Chapter 13
“นักเรียนทุกคนคงจะสงสัยว่าทำไมถึงมีประกาศเเบบนี้ออกมาใช่ไหม”
เสียงของคุณครูชายวัยกลางคนผู้สอนวิชาวิยาศาสตร์โดยเเฝงความตลกโปกฮาจนเป็ที่รักในหมู่นักเรียนกล่าวหลังจากเพลงชาติจบเเละได้เวลาโฮมรูม
บรรยากาศไม่เปลี่ยนไปจากตอนก่อนเพลงชาติขึ้นมากนักเพราะมู่ลี่ตรงหน้าต่างห้องยังคงปิดอยู่ บรรยากาศโดยรอบอึมครึมกว่าทุกวัน เเม้ว่าคุณครูจะพยายามกอบกู้สถาณการณ์มากเท่าไหร่ก็ไม่เป็ผล
ทว่าอิกซ์กลับทำได้ แทนที่ไมเคิลจะนอนเเผ่อยู่บนโต๊ะเรียนเหมือนคนอื่นๆกลายเป็ว่าต้องมาตบตีกับอิกซ์ที่ส่งเสียงเจื้อยเเจ้วเสียจนไมเคิลเกิดความรำคาญขึ้นมาพอเลิกพูดเถียงกับเ้านกตัวดี ก็ไม่มีอารมณ์จะปล่อยตัวเองให้จมอยู่กับบรรยากาศนี้เเล้ว
“ครูก็ไม่รู้เหมือนกันนั้นแหละฮ่าๆ แต่ท่านผู้อำนวยการบอกว่าจะเเจ้ง เหตุมา่สายๆ เดี๋ยวรอท่านผู้อำนวยการเอาเเล้วกันนะทุกคน”
พูดจบคุณครูเขาก็เปลี่ยนเื่เป็เื่อื่นเเทนบรรยากาศที่อึมครึม เเม้จะไม่มีฝนตกหรือพายุทำให้ไม่มีใครเป็ลูกคู่ตบมุกห้าบาทสิบบาทให้ครูเขาหรือเพราะบรรยากาศเเบบนี้ทำให้ครูเขาไม่กล้าเล่นให้อะไรตลกๆเพราะตัวเองก็ไม่มีกะจิตกะใจจะทำเหมือนกันก็เป็ได้
พอครูเขาพูดสิ่งที่จำเป็ครบเรียบร้อยเเล้วก็เดินออกจากห้องไปบรรยากาศที่น่าอึดอัด เริ่มมีเสียงพูดคุยขึ้นมาได้บ้างจากกลุ่มนักเรียนที่ค่อนข้างเฟรนด์ลี่บรรยากาศเริ่มดีขึ้นเล็กน้อยหลังจากเวลาผ่านไป เเม้จะยังไม่รู้ว่าเป้าหมายของการประกาศระวังภัยคืออะไรทางฝั่งคุณครูเองก็พยายามทำให้บรรยากาศเป็เหมือนปกติเเต่ก็ไม่ได้ผลเท่าเหล่านักเรียนด้วยกันเอง
จนในที่สุดบรรยากาศภายในห้องก็กลับคืนสู่สภาวะปกติเมื่อผู้อำนวยการโฮบาร์ออกมาเเจ้งข่าวคราวถึงสาเหตุการประกาศระวังภัยระดับกลางในครั้งนี้
“อะเเฮ่ม”
เสียงกระเเอมไอดังขึ้นจากทีวีขนาดสี่สิบห้านิ้วซึ่งตั้งอยู่ข้างๆไวท์บอร์ดในห้องหลังจากที่มีใครบางคนโทรสายเข้ามาหาครูอลันซึ่งกำลังสอนอยู่ในห้องเรียน
ดูเหมือนห้องๆอื่นๆก็มีเสียงกระเเอมดังขึ้นจากทีวีเช่นเดียวกันเสียงไอนั่นดังขึ้นพร้อมกับภาพของชายวัยกลางคนในชุดสูทสีน้ำเงินเข้มชายคนนั้นคือผู้อำนวยการโฮบาร์นั่นเองป้ายชื่อสีทองขัดเงาวางอยู่ซึ่งสลักชื่อเอาไว้อย่างชัดเจนเเจ่มเเจ้ง
ภาพของผู้อำนวยการที่กำลังนั่งอยู่ตรงนั้นดึงดูดสายตาทุกคนไปรวมที่หน้าจออย่างพร้อมเพรียงโดยที่ไม่ได้เตี๊ยมกันมาก่อน
