บทที่47
ภายในห้องโถงตระกูลหลี่
ภายในห้องโถงหลักของตระกูลหลี่
ห้องโถงยิ่งใหญ่โอ่อ่าเสาสูงสิบจั้งทำจากไม้หอมพันปีฉลุลายอสรพิษมังกรเลื้อย
บนพื้นปูด้วยหินหยกเขียวเรียบเนียนสะท้อนเงา
แสงจากโคมไฟวิญญาณแขวนประดับตลอดแนวผนังทำให้บรรยากาศเรืองรองเหมือนยามรุ่งอรุณ
บรรยากาศภายในกลับไม่สอดคล้องกับความงดงามของสถานที่
ภายในห้องโถงเงียบงันหนักอึ้งดุจถูกบดทับด้วยภูผามหึมา
โต๊ะยาวกลางห้องวางเรียงรายไปด้วยบุรุษสูงวัยจำนวนมาก
ทั้งชายชราและชายวัยกลางคนนั่งเรียงกันอย่างเคร่งขรึม
ทุกคนคือสายเลือดของตระกูลหลี่
บางคนไว้เครายาวสีขาว บางคนมัดผมสูงแต่งกายด้วยอาภรณ์หรูหราปักลวดลายอสรพิษวิหคเพลิง
สายตาทุกคู่ต่างเคร่งเครียด เงียบงันใบหน้าเคร่งขรึมดำคล้ำประหนึ่งฝนตั้งเค้า
และตรงกลางโถง
มีชายชราหลังค่อมคนหนึ่งคุกเข่าลงแนบพื้นหินหยก
โลหิตสีคล้ำหยดลงเปรอะพื้นรอบกายเขาจนแดงฉาน
ใบหน้าเหี่ยวย่นซีดเผือดเหงื่อเย็นไหลซึมทั่วหน้า
บาดแผลที่หัวไหล่ยังคงเป็นรูโหว่ มองเห็นเศษเนื้อฉีกขาดน่าสยดสยอง
แขนข้างหนึ่งไร้เรี่ยวแรงลงราวกับสิ้นชีวิตฝ่ามืออีกข้างกุมบาดแผลที่ทะลุไหล่ที่เคยตั้งตรงในฐานะผู้พิทักษ์ตระกูลบัดนี้กลับสั่นระริกอย่างน่าเวทนา
จังหวะนั้นเอง
เสียงตวาดก้องสนั่นไปทั่วทั้งห้องโถงดั่งอัสนีผ่าเปรี้ยงลงกลางใจ
“บัดซบ!! สารเลว!!!เจ้า 'สาม' ตายแล้ว!!!”
เสียงของชายวัยกลางคนผู้หนึ่งดังก้อง
เขานั่งอยู่บนเก้าอี้แกะสลักหัวมังกรดำตรงหัวโต๊ะใหญ่
ร่างกายของเขากำยำสูงใหญ่ราวขุนเขาเหล็ก
กล้ามเนื้อที่แข็งแกร่งและเต็มไปด้วยพลังฝึกฝนผ่านปีเดือนยาวนาน
เส้นผมสีดำยาวถึงกลางหลัง ถูกมัดรวบด้วยห่วงเหล็ก
ใบหน้าเข้มคม หว่างคิ้วกว้างหนาขับเน้นดวงตาแข็งกร้าวราวเหยี่ยวหิมะ
ผิวกายสีทองแดงเปล่งประกายจากพลังปราณที่แผ่กระจายออกจากกายอย่างไร้การกักเก็บ
แม้จะนั่งนิ่งอยู่บนบัลลังก์ก็ยังแผ่สภาวะกดดันมหาศาล ทำเอาผู้ฝึกตนหลายคนในที่นั้นขยับกายไม่ได้เลยแม้แต่น้อย
เขาคือ"หลี่หยางอี้"
ผู้นำตระกูลหลี่คนปัจจุบัน
ผู้ฝึกตนขอบเขตหลอมกายาขั้นแปด!
ถือเป็นผู้ฝึกตนระดับสูงสุดแห่งเมืองอวี้หยาง
และเขา...คือบิดาโดยสายเลือดของหลี่เฉินหยาง
ดวงตาของเขาแดงก่ำแววตาอาฆาตมาดร้ายและคลั่งแค้นถึงขีดสุด
เสียงคำรามนั้น ไม่ต่างจากเสียงคำสาปส่งนรกโลกันต์เมื่อสิ้นเสียงของเขา พลังปราณมหาศาลพวยพุ่งสั่นสะเทือนไปทั้งห้องโถงแผ่นพื้นหินหยกบางส่วนปรากฏรอยร้าวทันที!
