83 : แสงและเงา
การตัดสินใจเพียงชั่ววูบสร้างเหตุการณ์ต่างๆ ได้มากมาย บางครั้งอาจเป็นถึงจุดเปลี่ยนของชีวิต บางครั้งก็ตัดสินความเป็นความตายได้ สำหรับเธอแล้ว มันก็เป็นเหมือนความคิดชั่ววูบที่ว่านั้น ผลักดันร่างกายให้ทำไปอย่างไม่ตั้งใจ หรือมันอาจเป็นเรื่องที่รู้ๆกันอยู่แล้วก็ได้ จึงไม่จำเป็นต้องคิดอะไรมากมาย
เพราะสิ่งนั้น เพียงชั่วเสี้ยววินาทีเดียว เพียงเสี้ยววินาทีนั้นเองที่เปลี่ยนแปลงทุกสิ่ง
ตามแนวป่าที่อยู่ในสายตาพลันมีไฟลุกลามติดต่อกันไวจนคล้ายพวกมันมีน้ำมันชโลมอยู่ เกิดเสียงกรีดร้องดังจากชายสองคนที่หลบซ่อนอยู่หลังต้นไม้ ร่างของทั้งคู่มีไฟติดร้อนจนไม่อาจอยู่เฉยจึงวิ่งออกมาก่อนล้มกลิ้งกับพื้น ถึงเห็นหน้าตาไม่ชัดว่าเป็นใครแต่เสื้อผ้าที่ไหม้ติดตัวบอกให้รู้ว่าคนหนึ่งเป็นคนของตนัย ส่วนอีกคนที่ใส่ชุดฮาวายเหมือนนักท่องเที่ยวธรรมดาทั่วไปแต่กลับถูกพาตัวมาที่นี่ และกำลังจะตายในอีกไม่ช้า
ขณะเดียวกัน เด็กหนุ่มอีกคนก็เดินออกมาจากไฟป่าที่ลุกโหมอย่างน่ากลัว เส้นผมพัดกระจายด้วยลมร้อนพัดผมหน้าเปิดเผยดวงตาสองข้างอย่างชัดเจน ภายในดวงตาข้างขวาขุ่นมัวบดบังด้วยความโกรธแค้นจนมองไม่เห็นสิ่งใดเหมือนตาซ้าย
“ทำไมหมอนี่ถึงมาอยู่นี่ได้ล่ะ อย่าบอกนะว่าพวกเอล...” เสียงเพียวหายไปในประโยคสุดท้ายมองอั๊คด้วยความพรั่นพรึง โมเห็นอาการของเพื่อนแล้วถึงจะไม่เข้าใจเรื่องทั้งหมด แต่ก็พอรู้ว่าต้องเกิดเรื่องเลวร้ายกับเพื่อนๆของพวกเธอแน่จึงอดกลัวตามไม่ได้ มีเพียงตนัยที่ยืนคุมทั้งคู่อยู่เท่านั้นที่เข้าใจทุกอย่าง แม้ในใจจะแอบว้าวุ่นเพราะหนึ่งในของใช้ในพิธีกรรมถูกทำลายไปเสียแล้ว ‘หัวใจคนบาป’คนที่ถูกไฟท่วมตายไปพร้อมกับคนของเขาเมื่อกี้นี้เอง
ตนัยล้วงมือเข้าในกระเป๋าเสื้อด้านใน มีขวดเล็กขวดหนึ่งอยู่ในนั้นบรรจุของเหลวบางอย่างอยู่...เขามีแผนสำรองรออยู่เสมอ แม้ว่าหากเป็นไปได้แล้วจะไม่ต้องการให้มันต้องดำเนินมาถึงขั้นนี้ก็ตาม และตอนนี้ก็ถึงเวลาที่เขาต้องตัดสินใจเลือก
เนียร์ หรือ อั๊ค
ตัวเลือกมีสองทาง แต่ให้เลือกได้เพียงอย่างเดียว ตนัยกำขวดเล็กนั้นแน่นขึ้นและตัดสินใจว่าจะรอดูท่าทีต่อไปก่อน
“แก...เพราะแก” ไฟแห่งความแค้นของอั๊คเผาผลาญทุกอย่างสิ้นจนคนธรรมดามิอาจทานไหว ขนาดนิกรที่อยู่รอบนอกสุดยังต้องถอยหนี แล้วทินกับกิลที่อยู่ใกล้ต้นเหตุแห่งความร้อนนั้นจะทนไหวได้อย่างไร ทั้งคู่จำต้องปล่อยเนียร์แล้วถอยห่าง แต่ก็ต้องประหลาดใจเมื่อเนียร์เนียร์ไม่ได้ถอยตามมาด้วย
“เนียร์!?” ทั้งกิลและพวกเพียวเรียกแทบจะพร้อมกันแต่เจ้าตัวกลับยังยืนเฉย เงยหน้ามองอั๊คที่กำลังก้าวเข้ามาใกล้ ดวงตาสีดำฉายแววสับสนแต่เพียงไม่นานมันก็ถูกกลบทับด้วยสิ่งอื่นแทน เนียร์ส่งยิ้มให้อั๊ค
หากทุกสิ่งมันช่างสับสน ยากจนเกินจะเข้าใจ ยากเกินกว่าจะหาคำตอบแล้วล่ะก็ ถ้าอย่างนั้น...