“สวัสดีนักเรียนทุกคนผมจะขอเข้าเื่ก่อนเเล้วกัน เกี่ยวกับมาตรการป้องกันภัยระดับกลางที่ผมประกาศนักเรียนหลายคนคงกำลังตื่นตระหนกอยู่เนื่องจากไม่ทราบสาเหตุที่ผมต้องประกาศมาตรการนี้ออกไปเเถมยังส่งเอกสารเเจ้งไปในยามวิกาลอีกด้วย” ถึงปากจะบอกว่าจะเข้าเื่เเต่กลับไม่เข้าเื่เสียทีดูเหมือนโฮบาร์จะรู้ตัวดีเขาจึงเข้าเื่
“ทางผู้อำนวยการเเละคณะกรรมการการศึกษาของโรงเรียนได้รับเเจ้งจากกระทรวงศึกษาธิการมาว่าทางกระทรวงศึกษาธิการได้รับเื่เเละเบาะเเสเกี่ยวกับการก่อเหตุความไม่สงบขึ้นจากกรมตำรวจเเต่เพราะทางตำรวจ้าเบาะเเสเพิ่มเติมจึงยังไม่สามารถป่าวประกาศให้รู้กันโดยสาธารณะพวกคุณจึงยังไม่เห็นข่าวเกี่ยวกับเื่นี้หรือบางทีพวกคุณอาจจะไม่ได้สนใจข่าวสารอะไรตั้งเเต่เเรกซึ่งผมคงจะไปว่าอะไรพวกคุณไม่ได้”
โฮบาร์พูดเเล้วเว้นจังหวะน้ำเสียงดูเฉียบขาดเเละเคร่งขรึมไม่เหมือนกับปกติของเขาไม่ใช่เพราะเป็คนที่มีนิสัยสองขั้วหรือจำเป็ต้องทำตัวขรึมให้ดูมีมาดความเป็ผู้อำนวยการ
เเต่เพราะความรู้สึกเครียดเเละกังวลต่างหากเพราะทุกครั้งที่เขามีลางสังหรณ์ที่ไม่ดี ลองทำนายอนาคตเเละเห็นหน้าชายคนนั้น เื่ที่เกิดขึ้นมักจะไม่ใช่เื่เล็กๆที่เกิดความสูญเสียกับเขาเเค่คนเดียว
“เเต่พวกคุณไม่จำเป็ต้องตื่นตระหนกไปทางกระทรวงศึกษาเเค่ประสานงานมาให้ผมประกาศระวังภัยเอาไว้ก่อนเท่านั้นเื่ราวไม่ได้อันตรายเหมือนกับทุกครั้ง พวกคุณจะคิดว่ามันคือการฝึกซ้อมการใช้มาตรการก็ได้
เเค่ทำตามมาตรการเอาไว้ก็เพียงพอหากมีอะไรคืบหน้าผมจะเเจ้งพวกคุณอีกทีหนึ่งทั้งในรูปแบบที่คุณกำลังฟังผมพูดอยู่หรืออาจจะเป็เอกสารฉบับหนึ่งส่งทางอีเมลก็ตามเเละผมขอย้ำเตือนเอาไว้หน่อยเเล้วกันเผื่อมีนักเรียนหัวหมอคิดจะเเหกกฏหากใครคิดฝ่าฝืน ผมอาจจะต้องหักคะเเนนความประพฤติเเละเชื่อเถอะว่าไม่ใช่เพียงเเค่สองสามคะเเนนผมมีหูตาที่เปรียบเสมือนครอบครัวของผมอยู่ทุกที่ซึ่งก็นั่นล่ะผมหมายถึงเหล่าคณะครูของโรงเรียนนี้นั่นเอง ดังนั้นอย่างคิดลองดีขอบคุณที่ฟังคนเเก่อย่างผมพูดจนจบ—-”
และเเล้วเสียงทุ่มต่ำที่ออกมาจากลำโพงก็เงียบไปพร้อมกับภาพของผู้อำนวยการที่ดับลงเเม้น้ำเสียงจะคร่ำเคร่งเเค่ไหนเเต่หลังจากคลายความสงสัยให้ทุกคนได้กระจ่างเเจ้งเเล้วบรรยากาศที่ตึงเครียดก็กลายเป็บรรยากาศอันผ่อนคลายเหมือนเดิม
