บทที่ 27 กลยุทธ์แห่งความพินาศของหลี่ซ่านฉาง
“เป็อย่างไรบ้าง? ท่านเฉิงอี้ปั๋ว ท่านฮั่นกั๋วกง ข้าเชื่อว่าพวกท่านทั้งสองคงคิดหาวิธีแก้ไขวิกฤตการณ์ที่แฝงอยู่ในการอุปถัมภ์เชื้อพระวงศ์ได้อย่างสมบูรณ์แบบแล้วกระมัง!” ฮ่องเต้จูถามด้วยสีหน้าเรียบเฉย
ที่จริงแล้ว ในใจของเขายังคงมีความคาดหวังอยู่บ้างต่อผลงานของหลิวปั๋วเหวินและหลี่ซ่านฉาง
‘หากทั้งสองคนนี้ไม่สามารถหาวิธีได้ นั่นไม่เท่ากับว่าขุนนางทั้งราชสำนักของข้าไม่เท่าจูซู่คนเดียวหรอกหรือ!’
‘จำเป็ต้องแสดงความสามารถให้มากกว่านี้หน่อย! หน้าตาของข้าฮ่องเต้จู ก็ต้องพึ่งสองคนนี้ช่วยกู้กลับมา’
หลี่ซ่านฉางและหลิวปั๋วเหวิน ไม่ใช่แค่เพียงฮั่นกั๋วกงและเฉิงอี้ปั๋วเท่านั้น คนหนึ่งเป็ผู้นำกลุ่มหวายซี อีกคนเป็ผู้นำกลุ่มเจ้อตง*[1]
ฮ่องเต้จูรู้ดีว่าหลี่ซ่านฉางและหลิวปั๋วเหวินจะต้องเรียกประชุมคนทั้งสองกลุ่มนี้มาร่วมหารือกันแน่นอน
ถ้าไม่มีผลลัพธ์ออกมา นั่นก็คงจะเป็การไม่มีผลลัพธ์จริง ๆ แล้ว
“พรวด!” ในทันใดนั้นหลี่ซ่านฉางก็ไม่ลังเลแม้แต่น้อย ทิ้งตัวลงคุกเข่าต่อหน้าฮ่องเต้จูพร้อมกับก้มศีรษะลงคารวะอย่างแรงสามครั้ง แล้วกล่าวด้วยสีหน้าซีดเผือดว่า “ขอพระองค์ทรงอภัยโทษ ข้าพเ้าทำให้พระองค์ทรงผิดหวังเสียแล้ว ใน่สามวันที่ผ่านมา ข้าพเ้าได้ครุ่นคิดอย่างหนัก และคิดวิธีที่ไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาออกมาได้หนึ่งวิธี”
“หืม?”
เมื่อได้ยินคำพูดของหลี่ซ่านฉาง ฮ่องเต้จูก็รู้สึกดีใจในใจ ‘สมกับเป็ท่านหลี่ซ่านฉางแห่งจริง ๆ ยังมีวิธีการอยู่’ คิดได้ดังนั้น ฮ่องเต้จูจึงชำเลืองมองไปทางจูซู่อย่างไม่ตั้งใจ เพื่อดูปฏิกิริยาของเขา
‘เ้าลูกเวร เ้าเห็นหรือยัง ผู้ใต้บังคับบัญชาของข้าก็มีคนมีฝีมือเหมือนกัน’
อย่างไรก็ตาม! สิ่งที่ทำให้ฮ่องเต้เฒ่าผิดหวังก็คือ สีหน้าของจูซู่นั้นสงบนิ่งมาก ั้แ่ต้นจนจบไม่มีแม้แต่ความประหลาดใจแม้แต่น้อย ซึ่งทำให้ฮ่องเต้จูรู้สึกไม่พอใจอย่างมาก
‘เ้าห้า เ้ายังจะมาแสดงต่อหน้าข้าอีกหรือ?’
หลังจากเงียบไปชั่วครู่ ฮ่องเต้จูก็เอ่ยถามว่า “ท่านหลี่ รีบบอกวิธีของท่านมาเถิด!”
