จอมยุทธ์ซุปตาร์

ตอนที่ 217 หลิวซือเย่กับสุ่ยเซียน Re

        “เธอไม่เป็นไรใช่ไหม  เจ็บตรงไหนรึเปล่า” มู่ซื่อเฉิงถาม  ที่เขารีบกดนักเรียนหญิงคนนี้กับพื้นเพราะ หากเขากระโดดรับ  ตัวเขาจะต้องร่วงลงไปทับเธอแน่ และจะตามมาด้วยเสียงด่าทอเขาไม่หยุด


        “ไม่เป็นไร  ขอบใจมาก” นักเรียนหญิงที่ตอนนี้นอนอยู่กับพื้น  สองมือทาบบนอกแกร่งและอุ่น  เธอได้กลิ่นเหงื่อจาง ๆ ทำให้รู้สึกแปลก ๆ  เธอมองหน้าชายหนุ่มที่ช่วยเธอเอาไว้  ก่อนจะพบว่าตาเธอแทบบอด  ใบหน้าที่ยิ้มมาราวกับเธอกำลังจ้องพระอาทิตย์โดยตรงไม่มีผิด  ใบหน้าหล่อเหลาแบบนี้เธอไม่เคยพบเจอในระยะประชิดแบบนี้มาก่อน  แต่ก็ไม่คิดว่ากับชายหนุ่มตรงหน้า  จะทำให้เธอต้องหันหน้าหนี


        'หมอนี่มันดวงอาทิตย์ขนาดย่อมชัด ๆ' นักเรียนหญิงคิด


        “ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว” มู่ซื่อเฉิงลุกขึ้น  พร้อมกับส่งมือให้นักเรียนหญิงที่เขาช่วยไว้  ซึ่งเธอทำท่าลังเลเล็กน้อยก่อนจะจับมือเขาและยอมให้เขาช่วยพยุงลุกขึ้น


        “นายอยู่ชมรมฟุตบอลเหรอ” นักเรียนหญิงถาม  เธอมองไปยังสนามฟุตบอล


        “ใช่ ฉันอยู่ปี 1 ชื่อ มู่ซื่อเฉิง” มู่ซื่อเฉิงแนะนำตัว


        “ฉันก็อยู่ปี 1 ชื่อหลิวซือเย่” หลิวซือเย่กล่าว


        “เธอเป็นอะไรกับอาจารย์หลิวซีอิ๋งรึเปล่า” มู่ซื่อเฉิงถาม  เขารู้สึกว่าหน้าของหลิวซือเย่ดูคล้ายกับอาจารย์ที่ปรึกษาของเขา


        “นั่นแม่ฉันเองแหละ” หลิวซือเย่ตอบ  ทำให้หน้าของมู่ซื่อเฉิงแข็งค้างทันที


        “นั่นที่ปรึกษาห้องฉันเอง” มู่ซื่อเฉิงกล่าว


        “โลกกลมดีเนอะ” หลิวซือเย่กล่าว  เธอยังคงใบหน้าที่นิ่งเอาไว้ไม่เปลี่ยน


        “ยังไงก็ยินดีที่ได้รู้จักนะ  ฝากตัวด้วย  ฉันไปซ้อมบอลต่อล่ะ” มู่ซื่อเฉิงโบกมือลา  ก่อนจะวิ่งกลับไปที่สนามฟุตบอล


        หลิวซือเย่เปลี่ยนที่นั่งอ่านหนังสือไปหลังต้นไม้  หากมีลูกบอลมาอย่างน้อยเธอก็จะได้ไม่โดนมันพุ่งใส่อีกขณะที่เธอเริ่มอ่านหนังสือนิยายอีกครั้ง  ไม่รู้ทำไมเธอถึงไม่ค่อยมีสมาธิเอาเสียเลย  สายตาเธอเอาแต่หันไปมองสนามฟุตบอล  ดวงตาจับจ้องไปยังชายหนุ่มดวงตาและผมสีแดงที่ช่วยเธอเมื่อครู่  เธอกำลังคิดหาเหตุผลอยู่ว่าตัวเธอเป็นอะไร  เธอไม่มีสมาธิอ่านหนังสือเอาเสียเลย