เนียร์ชำเลืองไปทางตนัย สื่อบางอย่างแก่เขาผ่านทางสายตา พยักหน้าให้เพียงนิดจนแทบไม่ทันสังเกต แต่ตนัยเข้าใจความหมายที่เธอสื่ออย่างชัดเจนและถึงกับเป็นอึ้งไป เพราะนั่นหมายความว่าคนที่จะเป็นคนตัดสินใจเลือกสองทางที่ว่านั้นไม่ใช่ตัวเขา
โมที่อยู่ด้านหน้าตนัยพอดีทันเห็นว่าเนียร์กับตนัยกำลังส่งสัญญาณอะไรอย่างหากันอยู่ โมไม่เข้าใจว่าทั้งคู่ตกลงเรื่องอะไรกัน รู้แต่ตอนนี้เธอรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีขึ้นมาทันที โมหันกลับไปทางเนียร์ซึ่งพุ่งความสนใจไปที่อั๊คแล้ว
“นายพูดเองใช่มั้ยว่าอยากจะเปลี่ยนโลกนี้ใหม่เพื่อให้นายกับเพื่อนของนายได้มีชีวิตอยู่อย่างมีความสุข” เนียร์ถามด้วยน้ำเสียงสบายๆคล้ายไม่รู้สึกถึงความแสบร้อนบนผิวตัวเอง “แล้วตอนนี้เหลือเพื่อนที่ว่านั่นกี่คนแล้วล่ะ” คำพูดจงใจเลือกใช้มายั่วอารมณ์คนตรงหน้าชัดเจน และเนียร์ก็ไม่คิดจะระวังปากตัวเองสักนิดแม้ตอนนี้สีหน้าท่าทางของอั๊คจะดูน่ากลัวมากขึ้นเป็นเท่าทวี กลับกันเนียร์เลือกที่จะ...ส่งยิ้มเย้ยหยันกลับไปให้ “น่าเสียดายนะ”
พอแล้ว...เนียร์บอกตัวเอง และประกาศคำสุดท้ายออกไป
“บนโลกนี้น่ะ ต่อให้พยายามแค่ไหนก็ไม่มีพื้นที่ให้สำหรับเด็กอย่างพวกนายหรอก รู้ไว้ซะ”
“อย่ามาล้อเล่นกันนะ!!” อั๊คตะโกนออกมาสุดเสียงพร้อมกับวิ่งเข้าหาเนียร์อย่างบ้าคลั่ง ทำให้ไม่ทันเห็นว่าเนียร์ยืนนิ่งรอให้เขาเข้าไปหาอย่างไม่คิดหลบ
หากมันยากที่จะตอบได้ว่าสิ่งใดสำคัญล่ะก็ เธอก็ไม่อยากต้องทนหาคำตอบอีกแล้ว
“เนียร์!!?”
เด็กสาวหลับตาลง
สวบ!