ภายในห้องโถงขณะนี้
เหล่าสมาชิกตระกูลหลี่ที่นั่งล้อมรอบเต็มไปด้วยความเคร่งเครียดใบหน้าทุกคนหม่นหมอง ดำคล้ำ ราวกับมีเมฆหมอกสีดำบดบังทุกความคิดบางคนกำมือแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด บางคนหรี่ตาแคบ ริมฝีปากเม้มสนิทบ้างแผ่จิตสังหารเลือนราง แต่ไม่มีผู้ใดเอ่ยถ้อยคำใดบรรยากาศเต็มไปด้วยความเดือดดาลและอาฆาตแค้นที่กำลังรอระเบิดออกมาทุกดวงตาต่างจับจ้องไปยังชายชราหลังค่อมที่คุกเข่าอยู่กลางห้อง
แววตาทุกคู่เต็มไปด้วยคำถามและความไม่พอใจที่รอการระบาย
“แล้วพวกเราจะเอาอย่างไรดี?ส่งคนออกไปจับตัวมันมาเลยดีหรือไม่?”
ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงขุ่นเคืองแววตาเต็มไปด้วยโทสะ
ชายผู้นั้นมีรูปร่างสูงใหญ่ ใบหน้าหยาบกร้านมีหนวดเครารุงรังดวงตาเล็กเรียวคล้ายเหยี่ยวปราดเปรียว
เขาสวมชุดอาภรณ์สีเทาเข้มลวดลายปักอสรพิษสีดำพันรอบปลายแขนเสื้อแสดงฐานะเป็นผู้อาวุโสระดับสูงของตระกูลหลี่
รัศมีพลังวิญญาณที่ปะทุเบาบางจากร่างบ่งบอกว่าอีกฝ่ายมีขอบเขตพลังอยู่ที่ปรับแต่งพลังขั้นสูงสุด
แม้จะมิใช่หลอมกายาแต่ก็ถือเป็นขุมกำลังสำคัญของตระกูล
หลี่หยางอี้ที่นั่งอยู่บนบัลลังก์สูงตรงหัวโต๊ะใหญ่ค่อย ๆ หันหน้ามาทางเขา
แววตาคมดั่งมีดที่จ้องกลับมาทำเอาชายวัยกลางคนผู้นั้นต้องหลุบตาลงต่ำ
“คนผู้นั้น...”หลี่หยางอี้กล่าวเสียงเย็น เยียบเย็นจนห้องโถงเงียบงัน
“สังหารตัวตนหลอมกายาขั้นกลางได้อย่างง่ายดายกวนเทียนผู้นั้นก็เพียงประมาณเล็กน้อย ก็กลายเป็นศพไปแล้ว...”
เขาหยุดคำพูดไว้เพียงครู่ก่อนจะกล่าวต่อเสียงทุ้มต่ำแฝงรังสีอำมหิตยิ่งขึ้น
“หรือว่าเจ้า...อยากจะตามไปเป็นศพกับมันอีกคน?”
คำพูดนั้นคล้ายค้อนเหล็กกระแทกลงกลางอกชายวัยกลางคนผู้นั้น
ใบหน้าของเขาแดงก่ำด้วยความอับอายและก้มศีรษะลงต่ำไม่กล้าเอ่ยถ้อยคำใดต่อ
หลี่หยางอี้ปรายตามองกวาดไปทั่วห้องโถงน้ำเสียงเข้มข้นเปี่ยมไปด้วยโทสะที่ปกคลุมบรรยากาศ
“เจ้า ‘สาม’ ตายแล้ว! กวนเทียนก็ตายอีกคน!”
“ผู้ฝึกตนขอบเขตหลอมกายาที่มีเพียงไม่กี่คนในเมืองอวี้หยาง...เราสูญเสียไปถึงสองคน!”
เสียงของหลี่หยางอี้แผดดัง
“กำลังรบของพวกเราร่วงลงต่ำจนกลุ่มถังนั่นต้องมองจ้องด้วยแววตาโลภละโมบแน่นอน!”
“หากส่งคนออกไปตอนนี้โดยไม่มีแผนการ ไม่มีข้อมูล อีกไม่นานศพพวกเจ้าคงจะเพิ่มเข้าไปอีกแน่!”
เขาตบฝ่ามือลงบนที่เท้าแขนของบัลลังก์เสียงไม้แกะสลักแตกร้าวดัง เปรี๊ยะ!
