ตอนที่ 5 ความโชคดี
พึบ! พึบ! พึบ!
อ๊า!!
หลังจากที่พันผาะโลงมาแล้ว เขาก็รีบขึ้นจากใต้น้ำพร้อมกับลูกชายซึ่งตอนนี้กล้วยลูกชายของเขาดูไม่สู้ดีนัก เพราะความสูงของน้ำตกบวกกับแรงอัดของน้ำแต่โชคดีที่ว่ามีพันผาประคองและป้องกันเอาไว้ เลยทำให้กล้วยยังคงหายใจและรอดมาได้……
หมับ!!
พันผาได้คว้าเอาท่อนไม้ที่ตนตัดมาก่อนหน้านี้ที่ลอยอยู่เบื้องหน้าของตนดึงเอามากอดไว้ก่อนจะใช้ผ้าที่ผูกอยู่บนศีรษะของตนห่อลูกเอาไว้กับกิ่งไม้ส่วนตนเองก็ใช้แขนข้างที่เหลืออยู่นี้กอดท่อนไม้เอาไว้อย่างแ่า ก่อนจะไม่ได้สติและสลบไปปล่อยให้ตนเองและลูกน้อยไหลไปตามสายน้ำที่ไม่รู้ว่าจะไปถึง ณ ที่แห่งหนตำบลใด…….
สองวันผ่านไป…….
ณ ริมลำธารสายหนึ่ง…..
ซ่า! ซ่า! ซ่า!
จ้ากกกกก!
ผะ……..ผะ……ผีหลอก ผีหลอก!
ตึง! ตึง! ตึง! ตึง!
ในขณะนั้น เสียงร้องะโของชายหนุ่มอายุราวๆ สิบเก้าปีก็ได้ดังขึ้นซึ่งชายหนุ่มคนนี้ดูหน้าตาดีมีมัดกล้าทุกส่วนแสดงให้เห็นว่าเขานั้นก็มีวิชาการต่อสู้เช่นกัน เพราะหากเป็ชาวบ้านทั่วๆไปคงไม่มีร่างกายที่พร้อมรบเช่นนี้……
“เอ้ย เอ้ย เอ้ย เสียงดังเอ๊ะอะโวยวายอันใดกันว่ะไอ้จุก?!”
และในเวลาเดียวกัน เสียงที่ดูแหบแห้งก็ดังส่วนขึ้นซึ่งเ้าของเสียงที่แหบแห้งนี้ก็คือพระรูปหนึ่งที่มีอายุราวๆ หกสิบปีได้แต่ถึงพระรูปนี้จะมีอายุมากแล้ว แต่ท่านก็ยังดูแข็งแรงอยู่……
“ผีขอรับหลวงตาบุญขอรับ! ผีหลอกกระผมผีมันอยู่ที่ริมน้ำขอรับ!” ชายหนุ่มที่ชื่อจุกรีบกล่าวตอบหลวงตาบุญทันทีด้วยสีหน้าที่ดูหวาดกลัว……
ผี!?
“ผีบ้า ผีบอ อะไรของเอ็งว่ะ มึงเองก็มีวิชาอาคมเช่นกันจักกลัวผีไปทำไมวะ!” หลวงตาบุญถลึงตาใส่ไอ้จุกพร้อมกับสบถคำว่ากล่าวและตักเตือนให้จุกรู้ว่าตนเองก็มีวิชาจะกลัวผีไปทำไมกันอีกอย่างจุกเองก็มีกุมารอยู่ในด้วย ซึ่งก็ถือว่าเป็ผีเหมือนกัน……
“จริงๆ นะขอรับหลวงตา! ถ้าหลวงตาไม่เชื่อกระผมก็นิมนต์หลวงตารีบมาดูให้เห็นกับตาเถิดขอรับ จักได้ปราบให้มันไปผุดไปเกิดกระผมกลัวแล้วขอรับ!” ถึงจะได้ยินหลวงตาบุญพูดแบบนั้นก็เถอะ แต่จุกก็ยังรู้สึกกลัวอยู่ดีเพราะเขาไม่ค่อยจะถูกกับผีเท่าไหร่แม้แค่กุมารของเขาเขาก็ไม่ค่อยได้เรียกมันออกมาใช้……
“เออ! เออ!กูจักไปดูมันเดี๋ยวนี้แหละ แล้วถ้าไปแล้วไม่เจอละก็กูจักลงหวายมึงให้ตูดลายเลยทีเดียว โทษฐานหลอกพระ ไปจงเร่งพาข้าไปดู!”หลวงตาบุญถึงกับส่ายหัวด้วยความจนใจกับท่าทางของไอ้จุกแต่ถึงอย่างไรท่านก็ยังตามมันไปเพื่อดูให้แน่ชัด……
ตึก ตึก ตึก!!