เสียงยามกายถูกชำแรกผ่านดังสะท้อนก้องอยู่ในหู และเสียงร้องอ๊ะเบาๆ เท่านั้น ทว่านั่นไม่ใช่เสียงของเนียร์ ทำให้คนที่ควรจะรู้สึกอะไรตั้งนานแล้วเปิดตาขึ้นมองว่าเกิดอะไรขึ้น และภาพตรงหน้าก็ทำให้เธอต้องเบิกตากว้าง
โมกำลังส่งยิ้มมาให้เนียร์อย่างยากลำบาก ขณะที่มือของอั๊คทะลุออกมาตรงใต้อกของเธอลงมาเล็กน้อย พอรู้ว่าเนียร์เห็นสภาพตัวเองแล้ว โมก็พยายามหัวเราะออกมาเหมือนจะบอกว่าไม่เป็นอะไรมากหรอก แต่โมไม่อาจทนจนพูดออกมาได้นิ่วหน้าก่อนล้มลงมาข้างหน้าไถลหลุดออกจากแขนของอั๊คร่วงไปกองกับพื้นและไม่ขยับอีกต่อไป
“โม!” เพียวเป็นคนแรกที่ร้องและอยากจะขยับเข้าไปหา แต่เพราะไอความร้อนสูงจากตัวอั๊คทำให้เธอเข้าไปใกล้มากกว่านี้ไม่ได้ ในขณะที่เนียร์รู้สึกว่าตัวเองกำลังช็อก หายใจลำบาก มองภาพตรงหน้าด้วยความรู้สึกหลากหลายที่เธอที่เป็นเจ้าของความรู้สึกเหล่านั้นแท้ๆแต่กลับบอกไม่ได้ว่ามันคืออะไร รู้แต่บางอย่างกำลังก่อตัวขึ้นมารวดเร็ว
“แกมีดีอะไรนักหนา ทั้งที่ถูกทรยศแต่ก็ยังยอมตายแทนแกแบบนี้” อั๊คข้ามร่างโมมาอยู่ตรงหน้าเนียร์ สีหน้าจงเกลียดจงชังเด็กสาวตรงหน้าจับใจ ประโยคนั้นแทรกผ่านความคิดของเนียร์
โมกำลังจะตาย...?
มันก็ต้องเป็นอย่างนั้นอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ เสียงเล็กๆ ในหัวดังขึ้น ไม่ว่ายังไงโมก็ต้องตายอยู่ดี เพื่อทำพิธี เพื่อที่แผนจะได้สำเร็จ ที่เหลือก็แค่รอให้ตานิกรนั่นควักหัวใจออกมาเท่านั้นเอง
ยังไงก็ต้องตายเหรอ
นั่นน่ะ...มันแน่นอนอยู่แล้ว ไม่ว่าจะด้วยฝีมือเธอเองหรือคนอื่นก็ตาม นั่นก็เพื่อสิ่งสำคัญของเธอไม่ใช่รึไง
สิ่งสำคัญ...ของฉัน? เนียร์หาคำตอบไม่เจอไปชั่วขณะ
ทั้งหมดนั้นก็เพื่อลลันไม่ใช่เหรอ ทำลายเพื่อลลัน หลอกใช้เพื่อลลัน เป็นคนเลวเพื่อลลัน ฆ่าเพื่อลลัน ทุกอย่างนั้นเพื่อสิ่งที่แสนสำคัญยิ่งของตัวเธอเองไม่ใช่เหรอ เสียงในหัวคล้ายกับจะระอา
อั๊คกระชากผมเนียร์ขึ้นมา แต่สายตาของเธอกลับจับจ้องไปที่ร่างแน่นิ่งของโมเท่านั้น ในอีกทางด้านหนึ่ง ตนัยก็ส่งสัญญาณให้กับนิกร นิกรพยักหน้ารับก่อนจะชักมีดที่เหน็บไว้ตรงเอวออกมา
เนียร์รู้ว่าชายหนุ่มคิดจะทำอะไร นั่นเป็นสิ่งที่รู้มาตั้งแต่แรกแล้ว เมื่อนี่เป็นส่วนหนึ่งของแผนสำรองหากตัวเธอไม่สามารถทำหน้าที่นี้ได้ และเป็นเธอเองที่ได้เลือกเส้นทางนี้ ยอมกลายเป็นวัตถุดิบในพิธี อุตส่าห์ยอมตายแล้วแท้ๆ เพื่อจบทุกสิ่ง แต่ทุกสิ่งนั้นกลับรวนเพียงเพราะการตัดสินใจเพียงชั่ววูบของใครบางคน
จะมาช่วยไว้ทำไม เนียร์นึกอยากด่าคนทำอะไรโง่ๆ ทั้งที่กลัวกับเรื่องประเภทนี้แท้ๆแล้วไปงัดความกล้ามาจากไหนวิ่งเข้ามาขวางไว้ รู้อยู่แล้วแท้ๆว่าจะเกิดอะไรขึ้น รนหาที่ตาย! ทั้งที่รู้ว่ายังไงก็ตาย แล้วทำไมถึงไม่รอให้เธอตายก่อน
จะโมโหไปทำไม เสียงในหัวดังขึ้นอีกครั้ง ใครจะตายก่อนรึหลัง มันก็ไม่สำคัญเท่าแผนสำเร็จไม่ใช่เหรอ
เนียร์ไม่ทันได้ตอบ เพราะถูกอั๊คต่อยเข้าท้อง ใช้ศอกกระทุ้งเข้าแก้มเจ็บจนปิดกั้นความคิดทั้งหมดลงชั่ววูบ และปิดท้ายด้วยถูกเหวี่ยงร่างชนเข้ากับผาสูงจนเกิดเป็นรอยร่างเธอยุบลงไปแต่ไม่อาจช่วยยึดร่างเธอไว้ได้ ไม่นานเนียร์ก็ร่วงผล็อยลงมากระแทกพื้น ความเจ็บระบมไปทั่วทั้งร่าง
ไม่ว่าใครจะตายก่อน ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงอยู่ดี
อย่างน้อย... เนียร์คิด ภาพตรงหน้าเริ่มเบลอ ถ้าเธอตายก่อน ก็จะได้ไม่ต้องสับสนว่าจะมีใครเป็นอะไรอีก
...คิก...