เมื่อเห็นอย่างนั้น อลันจึงสอนต่อจนจบคาบได้อย่างสบายใจเช่นเดียวกันแต่ ใน่เวลานั้นเเทบจะไม่มีใครสนใจเรียนเลยอลันจึงไม่ได้พูดเนื้อหาอะไรที่สำคัญออกไป เพราะเขารู้ดีว่าหลังจากเกิดเหตุการณ์นั้นคงไม่มีใครที่ยังเมินเฉยได้
พอคาบเรียนจบลงสามหน่อกลุ่มเดิมก็พุ่งเข้ามาหา ไมเคิลทันที
“เฮ้ เป็ไงล่ะฉันเดาถูกจริงๆด้วย”
“ก็เกือบเเต่ยังไม่ถูกซะหน่อย ไม่ใช่เหตุฉุกเฉิน เเสดงว่าไม่มีเื่อะไรน่ากังวล”
ฮามัวร์พูดประสานเสียงกับเคนด้วยท่าทีลิงโลดตรงคำพูดส่วนท้ายเพราะอันที่จริงเเล้วชนกลุ่มน้อยที่พยายามทำให้บรรยากาศดีขึ้นมาก็มีเคนเป็หนึ่งในเเกนนำโดยลากฮามัวร์ไปช่วยกัน คงเพราะเห็นว่าบรรยากาศโดยรวมดีขึ้นมากเเล้วถึงจะไม่ได้เป็เพราะพวกตน เเต่ก็สำเร็จ
“เเต่ก็ไม่ควรประมาทอยู่ดีนั่นเเหละถ้าเป็เเค่ฝึกซ้อมจริงๆคงไม่เเจ้งมากระทันหันเเถมเื่นี้ยังมีจุดที่ขัดเเย้งกันหลายจุดอีก” ไมเคิลพูดขัดจังหวะทั้งสองคนที่กำลังทำหน้ายินดีเเต่เื่นั้นมันช่วยไม่ได้ เพราะอิกซ์พึ่งบอกอะไรที่ไม่น่าจะใช่เื่ที่ควรมานั่งสบายใจเฉิบออกมาให้เขาได้ยิน
“นี่เ้าคนคนนั้นเป็ผู้อำนวยการงั้นเหรอ”
อิกซ์ถามเขาในขณะที่ผู้อำนวยการยังคงพูดอยู่ซึ่งอันที่จริงไมเคิลก็ให้อิกซ์พรางตาเเละเสียงตั้งเเต่ตอนนั้นเเล้วเพราะเขาคิดว่าการพูดครั้งนี่คงไม่ใช่การพูดคุยกันสั้นๆเป็เเน่
“ใช่จากที่ฟังก็คงจะรู้อยู่”
“คนคนนั้นก็เป็ผู้วิเศษเหมือนกันทำไมในโลกที่มีจำนวนผู้วิเศษน้อยเท่าจำนวนสัตว์สงวนถึงมีผู้พลังเวทเยอะขนาดนี้ได้เล่า”
“เยอะเหรอ อย่าบอกนะว่านอกจากฉันเเละผู้อำนวยการยังมีคนอื่นอีกไม่สิ ผอ.โฮบาร์ก็เป็ผู้วิเศษงั้นเหรอ นายรู้ได้ยังไงการััพลังเวทมันตรวจสอบผ่านทางเครื่องมืออิเลกทรอนิกส์ไม่ได้นี่”
“เเต่เราทำได้ยังไงเล่าเเล้วคนคนนั้นก็เป็ผู้พลังเวทระดับาุโด้วย”
“าุโ ที่หมายถึงอยู่เหนือระดับนักเวทขั้นต่ำสุดสองขั้นน่ะนะ”
อิกซ์พยักหน้าตอบรับ
การเเบ่งระดับขั้นของผู้ละอองเวทเเบ่งได้ทั้งหมดห้าขั้นหากอ้างอิงตามที่อิกซ์เล่าให้เขาฟัง
หากเรียงลำดับทั้งห้าขั้นจากอ่อนเเอสุดจนถึงเเข็งเเกร่งมากที่สุด จะเรียงได้ตามนี้ นักเวท ผู้วิเศษ ผู้าุโ สุดยอดผู้าุโเเละผู้พลังจากเทพเ้าสูงสุด
อันดับสุดท้ายขนาดตัวอิกซ์เองยังไม่ได้เห็นบ่อยนักเพราะเเค่ระดับผู้าุโก็เก่งเหนือคนทั่วไปหลายขุมเเล้ว ซึ่งในเเต่ละระดับก็มีเหมือนเกณฑ์กลายๆคอยเเบ่งเเยกอย่างชัดเจน
