เฟยหรงกล่าวทักทายเหล่าครอบครัวของเขาอย่างเป็นกันเองก่อนที่จะพากันเข้าคฤหาสน์ของเจ้านิกายไปในทันทีเวลานี้ จิตสัมผัสของชายหนุ่มพลันกวาดกระจายไปทั่วหอกระบี่ดาวตกเพื่อดูการพัฒนาตลอดระยะเวลาสิบปีที่เขากักตัวฝึกฝน
ชายหนุ่มที่สัมผัสได้ถึงพลังของทุกคนก็อดไม่ได้ที่จะยกยิ้ม ในเวลานี้เหล่าครอบครัวรวมไปถึงเหล่าผู้อาวุโสกลายเป็นระดับจักรพรรดิเทวะกันหมดแล้ว ดังนั้นเขาจึงไม่มีอะไรต้องห่วงอีกต่อไปก่อนจะหันไปทางหลงเสี่ยวหยาที่จำแลงร่างเป็นมังกรตัวเล็กๆนอนอยู่บนโต๊ะ
"ท่านหลงเสี่ยวหยา ศิษย์ข้าละพวกนางไปแก้แค้นหรือยัง"เฟยหรงกล่าวถาม เขายังไม่ลืมคำกล่าวที่เคยให้ไหว หลงเสี่ยวหยาเงยหน้าขึ้นมาอย่างเบื่อหน่ายก่อนจะกล่าวตอบคำถามของเด็กหนุ่ม "เจ้าไม่ต้องห่วงไป ตอนนี้ตระกูลหลงล่มสลายไปหมดแล้ว ด้วยน้ำมือของศิษยืเจ้านั่นแหละ พวกนางล้วนแต่มีพรสวรรค์หลังจากได้รับการกระตุ้นจากสายเลือดมังกรพลังของนางก็พุ่งพรวดพราด ต้องบอกเลยว่าแม้แต่หลงฮุ้ยก็ยังต่อกรพวกนางไม่ได้และหนีหายไปที่ใดก็ไม่รู้"
"โอ้ เช่นนั้นหรือ แล้วเหตุใดพวกนางไม่อยู่ที่นิกายกันละ"เฟยหรงกล่าวถาม
"ข้าส่งพวกนางออกไปเอง ในเวลานี้มีเรื่องแปลกๆเกิดขึ้นทั่วทวีปรอบข้าง ข้าจะจึงพวกนางไปสังเกตุการณ์พร้อมกับลู่หลิน นี่ก็จะครบหนึ่งปีตามกำหนดแล้วเดี๋ยวพวกนางก็กลับมา"เฟยเทียนกล่าว หากเป็นเมื่อก่อนเขาไม่มีทางให้ศิษย์ของเฟยหรงออกไปทำภารกิจเสี่ยงเช่นนี้อย่างแน่นอน แต่ทว่าพวกนางได้พิสูจน์ตัวเองแล้วว่าพวกนางแข็งแกร่งพอที่จะทำมันอีกทั้งยังมีเป่ยลู่หลินไปด้วย ไม่มีทางเลยที่จะเกิดอันตรายขึ้นได้ เนื่องจากเป่ยลู่หลินตบะเหนือกว่าภรรยาเขาเป่ยอิงอิงอยู่หนึ่งขั้นนั่นคือมหาเทวะขั้นกลาง บนแผ่นดินนี้มีไม่กี่คนเท่านั้นที่ต่อกรนางได้
"อืม หากเป็นเช่นนั้นก็ดีไป พวกนางไม่ทำให้ข้าผิดหวังจริงๆ"เฟยหรงยกยิ้มอย่างพึงพอใจ เหล่าภรรยาของเขาพากันหัวเราะอย่างขบขันถึงอย่างไรสามีคนนี้ก็ยังคงท่าทีเหมือนเด็ก แม้ว่าจะผ่านไปถึงสิบปีก็ตาม ช่างเป็นภาพที่น่าคิดถึงจริงๆ
