต่อไปนี้ทุกเรื่องยกให้ผมเป็นคนแบกรับมันเอง ส่วนคุณกับลูกแค่อยู่ข้างๆ ผมก็พอ”
หยางจูอึ้งกับคำพูดของสามี นี่มันคำพูดของพระเอกชัดๆ และตอนนี้เขากำลังทำให้เธอรู้สึกว่าตัวเองไม่ต่างอะไรกับนางเอกในนิยายเลยสักนิด
ความอบอุ่นของฝ่ามือหนาแผ่ซ่านเข้ามาในมือของเธอช้า นั่นเป็นเพราะว่าเขาเอื้อมมือมาจับมือของเธอเอาไว้ ส่วนมืออีกข้างก็พยุงลูกชายเอาไว้
“เอาของมาให้ฉันถือเถอะค่ะ” หยางจูทำท่าจะแย่งของในมือไปถือ เขาจับมือเธอทั้งที่ยังถือของเขาไว้อยู่
“ไม่ต้องหรอกครับ เดินไปแบบนี้แหละ"
เห็นอีกฝ่ายยืนยันหนักแน่นเธอก็ไม่ได้พูดอะไรอีก ทำเพียงเดินเคียงข้างเขาไปเงียบๆ ไม่รู้ว่าจะต้องพูดอะไรเหมือนกัน
“คุณอยากเรียนต่อหรือเปล่าครับ”
“ทำไมคะ?” เธอถามเสียงกลั้วหัวเราะออกไป ผู้หญิงแต่งงานมีลูกแล้วแบบเธอยังจะเรียนได้อยู่อีกเหรอ
“ผมได้ยินฝ่ายสวัสดิการพูดกันว่ามีเปิดสอนภาคค่ำ แต่เป็นสายอาชีพไม่ใช่สายตรง แต่วุฒิก็เทียบเท่าระดับมัธยมปลาย”
“คุณลืมไปหรือเปล่าว่าฉันแต่งงานมีลูกแล้ว ไม่เอาหรอกค่ะ”
“ผมเห็นคุณขยันเขียนบทความ เลยคิดว่าถ้าคุณไปเรียนน่าจะเขียนมันออกมาได้ดี ไม่แน่ว่าบทความของคุณอาจจะได้ตีพิมพ์เข้าสักวัน”
เธอหันไปมองหน้าของสามี เห็นเพียงสันกรามที่ฉายชัด เนื่องจากว่าตอนนี้เขากำลังมองไปข้างหน้า ส่วนเธอที่ความสูงแค่หน้าอกเลยมองเห็นแค่เพียงสันกรามเท่านั้น
“ไม่ล่ะค่ะ ฉันคิดว่าบทความจะดีหรือไม่ดีไม่ได้ขึ้นอยู่กับวุฒิการศึกษา คุณเชื่อหรือเปล่าคะว่า บทความที่ฉันเขียนจะต้องได้ตีพิมพ์เข้าสักวัน” หยางจูถามอย่างฮึกเหิม
“อืม ผมจะรอให้ถึงวันนั้น” เขาไม่ตอบรับและไม่ปฏิเสธ
“ต้องมีวันนั้นแน่นอนค่ะ” เธอเป็นคนที่แปลกอย่างหนึ่ง คือเวลาที่มีสิ่งเร้ามากระตุ้น มักจะทำสิ่งนั้นออกมาได้ดีเสมอ สามี…คอยดูความสามารถของภรรยาคนนี้ให้ดีก็แล้วกัน
แกร๊ ....เค้าไปกินไอติมกันตอนไหน? ทำไมฉันจำไม่ได้า ย ยย ย ก๊ากก ก ก ก
ขออภัยที่ต้องตัดฉับนะคะ เนื่องจากว่าลงหลายเวป บางเวปก็ลงไม่ได้ ซึ่งตัวไรท์เองก็ไม่ค่อยถนัดฉากแบบนี้เท่าไหร่ เป็นแต่หมาหยอกไก่ไปเรื่อย พอหอมปากหอมพอเนอะๆ ๆ ๆ ขอฝึกฝนอีกนิดจะจัดให้งามๆสักฉาก อิอิ