        หลังจากไม่สามารถตั้งสมาธิอ่านหนังสือได้  เธอจึงเก็บหนังสือ  ก่อนจะเดินไปห้องพักอาจารย์เพื่อไปหาแม่ของเธอ  เพราะคิดว่าแม่ของเธอคงให้คำตอบนี้กับเธอได้


        ที่ห้องพักอาจารย์หลิวซีอิ๋งกำลังเตรียมการสอนสำหรับวันพรุ่งนี้อยู่  พอเธอเงยหน้าก็พบลูกสาวของเธอที่เพิ่งเข้าเรียนมัธยมปลายปี 1 ในปีนี้  กำลังเดินเข้ามาด้วยสีหน้าเหมือนมีอะไรบางอย่างที่ไม่เข้าใจ


        หลิวซีอิ๋งยกยิ้มขึ้น  แต่ไหนแต่ไรเธอมักสอนลูกสาวเสมอว่าถ้ามีอะไรที่ไม่เข้าใจหรืออยากระบายอะไรให้คุยกับเธอได้  ให้คิดว่าเธอเป็นเพื่อน  ทำให้หลิวซือเย่ลูกสาวของเธอไว้ใจเธอมากจนสามารถเล่าทุกสิ่งที่เธอคิดหรือไม่เข้าใจให้ฟังแบบไม่ปิดบัง


        “แม่คะ ขอคุยด้วยหน่อย” หลิวซือเย่กล่าว


        “ว่ามาเลย  มีอะไรซือเย่” หลิวซีอิ๋งถาม  เธอเห็นลูกสาวมองซ้ายมองขวา


        “เล่าตรงนี้ไม่ได้  มันเรื่องส่วนตัวค่ะ” หลิวซือเย่กล่าว


        “ได้  งั้นไปที่เงียบ ๆ กัน” หลิวซีอิ๋งพาลูกสาวไปยังห้องแนะแนวที่ปกติไม่ค่อยได้ใช้  เธอกับลูกสาวเข้าไปข้างในและล็อกประตูห้องให้เรียบร้อย


        “แม่คะ หนูมีเรื่องสงสัย” หลิวซือเย่กล่าว


        “คราวนี้เรื่องตรรกะหรือว่ามีหนังสืออะไรที่อ่านแล้วไม่เข้าใจหรือเปล่าจ๊ะ” หลิวซีอิ๋งถาม


        “ไม่ค่ะ คือ......” หลิวซือเย่เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ให้ผู้เป็นแม่ฟัง  หลิวซีอิ๋งผู้เป็นแม่ยกยิ้มขึ้น  เธอรู้ว่าลูกสาวเธอเป็นคนหน้านิ่ง  แสดงอารมณ์ยาก  เพราะมีโลกส่วนตัวค่อนข้างสูง  แต่สิ่งที่เธอเห็นตอนนี้คือการแสดงออกทางอารมณ์ของลูกสาวที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน  คิ้วที่ชนกัน  สีหน้าแสดงความไม่เข้าใจแสดงออกมาชัดเจน  จนเธอนึกอยากตบกบาล เอ๊ย ตบรางวัลให้มู่ซื่อเฉิง ที่เป็นนักเรียนในห้องที่เธอดูแลจริง ๆ


        “คุณแม่คิดว่าหนูเป็นอะไรรึเปล่าคะ  กับผู้ชายคนอื่นหนูไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน” หลิวซือเย่ถาม


        “ลูกแม่โตเป็นสาวแล้ว  จะมองเพศตรงข้ามมันก็ไม่ใช่เรื่องแปลก  อาการที่เป็นอาจจะแค่ประทับใจที่เขาช่วยลูก  ไม่ก็อาจจะเป็นรักแรกพบก็ได้นะ” หลิวซีอิ๋งยิ้ม


        “ประทับใจ  รักแรกพบ” หลิวซือเย่ทวนคำของแม่เธออีกครั้ง


        “ถ้ายังไม่แน่ใจ  ก็ลองหาโอกาสคุยกับเขาบ่อย ๆ ดูสิ” หลิวซีอิ๋งกล่าว  ในหัวตอนนี้เธอคิดจะใช้มู่ซื่อเฉิงที่เป็นนักเรียนในห้องของเธอ  ช่วยให้ลูกสาวตัวน้อยของเธอมีพัฒนาการด้านอารมณ์  แต่หากทั้ง 2 คนเกิดชอบพอกัน  เธอก็แค่คอยคุมพฤติกรรมไม่ให้เกินเลยก็พอ  ทุกอย่างเพื่อลูกสาวตัวน้อยของเธอ