“ฝ่าา แผนของข้าพเ้าก็คือ ปลดข้อห้ามสำหรับเชื้อพระวงศ์ ให้พวกเขาบางส่วนสามารถเข้าร่วมการสอบขุนนาง หรือให้พวกเขาเข้ารับราชการผ่านวิธีอื่น ๆ พ่ะย่ะค่ะ เชื้อพระวงศ์ต้าินั้นเป็ผู้สืบเชื้อสาย์ มีสายเืแห่งราชวงศ์ไหลเวียนอยู่ในกาย ในหมู่พวกเขามีผู้มีพร์อยู่มิใช่น้อย เมื่อเป็เช่นนี้แล้ว เหตุใดจึงไม่ให้พวกเขาเข้ารับราชการเป็ขุนนาง อุทิศกำลังของตนเพื่อราชสำนักเล่า?
แผ่นดินต้าินั้นกว้างใหญ่ไพศาล ้าขุนนางจำนวนมาก ด้วยสถานการณ์ของราชวงศ์ิในปัจจุบัน มีหลายพื้นที่ที่ตำแหน่งขุนนางว่างลง
ต่อไปภายหน้า เมื่อราชวงศ์ิเติบโตแข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ พัฒนาอย่างต่อเนื่อง และระบบต่าง ๆ สมบูรณ์ขึ้น ย่อม้าผู้มีความสามารถจำนวนมากมาร่วมกันปกครองประเทศ เมื่อเป็เช่นนี้ เหตุใดจึงไม่ให้เชื้อพระวงศ์เหล่านี้ได้ลองดูเล่า?
อย่างไรเสีย พวกเขาก็ว่างอยู่แล้ว เหตุใดจึงไม่ให้พวกเขาช่วยแบ่งเบาภาระของฝ่าา?
ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือ ขุนนางบางคนปฏิบัติหน้าที่อย่างเกียจคร้าน มิได้ทุ่มเทอย่างเต็มกำลัง หากเปลี่ยนเป็เชื้อพระวงศ์แล้ว ย่อมแตกต่างกัน เพราะนี่คือการทำงานให้กับครอบครัวของตนเอง พวกเขาย่อมทุ่มเทสุดความสามารถอย่างแน่นอน”
“หืม?”
เมื่อได้ยินคำพูดของหลี่ซ่านฉาง ฮ่องเต้จูก็รู้สึกตาสว่างขึ้นทันที
“พูดได้มีเหตุผลมาก!
การให้พวกเขากินข้าวเปล่านั้น มิสู้มอบตำแหน่งให้พวกเขาไปดิ้นรนกันเองไม่ดีกว่าหรือ
สมแล้วที่เป็คณะที่ปรึกษาของข้า!
‘นโยบายของหลี่ซ่านฉางนี้ เมื่อเทียบกับแผนเลวร้ายของเ้าห้าแล้ว ก็ไม่ได้ด้อยไปกว่ากันเลย’
‘สมกับเป็ท่านหลี่ซ่านฉางจริง ๆ! ยอดเยี่ยมมาก คิดแผนแบบนี้ออกมาได้ เ้าห้า ข้าจะทำอย่างไรดี? ข้ารู้สึกว่าแผนของท่านหลี่ซ่านฉางนี้ ก็คล้ายกับของพวกเราไม่มีผิด!’
“เฮ้อ!” พูดถึงตรงนี้ จูตี้ก็อดถอนหายใจไม่ได้ แล้วกล่าวว่า “น้องห้า ดูเหมือนว่าการที่พวกเราจะอวดฝีมือต่อหน้าท่านพ่อและขุนนางทั้งหลาย คงเป็ไปไม่ได้แล้ว”
“ฮึ!” จูซู่กลับหัวเราะเยาะ แล้วกล่าวว่า “พี่สี่ ท่านคิดว่าแผนของหลี่ซ่านฉางนี้ดีมากหรือ?”