เสียงหัวเราะนั้นฟังคุ้นหูเนียร์ยิ่งกว่าอะไรดี แต่เวลานี้กลับจำไม่ได้ว่านั่นเป็นเสียงของใคร เนียร์หลับตาลงพร้อมกับสติที่ดับวูบไป แต่นั่นก็เป็นเพียงชั่วขณะเท่านั้น เมื่อเธอลืมตาขึ้นอีกครั้ง ภาพตรงหน้ากลับกลายเป็นสถานที่ซึ่งมีแต่ความมืดรายล้อม และตัวเองที่ถูกโซ่พันมัดไว้ทั้งตัวจนยากจะขยับ ตรงหน้ามีเงาดำร่างหนึ่งยืนอยู่ ทั้งที่รอบด้านก็มืดอยู่แล้วแท้ๆเงานี้กลับให้ความรู้สึกดำมืดยิ่งกว่า
เงาดำนั้นยกมือขึ้นมาเชิดคางเนียร์ไว้ สัมผัสจากปลายนิ้วสีดำนั้นให้ความรู้สึกเย็นยะเยือกจนเนียร์เกิดกลัวขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ และสิ่งนั้นคงจับความรู้สึกของเธอได้ มันจึงหัวเราะคิกคัก
“หวาดกลัว สับสน หลงทาง ดูไม่ได้เอาซะเลยน้า ถ้าฉันฆ่าเธอได้คงจะดีไม่น้อยเลย น่าเสียดายจังที่ทำไม่ได้” เงาดำถอนหายใจด้วยความเสียดาย
“ถึงได้ ก็ให้ทำอย่างนั้นไม่ได้หรอก”
ทันใดนั้นเอง ก็มีเม็ดแสงเล็กๆ หลายเม็ดมารวมตัวกันก่อเป็นร่างคนโผล่ขึ้นมาข้างเงาดำนั้น แสงนั้นไม่ช่วยเปิดเผยว่าทั้งคู่เป็นใคร เหมือนมีตัวตนขึ้นมาจากความมืดจนสุดหยั่งและแสงสว่างอันเจิดจ้า
“ขอโทษนะเนียร์” ร่างแสงเอ่ยขึ้น ให้ความรู้สึกอบอุ่นจนเนียร์อยากเข้าไปใกล้ แต่เพราะโซ่รั้งเธอไว้จึงทำได้แต่ยืนมองอยู่ที่เดิม
“ขอโทษนะ” แสงนั้นพูดซ้ำ และเป็นฝ่ายเข้ามาใกล้แทนเธอที่ไม่อาจทำได้ “นี่อาจเป็นอะไรที่ซ้ำซากไปหน่อย แต่ฉันจำเป็นต้องถามเธออีกครั้ง เนียร์ สิ่งสำคัญของเธอ สิ่งที่เธออยากปกป้องจริงๆ แล้วมันคืออะไรกันแน่เหรอ”
“เรื่องนั้น...ลลัน..?”