        “ยังไงคะ” หลิวซือเย่ถาม


        “งานผู้จัดการชมรมฟุตบอลไงล่ะ  สาว ๆ หลายคนอยากเป็นกันจะตาย  แต่อาจารย์ที่รับผิดชอบชมรมรู้ว่าพวกนักเรียนหญิงส่วนใหญ่มักจะมาส่องผู้ชาย  เลยไม่รับสักคน  แต่แม่ช่วยได้นะ” หลิวซีอิ๋งกล่าว


        “แต่หนูลงชมรมปิงปองไปแล้ว” หลิวซือเย่กล่าว


        “ไม่เป็นไร  เดี๋ยวแม่ทำเรื่องขอย้ายให้  จะลองดูไหม  แม่ว่าการเป็นผู้จัดการในชมรมฟุตบอล  มันช่วยให้ลูกได้ฝึกการเข้าสังคมนะ  อย่างน้อยก็ดีกว่าชมรมปิงปองนะ” หลิวซีอิ๋งถามความสมัครใจของลูกสาว  หลิวซือเย่คิดอยู่ครู่หนึ่งก็ได้คำตอบ


        “ก็ได้ค่ะ  เพื่อฝึกการเข้าสังคม  หนูจะพยายาม” หลิวซือเย่กล่าว


        “งั้นเรากลับไปทำเรื่องขอย้ายชมรมกัน” หลิวซีอิ๋งปลดล็อกประตูห้อง  ก่อนจะพาลูกสาวไปกรอกเอกสารขอย้ายชมรมทันที


        ด้านชมรมศิลปะการต่อสู้  หลังจากคาบสุดท้ายของช่วงบ่ายจบลง  ไป๋หู่กับหลี่ซีหยานเดินมาเข้าชมรม  พวกเขาเปลี่ยนชุด  โดยครั้งนี้พวกเขาใส่เสื้อที่ไป่ฉีเอามาให้  ลักษณะของมันเหมือนเสื้อกีฬาทั่วไป  หากแต่เสื้อพวกนี้มีการลงอักขระลมปราณเอาไว้  ทำให้ใส่แล้วเย็นสบาย  ช่วยควบคุมอุณหภูมิร่างกายของผู้สวมใส่  สำคัญคือมันทนมาก  ถึงเอาของมีคมมากรีดมันก็ไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วน  สำคัญคืออักขระลมปราณที่ทำให้พวกมันทำความสะอาดตัวเองได้เองโดยไม่ต้องซัก  ซึ่งเรื่องนี้ทำให้ไป๋หู่ที่ไม่ค่อยชอบเรื่องยุ่งยากดีใจมาก  แถมยังขอให้ไป่ฉีทำแบบนี้กับเสื้อผ้าของเขาทุกตัว  แม้แต่หลี่ซีหยานเองก็เช่นกัน


        เมื่อพวกเขาเดินออกมาจากห้องเปลี่ยนเสื้อแล้ว  สิ่งที่เห็นยืนเด่นเป็นสง่าคือสุ่ยเซียนนั่นเอง  ปกติแล้วเธอมักจะฝึกอยู่เงียบ ๆ ที่มุมมืด ๆ ของโรงยิม  แต่วันนี้เธอกลับยืนท่ามกลางกลุ่มคนที่กำลังฝึกซ้อมอยู่  ซ้ำยังจ้องมองมาทางประตูทางเข้าโรงยิมของชมรมอีกต่างหาก หรือก็คือกำลังรอการมาของไป๋หู่กับหลี่ซีหยานนั่นเอง


        “เจ๊สุ่ย  ผมนัดยอดฝีมือให้แล้วนะ” ไป๋หู่กล่าว


        “งั้นเหรอ  หวังว่าคนที่นายนัดจะไม่ทำให้ฉันผิดหวังนะ” สุ่ยเซียนกล่าว


        “แน่นอนครับ  ใช่ไหมซีหยาน” ไป๋หู่หันไปหาชายหนุ่มที่เป็นเพื่อนร่วมเตียง เอ๊ย เพื่อนร่วมห้องกับเขา


