42 : มุ่งมั่น
ในห้องเรียนวิชาชีววิทยาทุกคนต่างนั่งกันเป็นกลุ่มเพราะงานส่วนใหญ่มักเป็นการทำแล็ปแต่นั่นก็ทำให้พวกนักเรียนมีโอกาสคุยกันง่ายขึ้นด้วย
“รู้อะไรมั้ยว่าพวกแกมีปัญหาอยู่อย่าง”เพียวพูด หลังจากฟังเอลเล่าเรื่องเมื่อเช้านี้ให้ฟัง
พอได้รับสายตาเป็นคำถามกลับมาเพียวก็จัดการร่ายยาว “ทางนั้นสั่งให้พวกแกทำอะไร ก็ต้องทำตามคำสั่งอย่างเดียวเลยรึไงไม่คิดบ้างเหรอว่าการให้ไปสู้กับพวกผู้มีพลังคนอื่นน่ะ มันเหมือนให้ไปฆ่ากันตายชัดๆถึงไม่ได้บอกว่าถ้าแพ้แล้วจะเป็นยังไงก็เถอะ แต่ในเมื่อต่างฝ่ายต่างไม่รู้จักกันมันก็ต้องระแวงว่าอีกฝ่ายคิดจะฆ่าตัวเองอยู่รึเปล่าแล้วผลสรุปก็คือ ต่างฝ่ายต่างกลัวโดนพวกตรงข้ามฆ่า สุดท้ายก็เลยได้มาฆ่ากันจริงๆ”
สองคนที่ต้องสู้นิ่งเงียบไปมีความเป็นไปได้สูงมากว่าการให้พวกเธอมาสู้กันจะหวังผลแบบนี้อยู่แต่เอลยังพยายามคิดหาทาง
“แต่...ถ้าเราบอกคนที่จะต้องสู้ด้วยว่าไม่คิดจะฆ่าให้สู้กันแค่รู้ผลแพ้ชนะเฉยๆ อีกฝ่ายก็น่าจะเข้าใจไม่ใช่เหรอ”
เพียว หรือแม้แต่โมที่ยอมนั่งฟังอยู่เงียบๆผิดวิสัย ถึงกับกลอกตาถอนหายใจกับความคิดมองโลกในแง่ดีของเพื่อนสาว
“ถามจริงๆ เถอะตอนพวกแกไปโรงเรียนประถมฯ แล้วเห็นพวกผู้มีพลังแต่ละคนฆ่าเด็กกันอย่างไม่ลังเลพวกแกคิดว่าคนพวกนั้นจะมองคนอื่นๆ เป็นยังไง”
เนียร์ที่ไม่ได้ยินยอมทำตามคำสั่งนั้นไม่อยากตอบคำถามนี้แต่ว่าเอลที่ลงมือเหมือนคนอื่นๆ ตอบว่า
“ก็คิดว่ามันเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้นี่นาฆ่าคนไม่ใช่เรื่องที่ควรจะทำกันสักหน่อย แต่โดนให้มองสีดำ-แดงแบบนั้นไม่มีใครห้ามตัวเองได้หรอกนะ”
คราวนี้โมเป็นคนขัด“นั่นมันความรู้สึกของคุณกุ้งแห้งผู้แสนดีคนเดียวต่างหาก”
“...รู้สึกว่าคนพวกนั้นต่างชื่นชอบในการฆ่า”เนียร์ตอบเสียงเบา เป็นคำตอบที่เพียวกำลังรอฟังอยู่พอดีจึงรีบเสริม
“นั่นล่ะใช่เลยตัวเองอาจจะคิดว่าไม่อยากฆ่าแต่จำเป็นต้องทำ แต่ตัวเองในมุมมองของคนอื่นน่ะไม่ใช่อย่างนั้นหรอกสมมติว่าพวกแกไปบอกว่าไม่ได้คิดจะฆ่า พวกนั้นต้องคิดว่าโกหกกันอยู่แล้ว และถึงฝ่ายนั้นจะเป็นฝ่ายพูดออกมาเองพวกแกก็คงเชื่อไม่ลงอยู่แล้วใช่มั้ยล่ะ ถ้าเห็นว่าอีกฝ่ายฆ่าคนอื่นได้เพียงเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง”
