Druw 001 ควาเซ
ในโลกนี้มีัอยู่สี่เผ่าพันธุ์ แต่ละเผ่าพันธุ์จะแตกแขนงเป็หลายสายพันธุ์ อย่างั์นั้นมีเจ็ดสายพันธุ์ ัไทวะ ัแสง ัอัสนี ัเพลิงดำ ัเวหา ัหยาดฟ้า และัเมฆา
ัอเวจี...ัเหล่านี้ไม่สุงสิงกับมนุษย์ จึงไม่มีใครทราบว่ามันมีกี่สายพันธุ์ แต่จากการสำรวจของประชาชนแดนอเวจี พวกเขากล่าวว่าพวกมันมีอยู่สองสายพันธุ์ คือัดำ และัแดง
ัสมุทร สายพันธุ์ของพวกมันเป็ัที่อาศัยอยู่ในน้ำ มีสามสายพันธุ์ ัสมุทร ัวารี ัน้ำแข็งเองก็อยู่ในสายพันธุ์นี้
และเผ่าพันธุ์สุดท้าย ัปฐี พวกมันมีจำนวนมากที่สุดในโลก สายพันธุ์ที่เหลือที่ไม่ได้กล่าวมาข้างต้นล้วนแต่เป็ัปฐีทั้งสิ้น
บนโลกใบนี้เคยมีทวีปตะวันออกอยู่ ัมากมายหลากหลายสายพันธุ์ต่างอยู่ที่นั่น ทวีปตะวันออกมีเพียงอาณาจักรเดียว มันเป็อาณาจักรที่มีพื้นที่ใหญ่ที่สุดในโลก เรียกว่าอาณาจักรควาเซ ควาเซถูกแบ่งออกเป็ควาเซนครฝั่งเหนือ และควาเซนครฝั่งใต้ อยู่ภายใต้การปกครองของกษัตริย์สองคน แบ่งเป็สองส่วนอย่างชัดเจน ทว่าด้วยเหตุบางประการ จู่ๆ ทั้งทวีปก็หายไปเมื่อสองพันปีก่อน ทวีปตะวันออกกลายเป็พื้นที่ว่างเปล่า นั่นทำให้ัเ่าั้หายไปด้วย มีัส่วนน้อยที่ไม่ได้อยู่ในควาเซ และพวกมันก็ไม่ชอบเข้ามาในอาณาเขตของมนุษย์เสียเท่าไหร่ ดังนั้นการจะพูดถึงว่ามีัมาอยู่ด้วย มันคือความฝันลมๆ แล้งๆ ในอดีตมีผู้คนที่ได้อยู่กับัก็จริง แม้จะไม่ได้เป็ัคู่หูที่ผูกิญญากับมนุษย์ั้แ่เกิดแต่ก็ได้รับการสนับสนุนจากพวกมัน คนเหล่านี้มีแค่ส่วนน้อยที่แทบจะไม่มีอยู่เลย ทว่าเดี๋ยวนี้กลับหาไม่ได้แล้ว
ัคู่หูจะเกิดพร้อมคู่หูมนุษย์ของพวกมัน เมืุ่์ได้เกิดขึ้นในครรภ์มารดา ัที่เป็คู่หูจะฟักออกมาจากไข่ และรอคอยการเกิดของคู่หูของมัน มนุษย์และัต่างก็มีคู่หูที่แท้จริงเพียงแค่คนเดียว เพราะิญญาของพวกเขาได้ผูกกันั้แ่เกิด ไม่ว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตาย อีกคนก็จะตายตามไปด้วย ซึ่งนี่เป็เื่ที่เกิดขึ้นเฉพาะผู้คนของอาณาจักรควาเซเท่านั้น
ดังนั้นสมัยนี้จึงมีเพียงัที่เป็สัตว์เสกหรือสัตว์เวทที่ผู้เป็เ้าของอัญเชิญมาเท่านั้นที่จะอยู่ข้างกายมนุษย์ มนุษย์เกือบทุกคนเป็ผู้ที่สามารถใช้เวทมนต์ได้ มีอยู่กลุ่มหนึ่งที่มีพลังเวทเพียงพอจะอัญเชิญสัตว์เวทมาเป็ผู้ช่วยของตน ซึ่งแต่ละคนมีพลังเวทแตกต่างกัน ดังนั้นสัตว์เวทที่พวกเขาอัญเชิญมาจึงไม่เหมือนกัน สัตว์เสกหรือสัตว์เวทเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตจริงๆ และมีเป็ส่วนน้อยที่สามารถอัญเชิญสัตว์เวทที่มีรูปลักษณ์เป็ัได้ คนเหล่านี้ถือว่ามีพลังเวทที่แข็งแกร่ง
ประเภทที่สองคือผู้ที่ไม่มีเวทมนต์ พวกเขาเป็ผู้ใช้พลังจิต คนเหล่านี้หายากมาก เวทมนต์ทุกแขนงไม่สามารถใช้กับพวกเขาได้ ทว่าผู้ใช้พลังจิตสามารถใช้อักขระเวทแทนเวทมนต์ได้ และถึงแม้ว่าผู้ใช้พลังจิตจะดูเหนือกว่าเมื่อเทียบกับผู้ใช้เวทมนต์ แต่พลังพวกเขาก็ทำได้แค่รักษาแผลเล็กน้อยหรือใช้พลังจิตในการป้องกันเท่านั้น