“นะ นะ นั่นไงขอรับหลวงตา ผีอยู่ตรงนั้นไงขอรับ!หัวของมันอยู่ติดกับผักตบชะวานั่นไง!”เมื่อจุกพาหลวงตาบุญมาถึงสถานที่ที่เขาพบเจอกับผีที่ว่าเขาก็ชี้นิ้วไปเพื่อบอกกับหลวงตาว่าผีอยู่ตรงไหน…..
หือ?
“ผีบ้าอะไรของเอ็ง! นั้นมันเป็คนต่างหากเล่า?!เร็วไอ้จุก เอ็งรีบไปเอาไม้ยาวๆมาดันผักตบออกไปแล้วช่วยพวกเขามาอย่าได้ช้าที เร็ว!!” เมื่อหลวงตาบุญมาถึงและพบเจอกับผีที่จุกว่า หลวงตาก็พบว่านั้นไม่ใช้ผี แต่เป็คนที่กำลังใกล้จะตายแล้วหลวงตาจึงบอกให้จุกรีบช่วยคนที่อยู่ตรงนั้นขึ้นมาซึ่งคนที่อยู่ตรงนั้นก็คือพันผากับลูกชายของเขานั้นเอง…..
ฟับ ฟับ ฟับ
“เอ้าเร็วอีกสิวะไอ้จุก รีบดึงมันขึ้นมาเร็ว!”
“ขอรับหลวงตา! กระผมก็รีบอยู่นี่ไง!”
อึ๊บ อึ๊บ
จ้ากกกกกกก!
โป๊ก!
โอ้ยยย!!
“ใอะไรของเอ็งอีกแล้ววะไอ้จุก แหกปากอยู่ได้บ๊ะไอ้นี่?!” ในขณะที่จุกกำลังดึงร่างของพันผาขึ้นมานั้นเสียงร้องะโอย่างใของจุกก็ดังขึ้นอีกครั้งและเพราะเหตุนั้นหลวงตาบุญจึงได้มอบมะกอกไปที่หัวของจุกหนึ่งทีพร้อมกับถามว่าเกิดอะไรขึ้น……
“เด็กทารกขอรับ! มีเด็กทารกติดมาด้วยขอรับหลวงตาแถมยังไม่ตายและยังมาส่งยิ้มให้กระผมอีกด้วยขอรับ?!” จุกหันกลับมาเพื่อตอบหลวงบุญว่าตนได้พบเด็กทารกคนหนึ่งที่ยังไม่ตายและส่งยิ้มให้กับเขาอย่างไร้เดียงสา……..
“เอ็งจงเร่งแบกร้างของพ่อหนุ่มคนนี้ขึ้นไปไว้บนพื้นตรงนั้นก่อนแล้วค่อยก่อไฟต้มสมุนไพรให้ข้า ส่วนทารกน้อยผู้นี้ข้าจักอุ้มตามขึ้นไปเอง!”หลวงตาบุญรับเอาเด็กทารกขึ้นมาอุ้มไว้ ก่อนจะสั่งให้จุกแบกร่างพันผาไปวางบนพื้นราบและไปก่อกองไฟเพื่อต้มสมุนไพร……
ขอบรับหลวงตา!
อึ๊บ! อ๊ะ!
หนักเป็บ้าเลยโว้ย!
จุกทำตามคำสั่งของหลวงตาทันทีอย่างไม่ชักช้าซึ่งด้วยที่ตัวเขามีรูปร่างกำยำ การที่จะยกร่างของพันผานั้นไม่ใช่เื่ยากเลยดังนั้น เขาจึงใช้เวลาไม่นานที่จะนำร่างของพันผาไปวางไว้ ณ จุดที่หลวงตาบุญบอกก่อนจะไปหาฟืนมาก่อกองไฟ…….
สิบนาทีผ่านไป…..
ตึกตึก! ตึก! ตึก! ตึกตึก!
‘อ้ายหนุ่มคนนี้ชีพจรเต้นอ่อนแรงมากแถมาแยังมีพิษร้ายด้วย มิหนำซ้ำยังเสียเืเป็จำนวนมาก หากแต่เป็คนทั่วๆไปคงจักต้องตายไปนานแล้วกระมัง?! ไม่รู้ว่ามันจิตใจของมันทำด้วยอะไรถึงได้ทนมาได้ขนาดนี้’หลวงตาบุญตรวจชีพจรของพันผาแล้วก็พบว่า ชีพจรของพันผานั้นเต้นอ่อนแรงมาก แถมแผลยังติดพิษด้วย…….
“ไอ้จุก! เอ็งจงเร่งไปหากล้วยมาบดให้ไอ้ทารกน้อยผู้นี้ได้กินที!”
“ขอรับหลวงตา!”