        “รับรองว่ารุ่นพี่ต้องไม่ผิดหวังแน่ครับ  ไป๋หู่  เรามาซ้อมกันสักหน่อยไหม  เมื่อวานเรียนพวกมวยมานี่” หลี่ซีหยานกล่าว


        “พวกนายจะซ้อมกันเหรอ  เดี๋ยวเจ๊เป็นกรรมการให้เอาไหม  ยังไงก็ไม่มีใครมาเป็นคู่ซ้อมกับเจ๊อยู่แล้ว  อยู่ว่าง ๆ มันน่าเบื่อ” สุ่ยเซียนเสนอ  สายตาคนรอบข้างมองมาราวกับจะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า 'ใครใช้ให้เจ๊อัดคู่ซ้อมเข้าโรงพยาบาลซะทุกรายล่ะ'


        “ก็ได้ครับ  ฝากเจ๊ด้วย” ไป๋หู่กล่าว


        “รบกวนด้วยครับ” หลี่ซีหยานก้มหัวให้สุ่ยเซียนเป็นการขอบคุณ  


        ตอนนี้ทั้งไป๋หู่และหลี่ซีหยานยืนประจันหน้ากัน  ทั้ง 2 เริ่มตั้งกระบวนท่าเตรียมพร้อม  โดยมีสายตาของสุ่ยเซียนจับจ้องอยู่


        “พร้อม.......เริ่มได้” พอสุ่ยเซียนให้สัญญาณเริ่ม  ทั้ง 2 คนพุ่งเข้าหากัน  การปะทะกันค่อนข้างรุนแรง  เสียงเนื้อกระทบกันดังตับ ๆ ทำให้กลายเป็นจุดสนใจของคนอื่น ๆ  บางคนถึงกับหยุดฝึกเพื่อมาดูปี 1 อย่างไป๋หู่และหลี่ซีหยานประลองกัน


        ยิ่งพวกเขาเห็นความรุนแรงในการปะทะมากเท่าไหร่  พวกเขายิ่งหวาดกลัว  บางคนส่งเสียง อูย ออกมา  เพราะเขาน่าจะเดาความเจ็บจากการปะทะกันได้  ส่วนสุ่ยเซียนตอนนี้มองการประลองตรงหน้าแทบตาไม่กระพริบ  เธอตื่นตาตื่นใจมาก  เพราะกระบวนท่าของหลี่ซีหยานกับไป๋หู่นั้นเป็นการผสมผสานศิลปะการต่อสู้หลากหลายแขนงเข้าด้วยกัน  ซ้ำยังประยุกต์ใช้ได้อย่างลงตัว  อีกอย่างคือฝีมือและการตัดสินใจของทั้งคู่รวดเร็ว  ยอดเยี่ยม  ความตื่นเต้นนี้ทำเอาเธอแทบอยากจะพุ่งเข้าไปร่วมวงด้วยซ้ำ


        แต่พอคิดว่าตนเองเป็นพวกยั้งมือไม่เป็น  จึงหยุดความคิดนี้ทันที  เพราะคนในชมรมต่างหวาดกลัวเธอ  แต่ไป๋หู่กับหลี่ซีหยานกลับพูดคุยกับเธอตามปกติ  หากเธอทำให้ 2 คนนี้เจ็บสาหัสเกรงว่ารุ่นน้องที่น่ารัก 2 คนจะตีตัวห่างจากเธอและเธอจะกลับไปโดดเดี่ยวอีกครั้ง


        หลังจากแลกเปลี่ยนกระบวนท่ากันได้ 5 นาที  ทั้งคู่แยกออกจากกัน และมีอาการหอบหายใจนิดหน่อย  สร้างความตกตะลึงให้กับคนในชมรมอย่างมาก  เพราะการปะทะกันเมื่อครู่  รวดเร็วและรุนแรง  ถ้าแข่งขันตามกฎจริง  หากคู่ต่อสู้เอาแต่ตั้งรับ  รับรองว่าได้แพ้ปี 1 ทั้ง 2 คนนี้แน่นอน


        “ไม่เลวนี่  แต่อีกไม่นานฉันจะตามนายทันแล้ว” หลี่ซีหยานกล่าว


        “ก็ไม่แน่หรอกน่า  ว่าแต่เจ๊สุ่ยช่วยแนะนำหน่อยสิว่ามีอะไรต้องปรับปรุงไหม” ไป๋หู่หันมาถามความคิดเห็นของหญิงสาวที่นั่งมองทั้งคู่ต่อสู้กันราวกับกำลังเต้นรำด้วยท่วงท่าที่สวยงาม  ทำให้เธอสะดุ้งตื่นจากภวังค์