และมีคนอีกประเภทหนึ่ง คือผู้ใช้พลังิญญา พวกเขาก็เหมือนกับผู้ใช้พลังจิต...มีจำนวนที่น้อยนิดและหายาก คนประเภทนี้มีเวทมนต์อยู่ในร่าง แต่พวกเขาต่างจากผู้ใช้เวทมนต์คนอื่นๆ ก็เพราะพวกเขาดึงพลังจากิญญาของตนมาใช้ร่ายเวทมนต์ของตนเอง และเวทมนต์ของพวกเขาสามารถทำร้ายผู้ใช้พลังจิตได้ นั่นทำให้คนประเภทนี้น่ากลัวเป็อย่างมาก
สรุปแล้ว บนโลกนี้แบ่งผู้คนออกเป็สามประเภทนั่นเอง
ไดรกอนมองภาพเบื้องล่างที่ดูแออัดและวุ่นวายจนแทบรู้สึกหายใจไม่ออกแทนจากตรงขอบหน้าต่างห้องพักที่พวกเขาอยู่ในตอนนี้ดรูว์ช่างสามารถหามาได้อย่างง่ายดาย เพียงแค่เลือกโรงแรมสักที่ แม้ไม่มีห้องพักเหลืออยู่แล้ว เสน่ห์อันเหลือคณานับของคู่หูของเขาก็สามารถทำให้มันมีห้องว่างแบบไม่ต้องไปพักร่วมกับคนอื่นขึ้นมาได้สบายๆ
ไดรกอนคือัตัวจริงเสียงจริง เป็ัแสงซึ่งเป็สายพันธุ์หนึ่งของั์ ซึ่งพวกมันเป็สายพันธุ์ที่ดุร้ายที่สุดของเผ่าพันธุ์ั์
เสียงพลิกตัวไปมาของคนที่นอนดิ้นดังมาจากบนเตียง ดรูว์ยังคงหลับน้ำลายไหลไม่ยอมตื่น มือข้างหนึ่งเกาพุงอย่างหมดมาดหนุ่มหล่อที่หว่านเสน่ห์ใส่สาวๆ ในยามปกติ ไดรกอนเอามือปิดหน้าอย่างรับไม่ได้กับท่าทางของเด็กที่ตนเป็คนเลี้ยงมาั้แ่เกิด ในเมื่อ...
ดรูว์เป็ผู้หญิง ไม่ใช่ผู้ชายอย่างที่ใครต่อใครคิด
และเพราะดรูว์เป็ผู้หญิงนั่นเองที่ทำให้ไดรกอนเป็ห่วง หากดรูว์ได้เป็ทหารฝึกหัดจริง ดรูว์ก็ต้องไปอยู่ท่ามกลางผู้ชาย ถึงแม้ดรูว์จะแกร่งกล้าและดื้อซนจนไม่เหลือความเป็ผู้หญิงเลยสักนิด แต่เขาก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าแท้ที่จริงแล้วดรูว์เป็ผู้หญิง ไม่ใช่ผู้ชาย ดรูว์เป็คนในตระกูลซาบรีย์ที่เป็ตระกูลของกษัตริย์ผู้ปกครองควาเซนครฝั่งเหนือ ด้วยความที่ตระกูลนี้ไม่เคยให้กำเนิดเด็กผู้หญิง และดรูว์ก็เป็คนแรกที่ดันเกิดมาเป็ผู้หญิง นั่นทำให้เกิดคำครหามากมายขึ้น ด้วยเหตุผลหลายประการ นั่นทำให้ไดรกอนซึ่งเป็ัคู่หูต้องทำหน้าที่เลี้ยงดูเด็กคนนี้แทนคนเ่าั้ พอเื่มันเป็แบบนั้น ดรูว์จึงคล้ายผู้ชายมากกว่าผู้หญิง ดรูว์ไม่ใช่เด็กเื่มาก เอาแต่ใจ หรือเป็พวกสร้างปัญหาเรียกร้องความสนใจ ทว่าทุกที่ที่พวกเขาเคยอยู่กลับอยู่ได้ไม่นาน