ตึง ตึง ตึง ตึง
“ในตอนนี้ที่ข้าช่วยเอ็งกับลูกได้ก็คงมีเพียงเท่านี้จะรอดหรือไม่รอดก็สุดแล้วแต่เวรแต่กรรมของพวกเอ็งสองพ่อลูกแล้ว!”
อีกสองวันผ่านไป………
ณ กุฏิหลวงตาบุญ ภายในหมู่บ้านท่าเสด็จ……
อะ! อะ! อะ!
แม่จันทร! อะ!
แม่จันทร! อะ!
“ไม่นะแม่จันทร! อย่าปล่อยมือนะแม่จันทร! !”
อ๊า!!
“โยม! โยม! ตั้งสติเอาไว้ให้ดีๆตอนนี้แม่จันทรของเ้าไม่ได้อยู่ที่โลกนี้แล้ว!” ราวกับหลวงตาบุญรู้เื่ที่ผ่านมาเป็อย่างดีท่านได้ส่งเสียงพูดปลอบใจพันผาขึ้นมา เพื่อเรียกให้พันผากลับมาสู่ความเป็จริง…….
อ๊ะ!
“ทะ…….ที่นี่ที่ไหน? แล้วลูกของข้าละ? ลูกชายข้าอยู่ที่ได้!”ทว่าพันผายังคงไม่กลับมาอยู่ในอารมณ์ที่ปกติสุขนักเขายังคงมีความรู้สึกที่เป็กังวลและเป็ห่วงอยู่ในใจ ดังนั้นเขาจึงถามหาแต่ลูกชายของเขาอย่างเดียว…….
“ลูกชายของเอ็งไม่เป็อะไรดอกตอนนี้ข้าได้ให้หญิงหม้ายลูกสามดูแลมันอยู่ เอ็งวางใจได้!”
อะ!
หลวงพ่อ! ?
พันผาได้ยินอย่างนั้นเขาก็รีบหันไปยังเ้าของเสียงที่พูด ก่อนจะพบว่าคนที่พูดนั้นเป็พระรูปหนึ่งที่นั่งอยู่ไม่ห่างจากเขามากนักเขาจึงได้ยกมือไหว้ขึ้น “นมัสการขอรับหลวง…….โอ้ย!”ทว่าในขณะที่พันผากำลังยกมือขึ้นไหว้นั้นความเ็ปที่แขนข้างที่ถูกตัดออกไปก็ได้รู้สึกขึ้น…..
“เจริญพรโยม เอ็งยังเจ็บอยู่ ไม่ต้องพิธีรีตองดอกอีกอย่างแขนเอ็งข้างที่ขาดไปก็ยังมีพิษติดอยู่เล็กน้อยเอ็งไม่ควรที่จะขยับมันในตอนนี้ ถึงแม้ว่าข้าจักถอนพิษอาคมออกให้แล้วแต่พิษตกค้างมันก็ยังคงเหลืออยู่ หากเอ็งไม่คิดดูแลตัวเอง พิษมันก็จะกำเริบอีก!”
หลวงตาบุญยกมือขึ้นเพื่อขัดไม่ให้พันผาขยับตัวหรือแขนข้างที่ขาดมากนักเพราะอาการยังไม่หายดีแถมยังมีพิษตกค้างอยู่ด้วย…….
“กระผมเข้าใจแล้วขอรับ ว่าแต่กระผมหลับไปนานกี่เพลาแล้ว?แล้วลูกชายของกระผมละขอรับอยู่ที่ใด?” พันผาพยักหน้ารับฟังอย่างเข้าใจก่อนจะถามว่าตนเองหลับไปนานเท่าไหร่ และกล้วยลูกชายของตนอยู่ที่ใด……..
“อาตมาเจอโยมเมื่อสองวันก่อนที่ริมน้ำจึงได้ช่วยโยมและลูกเอาไว้ก่อนจะพากลับมาที่หมู่บ้านท่าเสด็จนี้ ซึ่งโยมได้สลบไปถึงสองวันด้วยกันเห็น จะได้ แต่ก่อนหน้านี้อาตมาเองก็ไม่รู้ว่าโยมสลบไปแล้วกี่วันแต่โยมไม่ต้องเป็ห่วงไป โยมและลูกอยู่ในที่แห่งนี้มันปลอดภัยแล้ว!”
“ขอบพระคุณหลวงพ่อมากขอรับที่ได้ช่วยชีวิตพวกเราทั้งสองเอาไว้!แต่ทว่าพวกเราสองพ่อลูกกำลังถูกพวกั์ตามล่าอยู่ กระผมเกรงว่า…….”