แสงในรูปร่างมือเข้ามาบีบแก้มเนียร์เบาๆ “เด็กโง่เอ๊ย ทั้งคู่เลย” คำด่าฟังดูอ่อนโยนมากกว่าจะด่าอย่างจริงจัง “สิ่งสำคัญน่ะมันควรเป็นคนที่ตายไปแล้วงั้นเหรอ แล้วคนที่ยังมีชีวิตอยู่ล่ะ เธอจะสละทั้งหมดนั้นเพียงเพื่อคนที่ตายไปแล้วคนเดียวเหรอ”
“ก็ได้อยู่นะ งั้นให้ฉันเป็นคนจัดการเรื่องนั้นเองเถอะ”
มือของร่างแสงอีกข้างที่ยังว่างอยู่เข้าไปบีบแก้มเงาดำนั้นแต่แรงกว่าที่บีบเนียร์จนได้ยินเสียงร้องโอ๊ย
“ฉัน...ฉันไม่รู้แล้วว่าควรทำยังไง ทุกครั้งที่ฉันยึดมั่นในอะไรบางอย่าง มันก็มักมีคนมาสั่นคลอนทุกครั้ง สิ่งที่เคยเชื่อก็เชื่อต่อไม่ได้อีก ให้ฉันสู้ต่อไปเพื่อเธอคนนั้นไม่ได้รึไง ให้ความจริงมีเพียงสิ่งเดียว อย่าทำให้ฉันต้องสับสนอีกเลยได้โปรด อย่าให้ฉันต้องเลือกอีกเลย”
“ฉันว่าเมื่อก่อนตัวฉันก็งี่เง่าอยู่แล้วนะ แต่ตอนนี้กลับงี่เง่ากว่าซะงั้นถึงขั้นน่าสมเพทเลยล่ะ” เงาดำพูด บางคำที่มันเลือกให้ทำให้เนียร์ฉุกใจ “ตัวฉัน?” แต่ไม่ทันให้เนียร์ค้นหาคำตอบ ร่างแสงนั้นก็เข้ามากอดหัวเธอไว้อย่างอ่อนโยน
“ขอโทษนะที่ฝืนเร่งเธอเกินไป คงไม่มีใครชอบถูกบังคับหรอกเนอะ จริงมั้ย” เสียงของอีกฝ่ายช่างอบอุ่น “ตอนนี้เธอคงสับสนมากไป เอางี้ เรามาเล่นเกมตอบคำถามง่ายๆ ดีกว่า”
เนียร์ไม่เข้าใจสิ่งที่อีกฝ่ายพูดแม้แต่น้อย ในเวลาแบบนี้เนี่ยนะ หากยังไม่ทันได้ทักท้วง ร่างแสงก็ส่งคำถามแรกมาแล้ว
“เธอชื่อว่าอะไรเหรอ”
เนียร์พูดชื่อตัวเองออกมา น้ำเสียงเบาหวิวด้วยความงุนงงและถูกถามมาติดๆ ว่าอายุเท่าไหร่ เธอตอบไป ไม่ได้มีอะไรกระจ่างขึ้นมาสักนิด นอกจากความสงสัยที่เพิ่มขึ้น
“เนียร์ เธอช่วยเล่าเรื่องสมัยเด็กๆ ให้ฉันฟังหน่อยสิ ฉันอยากรู้ว่าทำไมเธอ เอ่อ มีปัญหานิดหน่อยกับการหาเพื่อน” ร่างแสงนั้นพูดตะกุกตะกักคล้ายกับพยายามหาประโยคที่ไม่เลวร้ายไปนัก
เนียร์ลองนึกย้อนกลับไปถึงสมัยที่ตัวเองยังเด็กแม้จะยังไม่เข้าใจจุดประสงค์คนถามเท่าไหร่ “ตอนเด็กฉันไม่ค่อยกล้าเข้าไปพูดกับคนอื่นก่อนน่ะ ไม่รู้ว่าทำไม แค่กลัวว่าหากเข้าไปคุยด้วยแล้ว เกิดอีกฝ่ายทำท่าไม่อยากยุ่งด้วยจะทำไงดี”
“ไม่ใช่เพราะขี้อาย แค่กลัวว่าจะไม่เป็นที่ยอมรับสินะ” ร่างแสงสรุปตามที่เข้าใจ “เพราะงั้นถ้าไม่เข้าไปยุ่งด้วยซะตั้งแต่แรก ก็จะได้ไม่ต้องเห็นคนทำท่าทางแบบนั้นกลับมา”
“พอโตขึ้นมาหน่อย ก็มีปัญหาอะไรหลายๆ อย่าง ทำให้คนอื่นไม่ค่อยกล้าเข้ามายุ่งด้วย” อย่างมีเรื่องกับพวกผู้หญิงที่มาชอบทินบ้างล่ะ เนียร์นึก
“แต่ว่ามันก็ไม่ได้เป็นแบบนั้นตลอดใช่มั้ย”
‘ฉันชื่อเอลนะ แล้วเธอล่ะ’
วันแรกของการเปิดเทอมม.4 ตอนที่ยังไม่รู้ว่าควรทำไง กลับมีใครคนหนึ่งเข้ามา ทำให้ความหวาดกลัวในตอนแรกหายไป เอล...เพื่อนคนแรกของเธอ และไม่นานเพียวกับโมก็เข้ามา
นั่นเป็นครั้งแรกที่เนียร์รู้สึกว่าการไปโรงเรียนเป็นเรื่องสนุก เมื่อมีคนที่อยากเจออยู่ที่นั่น ชีวิตก็ดูมีสีสันขึ้นมาทันที ทุกวันที่ได้เล่นสนุก ทุกวันที่ได้อยู่ด้วยกันกับเพื่อนเหล่านั้นทำให้เธอนึกอยากจะหยุดเวลาไว้ ...แต่มันเป็นไปไม่ได้ ทุกอย่างเปลี่ยนไปเมื่อมีพลังนี้เข้ามายุ่งด้วย
ถูกทรยศ ถูกทิ้งไว้ กลับไปเดียวดายอีกครั้ง นั่นกลับทำให้ยิ่งเหงาและเจ็บปวดกว่าเดิม แต่ว่า...