พออยู่ควาเซได้ถึงสี่ขวบก็ถูกส่งไปอยู่ที่ก้นเหวแห่งหนึ่งที่ติดกับทวีปเหนือซึ่งที่นั่นมีแต่ัทมิฬ ใช้เวลาเกือบหนึ่งปีในการหนีออกมาจากที่นั่นก็ไปอยู่กับจ้าวสมุทรในแดนใต้สมุทร สี่ปีเกินพอกับความวินาศไม่เว้นวัน ท่านจ้าวสมุทรก็ได้ส่งต่อให้พญาภูติในป่ากินคนที่มีแต่ภูติกินคน สัตว์ร้ายล่าเนื้อ พืชอันตรายที่กินแต่เนื้อและซากศพ มีกระทั่งกินกันเอง...สามปีที่เสน่ห์ของดรูว์แผลงฤทธิ์จนพญาภูติต้องส่งต่อไปให้องค์ไกโรซึ่งเป็จ้าวแดนอเวจี ธิดาอเวจีก็เกาะดรูว์หนึบเสียยิ่งกว่าหมากฝรั่ง ห้าปีผ่านไปองค์ไกโรต้องรีบส่งดรูว์ออกจากแดนอเวจีโดยด่วนก่อนที่ธิดาของตนจะแปลงเพศไปเสียก่อน แม้เกรล่าจะไม่ยอม แต่ด้วยแผนที่วางเอาไว้กันดีขององค์ไกโร คารอสที่เป็ทั้งบุตรขององค์ไกโรและพี่ชายของเกรล่าและมันสมองของดรูว์ ทำให้ดรูว์สามารถออกมาจากแดนอเวจีได้อย่างปลอดภัยสบายหายห่วง ไม่ต้องสูญเสียอะไรอย่างใดอย่างหนึ่งไป และอีกหกปีคือเดินทางไปรอบทวีปใต้และทวีปตะวันตกโดยล่าสุดก็มาหยุดลงที่นี่
อาณาจักรมอลโนวา อาณาจักรที่เต็มไปด้วยผู้ใช้เวทมนต์จำนวนมาก ไดรกอนสามารถเดาได้เลยว่าคนที่สมัครเป็ทหารฝึกหัดจะต้องเป็ผู้ใช้เวทมนต์ที่แข็งแกร่งมากแน่ ส่วนดรูว์น่ะหรือ? เขาไม่เคยเห็นดรูว์ใช้พลังเวทเลยสักครั้ง แถมเขายังััพลังเวทในตัวดรูว์ไม่เคยได้จนทำให้ัแสงตนนี้คิดว่าเด็กที่ตนเลี้ยงมาเป็ผู้ใช้พลังจิต แม้จะไม่เคยเห็น แต่เขาเชื่อว่าดรูว์ไม่ใช่ผู้ใช้พลังิญญาแน่ ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่เคยคิดว่าดรูว์จะแพ้...ความมั่นใจของเขาก็มาจากวีรกรรมที่ดรูว์ก่อขึ้นจนต้องถูกส่งไปสามดินแดนอันตรายและหลายๆ อาณาจักรอย่างไรล่ะ
เฮ้อ!
ไดรกอนบินไปสะกิดให้คนที่นอนอยู่บนเตียงตื่น คนขี้เซาบนเตียงเริ่มงัวเงียส่งเสียงงึมงำ ดรูว์เริ่มเบะปากแบบที่เขาเห็นก็รู้ได้ทันทีว่าดรูว์ยังอยากหลับต่อ แต่หากเป็คนอื่นคงคิดว่าเด็กคนนี้ไม่พอใจอะไรสักอย่าง
“ข้าอยากนอนต่อ” ดรูว์ส่งเสียงงึมงำออกมา ทำท่าจะหลับต่อให้ได้
“ข้ารู้ ข้าถึงได้รีบปลุกเ้า” ก่อนที่เ้าจะหลับไปทั้งวัน ัแสงกล่าวพลางรินน้ำใส่แก้วแล้วยื่นให้คนที่ยอมลุกขึ้นมานั่งบนเตียง ดรูว์รับไว้แล้วกรอกใส่ปากอย่างรวดเร็วให้หายง่วง
เวลาเพิ่งตื่นแบบนี้คงเป็เวลาเดียวที่ดรูว์ดูเหมือนผู้หญิงเหมือนๆ กับผู้หญิงคนอื่นบ้าง แต่ท่าทางเมื่อครู่...กลบเื่ที่คิดว่าดรูว์เป็ผู้หญิงไปได้เลย
“คิดถึงควาเซจัง ไม่ได้กลับไปกี่ปีแล้วนะ” ดรูว์พูดในขณะที่กำลังบริหารต้นคอ ทว่าน้ำเสียงที่เอ่ยออกมากลับสามารถจับใจความได้ว่า ‘อย่าได้กลับไปอีกเลย’
ข้าว่าเ้าคงไม่ได้คิดถึงควาเซอย่างที่เ้าว่าหรอก จากมาั้แ่อายุได้แค่สี่ขวบนี่นา นี่อายุของดรูว์ก็ปาไปเกือบๆ ยี่สิบสองแล้วด้วย ไดรกอนคำนวณระยะเวลาที่พวกเขาจากอาณาจักรแห่งนั้นมา สำหรับเขา ดรูว์เหมาะที่จะออกมาใช้ชีวิตอยู่ข้างนอกแบบนี้มากกว่าต้องไปทนใช้ชีวิตอยู่ในที่แห่งนั้น
ดรูว์แทบจะไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับที่แห่งนั้นเลย ที่เด็กสาวบอกว่าคิดถึง ก็คงจะหมายถึงเพื่อนสมัยเด็กสองคนนั้นของตัวเองมากกว่า