"ท่านพ่อข้าอยากจะรู้เรื่องทั้งหมดของโลกตลอดระยะเวลาสิบปีมานี้ขอรับ ท่านช่วยเล่าให้ข้าฟังหน่อยได้หรือ"เฟยเทียนพยักหน้ารับ เพื่อแสดงการตอบรับของบุตรชายในทันใดและค่อยๆเล่าถึงเหตุการณ์ต่างๆตลอดสิบปีให้เฟยหรงได้ฟัง
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของผู้ถือครองบัลลังก์ราชัน เรื่องการเปลี่ยนแปลงของทวีปต่างๆรวมไปถึงเรื่องที่อยู่ดีๆตำหนักรัตติกาลก็เงียบไป เฟยหรงได้ยินเรื่องราวทั้งหมดก็นั่งวิเคราะห์ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในทันใดก่อนที่เขาจะหันไปทางบิดา ในเวลานี้ทั้งห้องมีเพียงสองพ่อลูกเท่านั้นเพราะคนอื่นไม่อยากรบกวนพวกเขาแต่อย่างใด
"ท่านพ่อ เรื่องราวแปลกๆที่ท่านบอกมาคงไม่ได้เกี่ยวข้องกับตำหนักรัตติกาลหรอกนะขอรับ"เฟยหรงกล่าวออกไปในทันที
"เรื่องนี้พ่อเองก็ไม่อาจรู้ได้ แต่ทว่าเรื่องมันแปลกประหลาดจนเกินไป บางทวีปก็โดนกลุ่มโจรที่ไหนไม่รู้ฆ่าล้าง บางทวีปก็โดนภัยพิบัติทางธรรมชาติ บางทวีปก็โดนเหล่าสัตว์อสูรถล่มจบแทบไม่เหลือชิ้นดี ที่สำคัญเรื่องราวเหล่านี้ล้วนแต่เกิดตรงข้ามกับทวีประดับสูงสองทวีปและทวีประดับกลางที่เราปกครองอยู่ทั้งสิ้น ประดุจหลีกหนีพวกเราอย่างไรอย่างนั้น
"แปลกจริง! ขุมกำลังหลักของพวกมันปิดตัวเงียบ แต่กลับสร้างความวุ่นวายงั้นหรือ ช่างเป็นขุมกำลังที่คาดเดาไม่ออกจริงๆ"เฟยหรงกล่าวพร้อมทำท่าทีฉงนสงสัย อีกฝ่ายคิดจะทำอะไรกันแน่นะ
"เรื่องนี้ช่างมันก่อน เพราะพวกเราได้ส่งคนไปดูสถานที่พวกนั้นแล้ว ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ที่สำคัญอืออีกไม่กี่เดือนข้างหน้าต่างหาก ลูกพร้อมที่จะเปิดผนึกโลกแล้วหรอ"เฟยเทียนกล่าวถาม
"แน่นอนขอรับ ตบะของพวกเราตอนนี้การเปิดผนึกโลกถือเป็นเรื่องดีที่จะทำให้เราพัฒนาต่อไปได้ แต่ทว่าเราก็ต้องระวังตัวเช่นกันเมื่อออกไปแล้วนั้นมีผู้ฝึกตนและเผ่าพันธ์ที่แข็งแกร่งมากมาย บอกตามตรงแม้ข้าจะมั่นใจว่าจะไม่ตายตกแต่ก็ยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของพวกเขา ดังนั้นเพื่อถึงเวลาออกไปข้าอยากให้ทุกคนเข้าไปในแหวนมิติจิตวิญญานของข้า"