‘คิดจะไปไหนคนเดียวอีกล่ะ...มันเรื่องของแกคนเดียวรึไง นังหมูอ้วนบ้าเอ๊ย’
ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่อยากให้เธอต้องเผชิญหน้ากับปัญหาเพียงลำพัง ยังคงกลับมาเคียงข้างกาย และถึงเธอจะไม่ต้องการพวกนั้นแล้วก็ตาม
ภาพของโมที่ยิ้มมาให้ ทั้งที่มีรอยแผลฉกรรจ์ตรงอกปรากฏขึ้น
ก็ยังพุ่งเข้ามาปกป้องเธออย่างไม่ลังเล
ทุกคนพร้อมจะอยู่กับเธอเสมอ...
“รวมไปถึงเขาด้วยใช่มั้ย”
คนที่คอยอยู่เคียงข้างมาตลอดตั้งแต่เด็กจนโต
‘ฉันน่ะ...ตั้งใจทิ้งเธอแต่แรกแล้ว’
ทินที่เผยความจริงออกมา ทำให้เนียร์ชะงักค้าง ความเจ็บปวดในจิตใจเริ่มแผ่ลาม แต่ร่างแสงนั้นช่วยปัดเป่าความรู้สึกเหล่านั้นอย่างง่ายดาย
“ถึงตั้งใจทิ้งตอนแรก แต่ตอนหลังก็ยังกลับมาเคียงข้างไม่ใช่เหรอ หากไม่เต็มใจทำ คงไม่ยอมร่วมเดินทางที่มีแต่อันตรายจนถึงตอนนี้ได้หรอก เขาน่ะ ยินดีที่จะอยู่ข้างกายและยินยอมที่จะตายด้วยน้ำมือของเธอเพียงเพื่อให้เธอสมปรารถนาเชียวนะ”
และภาพดำตรงหน้าก็ปรากฏภาพในวันที่เธอรู้สึกท้อแท้ที่จะมีชีวิตอยู่ต่อ เสียงกำปั้นหนักลงมือกับเด็กสาวจริงจังและน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความอดกลั้นความรู้สึกบางอย่าง
‘หากเธอตาย อย่าลืมว่าจะต้องมีคนที่เสียใจ’
‘คนพวกนั้นคงมีคนเสียใจเหมือนกัน’
‘แล้วเธออยากให้มีคนเสียใจต้องเพิ่มขึ้นรึไง!’
เพราะตัวเธอไม่เห็นค่าชีวิตของตัวเองถึงได้โกรธ เพราะว่าเธอนั้น...สำคัญ ที่หากตายไปตัวเขาคงเสียใจ... เสียใจ? สำคัญ?
อา...อย่างนั้นเองเหรอ ทั้งหมดนี้ ทั้งเขา ทั้งพวกนั้นและทุกคนที่ได้เจอได้รู้จัก ไม่ว่าจะพวกฟิวส์ หรือแม้แต่พวกกิลที่เพิ่งได้พบ ทั้งหมดนี้คือ...