ควาเซหรืออาณาจักรควาเซในตอนนี้คือสถานที่ลับแลสำหรับมนุษย์ในทวีปอื่นๆ ทว่าไม่ใช่กับเหล่าัที่รู้ว่ามันอยู่ที่ไหน ทุกคนในควาเซล้วนเป็ผู้เลี้ยงัทั้งสิ้น แต่ละคนจะมีัหนึ่งตนเป็คู่หูั้แ่เกิด โดยลูกัที่เพิ่งเกิดจะเดินไปหยุดอยู่ที่หน้าประตูห้องของเด็กที่กำลังจะเกิด และไดรกอนก็เป็คู่หูของดรูว์ แน่นอนที่สุด ดรูว์ไปที่ไหนัแสงตนนี้ก็ต้องไปอยู่ที่นั่น ตระกูลซาบรีย์เป็ตระกูลที่สามารถเลี้ยงัได้ยอดเยี่ยมและแข็งแกร่งที่สุดในอาณาจักร ทั้งยังมีพลังเวทอันแกร่งกล้าเกินจะหาใครเทียบเทียม การต่อสู้ในรูปแบบต่างๆ ก็ไม่เป็สองรองใคร เพราะเหตุนี้ตระกูลซาบรีย์จึงได้เป็ราชวงศ์ของควาเซนครฝั่งเหนือ และต้องเสียค่าสินสอดทุกรุ่นไม่เคยได้รับสินสอดเลยสักครั้งเพราะซาบรีย์ไม่เคยให้กำเนิดเด็กผู้หญิงเลยสักคน มีแต่พวกเขาที่ต้องนำสินสอดไปขอฝ่ายหญิงแต่งงาน
โชคดีที่ตระกูลซาบรีย์มีเงินเป็ถุงเป็ถัง ไม่อย่างนั้นคงต้องแทะเกลือกินกันหน่อยล่ะ แต่จะรวยจะจนก็คงไม่เกี่ยวกับพวกเขา เพราะคนพวกนั้นไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับพวกเขาอีกแล้ว
“หิวจัง กี่โมงแล้วเนี่ย” ดรูว์ว่าพลางบิดี้เี หาวอ้าปากกว้างไร้ซึ่งสมบัติที่กุลสตรีควรมีจนไดรกอนแทบจะหลั่งน้ำตา เขาเลี้ยงเด็กคนนี้ผิดพลาดที่ตรงไหนกัน?
“เย็นแล้วล่ะ”
“ไปหามื้อเย็นกินกันดีกว่า”
ไดรกอนมองดรูว์หยิบเสื้อที่พาดเอาไว้บนหัวเตียงมาสวม ติดกระดุม หยิบผ้าสีดำที่ไดรกอนไม่รู้ว่าดรูว์ได้มันมาจากที่ไหนมาผูกผมเอาไว้ลวกๆ โดยไม่สนว่าหัวตัวเองยุ่งแค่ไหน เมื่อจัดการกับตัวเองเสร็จแล้วก็เตรียมจะออกจากห้อง ไดรกอนบินไปเกาะไหล่ดรูว์ตามความเคยชิน ถึงพวกเขาจะมีอายุเท่ากัน และไดรกอนก็เป็ตัวผู้ แต่ดรูว์ก็ไม่เคยบ่นที่เขากินแรงเกาะไหล่เธอไม่ยอมเสียแรงบินหรือแปลงร่างเป็มนุษย์เดินเองเลยสักครั้ง
พอออกมาจากที่พักความอึดอัดก็โผล่มาจู่โจมทันที ไดรกอนกับดรูว์มองภาพเบื้องหน้าที่มีคนเดินแน่นขนัดจนแทบจะขี่คอกันได้แล้วเบ้หน้า ดรูว์มองภาพเบื้องหน้าด้วยความหนักใจ รู้สึกแย่หากต้องไปเดินเบียดกับใครก็ไม่รู้เต็มไปหมด ส่วนไดรกอนรู้สึกแย่ขึ้นมาทันทีที่มีลางสังหรณ์พุ่งขึ้นมาตงิดๆ ว่าหากดรูว์ต้องไปเดินในที่แบบนั้นมันมีโอกาสสูงที่เขาจะถูกเบียดตกจากไหล่แล้วโดนใครก็ไม่รู้หลายคนที่เดินผ่านไปมาเหยียบเล่น คิดแล้วไดรกอนก็รู้สึกสยองจนขนพอง แล้วเขาก็ลองเสนอตัวเลือกหนึ่งให้ดรูว์
“เ้าขี่ข้าไปไหมดรูว์ เ้าจะได้ไม่ต้องไปเบียดกับคนพวกนั้น” เขาจะได้ไม่ต้องกลัวว่าตนเองจะถูกคนพวกนั้นเหยียบไปมา
“ก็ดีเหมือนกัน” ดรูว์ตกลงเห็นด้วย เธอเดินไปที่ชั้นบนสุดของที่พักซึ่งเป็ดาดฟ้า
ร่างเล็กของไดรกลายเป็ัร่างที่ใหญ่แค่ให้ดรูว์ขี่ได้เท่านั้น อันที่จริงร่างของเขาใหญ่กว่านี้หลายเท่านัก เนื่องด้วยหากอยู่ในร่างขนาดจริงแล้วอาจเกิดความวุ่นวายและเป็จุดสนใจของผู้คนได้ ซึ่งมันทำให้เขากับดรูว์ก็ไม่พอใจเสียเท่าไหร่ ปกติเขาก็เลยต้องย่อขนาดตัวเองให้เล็ก ถ้าดรูว์้าเขาก็จะขยายร่างให้ใหญ่แค่ดรูว์ขี่ได้คนเดียว ซึ่งมันก็ไม่ใหญ่นัก