“โยมทำใจให้สบายเถอะพวกเ้าทั้งสองอยู่ที่นี่ไม่ต้องเป็กังวลใดๆ มันจักไม่มีอันตรายใดๆ เกิดขึ้นได้อย่างแน่นอนรอให้โยมหายดี และสีหน้าที่มีแต่ความทุกข์ใจของโยมดีขึ้นกว่านี้ค่อยเล่าเหตุการณ์ทุกๆ อย่างที่เกิดขึ้นกับโยมให้อาตมาฟังนะ!”
“กระผมเข้าใจแล้วขอรับหลวงพ่อ!”
“อืม หลับพักผ่อนให้หายดีเถอะ อาตมาขอตัวก่อนนะเจริญพร!”
หลังจากที่บทสนทนาจบลง หลวงตาบุญก็ลุกขึ้นจากไปปล่อยให้พันผาได้นอนหลับพักผ่อนเพื่อรักษาตัวเองให้ดีขึ้นซึ่งอาจจะต้องใช้เวลาหลายวันหรือหลายเดือดเพื่อให้แผลหายดี…….
สี่ปีผ่านไป…….
“ไอ้กล้วยเอ๊ย! นี่เองไม่คิดจะพักหน่อยหรือยังไงวะ!”เสียงของหลวงตาบุญดังขึ้น เมื่อเห็นว่ากล้วยที่ตอนนี้อายุได้สี่ขวบแล้วเอาแต่วิ่งเล่นกับไอ้ด่างหมาน้อยคู่ใจมาเป็เวลานาน…..
“ยังขอรับหลวงปู่ กระผมกับไอ้ด่างกำลังสนุกเลย!”เสียงที่หวานใสของกล้วยดังตอบกลับหลวงตาบุญด้วยใบหน้าที่ใสซื่อและบริสุทธิ์……
“เออ! เออ! เออ!อย่าเล่นให้มันมากนัก พ่อของเอ็งรออยู่โน่นแล้ว!”ถึงแม้ว่าความตั้งใจจริงของหลวงตาบุญจะมาเพื่อบอกให้กล้วยเลิกเล่นแต่เมื่อเห็นแววตาและใบหน้าที่ดูน่ารักของกล้วยแล้วมันก็ทำให้หลวงตาใจอ่อนปล่อยให้กล้วยเล่นต่อไป พร้อมกับบอกว่าพ่อพันผารออยู่……
“พ่อผา! ถ้าเช่นนั้นกระผมเลิกเล่นแล้วขอรับหลวงปู่!”เมื่อกล้วยได้ยินว่าพ่อของเขามารอแล้วเขาก็เลิกเล่นกับไอ้ด่างและรีบวิ่งกลับไปหาพ่อของเขา……
ตึก ตึก ตึก!
“เป็อย่างไรบ้างลูก เหนื่อยไหม?” พันผากล่าวถามลูกชายของตนด้วยสีหน้าที่อบอุ่นและห่วงใยแต่ทว่าภายใต้ใบหน้าที่ยิ้มแย้มนี้กลับแฝงไปด้วยความเศร้าใจ……
“ข้าไม่เหนื่อยเลยท่านพ่อ ว่าแต่พ่อละยังเจ็บแขนอยู่ไหม?” กล้วยส่ายหัวของเขาไปมาเพื่อปฏิเสธว่าเขาไม่ได้เหนื่อยเลยแต่ที่เขารู้สึกไม่ดีคือแขนของพ่อเขาที่ยังเจ็บอยู่……
“แขนพ่อไม่เป็ไรดอก เดี๋ยวมันก็จักหายไปเองนั่นแหละเอาละ! พวกเรากลับบ้านกันเถอะ อยู่ที่นี่รบกวนหลวงพ่อท่านท่านจะสวดมนต์นั่งสมาธิแล้ว!” พันพาไม่อยากให้ลูกชายเป็ห่วงและคิดมากเขาจึงบอกว่าไม่เป็อะไรและชวนกล้วยกลับบ้านกัน……
“ขอรับท่านพ่อ ข้าจักกลับบ้านไปกับท่าน!”
อื้ม!
หลังจากนั้นทั้งสองก็เดินไปกราบลาหลวงตาบุญก่อนจะออกจากวัดไปและกลับไปที่กระท่อมหลังน้อยที่สร้างขึ้นง่ายๆแต่มันก็มีเครื่องครัวและสิ่งของอำนวยความสะดวกต่างๆ อยู่ครบทุกอย่างไม่ว่าจะเป็เตาถ่าน หม้อดินเผา โอ่งดินเผาหรือแม้แต่เตียงไม้ไผ่ที่ใช้ขนสัตว์มาทำเป็ที่นอนให้อุ่นกายยามค่ำคืน……..
***********************************************
ฝากนิยายเรื่องนี้ด้วนนะครับ ลูกศิษย์ของพี่หมีเป็นคนแต่งเอง ถ้าไม่ดีอย่างไรก็สามารถติชมกันได้นะครับ