        “พวกนายออกกระบวนท่าได้สวยมาก  ความหนักแน่นกับความแม่นยำดีมาก  ความต่อเนื่องเองก็ดี  ตั้งแต่เจ๊อยู่ชมรมมา  เจ๊ไม่เคยเห็นคนที่มีฝีมือระดับนี้มาก่อน” สุ่ยเซียนกล่าว


        “งั้นเจ๊สนใจมาเป็นคู่ซ้อมให้พวกผมไหม” ไป๋หู่ถาม  เขายิ้มยิงฟัน  ใบหน้าสดใสร่าเรือง  ทำให้สุ่ยเซียนอดอมยิ้มไม่ได้


        “เอาสิ  แต่ถ้าพวกนายถูกหามส่งโรงพยาบาลอย่ามาว่าเจ๊นะ” สุ่ยเซียนกล่าว  ก่อนจะลุกขึ้นยืดเส้นสายนิดหน่อย  เธอมั่นใจว่าด้วยระดับฝีมือของทั้ง 2 คนจะสามารถรับมือเธอได้แน่นอน


        “งั้นฉันขอเป็นคนดูก็แล้วกัน  เผื่อนายพลาดตรงไหนจะได้บอกได้” หลี่ซีหยานกล่าว


        “ได้  ฝากด้วยสหายหลี่” ไป๋หู่กล่าว


        “พร้อมนะ” หลี่ซีหยานเตรียมให้สัญญาณ  สุ่ยเซียนกับไป๋หู่ก็มายืนอยู่ในท่าเตรียมพร้อม


        “เริ่ม” ทันทีที่ได้ยินเสียงของหลี่ซีหยาน  ทั้ง 2 ก็พุ่งเข้าใส่กันทันที


        การปะทะกันของทั้งคู่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการต่อสู้ของไป๋หู่กับหลี่ซีหยานก่อนหน้านี้  แต่ที่ทำให้ทุกคนตกตะลึงมากที่สุดคือ สุ่ยเซียนกำลังตกเป็นฝ่ายตั้งรับการโจมตีของไป๋หู่  เธอพยายามปัดป้องการโจมตีที่เข้ามาอย่างต่อเนื่อง  แม้จะป้องกันได้  แต่ก็ต้องถอยไปเรื่อย ๆ จนตอนนี้ใกล้จะออกจากวงที่ขีดไว้แล้ว


        “ขอยอมแพ้” สุ่ยเซียนรู้ว่าแม้จะป้องกันการโจมตีของรุ่นน้องตรงหน้าได้  แต่ไม่อาจโต้กลับได้  ความต่อเนื่องที่ไม่เปิดช่องให้เธอได้สวนกลับเลย  ถ้าสู้ต่อ  เธอก็ต้องถอยออกนอกวงที่ขีดไว้ และก็จะถือว่าแพ้อยู่ดี  หลังจากประกาศขอยอมแพ้เธอก็เสียหลักและกำลังจะล้มลง


        ไป๋หู่ที่หยุดมือเพราะสุ่ยเซียนขอยอมแพ้  เขาเห็นว่าสุ่ยเซียนกำลังจะหงายหลัง  จึงได้เอื้อมมือไปดึงเธอเข้ามาหาตัวเอง


        ปึก  หน้าของสุ่ยเซียนกระแทกลงบนอกของไป๋หู่


        “เจ๊เป็นอะไรไหม” ไป๋หู่ถาม


        “มะ...ไม่เป็นไร  ขอบใจมาก  หวังว่าขาฉันจะไม่พลิกนะ  ไม่งั้นอดสู้กับยอดฝีมือที่นายนัดมาแน่” สุ่ยเซียนกล่าว  ภายในใจเธอมันรู้สึกวูบ ๆ ตอนที่สัมผัสกับไป๋หู่เมื่อครู่  แต่เธอก็ไม่ได้คิดอะไรมาก  คิดแค่ว่าคงเป็นความรู้สึกที่ปกติเวลาเธออยู่ใกล้ผู้ชาย  ที่มือเธอมักจะไปก่อนคำพูดเสมอ  แต่ครั้งนี้เธอกลับยั้งมือไว้  เลยทำให้เธอรู้สึกแปลก ๆ