ดรูว์ะโขึ้นขี่หลังัอย่างชำนาญ ถึงดรูว์จะไม่ค่อยขึ้นขี่หลังไดรกอน แต่ด้วยการที่เธอเป็นักรบั มีดีกรีมากกว่าผู้เลี้ยงัั้แ่สมัยบรรพบุรุษสายเืของตระกูลซาบรีย์เสียอีก สิ่งนี้จึงเป็เื่ง่ายดายราวกับหายใจ ไดรกอนกางปีกแล้วกระพือบินไปข้างหน้า อาณาจักรแห่งนี้แม้จะเป็อาณาจักรเอกเทศแต่ก็มีพื้นที่ขนาดใหญ่ ขนาดมองจาก้าพวกเขายังรู้สึกว่ามันกว้างมาก ดรูว์ที่อยู่บนหลังไดรกอนร้องอย่างตื่นเต้น ดวงตาสีฟ้าเข้มสั่นไหวราวกับเด็กที่กำลังมองของเล่นชิ้นที่ตนถูกใจ ไดรกอนพาบินไปยังอีกฟากหนึ่งของอาณาจักรมอลโนวาซึ่งเป็ส่วนที่พวกเขายังไม่เคยไป ผู้คนข้างล่างนั้นไม่ได้คึกคักน้อยไปกว่าฟากที่พวกเขาพักอยู่ตอนนี้เลย
แต่สิ่งที่ดึงดูดสายตาของดรูว์ได้เป็อย่างดีก็คือเป็สิ่งปลูกสร้างต่างๆ ของอาณาจักรนี้ มันดูทั้งใหญ่มโหฬารและแปลกตากว่าที่เคยเห็นในอาณาจักรไหนที่พวกเขาเคยไปมา มีของแปลกๆ มากมายที่พวกเขาไม่เคยเห็นที่ใช้ประดับตกแต่งอาคารบ้านเรือนจนดูอลังการ
“ถ้าข้าได้เป็ทหารฝึกหัดเมื่อไหร่ ถึงแม้พวกนครฝั่งเหนือมาตามถึงที่ข้าก็จะไม่จากที่นี่ไปเลย!” ดรูว์พูดด้วยน้ำเสียงร่าเริงพลางชูสองมือสุดแขนแล้วเท้าไว้บนหัวไดรกอนเหมือนเดิม ดวงตาสีฟ้าเข้มทอประกายสว่างไสวอย่างที่น้อยครั้งจะปรากฏ
ถ้าอย่างนั้นหรือ...ไดรกอนคิดว่าสำหรับดรูว์แล้วมันไม่มีคำว่า ‘ถ้า’ หรอก เพราะไม่ว่าดรูว์อยากจะทำอะไร เขาก็เห็นดรูว์ทำได้ตลอดทุกที
ยกเว้นการญาติดีกับัทมิฬและพวกนครฝั่งเหนือ...
“ข้าล่ะชอบความรู้สึกเวลาที่อยู่บนท้องฟ้าแบบนี้ที่สุดเลย อย่างกับกำลังบินอยู่แน่ะ!”
ไดรกอนยิ้มกับคำพูดนั้นของดรูว์ ข้าเองก็ชอบเหมือนกัน เพราะท้องฟ้ามีสีที่เหมือนกับดวงตาของข้าและของเ้าอย่างไรล่ะ ดรูว์
ดรูว์ยังคงมองภาพเบื้องล่างต่อไป ด้วยเพราะดรูว์เป็เด็กพิเศษที่มีคุณสมบัติร่างกายและภูมิปัญญาเทียบเท่ากับชนเผ่าั ต่อให้อยู่สูงขนาดนี้ดรูว์ก็สามารถมองเห็นได้ง่ายๆ ราวมองภาพด้านนอกจากทางหน้าต่างบ้านตัวเอง แถมยังสามารถสื่อสารทางจิตกับไดรกอนได้ง่ายๆ ั้แ่ยังไม่ทำพิธีกรรมสาบานผูกิญญากับเขา พิธีกรรมสาบานกับันั้นผู้เลี้ยงัทุกคนต้องทำการสาบานกับคู่หูของตน หลังจากจบพิธีแล้วผู้เลี้ยงัก็จะมีพลังเพิ่มขึ้นจากเดิม วิธีการและคำพูดที่สาบานออกมาจะไม่เหมือนกัน แล้วแต่สายพันธุ์และลักษณะนิสัยของัตนนั้นๆ และคู่หู และดื่มเืของอีกฝ่ายคนละครึ่ง กลายเป็นักรบั และิญญาของทั้งสองจะผูกติดกันไม่ว่าจะชาติไหนก็ตาม ซึ่งพิธีกรรมนี้อันตรายมาก มันไม่เป็ที่นิยมของผู้คนในควาเซ ดังนั้นเมื่อเทียบสัดส่วนแล้วนักรบัแทบจะหาไม่ได้เลย เป็พิธีกรรมต้องห้ามในยุคปัจจุบัน