“ใช่สิ!” จูตี้พยักหน้าเบา ๆ แล้วกล่าวเสียงเบาว่า “ข้ารู้สึกว่าดีมากเลยนะ! อีกอย่าง เ้าไม่เห็นหรือว่าท่านพ่อก็อดไม่ได้ที่จะพยักหน้า ใบหน้าเผยรอยยิ้มพึงพอใจ”
“ฮึ!” จูซู่หัวเราะเยาะเย้ยว่า “พี่สี่ ข้าจะบอกท่านตรง ๆ เลยนะ! ถ้าท่านพ่อเอาแผนนี้ไปใช้จริง ๆ ราชวงศ์ิของพวกเราอย่าว่าแต่สองร้อยกว่าปีเลย แค่ร้อยกว่าปีก็คงอยู่ไม่ได้ ต้องล่มสลายแน่”
“ว่าอย่างไรนะ? เป็ไปได้อย่างไร! น้องห้า เ้าคงไม่ได้กำลังขู่ข้าอยู่หรอกนะ!” จูตี้พูดด้วยเสียงสั่นเครือ
“ขู่ท่านหรือ? ฮึ!” จูซูหัวเราะเยาะว่า “พี่สี่ ข้าไม่ได้ล้อเล่นกับท่านเลย แผนบ้า ๆ ที่หลี่ซ่านฉางเสนอมานั้น มีวิกฤตที่แฝงอยู่ยิ่งกว่านโยบายอุปถัมภ์เชื้อพระวงศ์เสียอีก”
“ทำไมล่ะ?” จูตี้ถาม
“พี่สี่ ข้าขอถามท่าน หากส่งเชื้อพระวงศ์ไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง ถ้าเขามีความสามารถก็ยังดีอยู่ แต่ถ้าไม่มีความสามารถแล้วสั่งการอย่างไร้สติล่ะ? หากเกิดเหตุการณ์ใดขึ้น เ้าหน้าที่ท้องถิ่นควรฟังคำสั่งของเชื้อพระวงศ์ผู้นี้ หรือฟังคำสั่งของผู้ปกครองท้องถิ่นกันแน่?” จูซู่ถาม
“เื่นี้น่ะหรือ?” คำถามของจูซู่ทำให้ จูตี้ชะงักงันทันที
ใช่แล้ว! เมื่อทั้งสองฝ่ายมีความเห็นขัดแย้งกัน เ้าหน้าที่ท้องถิ่นควรฟังใครกันแน่?
หากฟังเ้าเมืองหรือผู้ว่าการ ก็อาจทำให้เชื้อพระวงศ์ผู้นี้ไม่พอใจ ใครจะรู้ว่าเชื้อพระวงศ์ผู้นี้มีความสำคัญอย่างไรในราชวงศ์ิ?
หากเขามีฐานะสูงส่งล่ะ?
การทำให้เขาไม่พอใจ ไม่เพียงแต่จะหมดโอกาสก้าวหน้าในหน้าที่การงาน อาจถึงขั้นเอาชีวิตเป็เดิมพันก็ได้
“และอีกอย่าง!” จูซู่กล่าวต่อว่า “พี่สี่ ท่านว่าหากเชื้อพระวงศ์ผู้นี้กระทำความผิด จะจัดการอย่างไร? พวกเราไม่อาจปฏิเสธข้อนี้ได้ นิสัยของเชื้อพระวงศ์เป็เช่นไร ทั้งท่านและข้าต่างรู้ดี หากพวกเขากระทำความผิด ผู้ใดจะกล้าร้องเรียน แม้แต่ร้องเรียนแล้ว ผู้ใดจะกล้าสอบสวนพวกเขา แม้สอบสวนไปแล้ว สุดท้ายจะสามารถสืบหาผลลัพธ์อันใดได้หรือ แม้สืบหาได้แล้ว จะได้รับการลงโทษเช่นไรเล่า
อย่าว่าแต่ปะาสามชั่วโคตรเลย แม้แต่โอกาสถูกตัดหัวก็ยังน้อยนิด หากเชื้อพระวงศ์ผู้นี้มีฐานะสูงขึ้นอีก เกรงว่าอาจจบลงด้วยการไม่ดำเนินคดีใด ๆ ผลร้ายแรงที่สุดก็เพียงถูกกักขังในคุกราชวงศ์เท่านั้น หากเกิดสถานการณ์เช่นนี้ ผลลัพธ์ของผู้ร้องเรียนจะเป็เช่นไร
ยิ่งไปกว่านั้น มีโอกาสสูงที่ทุกคนจะหลับตาข้างหนึ่งลืมตาข้างหนึ่ง ทำเป็ไม่รู้ไม่เห็น ปล่อยให้เขาทำตามใจชอบต่อไป หนึ่งคนสองคน ไม่เป็ไร แต่หากเกิดมีตัวบ่อนทำลายเช่นนี้มากมายล่ะ”
“โอ้!” เมื่อได้ยินคำพูดนี้ จูตี้อดไม่ได้ที่จะสูดลมหายใจเฮือกหนึ่ง แล้วพูดด้วยเสียงสั่นเครือว่า “น้องห้า ต้องบอกว่าสิ่งที่เ้าพูดมานั้น มีโอกาสเกิดขึ้นได้จริง ๆ ฮึ! ข้านึกว่า หลี่ซ่านฉาง จะมีความสามารถอะไร ที่แท้ก็เป็แค่คนโง่เขลาคนหนึ่ง”
“เอ่อ…” เมื่อได้ยินคำพูดของจูตี้ จูซู่ก็อดไม่ได้ที่จะตกตะลึง ‘เ้าจูตี้ก็กล้าพูดว่าหลี่ซ่านฉางเป็คนโง่เขลาด้วยหรือ’
จูซู่กล่าวต่อว่า “อีกประการหนึ่ง หากข้าเดาไม่ผิด เหตุผลที่หลี่ซ่านฉางวางแผนเช่นนี้ ก็เพื่อ้าได้รับความชอบจากเชื้อพระวงศ์ ท่านว่า หากท่านพ่อ ทำตามแผนนี้จริง ๆ ท่านจะขอบคุณหลี่ซ่านฉางหรือไม่?”
