The World : ฝ่าวิกฤต พิชิตโลก

    ตอนที่ 39 ยึดทรัพย์

    ปังๆๆๆปังๆๆ
    ขณะเดียวกัน กัน ชินและพวกกล้าที่เวลานี้ต่างถูกพันธนาการแห่งทาสควบคุมกำลังยิงปะทะกับพวกของคม
    ปังๆๆปังๆๆ
    เสียงปืนเสียงตะโกนดังโวกเวกโวยวายไปทั่วบริเวณ ผู้คนที่อาศัยอยู่บริเวณใกล้เคียงหากหนีไม่พ้นบ้างก็ถูกยิงตาย บ้างก็พิการ
    ”ไอ้เชี่ยกล้า พวกมึงหักหลังพวกกู”
    ”ไอ้ห่า””ไอ้เลว”
    เสียงตะโกนด่าพวกกล้าจากคนของคมดังขึ้นเป็นระยะ ผสมปนเปไปกับเสียงปืนที่ยิงใส่กันอยู่เนืองๆ
    ปังๆๆๆ
    ทว่ากล้าและพวกกับไร้ซึ่งความสนใจใยดีต่อเสียงด่าสาปแช่ง เพราะเวลานี้สติและความนึกคิดของพวกเขาต่างจมจ่อมสู่ห้วงแห่งคำสั่ง
    คำสั่งเดียวที่ได้รับคือการฆ่าอีกฝ่าย
    ทำให้แววตาและท่าทีที่เปลี่ยนไปของพวกกล้า ไม่เคยสั่นไหวกับคำด่าและคำสาปแช่งเหล่านั้นเลยแม้แต่น้อย
    ด้วยการตราพันธะสัญญาทาสบนร่างกายพวกเขา. แม้ทีแรกเขาจะลังเล เนื่องจากมันไม่ต่างจากการข่มขู่หรือบีบบังคับให้พวกเขาตกเป็นทาสผู้ซื่อสัตย์ของตน
    ทว่าด้วยสันดานคนแล้ว หากปล่อยเลยไป เกรงว่าสักวันพวกเขาจะหักหลังและตอบโต้เขากลับคืนมา
    ดังนั้นเพื่อตัดไฟแต่ต้นลม เขาจำต้องตราพันธะแห่งทาสนี้ขึ้นด้วยความเลือดเย็น
    ข้อดีของทักษะนี้ก็เห็นๆอยู่ว่า พวกเขาจะซื่อสัตย์และภักดี แต่ข้อเสียคือ เวลาปกติพวกเขาจะรู้สึกตัวและสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ
    ยกเว้นเวลาที่เขาออกคำสั่งเท่านั้น พวกเขาถึงจะตกอยู่ในภวังค์แห่งทาสเช่นนี้
    ปังๆๆๆ
    เสียงสาปแช่งยังดังต่อเนื่อง กระสุนปืนที่ต่างฝ่ายต่างกราดยิงใส่กัน พุ่งไปมาจนน่าหวาดเสียว ทำให้บริเวณโดยรอบหลงเหลือเพียง 2 ฝ่ายเท่านั้น
    ปังๆๆๆๆ
    และเวลานี้ฝ่ายกล้าที่มีจำนวนคนน้อยกว่า ก็เริ่มลดจำนวนลง ส่วนอีกฝ่ายแม้จำนวนจะมากกว่าแต่อัตราการสูญเสียก็แทบไม่ต่างจากฝ่ายกล้าแม้แต่น้อย
    เปรี๊ยะๆๆๆ
    ”หยุด!!”
    เสียงทรงอำนาจดังก้องกังวานไปทั่วบริเวณผสมไปกับเสียงสายฟ้าสะบัดฟาดฟันดังเปรี้ยงปร้าง กลบทับเสียงปืนที่ต่างฝ่ายต่างโหมยิงกระหน่ำเข้าใส่กัน จนทำให้แต่ละฝ่ายต่างหยุดชะงัก
    ฝ่ายกล้าที่หยุดเนื่องจากคำสั่งที่ส่งมา ส่วนอีกฝ่ายที่หยุดเนื่องจากความตกใจที่เห็นศัตรูปรากฏตัว
    ”หัวหน้าแกตายแล้ว หากไม่อยากตายก็หยุดยิงและยอมแพ้ซะ”
    ”ไม่งั้นจะฆ่าไม่เลี้ยง”