เคยมีคนบอกว่าเสียดายที่ไดรกอนต้องมาเป็คู่หูกับดรูว์บ้างล่ะ ดรูว์ไม่เหมาะสมกับเขาบ้างล่ะ หรือดรูว์เป็ตัวภาระให้กับเขาบ้างล่ะ เพราะั์หายากมากที่จะเลือกใครสักคนเป็คู่หู โดยเฉพาะัแสง แต่ไดรกอนไม่เคยรู้สึกเช่นนั้นเลยสักครั้ง ทุกครั้งที่มีคนพูดถึงเื่พวกนี้มันกลับทำให้เขารู้สึกว่าดรูว์ต่างหากที่เป็เพียงคนเดียวที่คู่ควรจะเป็คู่หูของเขา
พวกเขาไม่มีวันรู้หรอกว่าดรูว์นั้นเป็เด็กที่วิเศษแค่ไหนสำหรับไดรกอน
อีกเหตุผลหนึ่งของผู้คนเ่าั้ ไดรกอนรู้ว่าเพราะอะไร คนพวกนั้นอิจฉาเด็กน้อยของเขา เพราะนอกจากจักรพรรดิไดรลูวาร์แล้วก็ไม่เคยมีใครมีัแสงเป็คู่หูอีก หรือจะกล่าวได้อีกอย่างก็คือใครก็ตามที่มีัแสงเป็คู่หู คนนั้นมีสิทธิที่จะได้เป็จักรพรรดิ
“ไดร ข้างล่างตรงนั้นมีอะไรกันหรือ ทำไมคนถึงเยอะจัง” ดรูว์ชี้ไปยังจุดที่ว่า ไดรกอนทำเพียงแค่ส่ายหน้าไม่รู้
“ข้างล่างเกิดเื่ขึ้น อย่าไปวุ่นวาย...”
“ลงไปกันเถอะ!”
ดรูว์ ทำไมเ้าไม่เคยฟังที่ข้าพูดจบได้เลยสักครั้งนะ เฮ้อ!
แต่ถึงจะถอนหายใจอย่างไรไดรกอนก็ไม่กล้าขัด เขาพาดรูว์มายังจุดที่ว่าอยู่ดี ไดรกอนบินลงไปยังตรอกแห่งหนึ่งที่ไม่มีคน รอบบริเวณมีคนน้อย บางตาและเป็มุมอับมากที่สุดเพื่อไม่ให้ตกเป็เป้าสายตา พอดรูว์ลงมาจากหลัง ร่างที่ใหญ่พอสำหรับหนึ่งคนขี่ของไดรกอนก็หดลงเหลือแค่ตัวเล็กที่เกาะไหล่ดรูว์ได้สบายๆ เท่านั้น พอเขาเกาะไหล่ดรูว์พวกเขาก็รีบเดินไปยังที่ที่มีเหตุเกิดขึ้นพอดี ทว่าพอเดินออกมาจากตรอกที่เป็มุมอับได้แค่ไม่กี่เก้าก็มีชายคนหนึ่งก็คว้าข้อมือของดรูว์เอาไว้ ดรูว์หันขวับกลับไปมองหน้าคนที่คว้ามือเอาไว้อย่างสงสัย แล้วนั่นก็ทำให้ไดรกอนและดรูว์ได้พบกับชายหนุ่มคนหนึ่งที่มีอายุคราวเดียวกับดรูว์ ชายตรงหน้ามีดวงตาสีน้ำตาลแดงเหมือนสีผมของดรูว์ เส้นผมสีบรอนซ์เงินซอยสั้นระต้นคอ หากหญิงคนใดได้พบสบตาต้องหลงเสน่ห์ชายผู้นี้เป็แน่แท้ ทว่านั่นไม่ใช่กับดรูว์ เพราะสำหรับเ้าตัวแล้วคงคิดว่าตนเองนั้นหล่อกว่าชายตรงหน้าเป็ไหนๆ
เมื่อเห็นว่าคนที่คว้ามือตนเองเอาไว้เป็มนุษย์ ดรูว์ชะงักเล็กน้อยและเผลอแสดงท่าทีหวาดระแวงออกไปโดยไม่ได้ตั้งใจ อีกฝ่ายเองก็มีท่าทีไม่ต่างจากดรูว์นักและรีบปล่อยมือเธอทันที ราวกับว่าที่จับมือเธอเมื่อครู่นั้นก็แค่ ‘เผลอ’ และไม่ได้ตั้งใจ ใบหน้าของอีกฝ่ายแสดงท่าทีลังเลและไม่แน่ใจก่อนที่จะตีหน้านิ่ง
“เ้าอย่าเข้าไปจะดีกว่า” น้ำเสียงนิ่งเรียบเ็าดังมาจากชายคนนั้น ดรูว์ยิ่งจ้องชายตรงหน้าอย่างสงสัยมากกว่าเดิม
“ตรงนั้นเกิดเื่ขึ้นนี่”
“นั่นไม่ใช่เื่ของเ้า”
ได้ยินเพียงแค่นั้น ดรูว์เกิดอาการควันออกหูทันที “ตรงนั้นกำลังมีเื่กัน นั่นก็หมายความว่าต้องมีฝ่ายหนึ่งที่ได้รับความเสียหายและความไม่เป็ธรรม เ้าไม่คิดจะไปช่วยพวกเขาหรือ!”