ในห้องโถงเงียบงันจนได้ยินเสียงลมหายใจอันหนักหน่วงของแต่ละคน
“หรือพวกเจ้า...ไม่กลัวว่าตระกูลถังจะฉวยโอกาสจับปลาตอนน้ำขุ่น?”หลี่หยางอี้หรี่ตาเย็นชากวาดมองเหล่าสมาชิกตระกูลทั้งหมด
ทุกคนพากันก้มศีรษะแนบตนลงกับเก้าอี้ ไม่กล้าสบตากับสายตาของผู้นำแม้แต่น้อย
ในเมืองอวี้หยางตัวตนระดับหลอมกายาเปรียบได้กับขุนเขา
เมื่อพวกมันตายไปถึงสองคนตำแหน่งของตระกูลหลี่ในเมืองย่อมสั่นคลอน
ยิ่งตระกูลถังที่เฝ้ารอโอกาสมาเนิ่นนานนับวันมันจะยิ่งเฉียบแหลมในการเคลื่อนไหว
โอกาสในการโค่นล้มอำนาจของตระกูลหลี่ยิ่งเพิ่มสูงขึ้น
หลี่หยางอี้ย่อมไม่อาจประมาทแม้แต่น้อย!
ชายวัยกลางคนที่เพิ่งถูกต่อว่า ใบหน้าเต็มไปด้วยความอับอายและขุ่นเคืองเขากัดฟันแน่นข่มอารมณ์ มิกล้าโต้เถียงแม้แต่น้อย
สุดท้าย...เขาทำได้เพียงก้มหน้าขานรับเบาๆ
“ขอรับ...ผู้นำตระกูล”
หลี่หยางอี้เพียงปรายตามองไม่กล่าวสิ่งใดต่อ
ท่ามกลางบรรยากาศตึงเครียดชายชราหลังค่อมที่คุกเข่ากลางห้องโถงเงยหน้าขึ้นช้า ๆ
เสียงแหบพร่าของเขาดังแทรกความเงียบ
“ท่านผู้นำตระกูล...ข้าน้อยขอเสนอแนะ...”
“ในตอนนี้คนที่รู้เรื่องเกี่ยวกับตัวตนของบุรุษผู้นั้น...เห็นทีจะมีเพียงหัวหน้าหมิงของกลุ่มกลีบบุปผาเท่านั้น”
หลี่หยางอี้ขมวดคิ้วสีหน้าเย็นเยียบยิ่งกว่าเก่า
เขาหลุบตาลงต่ำดวงตาเป็นประกายอำมหิตและเยือกเย็น
“หมิงเยว่หลาน...”เขากระซิบชื่อเบา ๆแต่ทุกคนที่ได้ยินกลับรู้สึกคล้ายกับมีคมดาบเฉือนผ่านต้นคอ
“หึ...ไป ‘สอบถาม’ นางเสียหน่อย”
“ถ้านางไม่คิดจะเปิดปากก็แค่ทำให้นางรู้ว่า เมืองอวี้หยางแห่งนี้ ใครกันแน่ที่ควบคุม!”
หลี่หยางอี้กล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยทว่าบรรยากาศรอบตัวเขากลับหนักอึ้งดั่งขุนเขา
ไม่มีผู้ใดในที่นั้นกล้าขัดหรือท้วงติงแม้แต่น้อย
ในสายตาของหลี่หยางอี้เขาคือผู้นำตระกูลหลี่ หนึ่งในสองตระกูลใหญ่ที่สุดของเมืองอวี้หยาง
เขาควบคุมการค้าภายในเมืองและรวบอำนาจด้านพลังต่อสู้ไว้ในมือ
ส่วนกลุ่มกลีบบุปผาแม้จะเข้มแข็งแต่ผู้นำของพวกมันก็เป็นเพียงแค่ผู้ฝึกตนหลอมกายาขั้นปลายคนหนึ่ง
ไม่มีน้ำหนักพอจะทำให้เขาหวาดเกรงได้เลย
ในเมืองนี้มีเพียงหอการค้าเงามายาเท่านั้นที่เขาต้องวางตัวระวังและขุนนางทางการซึ่งรับผิดชอบเก็บภาษีเมือง
ทว่าคนของหอการค้าเงามายาไม่เคยเข้ายุ่งเกี่ยวกับเรื่องวุ่นวายภายในเมืองและขุนนางทางการ...พวกนั้นก็ร่วมมือกับเขาอยู่เบื้องหลังมาโดยตลอดเช่นนั้น...จะมีสิ่งใดที่ทำให้หลี่หยางอี้ต้องหวั่นกลัวอีกเล่า?
กลุ่มกลีบบุปผา? เพียงแค่มดปลวกเท่านั้น!