    “ไอ้ห่าฆ่าหัวหน้า คิดว่ากูกลัวหรือไงวะ”
    ปังฉัวะ
    ยังไม่ทันกระสุนจะพุ่งออกจากรังเพลิง ปรากฏศรีษะของศัตรูที่ห้าวหาญกระเด็นหลุดจากบ่า ล่วงหล่นลงพื้นเสียงดัง
    ตุบฉับพลันฝ่ายศัตรูต่างพากันเงียบกริบ แววตาตื่นตะลึงและแฝงไว้ด้วยความหวาดกลัว
    ความสามารถที่เขาแสดงออกมาสะกดข่มศัตรูทุกคนที่คิดจะแข็งข้อกับเขาให้ทำได้เพียงแต่ก้มหน้ารับชะตากรรมเท่านั้น
    ”มีใครจะเถียงอีกมั้ย”
    แววตาและเลือดที่เปอะเปื้อนตามเสื้อผ้าและหน้าตาของเขา บวกกับความสามารถที่แสดงออกมาให้เห็น อีกทั้งศรีษะของคมที่เขาถืออยู่ ทำให้ภาพลักษณ์ที่ทุกฝ่ายมองเห็นเขานั้นแทบไม่ต่างจากมัจจุราชที่พร้อมจะพรากชีวิตของทุกๆคน ณ ที่นี้ได้อย่างง่ายดายหากมีใครสักคนกล้าขัดขวาง
    พวกกล้าที่ได้สติกลับคืนมา ต่างก็พากันเห็นฉากสังหารที่รุนแรงและเหี้ยมโหดของเขาเต็มสองตา ส่งผลให้กัน ชินและพวกกล้าต่างอดสั่นและหวาดกลัวจับขั้วหัวใจไม่ได้
    เคร้งตุบ
    เหมือนว่าจะมีบางคนทนสภาวะกดดันไม่ไหว พลันปล่อยปืนลงพื้น พร้อมกับหมดเรี่ยวแรงนั่งแหมะบนพื้นหน้าตาเฉย
    "ยะ ยอมแล้ว"
    เสียงแหบพร่าเต็มไปด้วยความหวาดกลัว น่ำเสียงที่เปร่งออกมานั้นสั่นเครือ และดูไร้เรี่ยวแรงอย่างน่าตกใจ สภาพของชายคนนั้นดูซีดเผือด แววตาหวาดกลัวมองมายังเขา
    "ที่เหลือเอาไง"
    เปรี๊ยะๆๆๆๆ
    เสียงราบเรียบที่เอ่ยถาม พร้อมประกายสายฟ้าที่สะบัดฟาดอากาศ จนเกิดเสียงดังไม่ต่างจากฟ้าคำราม ยิ่งกดดันให้ทุกคนจำต้องยอมศิโรราบอย่างง่ายดาย
    เคร้งเคร้งๆๆๆๆ
    เสียงปืนหรืออาวุธต่างหล่นกระแทกพื้นอย่างต่อเนื่อง ลูกน้องฝ่ายคมต่างทยอยเดินออกมา สองมือยกขึ้นสูง แววตาของพวกเขาต่างปรากฏความหวาดกลัว ความอำมหิตและความเด็ดขาดที่เขาแสดงให้เห็นทำให้ทุกๆคนไร้ซึ่งคำกล่าวใดๆ นอกจากยอมทำตามเท่านั้น