"อืม จริงของลูกงั้นเอาอย่างที่ลูกว่าก็แล้วกัน"เฟยเทียนตอบรับในทันที การเปิดผนึกโลกนี้มีทั้งข้อดีและข้อเสียที่ ทว่าแหวนมิติจิตวิญญานของเฟยหรงนั้นสามารถขจัดข้อเสียนั้นได้ เนื่องจากด้านในมีพื้นที่มากพอที่จะให้คนในครอบครัวเขาไปอยู่ด้านในทั้งหมด ที่เขาทำเช่นนั้นไม่ใช่ว่าเขาหวาดกลัวพวกด้านนอกแต่อย่างใด แต่เป็นการระวังตัวเอาไว้ไม่ให้เกิดความสูญเสียภายในครอบครัวต่างหาก
เพราะไม่ว่าจะเป็นเฟยหรงและเฟยเทียนเมื่อออกจากโลกไปแล้วพวกเขาจะไม่ได้ทรงพลังที่สุดอีกต่อไป และจะเป็นเพียงแค่มดตัวเล็กๆในจักรวารที่กว้างใหญ่เท่านั้นแม้จะเลื่อนขั้นเป็นเทพอมตะก็ตาม
'เห้อ ความสามารถในการสู้ข้ามขั้นของข้าน้อยลงทุกที'เฟยหรงเมื่อพูดคุยกับเฟยเทียนจบแล้วก็เดินออกมาพร้อมบ่นพึมพำในใจ ช่องว่างพลังของขอบเขตเทพที่แท้จริงนั้นช่างกว้างใหญ่ สำหรับเขาแล้วหากใช้ออกด้วยพลังทั้งหมดโดยไม่มีบัลลังก์ราชันเข้าช่วยสามารถต่อสู้ข้ามขั้นได้แค่สองขั้นเท่านั้นเองนั่นคือเทพอมตะขั้นกลาง แต่หากใช้ออกด้วยพลังของบัลลังก์ราชันเขาสามารถต่อสู้ข้ามขั้นได้เพิ่มอีกสามขั้นนั่นคือเทพบรรพกาลขั้นกลางนั่นเอง
เฟยหรงเดินออกมาเหม่อมองท้องฟ้ายามราตรีที่เต็มไปด้วยหมู่ดาวของหอกระบี่ดาวตกด้วยความเหม่อลอย ไม่รู้ทำไมยิ่งเขาเพิ่มพลังได้มากเท่าไรแทนที่จะดีใจกับมันอย่างเต็มที่แต่ลึกๆในใจเหมือนจะมีอะไรที่มันค้างคาอยู่ เหมือนกับมีอะไรบางอย่างขาดหายไป อีกทั้งยิ่งคิดเท่าไรก็คิดไม่ออก
"เจ้าปีศาจน้อยกำลังคิดอะไรอยู่"กู่เทียนหลงกล่าวถามในทันทีเมื่อสัมผัสได้ถึงจิตใจที่ไม่มั่นคงของลูกศิษย์
"ท่านอาจารย์ ท่านว่าข้าตามหาความแข็งแกร่งเช่นนี้มันเป็นเรื่องดีหรือไม่"เฟยหรงกล่าวถาม
"ข้าไม่เข้าใจในคำพูดของเจ้า ลองอธิบายมาสิ"
"ท่านอาจารย์ชีวิตนี้แต่เดิมข้าอยากจะใช้มันอย่างมีความสุขกับครอบครัวข้าเท่านั้นตอนนี้ครอบครัวข้าก็กลับมาอยู่พร้อมหน้ากันแล้ว ข้าควรจะดีใจและใช้ชีวิตอย่างมีความสุขสิ เหตุใดจึงต้องตามหาความแข็งแกร่งด้วย ท่านอาจารย์ข้าบอกตามตรงข้าไม่ได้ต้องการพลังที่ยิ่งใหญ่อะไรข้าอยากเป็นเพียงเฟยหรงที่มีชีวิตอยู่อย่างเรียบง่ายกับครอบครัวเท่านั้น แต่ทว่าไม่รู้เพราะอะไรพอข้าคิดจะหยุดไฝ่หาความแข็งแกร่งร่างกายนี้ก็เกิดสัญชาติญานแปลกๆเหมือนกับมันตระตุ้นให้ข้าตามหามัน ท่านอาจารย์ตอนนี้ในใจของข้าสับสนไปหมด"เฟยหรงกล่าวขึ้นมา กู่เทียนหลงที่ได้ยินพลันเจ็บปวดหัวใจราวกับโดนบีบรัดแปลก