เป็นอีกครั้งที่เนียร์กับเอลเงียบไปเพียวจึงพูดต่ออย่างไม่ใส่ใจ
“แต่ทางนั้นก็อาจจะชอบการฆ่าจริงๆ อยู่แล้วก็ได้อาจหลอกให้พวกแกตายใจ แล้วสุดท้ายก็...” เพียวยักไหล่เป็นเชิงว่า ‘ต่อไปเป็นไงคงไม่ต้องบอก’
โมหัวเราะเจื่อน “ไม่ว่าจะทางไหนสุดท้ายก็ไม่พ้นต้องฆ่ากันจริงๆ เลยแฮะ”
-<><><>-
“ความแข็งแกร่งของพลังขึ้นอยู่กับว่าพวกเธอรับรู้ถึงการมีอยู่ของสิ่งที่ใช้ได้มากแค่ไหน”เสียงคำสอนจากหนุ่มหัวส้มที่ผันตัวเองมาเป็นครูฝึกใช้พลังชั่วคราวให้กับสองสาว
ห้องที่พวกเขาใช้ฝึกเป็นห้องเรียนที่เลิกใช้มาสักชาติหนึ่งได้ในห้องจึงมีแต่ขี้ฝุ่นจับหนาเตอะ กองโต๊ะและเก้าอี้สุมกันอยู่ท้ายห้องมีหยากไย่จับเต็มไปหมดบนกระดานดำยังมีรอยขีดเขียนวาดเล่นของพวกเด็กมือบอนวาดประดับไว้อย่างไม่มีใครคิดจะลบออก
มันเป็นห้องที่ลุงยามเสนอให้พวกเขามาใช้กันดังนั้นก่อนจะเอามาใช้จริงจึงมีการทำความสะอาดแบบลวกๆ แบบเฉพาะกิจ แล้วก็จัดของอีกเล็กน้อย
ตรงกลางห้องมีโต๊ะเรียนตัวหนึ่งอันถูกเลือกมาจากบรรดาที่กองอยู่ตรงท้ายห้องนำมาเช็ดให้สะอาดเพื่อใช้วางแก้วพลาสติก แล้วก็กล่องใสที่โชลเป็นคนทำขึ้นมาเองในนั้นเต็มไปด้วยดิน ก้อนหิน ทราย น้ำมันและน้ำปนกันอยู่เต็มไปหมด
“เนียร์ เงื่อนไขของคุณคือแยกน้ำที่อยู่ในนี้ออกมาให้หมดและห้ามมีสิ่งใดปนเปื้อน ถ้ามี ก็ขอให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้นะครับ”โชลบอกเนียร์ที่พยักหน้าให้แล้วเริ่มจ้องสิ่งต่างๆ ที่รวมอยู่ในกล่องข้างหน้าเขม็ง
สายตาของคนหัวน้ำตาลเลื่อนมายังผู้หญิงอีกคนของห้องเขาค่อยๆ เกริ่น “ตามปกติแล้ว เวลาคุณใช้ลมส่วนใหญ่ มักจะสะบัดมือหรือขยับอะไรสักอย่างให้เกิดลมขึ้นมาสินะครับเอล เงื่อนไขของคุณคือพยายามบังคับอากาศในห้องนี้ให้กลายเป็นลมของคุณให้ได้โดยห้ามขยับตัวแม้แต่นิดเดียว”