    "กัน แบ่งคนที่พอมีฝีมือแยกไว้ 15 คน"
    "ชิน รวบรวมผู้ที่รอดชีวิต ที่อยู่ในฐานหลบภัยแห่งนี้ แบ่งกลุ่มเป็นเด็ก ผู้ใหญ่ และคนแก่ โดยแยกเพศเอาไว้ด้วย"
    "กล้า รวบรวมคนของคมมารวมกันให้หมด หากใครขัดขืน ฆ่าทิ้งได้เลย"
    "ครับ"*3
    เสียงสั่งการพร้อมคำสั่งที่มอบหมาย ทำให้พวกกัน ชินและกล้าต่างตอบรับอย่างหนักแน่น สวนหนึ่งเป็นคำสั่งจากพันธะ ส่วนหนึ่งเป็นความหวาดกลัวและยำเกรงที่ทำให้พวกเขาต้องปฏิบัติตามคำสั่งที่เขามอบหมายให้อย่างเต็มใจ
    หลังทุกอย่างกลับสู่สภาวะปกติอีกครั้ง รถบัสบ้านก็ขับเข้ามาถึงยังฐานหลบภัยแห่งนี้ได้ในที่สุด พ่อแม่เกรท หยก ไอซ์และคนอื่นๆต่างทยอยกันเดินลงมา
    พวกเขาต่างหันไปมองผู้คนที่นั่งต่อแถวกัน บ้างมีลักษณะผอมแห้ง บ้างเสมือนอมทุก แต่ละคนต่างมีลักษณะภายนอกน่าเวทนาอย่างแท้จริง
    เวลาที่ผ่านไปยังไม่ถึง 1 เดือนเต็ม แต่ความเป็นอยู่ของมนุษย์กลับแลดูย่ำแย่เกินกว่าที่จะคิดไว้
    "พี่ ที่นี้เกิดอะไรขึ้น ทำไมพวกเขาถึงมีสภาพแบบนั้น"
    หยกที่อดความสงสัยของตัวเองไม่ได้ พลันเดินเข้าหาพี่ชายแท้ๆที่ยืนอยู่ด้านหน้าของพวกผู้อยู่อาศัยและพวกของกล้า
    ทุกคนที่เห็นหญิงสาวเดินเข้าหาเขา ต่างพากันหน้าซีดสลด และอดหวาดกลัวไม่ได้ ท่าทีของคนในกลุ่มเสมือพยายามจะเอื้อนเอ่ยอะไรบางอย่างแก่หญิงสาวคนนั้น
    ทว่าก็ไม่ทันการ เมื่อเขาหันไปมอง และเดินเข้าหาหญิงสาวคนนั้นทันที ท่าทีดุดันและแววตาที่สามารถสังหารคนได้นั้น กลับทำให้พวกเขาแต่ละคนที่เห็นอกสั่นขวัญผวากันไปตามๆกัน
    "ไว้จะเล่าให้ฟังละกัน เดี๋ยวพี่ขอจัดการเรื่องตรงหน้าก่อน"
    "ได้จ๊า"
    หยกทำท่าล้อเลียนพี่ชายตัวเอง ด้วยการทำท่าตะเบ๊ะและแลบลิ้นออกมาหน้าตาเฉย เขาที่เห็นแบบนั้นไม่ได้รู้สึกโกรธแต่อย่างใด กลับกันเขายกมือลูบหัวของเธอเบาๆด้วยความอ่อนโยน
    ในสถานการณ์เช่นนี้ หยกเป็นเพียงญาติคนเดียวที่เหลืออยู่ของเขา ส่วนคนอื่นๆ พ่อแม่หรือญาติพี่น้องที่เขารู้จัก เขายอมรับเลยว่าไม่รู้จริงๆว่าคนเหล่านั้นเป็นอย่างไรบ้างในตอนนี้
    ทว่าพอเห็นน้องตัวเองยังร่าเริงได้ แม้ในสถานการณ์ที่ชวนหวาดกลัวเช่นนี้ เขาก็รู้สึกเบาใจได้ไปเปราะหนึ่ง แต่สำหรับหยก การที่เธอพบพี่ชายและได้รับการปกป้องจากพี่ชายตัวเองมาหลายครั้ง มันทำให้เธอนั้นรู้สึกผ่อนคลายและสามารถกลับมาเป็นตัวของตัวเองได้โดยไม่กังวลสิ่งใดอีก
    เพราะเธอเชื่อว่าหากเธอมีอันตรายจริงๆ พี่ชายของเธอต้องเข้ามาช่วยเธอและปกป้องเธอให้ปลอดภัยได้อย่างแน่นอน
    ส่วนคนอื่นๆที่เห็นความเป็นกันเอง และความอบอุ่นที่แสดงออกมาของเขา ทำให้พวกเขาพลันตื่นตะลึง เพราะไม่คิดว่าชายผู้เลือดเย็นแบบนั้น จะทำท่าทีอ่อนโยนได้ขนาดนี้
    จนทำให้พวกเขาอดคิดไม่ได้ว่า ผู้หญิงคนนั้นต้องสำคัญมากแน่ๆ เขาถึงทำท่าทีเป็นกันเอง โดยไร้ซึ่งความขัดขืนแต่อย่างใด
    หลังจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้นหมดแล้ว เขาจึงพาหยกเดินเข้าบ้านหลังหนึ่งที่ดูพอเหมาะพอเจาะ ไม่ใหญ่ไม่เล็ก ส่วนบ้านคมที่เคยใช้ เขายกให้คนอื่นทันทีอย่างไม่คิดมาก
    ส่วนสาวๆและคนอื่นๆที่มากับเขา พวกเขาแต่ละคนต่างหาที่พักใกล้เคียงกัน โดยเขาบอกไปว่า รอให้ทุกอย่างลงตัว จะพาไปส่งที่ศูนย์บัญชาการตามสัญญา
    จากนั้นเขาจึงเข้าไปพักผ่อนในบ้านที่ตัวเองเลือกตามปกติ และตรวจสอบทรัพย์สินที่ได้รับมาจากการต่อสู้ในครั้งนี้ทันที