“ขอถามอีกครั้งนะ” ร่างแสงพูด “เธอเป็นใคร”
เนียร์เบิกตากว้างขึ้น เหมือนได้เจอสิ่งที่ทำหายไปนาน “เนียร์...” เสียงนั้นสั่นเล็กน้อย แต่ก็พูดออกมาได้อย่างเต็มเสียง “ฉันคือเนียร์”
ฉับพลัน โซ่ที่เคยพันล้อมกายก็สลายไปเป็นเงาจางกลืนไปกับความมืดรอบด้านจนหมด เว้นแต่เพียงโซ่เส้นเดียวเท่านั้นที่ยังพันอยู่รอบข้อมือซ้าย แต่นั่นไม่ส่งผลสำคัญใดๆ
ทั้งที่ทั้งตัวมีแต่แสงเรืองรองจนมองไม่เห็นอะไรเกี่ยวกับอีกฝ่ายทั้งสิ้น แต่เนียร์กลับรู้สึกได้ว่าอีกฝ่ายกำลังส่งยิ้มบางมาให้
“คราวนี้ก็รู้แล้วใช่มั้ย”
เนียร์ไม่ได้ตอบรับในทันที แต่หันไปทางเงาดำที่ยืนกอดอกอยู่ นั่นถือว่ามีความอดทนมากทีเดียวหลังรับรู้ได้ว่าเงาดำนั้นเป็นใคร มีอะไรหลายอย่างเปลี่ยนแปลงไปทั้งมัน และตัวเธอเอง
โลกที่เพียรให้หยุดนิ่ง กำลังเคลื่อนไป
เมื่อรู้ว่าเป็นใคร เงาดำนั้นก็กลายเป็นร่างชัดเจนขึ้นมากลายเป็นตัวเธออีกคนที่มีใบหน้าแบบเดียวกันไม่ผิดเพี้ยน เนียร์ยื่นมือไปหาอีกฝ่ายที่ยืนนิ่งราวกับกำลังพิจารณาบางอย่างอยู่
“...สั่นอยู่นะ มือนั่น” เธอพูด
“แค่อาการวิตกจริตนิดหน่อยน่ะ อย่าไปสนเลย” ถึงจะพูดอย่างนั้น แต่ตอนอีกฝ่ายยื่นมือมา เนียร์ก็เผลอผวาเกือบจะหดมือกลับแต่ยั้งไว้ทัน แล้วมือของทั้งคู่ก็วางอยู่ในระดับเดียวกันหากยังไม่ประสานอย่างรอท่าที จนอีกคนที่เฝ้าดูอยู่ทนไม่ไหวเป็นฝ่ายเข้ามาจับมือทั้งคู่ประกบเข้าหากันโดยที่ต่างฝ่ายต่างไม่ทันได้ตั้งตัว ร่างแสงรับรู้ได้ถึงแรงดึงกลับที่เป็นไปอย่างอัตโนมัติจากคนทั้งคู่ในอุ้งมือ แน่นอนว่าร่างแสงไม่ยอมปล่อยง่ายๆแต่ยิ่งเพิ่มแรงให้มือสองคู่นั้นแนบสนิทมากขึ้นไปอีก
“อย่ากลัวไปเลย” เสียงนั้นแทรกเข้าในใจเนียร์ ให้จิตที่เตลิดกลับมาอยู่กับตัว และเนียร์ก็รู้ว่าคนตรงข้ามคงจะรู้สึกอย่างเดียวกันอยู่ เพราะสัมผัสจากมือที่ตอนแรกดูแข็งขืนนั้นมีท่าทีอ่อนลง
จะบอกว่าอีกฝ่ายก็กลัวอยู่เหมือนกันงั้นเหรอ ความคิดนี้ทำให้เนียร์ทึ่ง แต่ในเมื่อหากมันคือตัวเธอแล้วล่ะก็ ความกลัวในใจก็คงเป็นอย่างเดียวกันใช่มั้ย กับการกลัวว่าตัวเองไม่เป็นที่ยอมรับ
เนียร์เคยรู้สึกว่าการถูกคนอื่นไม่ยอมรับตัวเองเป็นยังไง แต่เธอไม่รู้ว่าการถูกแม้กระทั่งตัวเองก็ยังไม่ยอมรับมันจะให้ความรู้สึกแบบไหน บางที...คงน่ากลัวยิ่งกว่า
เวลานั้นเอง จู่ๆร่างแสงก็ร้องเพลง และยังเป็นเพลงที่เนียร์คุ้นหูยิ่งกว่าอะไรดี
“น้ำ...ไหลริน
ลม...พัดโชย
ไฟ...โชติช่วง
ไม้...ร่มเงา
วารีไหล...เอ่อล้น
วายุพัด...โหมกระหน่ำ
อัคคีลุกโชน...ทำลายทุกสิ่ง
แมกไม้พงไพร...กวาดล้างไม่เหลือ”
“คุณ” เนียร์ตะลึง ไม่นึกว่าอีกฝ่ายจะรู้จักเพลงนี้มาก่อน กำลังจะถามว่าร่างแสงเป็นใคร มันก็พูดขึ้นมาก่อน
