คุณหนูนางร้ายของท่านแม่ทัพ

    ฝีปากคม

     

    เสียงพิณขับขานดังแผ่วท่ามกลางกลิ่นหอมของชาดอกเหมยที่ลอยอบอวลในอากาศ แสงจากโคมกระดาษร้อยดวงสะท้อนประกายกับอาภรณ์หรูของแขกชั้นสูงที่มาร่วมงานในค่ำคืนนี้ องค์รัชทายาทเสด็จออกมาพร้อมรอยยิ้มบาง

    “คืนนี้ข้าขอจัดเลี้ยงเล็ก ๆ ให้ทุกคนได้ผ่อนคลายเสียบ้าง หลังจากจัดการงานราชการอันหนักหน่วงมาหลายเดือน”

    เสียงหัวเราะและคำสรรเสริญดังขึ้นรอบทิศ ก่อนเหล่าสตรีในงานจะต่างจับจ้องไปยังสตรีผู้หนึ่งที่เดินเข้ามา เฉินฟางซินในชุดไหมสีขาวเงินปักลายอินทรีหยอกเย้าดอกเหมยที่ตัดเย็บขึ้นใหม่โดยฝีมือตนเอง ทุกย่างก้าวสง่างามอ่อนช้อย ทว่ามีแววมั่นคงดั่งสตรีที่ผ่านทุกพายุมาแล้ว ด้านข้างนางคือชิวจิ้นอันในชุดแม่ทัพสีดำทองทั้งคู่ดูเข้ากันราวภาพสวรรค์ แม้จะไม่พูด ไม่แตะต้อง แค่เพียงสายตาที่มองกันก็ทำให้คนรอบข้างต้องหลบสายตาไปและนั่นเองที่ทำให้ “เฉินเจียวอวี่” และ “เฉินลี่หมิง” สองพี่สาวร่วมสายเลือดของเฉินฟางซินถึงกับเม้มปากแน่น

    “น้องสามของพวกเรา…ตั้งแต่ได้แต่งกับท่านแม่ทัพก็ดูจะเปลี่ยนไปมากทีเดียวนะเจ้าคะ”

    เฉินเจียวอวี่เอ่ยเสียงหวานแต่แฝงหนามขณะยกจอกชาขึ้นช้า ๆ

    “เมื่อก่อนก็ยังเป็นสาวเรียบง่ายไม่ค่อยสนใจพวกเครื่องประดับเครื่องแต่งกาย แต่ตอนนี้…ดูราวกับจะประชันกับสตรีในวังเลยทีเดียว”

    เฉินฟางซินเหลือบมองเพียงชั่วครู่ก่อนจะส่งยิ้มบาง

    “พี่สาวพูดเกินไปแล้วเจ้าค่ะ ข้าเพียงแต่งกายให้สมเกียรติสามีของตนเท่านั้น”

    เฉินฟางซินเอ่ยก่อนจะมองพี่สาวทั้งสองของนางด้วยหางตา

    “อีกทั้งชุดของข้าและของท่านแม่ทัพชิวรวมถึงของท่านพ่อ ท่านแม่และพี่น้องของข้าก็เป็นข้าที่ออกแบบและตัดเย็บเองแน่นอนว่าจึงออกมาไม่เหมือนใคร ไม่เหมือนบางคน…แม้จะแต่งกายหรูหราเพียงใด แต่ในใจกลับไม่มีวันได้แต่งเป็น ‘ตัวจริง’ ของคนข้างกาย”

    คำพูดนั้นทำเอาโต๊ะข้าง ๆ เงียบสนิท เฉินลี่หมิงที่นั่งข้างหนิงเจิงอี้สามีของตนถึงกับหน้าแดงก่ำ

    “น้องหญิงพูดแรงเกินไปกระมัง”

    นางกัดฟันพูดเบา ๆ

    “พวกเราล้วนเป็นพี่น้องกันจะเย้าเล่นกันก็ไม่ต้องถึงกับประชดประชันเช่นนี้”

    “เย้าเล่นหรือเจ้าคะ”

    เฉินฟางซินหัวเราะเบา ๆ

    “ข้าเพียงพูดตามจริงเพราะหากสามีรักภรรยาจริง ย่อมไม่ปล่อยให้ภรรยาถูกญาติฝ่ายชายกดขี่...จนต้องคอยร้องไห้ทุกคืน…มิใช่หรือเจ้าคะ”

    คำพูดนั้นทำให้ทั้งสองพี่สาวนิ่งงันสีหน้าแข็งราวหิน จนฝูเหวินห้าวที่นั่งไม่ห่างกันนักยังต้องกระแอมกลบเกลื่อน

    “ฮูหยินแม่ทัพชิว ช่างพูดหยอกเย้าเก่งเสียจริง”

    ฝูเหวินห้าวพูดเสียงเรียบ

    “เรื่องหยอกเย้าบางทีก็นำมาจากเรื่องจริง หรือพี่เขยทั้งสองจะไม่ทราบว่าตอนนี้ผู้คนนอกจวนลือกันว่าอย่างไร”

    “ข่าวลือก็เป็นเพียงข่าวลือ แต่ตัวเจ้าควรระวังไว้บ้างก็ดี บางครั้งถ้อยคำของสตรีอาจนำภัยมาสู่บุรุษที่อยู่ข้างกาย”