    ชิ้ง
    มีดสั้นสีแดงครามที่ได้มาจากคมนั้น เป็นอาวุธระดับกลางที่แข็งแกร่งมากกว่าหอกฟ้าครามของเขาอย่างเห็นได้ชัด
    หากเปลี่ยนเป็นสถานะเท่ากัน และเขาจำต้องเผชิญกับอาวุธเล่มนี้ พร้อมกับความสามารถของเพลิงพิภพ เกรงว่าเขาคงยืนได้ไม่เกิน 5 นาทีแน่นอน
    พรึบ
    เปลวเพลิงสีแดงเข้ม พลันปรากฏขึ้นบนมือของเขาอย่างน่าอัศจรรย์ หากเพ่งมองดีๆจะเห็นว่าเปลวเพลิงนี้มีลักษณะคล้ายคลึงกับเปลวเพลิงของคมที่เคยใช้งานมาก่อน
    ความจริงมันก็คือเปลวเพลิงของคมที่เขาช่วงชิงมาได้
    ด้วยความสามารถช่วงชิงขั้น 2 ใช่ มันคือขั้น 2 ซึ่งความสามารถโดยรวมของมันนั้นยกระดับใหม่เกือบหมดด้วยซ้ำ ทำให้คุณสมบัติที่เพิ่มขึ้นมาเกื้อประโยชน์ต่อเขาในครั้งนี้เป็นอย่างมาก
    ทำให้เขาช่วงชิงทักษะเพลิงพิภพจากคมที่ตายแล้วมาได้อย่างน่าเหลือเชื่อ