ชายตรงหน้าเบิกตากว้างขึ้นเพียงนิดเหมือนจะอึ้ง “ทั้งที่เ้าไม่เคยรู้จักกับเ้าพวกนั้นเลยน่ะหรือ”
“การช่วยใครสักคนต้องรู้จักกันมาก่อนด้วยหรือไร” ดรูว์ทำเสียงฮึดฮัดอย่างไม่พอใจ แน่ล่ะ ก็ชายตรงหน้านอกจากจะมาขัดขวางการเข้าไป (ยุ่ง) ห้ามแล้ว ชายตรงหน้ายังทำราวกับว่าดรูว์กำลังทำเื่ที่แปลกประหลาดในสายตาของเขา
นั่นก็จริง ไดรกอนไม่เถียงหรอกว่าในสายตาคนอื่นแล้วการกระทำของดรูว์มันแปลกประหลาดจริง แต่ดรูว์ก็เป็ซะแบบนี้ ไม่มีใครเข้าใจหรอกว่าดรูว์เต็มใจแค่ไหนที่ได้ช่วยคนอื่นที่กำลังเดือดร้อน หากพวกเขาได้รู้จักดรูว์อย่างลึกซึ้งแล้วล่ะก็ พวกเขาจะสามารถรู้ได้ทันทีว่าที่ดรูว์ทำลงไปทั้งหมดนั้นเพื่ออะไร
ชายตรงหน้าก็ถอนหายใจออกมา “ทหารกำลังมา ถ้าเ้าเข้าไป เ้าก็จะเดือดร้อนไปด้วย มันเป็เื่ที่ถูกกำหนดให้เป็แบบนั้นแล้ว ถึงเข้าไปก็ช่วยอะไรไม่ได้”
จบคำพูดนั้นทหารหลายนายก็มาทันที ดรูว์มองภาพที่ชายท่าทางซอมซ่อคนหนึ่งที่มีาแเต็มตัวถูกทหารลากตัวไปโดยไม่ถามไถ่ความเลยสักนิด ส่วนชายอีกคนที่มีภูมิฐานดีหน่อยนั่นมีเพียงแค่รอบฟกช้ำนั้นเหล่าทหารพวกนั้นกลับไม่แตะต้องเลยสักนิด ชายผู้นั้นยิ้มเหยียดหยามให้กับชายซอมซ่อที่ถูกทหารลากไปพร้อมน้ำเสียงหัวเราะเยาะเย้ยตามหลัง ดรูว์มองภาพนั้นแล้วกำมือแน่น กัดฟันกรอดกับภาพตรงหน้า ไดรกอนเหลือบมองท่าทางของดรูว์ในตอนนี้ เขารู้ว่ามันเป็ภาพที่ดรูว์เกลียดที่สุด และทำให้ดรูว์รู้สึกขัดใจเป็ที่สุด แต่ก็ไม่สามารถออกไปได้เพราะตอนนี้ดรูว์กำลังถูกไดรกอนสั่งห้ามผ่านทางจิตอยู่
“เ้าโกรธเพียงเพราะได้เห็นภาพแบบนั้นหรือ” ชายเ้าของดวงตาสีน้ำตาลแดงถาม ดรูว์หันขวับแล้วถลึงตาใส่อีกฝ่าย
“คนแบบนั้น...ข้าล่ะเกลียดที่สุด คอยดูเถอะ ถ้าข้าได้เป็ทหารเมื่อไหร่ รับรองว่าถ้ามีเื่แบบนี้เกิดขึ้นต่อหน้าข้า ข้าไม่ละเว้นแน่”
“เ้าคิดว่าชายซอมซ่อนั่นเป็คนถูก?” อีกฝ่ายเลิกคิ้วถาม
“แล้วเ้าคิดว่าคนที่มีฐานะต้อยต่ำและขี้กลัวแบบนั้นจะกล้าไปมีเื่กับคนรวยๆ แบบนั้นหรือ” ดรูว์เริ่มพูดออกมาอย่างหงุดหงิด ไดรกอนทำได้แค่เพียงถอนหายใจออกมา ส่วนคนตรงหน้าน่ะหรือ...เ้านั่นมองไม่เห็นเขาหรอก เพราะัแสงเป็ัที่สามารถปรับตัวเป็ส่วนหนึ่งของแสงได้ หากเขาไม่้า ใครก็มองไม่เห็น
“แล้วเ้ากล้า?”
รอยยิ้มชั่วร้ายปรากฏขึ้นบนเรียวปากของดรูว์ มันช่างดูน่าขนลุกไม่น้อยในสายตาของไดรกอนที่โตมาพร้อมกับดรูว์ “พอดีว่าข้าไม่ใช่คนขี้กลัว เพราะหากข้าเป็คนขี้กลัว ข้าคงได้ตายไปนานแล้ว”
เหมือนไดรกอนจะได้เห็นดวงตาที่ฉายแววไม่อยากจะเชื่อของชายคนนี้แวบหนึ่ง แต่มันก็แค่แวบเดียวเหมือนภาพลวงตา
“ข้าชื่อฟรองเซ่ เ้าจะไปสอบเป็ทหารฝึกหัดสินะ? แต่ว่า...เ้าเตี้ยแบบนี้ จะไหวหรือ?”