สิ้นคำเอลก็จ้องไปยังเบื้องหน้าอันว่างเปล่า ราวกับเห็นอะไรบางอย่างในความว่างเปล่านั้นที่เธอจำเป็นต้องควบคุมมันให้ได้
โชลสั่งเสร็จก็ไปนั่งตรงเก้าอี้ที่เตรียมไว้ข้างฟิวส์เพื่ออยู่รอดูผลของทั้งสอง
เพื่อการต่อสู้แล้วพวกเธอจำเป็นต้องใช้พลังของตัวเองให้ดียิ่งขึ้นกว่านี้แม้ธรรมชาติจะมอบความแข็งแกร่งเหนือมนุษย์ธรรมดามาให้ แต่ถ้ามาอยู่ต่อหน้าผู้มีพลังเหมือนกันก็ไร้ความหมายดังนั้น...เวลาที่เหลืออีกเพียงไม่กี่วันพวกเธอจึงต้องฝึกใช้พลังธาตุของตนให้ดีขึ้นกว่าเดิม
แต่กระนั้น...กลับมีอยู่คนหนึ่งที่ไม่ได้มาเข้าร่วมการฝึกนี้ด้วยกัน
วาลเด็กสาวเงียบขรึมที่เอาแต่พูดคุยกับสัตว์เลี้ยงของตัวเองซะเป็นส่วนใหญ่ไม่ได้มาร่วมด้วยแต่ฟิวส์กับโชลไม่ได้ห่วงคนนี้มากนัก หรืออันที่จริงก็ไม่ได้ห่วงเลยสักนิดเดียวแต่อีกสองคนที่เหลือนี่สิ ที่พวกเขาค่อนข้างห่วงมากเป็นพิเศษ
ถ้าให้ตอบตามความเป็นจริงก็คือไม่อยากให้ลงมาสู้เลยด้วยซ้ำ อยู่ข้างสนามรอพวกเขาสู้ไปยังจะดีซะกว่าแต่รู้ดีว่าเจ้าตัวสองคนนั่นคงไม่ยอมรออยู่เฉยๆ แน่นอน จึงจำต้องจับมาฝึกให้เก่งขึ้นกว่านี้อย่างน้อยก็มากพอที่จะดูแลตัวเองได้
-<><><>-
“เนียร์ เป็นอะไรรึเปล่า”
เสียงกุลดังแทรกความคิดเข้ามาทำให้คนที่กำลังใช้ความคิดอยู่เพิ่งรู้สึกตัวว่าใช้ส้อมจิ้มๆ เขี่ยๆหมูทอดในจานอยู่นานแล้ว
“เปล่าค่ะ ไม่มีอะไร” เธอว่าพลางจิ้มหมูชิ้นเข้าปาก แล้วส่งยิ้มให้แม่
วันนี้เป็นวันสุดท้ายของการฝึกใช้พลังถึงมันจะเป็นไปได้ด้วยดี แต่เนียร์กลับยังไม่พอใจ ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือไร ถึงได้รู้สึกว่าพลังของเธอควบคุมได้ยากขึ้นวันแรกที่ต้องแยกน้ำ เธอยังใช้เวลาถึงสองวันกว่าจะทำสำเร็จ ทั้งที่มันควรจะใช้เวลาน้อยกว่านี้
แปลก...ของแค่นี้มันน่าจะเป็นเรื่องง่ายสำหรับเธอแท้ๆ
เนียร์ถอนหายใจพยายามปัดเรื่องนี้ทิ้งไปซะ แล้วหาเรื่องอื่นมากวนใจแทน “แล้วพี่ไปไหนเหรอคะยังไม่กลับมาอีก” เธอถาม ขนาดว่าเธออยู่ฝึกจนกลับเย็นแล้วก็ยังไม่เห็นหัวคนที่ควรจะกลับมาก่อน
“อ๋อไปติวหนังสือที่บ้านเภน่ะจ้ะ”
เนียร์พยักหน้ารับรู้ คิดในใจ
ไปเล่นเกมชัวร์
“แล้วพรุ่งนี้วันเสาร์ก็เลยขอไปนอนที่บ้านเภเลย”
...ตระเวรแข่งบาสกับพวกคนในเมืองอีกแน่นอน...เนียร์ประเมินเหตุการณ์คร่าวๆในใจอย่างสงบ
ถ้าเธอบอกเรื่องพรุ่งนี้ให้ทินฟังหมอนั่นคงล้มเลิกแผนการทั้งหมดแล้วไปดูพวกเธอสู้กับพวกผู้มีพลังแน่
“เนียร์”กุลเรียกเหมือนไม่แน่ใจนัก “มั่นใจนะว่าไม่เป็นอะไร”
แค่นั้นแหละเนียร์ถึงเพิ่งรู้ตัวว่าตัวเองกำลังเคี้ยวส้อมเล่น
“อ่า ไม่เป็นอะไรจริงๆ ค่ะ”
ย้อนกลับไปที่โรงเรียนมัธยมปลายหฤทัยอีกครั้งยังมีอีกสองคนเหลืออยู่แม้จะเลยเวลาปิดประตูโรงเรียนแล้วก็ตาม
“วันนี้ฝึกเป็นไง” ฟิวส์โยนกระป๋องน้ำอัดลมมาให้โชลที่นั่งอยู่ตรงสนามหญ้า ถามด้วยความอยากรู้เพราะถึงจะอยู่ร่วมฝึกด้วย เขาก็ไม่มีความสามารถมากพอจะวิเคราะห์ออกมาได้ว่าแต่ละคนพัฒนาไปถึงไหนแล้ว
“ก็เรียกได้ว่าน่าพอใจสำหรับการฝึกในระยะสั้นๆแบบนี้” โชลตอบขณะเปิดกระป๋องดื่มและพูดต่อ “เอลสร้างลมขึ้นมาได้เองโดยไม่ต้องขยับตัว เนียร์ก็เรียกน้ำที่มีอยู่ในความชื้นตามอากาศได้ไม่มีปัญหาอะไรแล้วแต่...”
ฟิวส์ที่ยกดื่มเมื่อครู่ลดกระป๋องลง“แต่อะไรวะ”
โชลนิ่งคิดไปครู่หนึ่งเพื่อคิดถึงตอนฝึกก่อนจะบอกว่า “ไม่รู้ว่าฉันคิดไปเองรึเปล่านะแต่ตอนที่เนียร์ใช้พลังออกมา เหมือนยังใช้ออกมาได้ไม่เต็มที่”
“ยังไง” ฟิวส์ไม่ทันสังเกตจุดนี้
“ไม่รู้สิ แต่ตอนที่เนียร์สู้กับเอลคราวก่อนเหมือนเธอจะใช้พลังออกมาได้เต็มที่กว่านี้อีก นายก็เคยสู้กับเนียร์นี่ไม่คิดบ้างเหรอว่าเธอควรมีพลังมากกว่านี้”
“...งั้นมั้ง”ฟิวส์ตอบไม่เต็มคำเมื่อนึกถึงตอนที่สู้กับเนียร์ครั้งแรกตอนนั้นพวกเขาแทบไม่ได้ใช้พลังธาตุกันเลย มีแต่หมัดที่แลกหากันแต่พอนึกขึ้นได้ว่าหลังๆเขาถูกผู้หญิงรุมอัดอยู่ฝ่ายเดียวแล้วเป็นต้องหยุดความคิดนั้นทันใด แล้วถาม“นายคิดว่ายัยนั่นจะรู้ตัวมั้ย”
โชลนิ่งคิดไปครู่ก่อนตอบ “อาจไม่รู้ ฉันไม่แน่ใจนักหรอกแต่ถ้าตอนสู้กับกลุ่มอื่นแล้วเธอยังเป็นแบบนี้ ก็คงไม่ดีนัก ยิ่งถ้าอีกฝ่ายไม่คิดหยุดแค่รู้ผลแพ้ชนะแล้วละก็...” โชลไม่ได้พูดต่อ แต่ฟิวส์ก็รู้ถึงคำที่หายไป
ฟิ้ว...
สายลมวูบหนึ่งพัดมาให้ความเย็นเข้ากอบกุมหัวใจความเงียบที่ทำให้ได้ยินเสียงเวลาในร่างกายตัวเอง...เสียงของหัวใจที่เต้นอยู่ในอกกำลังร้องดังให้กับความรู้สึกที่เคยถูกลืมเลือนไปเมื่อนานมาแล้วกลับมาเริ่มขึ้นใหม่
“...จะปกป้องให้ได้” ฟิวส์กำต้นหญ้าไว้แน่นมองไปยังเบื้องหน้า “ไม่ว่าจะยังไงก็ตามฉันขอสาบานว่าจะไม่ให้ใครหน้าไหนมาทำอะไรเธอได้เด็ดขาด”
“ฉันก็เหมือนกันจะปกป้องผู้หญิงที่ฉันรักให้ได้” โชลเอาบ้าง
ผู้ชายทั้งสองคนมองตากันต่างคนต่างเห็นพ้องต้องกัน
ฟิวส์ตอกย้ำคำสัญญานั้นในใจ แม้ความกลัวลึกๆจะผุดขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้ทำให้เขาต้องยกมือขึ้นทาบอกตัวเองราวกับกำลังปลอบตัวเองอยู่
ไม่เป็นไรหรอก...มันจะต้องไม่เหมือนกับคราวนั้นอีกแน่นอน
-<><><>-
ในช่วงเวลาเช้าตรู่วันหนึ่งบริเวณชายหาดเนื่องจากไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยวจึงยังไม่มีใครตื่นมาเดินเล่นริมหาดหรือมายืนชมพระอาทิตย์ขึ้นนอกจากกลุ่มชาวประมงที่ตื่นมาเตรียมเรือเพื่อออกไปจับปลายามเช้า
แต่กระนั้นก็ยังไม่มีใครทันสังเกตเรืออีกลำที่ไม่ปรากฏเจ้าของและสัญชาติแน่ชัดมาจอดตรงแถวโขดหินซึ่งไม่มีใครบ้าพอจะไปจอดเรือไว้แถวนั้น เพราะกลัวจะชนโขดหินรอบๆ ก่อนทันได้จอด
ร่างบางร่างหนึ่งกระโดดลงมาจากเรือลำนั้นเท้าทั้งคู่สัมผัสหินขรุขระก้อนใหญ่ที่อยู่ใกล้เรือผมเส้นเล็กละเอียดสีดำยาวผูกมัดเป็นแกละต่ำสองข้าง หางผมปลิวสยายตามแรงลมดวงตากลมโตสีน้ำเงินเข้มแปลกตากำลังกวาดมองไปรอบๆ อย่างสนใจ
“ที่นี่เองเหรอ ประเทศไทย”
“อย่าตื่นเต้นมากจนลืมหน้าที่ล่ะ”
อีกเสียงหนึ่งของผู้ที่กระโดดลงมาอยู่ข้างๆดังขึ้น ร่างสูงเพรียว ผมสีดำสนิทสั้นระต้นคอดวงตายาวรีเป็นสีน้ำเงินเข้มราวกับเป็นตาคู่เดียวกันกับเด็กสาว หากใบหน้ากลับนิ่งสงบผิดกันกับใบหน้าที่เต็มไปด้วยความตื่นตาตื่นใจของเธอ
“แหม พี่กิลก็ เกลไม่ลืมหรอกค่ะ” น้องสาวฝาแฝดหันมาส่งยิ้มให้วางใจก็พอดีกันกับที่มีเงาอีกร่างหนึ่งทาบผ่านทั้งสองคนไป
ฝาแฝดทั้งสองหันไปมองคนที่เพิ่งกระโดดลงมาจากเรือเป็นคนสุดท้ายซึ่งขึ้นนำหน้าพวกเขาแล้วเส้นผมสีขาวยาวรวบสูงราวซามูไรเด่นสะดุดตาดวงตาสีน้ำตาลแก่จ้องตรงไปข้างหน้าเฉกเช่นทุกครั้ง ก่อนจะเอ่ยกับผู้ติดตามทั้งสอง
“รีบไปกันได้แล้วเรายังต้องเดินทางกันอีกไกล”
ฝาแฝดทั้งสองตอบรับพร้อมกันและตามชายชราตรงหน้าไป