    การ์ดช่วงชิง ขั้น 2 ระดับ 5ความสามารถที่น่ารังเกียจ ช่วงชิงสิ่งใดได้อย่างใจนึก แต่การใช้งานจำต้องแลกมาด้วยความสามารถทางพละกำลัง 5 เท่าถาวร - โดยเป้าหมายที่ถูกช่วงชิงต้องมีพละกำลังไม่แตกต่างจากผู้ใช้เกิน 60 เท่า - หากช่วงชิงความสามารถจะช่วงชิงได้เพียง 1 ใน 5 ของความสามารถเป้าหมาย ใช้ได้ 5 ครั้งต่อวัน-มีโอกาสช่วงชิงสำเร็จ 55 %-หากสังหารเป้าหมายได้จะทำการสุ่มทักษะ 1 อย่างที่เป้าหมายมี โดยเสียค่าพละกำลัง 20 เท่า ใช้ได้ 1 ครั้ง/วัน

    ด้วยคุณสมบัติที่เพิ่มเติมขึ้นมาของความสามารถช่วงชิง ทำให้เขาม๊โอกาสช่วงชิงทักษะของคมมาได้ 1 ทักษะ และทักษะนั้นก็คือ ทักษะที่เขากำลังใช้งานอยู่ขณะนี้ ทักษะเพลิงพิภพ ซึ่งเป็นทักษะธาตุไฟ ขั้น 2 ระดับ 5
    ทำให้เขาในตอนนี้มีทักษะขั้น 2 ซึ่งอยู่ในการครอบครองมากถึง 3 ทักษะ โดย 2 ทักษะนั้นคือ ช่วงชิง และเพลิงพิภพ ส่วนอีกทักษะคือ ทักษะอัญเชิญ ที่หยกเป็นคนเปิดมันได้ ซึ่งเขารับฝากมันไว้กับตัว โดยหวังว่าน้องสาวของเขาจะยกระดับตัวเอง จนสามารถใข้งานมันได้ในที่สุด
    สำหรับการยกระดับความสามารถช่วงชิงนั้น ต้องยกความดีความชอบให้กับ ความสามารถเรียนรู้ฉับพลัน ซึ่งเขาก็ไม่คิดจริงๆว่ามันจะทำให้เขาเรียนรู้ทักษะนั้นๆได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
    จนกระทั่งทำให้ทักษะนั้นยกระดับเป็นขั้นใหม่ได้อย่างน่าตื่นตะลึง ด้วยเหตุนี้ความสามารถเรียนรู้ฉับพลันของเขาจึงเหลือใช้งานอีกเพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น
    เขาจึงต้องคิดอย่างรอบครอบว่าควรจะใช้มันกับทักษะหรือความสามารถด้านใดดี จึงจะเกิดประโยชน์สูงสุดต่อตัวเขาเอง
    ส่วนตอนนี้ตั้งแต่ที่เขาได้รับหยดเลือดมา ก็น่าจะผ่านมาได้ 5-6 วันแล้ว ทำให้ค่าสถานะทางพละกำลัง ความ���ร็ว สติปัญญา และอัตราฟื้นฟูของเขานั้นเพิ่มขึ้นมา 6 พ้อย ทำให้เขาในตอนนี้มีสถานะโดยรวมคือพละกำลัง 103 เท่าความเร็ว 103 เท่าสติปัญญา 103 จุดอัตราฟื้นฟู 256%
    ในร่างกายของเขามีหยดเลือดแห่งราชันพิภพแกรนดาสอยู่ 7 หยด รวมกับหยดแรกที่ได้รับมา ซึ่งมันช่างห่างไกลเกินฟันที่เขาจะสามารถหลอมรวมขั้นต้นได้สำเร็จ เพราะมันต้องใช้หยดเลือดมากถึง 1,000,000 หยด เพื่อยกระดับร่างกาย
    ดูท่าชาตินี้คงยากที่เขาจะทำมันได้
    เฮ้อ

    End








    คล้ายกับเรื่องThe World : ฝ่าวิกฤต พิชิตโลก ที่คุณอ่าน