    “ท่านฝูพูดถูก”

    เฉินฟางซินตอบขณะนั่งลงพลางยกจอกชาขึ้นจิบอย่างสบายอารมณ์

    “แต่ข้าเชื่อว่าแม่ทัพของข้า…คงไม่หวั่นกับภัยจากคำพูดของภรรยาตนเอง ดั่งเช่นบางคน”

    คำพูดนั้นทำให้ฝูเหวินห้าวถึงกับนิ่งไปแววตาเขาแปรเปลี่ยนวูบหนึ่งก่อนจะเบือนหน้าหนี ชิวจิ้นอันหันมองภรรยาตนก่อนจะยกมือของเขาจับมือภรรยาของตน แววตาที่เขามองนางนั้นบ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่า…เขานั้นพร้อมปกป้องนาง องค์รัชทายาทที่สังเกตอยู่เงียบ ๆ เอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้ม

    “แม่ทัพชิว ข้าพึ่งรู้ว่าฮูหยินของเจ้ามีฝีปากไม่แพ้ฝีมือเย็บปักเลยทีเดียว”

    “พ่ะย่ะค่ะ”

    ชิวจิ้นอันตอบสั้น ๆ แต่แววตาเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจนั่นทำให้บรรยากาศในงานเริ่มคลี่คลาย จนกระทั่งฝูเหวินห้าวยกประเด็นใหม่ขึ้นมา

    “กระหม่อมได้ยินมาว่าในกองทัพชายแดน มีเสียงลือว่าแม่ทัพชิวได้เลื่อนยศโดยไม่ผ่านสภาขุนนาง…มิทราบเป็นความจริงหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”

    คำพูดนั้นเหมือนหินที่ถูกขว้างลงกลางสระน้ำเงียบหลายคนในงานเริ่มเหลียวมองกัน พระพักตร์องค์รัชทายาทกลับยังสงบนิ่ง

    “มีเรื่องเช่นนี้ด้วยหรือ”

    ผู้คนที่มาต่างเอ่ยถามกันเบา ๆ องค์ชายรองและองค์ชายสี่ที่นั่งข้าง ๆ ต่างยิ้มบาง ๆ เหมือนรอดูสถานการณ์ แต่ก่อนที่ชิวจิ้นอันจะเอ่ยอันใดองค์รัชทายาทกลับยกจอกสุราขึ้น

    “แม่ทัพชิวเลื่อนยศเพราะผลงานรบที่ข้ารับรองเองกับมือ หรือคุณชายฝูเห็นว่าข้าใช้ตำแหน่งในราชสำนักโดยไม่เหมาะสมงั้นหรือ”

    เกิดความเงียบงันไปทั่วงาน ฝูเหวินห้าวถึงกับหน้าซีดก้มศีรษะรีบตอบ

    “หามิได้พ่ะย่ะค่ะ หม่อมฉันเพียงถามด้วยความห่วงใยในราชการเท่านั้น”

    องค์รัชทายาทยิ้มบาง

    “เช่นนั้นก็ดี อย่ากังวลไปเลย ทหารของข้า…ข้าย่อมรู้ดีว่าใครคู่ควรกับยศศักดิ์ที่ได้มา”

    เฉินฟางซินมองภาพนั้นพลางกลั้นหัวเราะเพราะรู้ดีว่าทั้งสองสนิทกันเพียงใดแม้จะไม่แสดงออกแต่ลับหลังแล้ว...เหล่าราชวงศ์ต่างสนิทแน่นแฟ้นกันยิ่งนัก และวันนี้ฝูเหวินห้าวคงเพิ่งรู้ตัวว่าเขาไปเล่นเกมในสนามที่คนอื่นครอบครองมานานแล้ว

     

    ค่ำคืนนั้นจบลงด้วยเสียงพิณที่อ่อนหวาน แต่สำหรับบางคน เสียงนั้นกลับแฝงด้วยความขมขื่นในใจ เฉินเจียวอวี่และเฉินลี่หมิงเดินออกจากตำหนักด้วยใบหน้าซีดเผือด ส่วนฝูเหวินห้าวเพียงกำหมัดแน่นอย่างอดกลั้น เฉินฟางซินเดินเคียงข้างชิวจิ้นอัน

    “คืนนี้ดูเหมือนจะมีคนอารมณ์เสียหลายคนเลยนะเจ้าคะ”

    “ฮึ” เขาแค่นเสียง

    “ดีแล้ว…จะได้รู้ว่าอย่าคิดแตะต้องคนของข้าอีก”

    “ข้าแค่พูดความจริงเองเจ้าค่ะ”

    “เจ้าพูดมากไปนิด”

    “เช่นนั้นคืนนี้ท่านก็ลงโทษข้าเสียสิ”

    คำพูดนั้นทำให้แม่ทัพหนุ่มชะงักก่อนจะหัวเราะในลำคอเบา ๆ อย่างถูกใจ

    “เช่นนั้นคืนนี้ก็เตรียมรับโทษของเจ้าไว้ให้ดี ข้ารับรองได้เลยว่าจะไม่ปรานีเจ้าอย่างแน่นอน”

     

    คล้ายกับเรื่องคุณหนูนางร้ายของท่านแม่ทัพ ที่คุณอ่าน