“หืม? พูดถึงเื่นี้!” จูตี้ตกตะลึง ดวงตาสว่างวาบขึ้นทันที แล้วตอบว่า “น้องห้า ถ้าไม่ได้เ้าเตือน รู้ว่าแผนของหลี่ซ่านฉางเป็กลยุทธ์ที่โง่เขลา ข้าอาจจะขอบคุณเขาจริง ๆ ก็ได้ โอ้โห หลี่ซ่านฉาง อ้ายคนเ้าเล่ห์นี่ เก่งเสียจริง!”
“ท่านพ่อไม่ได้มองเห็นวิกฤตที่แฝงอยู่ หากนำไปปฏิบัติ พวกเราที่เป็เชื้อพระวงศ์อาจต้องไปขอบคุณโจรเฒ่าคนนี้จริง ๆ ไม่ได้ ข้าต้องเตือนท่านพ่อ”
ขณะที่พูด จูตี้กำลังจะลุกขึ้นยืนเพื่อบอกสิ่งที่จูซู่เพิ่งพูดให้ฮ่องเต้จูฟัง แต่ถูกจูซู่ดึงไว้ “พี่สี่ ท่านกำลังจะทำอะไรน่ะ? ท่านอย่าได้พูดออกไปตอนนี้เป็อันขาด มิเช่นนั้นท่านจะเป็การตบหน้าหลี่ซ่านฉางต่อหน้าขุนนางทั้งหลาย วิจารณ์แผนของหลี่ซ่านฉางว่าไร้ค่า บอกว่ามันเต็มไปด้วยช่องโหว่ ถึงตอนนั้น หลี่ซ่านฉางและกลุ่มหวายซีที่อยู่เื้ัเขาจะขอบคุณท่านจริง ๆ”
“น้องห้า แล้วจะทำอย่างไรดีล่ะ?” จูตี้ถาม
“พี่สี่อย่าเพิ่งร้อนใจสิ! ยังมีหลิวปั๋วเหวินไม่ใช่หรือ? ดูก่อนว่าเขาอยากจะพูดอันใด และท่านสามารถหาท่านพ่อเป็การส่วนตัวเพื่อบอกเขาถึงผลได้ผลเสียได้” จูซู่กล่าว
“ท่านเฉิงอี้ปั๋ว! แล้วท่านล่ะ? ข้าอยากฟังแผนของท่าน” ฮ่องเต้จูบนบัลลังก์ัหันไปถามหลิวปั๋วเหวิน
[1] กลุ่มขุนนางเจ้อตง (浙东党) เป็กลุ่มขุนนางและนักวิชาการที่มา จากภูมิภาคเจ้อตง (浙东) ทางตะวันออกของมณฑลเจ้อเจียง (浙江) ในสมัยราชวงศ์ิ มีส่วนสำคัญในการพัฒนาการเมืองและเศรษฐกิจของราชวงศ์ิใน่แรก ๆ เป็ศัตรูกับกลุ่มหวายซีจื่อตี้ (淮西子弟) หลังจากฮ่องเต้หงอู่ขึ้น ครองราชย์แล้ว เขาก็เริ่มกีดกันกลุ่มขุนนางเจ้อตง จนในที่สุดก็ถูกกำจัดออกไปเพราะฮ่องเต้หงอู่้าที่จะควบคุมอำนาจในราชสำนักอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด