อันที่จริงทั้งการเขียนยันต์และบทสวดอาคมต่างๆ เฉินอี้ไม่เคยเรียนรู้เกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้มาก่อน แต่มันมักเกิดขึ้นเองในความฝันหรือบางครั้งก็ผุดขึ้นมาเป็นภาพในหัวแม้แต่ตอนตื่น
เฉินอี้เป็นคนที่สามารถจดจำสิ่งต่างๆได้ดีแม้แต่รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆเขาจึงเริ่มลองวาดสิ่งที่เขาเห็นลงบนกระดาษให้อาหลิ่งดู และนางยืนยันว่าสิ่งที่เฉินอี้วาดคือยันต์ที่สามารถนำไปใช้ได้จริง
เพียงแต่เฉินอี้ไม่รู้ว่าสิ่งที่เขาเห็นและได้ยินนั้นมันเกิดขึ้นได้อย่างไรกันแน่
เมื่อเฉินอี้กล่าวสิ่งที่สงสัยอยู่ภายในใจกับท่านนักพรตเขาก็ยิ้มบางๆ และตอบว่า “คนเรามี[1]สามวิญญาณเจ็ดผัสสะเรื่องเช่นนี้ย่อมเกิดขึ้นได้เป็นธรรมดา”
“เช่นนั้นเอง” เฉินอี้เข้าใจ แต่จินลี่หยางที่มีสีหน้าเรียบเฉยมาตลอดกลับฟังทั้งสองคนคุยกันไม่เข้าใจเลยสักนิด
เฉินอี้นำชวนชินเลี่ยนและสมุนไพรที่ตากแห้งเก็บไว้ใช้เองบางส่วนมามอบให้นักพรตเหลิงจิ้นเต๋อ ก่อนที่ท่านนักพรตจะเดินทางกลับอารามของตน
ท่านนักพรตกล่าวขอบใจเฉินอี้และมอบกล่องขนาดไม่ใหญ่นักใบหนึ่งให้เขา
เฉินอี้เปิดกล่องลองยกขึ้นมาดมและใช้มือสัมผัส “นี่คือสิ่งใดหรือขอรับ”
“ว่านกู่เซียว” นักพรตเหลิงจิ้นเต๋อตอบ
เฉินอี้ลองหยิบขึ้นมาชิ้นหนึ่งความรู้สึกคล้ายจับรากไม้และมีกลิ่นดินอ่อนๆ “ใช้ทำสิ่งใดหรือขอรับ”
“พกติดตัวไว้สามารถป้องกันภูติผีได้ หากพบเจอปิศาจไม่ว่าจะมาในรูปแบบใดเพียงซัดว่านกู่เซียวใส่ มันก็จะสลายไปทันที” ตงฮุ่ยฉือกล่าวอย่างคล่องแคล่ว
“โห ร้ายกาจเช่นนั้นเชียวหรือ” เฉินอี้รู้สึกตื่นเต้น
“ชิ้นใหญ่ที่สุด ให้ท่านนำใส่กระถางและปลูกไว้ที่บ้าน โดยเฉพาะริมหน้าต่างจะได้มิมีสิ่งใดมารบกวนท่านอีก” ท่านนักพรตกล่าว
เฉินอี้นึกถึงความฝันเมื่อคืนนี้ทันที
ท่านนักพรตกล่าวเช่นนี้แสดงว่าเมื่อคืนคงมิใช่แค่ความฝันสินะ
“ขอบคุณขอรับ ท่านนักพรต” เฉินอี้กล่าวและเก็บกล่องไม้นั้นอย่างดี
นักพรตเหลิงจิ้นเต๋อพยักหน้า“หวังว่าสักวัน คงได้มีโอกาสพบท่านที่อารามวั่งชีหลิว เมืองฮั่นจง” กล่าวจบท่านนักพรตก็ยิ้มน้อยๆ
เฉินอี้ทำหน้างงๆแต่ก็รับปาก “ขอรับ”
“เรียกผู้พิทักษ์ของท่านมาเถิด” ท่านนักพรตกล่าวเฉินอี้พยักหน้าและเอ่ยเสียงเบาๆ “อาหลิ่ง”
เมื่อสิ้นเสียงเรียกอาหลิ่งก็ปรากฏกายขึ้นมาทันที ตงเปียนเองก็ตามมาติดๆ
“เชิญท่านก่อนเถิด ข้าขอคุยกับใต้เท้าสักครู่” นักพรตเหลิงจิ้นเต๋อกล่าวเฉินอี้จึงหยิบไม้เท้าและลุกขึ้นยืน จินลี่หยางจะเข้าไปช่วยนำทางแต่เฉินอี้หันมายิ้มให้เขา
“พี่ลี่หยางเชิญคุยกับท่านนักพรตเถิดขอรับ ข้ามีอาหลิ่งคอยนำทางให้แล้ว”
จินลี่หยางจึงพยักหน้างงๆ“ถ้าเช่นนั้น เจ้ารอข้าที่ด้านนอกนะ เดี๋ยวข้าจะไปส่งเจ้ากลับบ้านเอง”
เฉินอี้รู้ดีว่าปฏิเสธไปก็เท่านั้น“รบกวนพี่ลี่หยางแล้วขอรับ”
เฉินอี้เดินออกไปด้านนอกโดยมีจินลี่หยางคอยมองตามไปตลอดทาง
อาหลิ่งที่เดินนำหน้าเฉินอี้อยู่หันกลับไปมองจินลี่หยางพลางคุยกับตงเปียน
“ท่านใช้พลังชวี่ฝูสินะ ใต้เท้าจินจึงตามมาที่นี่ได้”
“ลี่หยางเขามาของเขาเอง ข้ายังมิทันได้ใช้พลังกับเขาเลย”
“งั้นหรือ” อาหลิ่งขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจ และหันไปมองจินลี่หยางอีกครั้ง
จินลี่หยางนั่งลงเมื่อเฉินอี้เดินออกไปด้านนอกแล้วนักพรตเหลิงจิ้นเต๋อมองเขาแล้วยิ้มบางๆ
“ใต้เท้าอย่าได้กังวลมากเกินไป เรื่องเมื่อวานนี้มิใช่ความผิดท่าน”
จินลี่หยางมองท่านนักพรตและมีสีหน้าผ่อนคลายลง
“เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นข้าที่ประมาทเลินเล่อเองข้าคงจะจำมันไว้เป็นบทเรียนขอรับ” จินลี่หยางกล่าวตอบ
เมื่อครั้งเป็นทหารอยู่ในเมืองหลวงเขาเองก็เป็นเพียงผู้ใต้บังคับบัญชา มิได้ต้องมีความรับผิดชอบมากมายขนาดนี้แต่ในเมื่อเลือกที่จะเดินทางออกมาอยู่ที่นี่แล้ว เขาก็อยากจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุดเพื่อให้หลุดพ้นคำครหาจากบรรดาผู้คนที่รู้จักกับบิดาและครอบครัวของเขา
แต่เพียงงานแรกที่เขาย้ายมาที่นี่ก็เกือบจะทำพลาดเสียแล้ว จินลี่หยางจึงรู้สึกไม่สบายใจนักความมั่นใจของเขาหายไปหลายส่วน
หากมิได้เฉินอี้เขาก็คงจะเสียทั้งลูกน้องและคนร้ายไปในคดีแรกของเขาที่นี่เป็นแน่
“แค่ก้าวพลาดไปหนึ่งก้าวจะเป็นไรไป เพราะยังมีก้าวใหม่ที่มั่นคงมิว่าเรื่องที่ทำจะยากเพียงใด ขอเพียงมีความเชื่อมั่นในตนเองมีเจตนาแรงกล้าที่จะทำ นั่นก็เท่ากับว่าสำเร็จไปครึ่งหนึ่งแล้ว” ท่านนักพรตกล่าว
ราวกับท่านนักพรตได้ยินเสียงในใจของเขาจินลี่หยางมีสีหน้าดีขึ้นทันที
“ท่านนักพรตขอรับ แล้วเรื่องของเฉินอี้…”
“หากสงสัยท่านก็เพียงเอ่ยถามเขา หากไม่ถามท่านก็เพียงเฝ้าดูเขาแล้วสักวันท่านจะได้คำตอบเอง”
จินลี่หยางพยักหน้า
ระหว่างรอจินลี่หยางเฉินอี้ก็เดินเล่นคุยกับอาหลิ่งและตงเปียนไปท้ายอาราม อาหลิ่งอธิบายให้เฉินอี้ฟังถึงเรื่องการฝึกสะสมพลังวิญญาณที่จุดซานเสวียนเฉินอี้ตื่นเต้นและตกลงให้ความร่วมมือในทันที
“เช่นนั้น เวลากลางคืนเจ้าก็เข้าไปฝึกในขวดแก้วหลิวหลีเถิดมิต้องออกมาดูแลข้าหรอก” เฉินอี้กล่าวแต่อาหลิ่งยังดูกังวล
“เวลากลางคืนเป็นเวลาของภูติผี ที่บ้านเรามีท่านเหรินสือเป็นเจ้าที่ก็จริงแต่ก็ใช่ว่าจะป้องกันได้ทุกสิ่งทุกอย่าง”
“อาหลิ่ง เจ้ามิต้องห่วง”เฉินอี้กล่าวพลางหยิบกล่องไม้ที่นักพรตเหลิงจิ้นเต๋อให้ไว้ออกมา“ท่านนักพรตได้มอบว่านกู่เซียวให้ข้าแล้ว มิต้องกังวลกับสิ่งใดหรอกน่า”
อาหลิ่งกับตงเปียนมองไปที่ว่านกู่เซียวแล้วก็พากันถอยหลังไปสองก้าวเฉินอี้นึกขึ้นได้จึงรีบเก็บกลับเข้าที่เดิมและหัวเราะแหะๆ “ขอโทษๆ ข้าลืมไป ว่าพวกเจ้าก็เป็นวิญญาณ”
อาหลิ่งกับตงเปียนก็ยิ้มแห้งๆเหมือนกัน
“เฉินอี้ ด้านหลังอารามนี่มีสมุนไพรขึ้นค่อนข้างเยอะทีเดียว”อาหลิ่งกล่าวน้ำเสียงตื่นเต้น
“จริงหรือ ด้านหลังอารามนี่คงเป็นป่าสินะ”
“ใช่ เฉินอี้ ท่านเดินตามข้ามาสิท่านมาดูทีว่าต้นนี้ใช่เช่อไป่เยี่ยหรือไม่”
อาหลิ่งเคลื่อนกายไปช้าๆเฉินอี้จึงค่อยๆ เดินตามไป
ตงเปียนมิได้ตามเข้าไปด้วยเพราะหากตามไปเขาจะอยู่พ้นอาณาเขตพลังชีวิตของจินลี่หยางตงเปียนจึงได้แต่มองตามทั้งสองคนพลางนึกว่ามนุษย์และวิญญาณคู่นี้ช่างอยากรู้อยากเห็นและซุกซนเหมือนกันจริงๆ
เฉินอี้เดินเข้าไปในป่าอาหลิ่งก็ชี้ต้นที่คิดว่าน่าจะเป็นเช่อไป่เยี่ยให้เฉินอี้ เขายื่นมือออกไปจับๆคลำๆ ดู แล้วก็ยิ้ม
“น่าจะใช่นะอาหลิ่ง กิ่งของเช่อไป่เยี่ยจะแตกแขนง รูปร่างแบนใบเล็กคล้ายเกล็ด เรียงตัวตรงข้ามสลับตั้งฉาก” แล้วเฉินอี้ก็ก้มลงไปดม“กลิ่นหอมละมุนแบบนี้ เป็นเช่อไป่เยี่ยจริงๆ”
เช่อไป่เยี่ยมีฤทธิ์เข้าสู่เส้นลมปราณปอด ตับ และม้าม ทำให้เลือดเย็น ช่วยห้ามเลือดขจัดเสมหะระงับไอ และทำให้ผมหงอกมีสีดำ
“ถ้าเก็บเอาไปขายให้เถ้าแก่ถัง ต้องได้ราคาดีแน่เลย” เฉินอี้ยิ้มตาหยีนึกถึงเงินที่จะได้รับครั้งนี้ ก็หุบยิ้มไม่ลงแล้ว
ขณะที่จินลี่หยางกำลังพูดคุยกับนักพรตเหลิงจิ้นเต๋อก็มีชายคนหนึ่งโผล่หน้าเข้ามาในอาราม
“ขออภัยขอรับ มิทราบว่าเฉินอี้อยู่ที่นี่หรือไม่”
ตงฮุ่ยฉือหันไปมองและทำหน้าเบื่อๆ“มาหาพี่ชายเฉินอีกคนหนึ่งแล้วขอรับอาจารย์”
เมื่อจินลี่หยางหันกลับไปมองจึงเอ่ยขึ้น“จางฝูลู่”
จางฝูลู่ก็มองจินลี่หยางงงๆ“ทำไมท่านถึง….”
ทั้งสองคนเงียบอึ้งกันไป
[1] สามวิญญาณเจ็ดผัสสะ- สามวิญญาณคือพื้นฐานของวิญญาณสามประการ และประสาทสัมผัสอีกเจ็ดประการหมายถึง จิตวิญญาณ