"เห้อ ปีศาจน้อย ชีวิตไม่ได้เรียบง่ายเช่นเจ้าว่า บางครั้งโชคชะตาก็เล่นตลกไม่หยุดหย่อน ศิษย์ข้าแม้มันจะเป็นรอบที่ล้านข้าก็จะพูดให้เจ้าเข้าใจ โลกใบนี้จักรวารใบนี้หากเจ้าต้องการความสงบสุขที่แท้จริงเจ้าต้องแข็งแกร่งขึ้น แข็งแกร่งยิ่งกว่าใคร แข็งแกร่งจนแม้แต่โชคชะตาก็ไม่อาจกำหนดชะตาชีวิตของเจ้าได้ เมื่อนั้นหากเจ้าประสงค์สิ่งใดเจ้าก็จะได้รับมัน"เฟยหรงพยักหน้าโดยพลันสิ่งที่อาจารย์ของเขาพูดนั้นถูกต้อง มีเพียงผู้แข็งแกร่งเท่านั้นที่กำหนดโชคชะตาของตัวเองได้นี่คือคำสอนที่ได้ยินมาไม่ว่าจะอยู่โลกใดก็ตามแต่
"ท่านอาจารย์ช่างเรื่องข้าไปก่อน เอาเรื่องท่านดีกว่าท่านอยากกลับตระกูลกู่หรือล้างแค้นคนที่ฆ่าท่านหรือไม่"เฟยหรงกล่าวถาม กู่เทียนหลงยังคงรอยยิ้มบางๆและส่ายหัวไปมาอย่างเรียบง่าย "ไม่ดีกว่า บางทีเรื่องพวกนั้นโชคชะตาอาจจะกำหนดมาเพื่อให้ข้าได้พบเจอศิษย์อย่างเจ้าก็ได้ ข้าจะถือซะเป็นการแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียม"
"ปล่อยวางง่ายดายถึงเพียงนั้น!!"เฟยหรงอุทานออกมาอย่างไม่เข้าใจ เหตุใดอาจารย์ของเขาถึงได้ปล่อยวางได้มากเพียงนี้ อีกทั้งน้ำเสียงนั้นช่างไร้เยื้อใยกับตระกูลกู่ที่เป็นตระกูลบ้านเกิดของเขาด้วย ที่สำคัญสิ่งที่เขาพูดนั้นไม่มีคำโกหกเลยแม้แต่น้อย เนื่องจากตอนพูดนั้นเฟยหรงสัมผัสได้ถึงความสัตย์จริงทุกประการ เพราะกู่เทียนหลงไม่สามารถโกหกเขาได้เมื่ออยู่ในหอคอยเทพมังกร
"คนเราย่อมรู้จักปล่อยวางอยู่แล้ว ออ? แล้วเจ้าก็ไม่จำเป็นต้องรีบหาร่างให้ข้าหรอกนะ การนอนเล่นอยู่ในหอคอยเทพมังกรนับว่าเป็นความรู้สึกที่สบายมากเลยทีเดียว ฮ่าๆๆๆ"กล่าวจบเสียงของกู่เทียนหลงก็พลันหายไป เฟยหรงที่ได้เห็นดังนั้นก็อดไม่ได้ที่จะยกยิ้ม ให้ตายสิอาจารย์คนนี้คิดจะมาก็มาคิดจะไปก็ไป ช่างเป็นอาจารย์ที่น่าปวดหัวเสียจริงๆ