“รู้มั้ย เพลงนี้ทำให้ฉันรู้อะไรอย่าง มันบอกว่าพลังที่พวกเธอมีน่ะมีทั้งในทางที่ดีและไม่ดีอยู่ ไม่คิดแบบนั้นบ้างเหรอ ใช้พลังวิเศษได้เชียวนะ ที่ไหนแล้งน้ำ พลังนี้ก็ช่วยมอบน้ำให้ ที่ไหนเต็มไปด้วยหมอกควัน ใช้ลมเป่าให้ก็จางหาย ที่ไหนอากาศหนาวแทบแข็งตาย ไฟก็ช่วยให้ความอบอุ่น วันไหนแดดเปรี้ยงๆ ก็ยังมีต้นไม้คอยบังแดดให้ ดีจะตายไป”
คำพูดเหล่านั้นฟังดูแง่ดีสุดๆจนเนียร์อดทึ่งไม่ได้ว่าอีกฝ่ายช่างมองได้ในแง่ดีเหลือเกิน ช่างผิดกับที่เคยรู้มาทั้งสิ้น
“เนียร์ เธอคิดว่าพลังนี้มีไว้เพื่อทำลายเพียงอย่างเดียวเหรอ”
เมื่อไม่นานมานี้ เนียร์เคยได้ยินจากชายชราคนหนึ่งพูดอะไรทำนองนี้เช่นกัน
‘พลังนี้จะถูกใช้แบบไหน ก็ขึ้นอยู่กับตัวเจ้าเอง’ แต่เวลานั้นเธอไม่มีเวลาให้หวนนึกนัก
ธรรมชาติเป็นทั้งผู้สรรสร้าง และเป็นผู้ทำลาย
“เนียร์” ร่างแสงเรียก “เธออยากใช้พลังนี้ไปทำอะไร ทำลายทุกสิ่งบนโลกนี้งั้นหรือ หรือว่า...เพื่อปกป้องทุกสิ่งที่เธอรักกันแน่”
ทำลายหรือปกป้อง? ทุกอย่างมันง่ายขนาดนั้นแท้ๆ เธอกลับไม่เคยนึกถึง เนียร์นึกขำตัวเองอยู่ในใจ ก่อนจะสามารถจับมือของร่างตรงหน้าได้อย่างสนิทใจ ไร้อคติ ไร้ความกลัวใดอีก เมื่อเข้าใจแล้วว่า แท้จริงสิ่งที่เธอควรกลัวนั้นไม่ใช่สิ่งใดเลย ไม่ใช่พลังมหาศาลนั่น ไม่ใช่คนตรงหน้า
“ขอโทษที่ทำทำให้รอนานนะ” เนียร์พูดและรับรู้ได้ว่าอีกฝ่ายก็บีบมือตอบกลับมาเช่นกัน
สิ่งที่เธอควรกลัวนั้นคือ การที่ปกป้องใครไม่ได้เลยต่างหาก
แล้วเนียร์ก็รู้สึกได้ว่ามีบางสิ่งไหลเข้ามารวมอยู่ข้างในตัวเธอ ถมสิ่งที่เคยว่างไปจนเต็มอีกครั้ง และร่างที่เคยยืนอยู่ตรงหน้าก็หายไป แต่เนียร์รู้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้หายไปไหน เพียงกลับเข้ามาอย่างที่มันควรจะเป็น
“รู้แล้วใช่มั้ยว่าควรทำอะไรต่อ” ร่างแสงเอ่ยถาม เนียร์พยักหน้ากลับไปด้วยสีหน้ามุ่งมั่น หากเนียร์สามารถเห็นผ่านแสงได้ ก็จะรู้ว่าอีกฝ่ายกำลังยิ้มด้วยความรู้สึกเศร้า
“หากเป็นไปได้ หากเธอได้ช่วยคนที่เธอรักแล้วล่ะก็ ฉันขอฝากคำพูดไปถึงเขาคนนั้นได้มั้ย”
“เขาคนนั้น?”
“ตนัยน่ะ บอกเขาทีว่าฉันเสียใจที่ไม่อาจเป็นดาวคอยนำทางเขาได้ตลอดไป ช่วยเขาทีเถอะ อย่าให้เขาหลงทางไปมากกว่านี้เลย”
“หรือว่า คุณ...!” เนียร์เกือบจะร้องออกมาด้วยความคาดไม่ถึง แทบไม่อยากเชื่อว่าคนตรงหน้านี้จะเป็นคนคนเดียวกับที่เธอคิด แต่ตอนนี้เธอผ่านอะไรมาหลายอย่างจนรู้สึกได้ว่าหลายสิ่งหลายอย่างมันก็มีทางเป็นไปได้อยู่จึงไม่ติดใจสงสัยอะไรอีก และรับคำหนักแน่น “ฉันจะทำตามที่คุณขอ ฉันสัญญา”
“ขอบคุณนะ”
จิตสำนึกของเนียร์ใกล้ตื่นเต็มที่แล้วตอนที่เธอเห็นว่าร่างแสงนั้นเริ่มเห็นชัดเจนว่าเป็นใคร เนียร์มีโอกาสได้เห็นร่างของหญิงสาวนั้นเพียงชั่วแวบเดียวเท่านั้นก่อนที่เธอจะตื่นขึ้นมาในโลกในแห่งความเป็นจริง