        “ให้ผมดูให้ไหมเจ๊” ไป๋หู่ถาม  ขณะที่คนรอบข้างต่างตะลึงอีกครั้ง  เพราะปกติใครจับตัวสุ่ยเซียนไม่ว่ากรณีใด ๆ เป็นต้องเจอเจ้าหล่อนทุบตีสักทีสองที  ไม่ว่าชายหรือหญิงต่างไม่อยากโดนตัวเธอ  เพราะกลัวจะเจ็บตัว  แล้วเด็กใหม่ตรงหน้านี่อะไร  คว้าข้อมือตัวหายนะประจำชมรม  แต่ยังไม่ถูกทุบตี  ซ้ำยังเสนอตัวดูอาการที่ขาให้อีก


        'ไม่กลัวโดนเตะตายรึไงหา' ทุกคนคิด


        “แน่ใจนะ  เจ๊ไม่รับประกันว่าจะไม่เตะเธอ” สุ่ยเซียนกล่าวเตือน  เธอไม่อยากให้รุ่นน้องที่เพิ่งรู้จักกันเลิกเป็นเพื่อนกับเธอเพราะเธอเป็นพวกที่ไม่ถูกกับการให้คนอื่นสัมผัส  นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เธออยู่อย่างโดดเดี่ยวในโรงเรียนมาตั้งแต่ขึ้นชั้นประถม  ไม่มีเพื่อนที่สนิทด้วยเลยสักคน  นี่นับเป็นแผลใจที่ยังคงทำให้เธอต้องทุกข์ทรมานอยู่จนถึงทุกวันนี้


        “ไม่เป็นไรเจ๊  ผมรับมือได้” ไป๋หู่กล่าวก่อนจะจับไปที่ข้อเท้าของสุ่ยเซียน  เขาพลิกซ้ายพลิกขวา  ลองหมุนข้อเท้าของสุ่ยเซียนดู  ส่วนสุ่ยเซียนแม้จะสะดุ้งตอนที่ถูกจับข้อเท้า  แต่ก็แปลกใจที่ร่างกายเธอไม่มีอาการต่อต้านแต่อย่างใด  เธอไม่ได้เตะคนเหมือนทุกครั้ง


        'ในที่สุด  ฉันก็หาเพื่อนที่จะสนิทด้วยได้แล้ว' สุ่ยเซียนดีใจมาก


        “จากที่ดูไม่ได้บาดเจ็บตรงไหน  เจ๊วางใจได้” ไป๋หู่กล่าว


        “ขอบใจมาก  กินน้ำอะไรไหม  เดี๋ยวเจ๊เลี้ยงเอง” สุ่ยเซียนกล่าวก่อนจะตบหลังไป๋หู่เสียงดัง ปึก ๆ  หากเป็นคนอื่นคงหน้าทิ่มไปแล้ว  แต่ไป๋หู่เป็นผู้ฝึกยุทธ์  แรงแค่นี้เขาไม่รู้สึกสักนิด


        “งั้นครั้งนี้ตาผมบ้างนะเจ๊สุ่ย” หลี่ซีหยานกล่าว  เขาเองก็อยากลองปะมือกับสุ่ยเซียนเช่นกัน


        “ให้เจ๊พักบ้างสิ  ยังไงเจ๊ก็เป็นผู้หญิงนะ” คำพูดของสุ่ยเซียนเรียกเสียงหัวเราะให้กับทุกคนในชมรมได้เป็นอย่างดี  พวกเขาเพิ่งรู้ว่าสุ่ยเซียนก็มีมุมแบบนี้เหมือนกัน  มุมที่เป็นผู้หญิง  ผู้หญิงบ้าอะไรส่งผู้ชายหลายสิบคนเข้าโรงพยาบาลเมื่อปีที่แล้วกัน  นั่นคือความคิดของสมาชิกชมรมที่เคยถูกตัวหายนะตรงหน้าโจมตีจนต้องเข้าโรงพยาบาล

______________________+ฝากเพจนิยายด้วยครับ+

คล้ายกับเรื่องจอมยุทธ์ซุปตาร์ ที่คุณอ่าน