ปึด!
ราวกับัแสงได้ยินเสียงอะไรขาดผึงอย่างแรง และเขาก็รู้ดีเสียด้วยว่ามันคืออะไร ไดรกอนตาเหลือกโพลน รีบจิกเล็บลงไหล่เด็กสาวอย่างแรงหวังจะเรียกสติเธอ ในใจส่งเสียงร้องห้ามวุ่นวายไม่ให้เด็กสาวทำอะไรบ้าๆ ผ่านทางจิต ฆ่าคนอย่างนั้นหรือ? ขืนทำตอนนี้แน่นอนว่าเด็กสาวของเขาจะโดนทหารจับไปแทนผู้ชายคนนั้นแน่! ดรูว์สูดลมหายใจเข้าลึก พยายามอย่างยิ่งที่จะไม่ลงมือประทุษร้ายชายตรงหน้า ทว่าในใจนั้น...
กล้าว่าข้าเตี้ยเรอะ!? กรอด---!!
“ดรูว์ ลาเบียร์” ในเมื่ออีกฝ่ายบอกชื่อเขามาแล้ว ถึงจะไม่เต็มใจแต่ตามมารยาทก็ควรจะบอกชื่อของตัวเองออกไป
“หวังว่าเราคงได้เจอกันอีก ดรูว์ ลาเบียร์” ก่อนที่ชายคนนั้นจะไป เขาหันกลับมามองดรูว์อีกครั้ง “นั่นเป็แค่แผนส่วนหนึ่งที่พวกเขาวางเอาไว้ เ้าไม่ต้องห่วงชายคนนั้นหรอก มันมีอะไรมากกว่าที่เ้าคิด”
แล้วชายหนุ่มนามฟรองเซ่ก็เดินหายเข้าไปในฝูงชน ไดรกอนมองดรูว์ด้วยสายตาเห็นใจ...นับั้แ่ที่ดรูว์ถูกส่งออกมาอยู่นอกพื้นที่ของอาณาจักรควาเซ ดรูว์ก็ไม่ยอมใช้ชื่อซาบรีย์อีก ดรูว์ใช้ชื่อลาเบียร์ที่เป็ชื่อของท่านแม่ที่จากไปนานแล้ว
ไม่สิ ต้องบอกว่าั้แ่เกิด ดรูว์ไม่เคยใช้ชื่อซาบรีย์เลย
“แต่ข้าหวังว่าเราจะไม่เจอกันอีก” ดรูว์พูดเสียงลอดไรฟัน พยายามอย่างยิ่งที่จะไม่วิ่งตามไปสังหารอีกฝ่าย จะให้เจออีกเรอะ? คราวหน้าหมอนั่นไม่กวนประสาทเธอจนโดนฆ่าเรอะ?
อยู่ๆ ดรูว์ก็ถอนหายใจออกมาอย่างเบื่อหน่ายจนไดรกอนที่เกาะอยู่บนไหล่ทำได้แค่ตบไหล่อีกฝ่ายเท่านั้น
“ทำไมข้าถึงรู้สึกว่าตัวเองเข้ากันไม่ได้กับเ้านั่น ถึงจะดูเป็มิตร แต่ข้าดูออกเถอะว่าเ้านั่นสร้างกำแพงรอบตัวซะหนาปึก ขี้ระแวง แถมยังกวนประสาทอีก!” ดรูว์ถามหายใจออกมาอีกครั้งก่อนจะหันมาสนใจไดรกอน “ไปหาอะไรรองท้องเถอะ ก่อนที่ (กระเพาะ) ข้าจะแห้งตายอยู่ตรงนี้ ฮึ! เ้านั่นมันช่างมาขวางเวลาสรรหาสารอาหารเข้ากระเพาะของข้าเสียจริง!” ดรูว์ว่าอย่างหงุดหงิด
ข้าว่าเ้าเสียเวลาเพราะจะไปยุ่งเื่ของคนอื่นมากกว่านะ
ไดรกอนมองดรูว์ที่พักนี้เหมือนจะหงุดหงิดง่าย หรือเป็เพราะบรรยากาศแปลกๆ และไม่คุ้นเคยโดยรอบของมอลโนวากันแน่ที่ทำให้ดรูว์กลายเป็คนหงุดหงิดง่ายแบบนี้
หรือเป็เพราะว่าที่นี่คล้ายกับควาเซ?
ดรูว์อาจจะไม่ได้สังเกตแต่ไม่ใช่กับไดรกอน บ้านเรือนที่นี่มีโครงสร้างคล้ายกับควาเซ แต่จะเพราะอะไรก็ช่าง ไดรกอนทำได้แค่ภาวนาว่าจะไม่มีใครมาลากตัวเด็กน้อยของเขากลับควาเซนครฝั่งเหนือในตอนที่พวกเขาอยู่ที่มอลโนวานี้