อย่างน้อยระดับสุดยอดผู้าุโจะต้องชำนาญถึงขั้นที่ไม่ต้องร่ายคาถาซึ่งนั่นก็คือเป้าหมายของไมเคิล เพราะการต้องร่ายคาถาตลอดเวลามันดูจูนิเบียวไปมาก(ลิเกมากด้วย)
เพราะฉะนั้นเเล้ว เขาจึงค่อนข้างใที่มีผู้พลังเวทในระดับขั้นผู้าุโอยู่ใกล้ตัว
เเล้วก็อีกอย่างที่ผู้พลังเวทส่วนใหญ่ถูกเรียกว่านักเวทหรือผู้วิเศษนั้นถึงจะมีน้อยคนนักที่รู้เเต่ก็เพราะว่าผู้พลังเวทอยู่ในระดับขั้นสองขั้นนี้มากนั้นเอง
ดั่งคำกล่าวที่ว่า ยิ่งมีช่องทางน้อย โอกาสในการเรียนรู้ก็ยิ่งน้อยลงตามเเม้ว่าจะมีมิติคู่ขนานที่เต็มไปด้วยผู้พลังเวทก็ตามที (เื่นี้อิกซ์เป็คนบอกเขา) ได้ยินมาว่ามีกระทั่งโรงเรียนฝึกสอนเวทมนตร์ด้วยเอาเข้าจริงเขาก็อยากที่จะไปลองเล่าเรียนดูสักครั้ง มันจะมีวิชาปรุงยาสมุนไพรศาสตร์ ร่ายคาถา ป้องกันตัวจากศาสตร์มืดเหมือนที่เขาเคยการในหนังสือไหมนะตอนนั้นไมเคิลคิดเเบบนั้นจากก้นบึ้งของหัวใจ
ถึงในตอนนี้จะเลิกคิดไปเเล้ว เพราะอิกซ์ได้ตีเเผ่ความจริงของโรงเรียนฝึกสอนเวทมนตร์ให้ว่ามันไม่ได้สวยหรูเเละคลาสสิกอย่างที่เขียนในหนังสือวรรณกรรมเท่าไหร่นัก
“เเล้วการที่นายบอกว่าหลายคนนั่นน่ะ เเสดงว่าไม่ได้มีคนเดียวใช่ไหม” ไมเคิลถาม
“เ้ารู้ไหมว่าเรามีความสามารถในการััพลังเวทได้ไกลเท่าไหร่?” อิกซ์ไม่ตอบเเต่ถามคำถามกลับเเทน
“เราสามารถเเสกนได้ทั่วไฮสคูลเลย เเต่เ้ารู้ไหมว่าอะไรที่เเปลกเราเเค่ััพลังเวทไม่ถึงหนึ่งกิโล ไม่สิ ห้าสิบเมตรก็เจอผู้พลังเวทไปเเล้วเกือบสิบคน เเละมีคนที่อาร์ติเเฟคถึงสองคนเเต่อันที่จริง ผู้พลังเวทก็ใช่ว่าจะใช้อาร์ติเเฟคได้น่ะนะที่น่าใคือในโรงเรียนนี้มีอาร์ติเเฟคถึงสามชิ้นเ้ารู้ไหมว่ามันหมายความว่ายังไงน่ะ”
ไมเคิลส่ายหน้า รู้สึกว่าพักนี้อิกซ์พูดอย่างจริงจังบ่อยกว่าทุกครั้งซึ่งมันก็ดีกว่าเจื้อยเเจ้วไร้ประโยชน์มากโข
ครั้งนี้ เขาไม่ขัดเเละตั้งใจฟังเเต่ถึงจะไม่อยากฟัง เนื้อหาก็ใช่ว่าจะเล็ดลอดหูเขาไปได้ เพราะเเต่ละอย่างที่อิกซ์พ่นออกมานั่นเเทบจะจริงจังเกือบ100%พักนี้อิกซ์จึงน่ารำคาญน้อยลงมาก
“แปลว่า มีโอกาสอยู่มากเลยยังไงล่ะ ที่พวกเเซคจะมาที่นี่เเละเ้าผู้พลังเวทาุโ เรียกว่ายังไงนะ โฮบาร์ใช่ไหม ก็อาจจะรู้เื่นี้เเล้วเหมือนกันเลยสั่งประกาศระวังภัยออกมา”
“เเซค? พวกเเซคคืออะไรอะ ชื่อคนงั้นเหรอ??”
“เปล่าเป็ชื่อเรียกกลุ่มคนที่ชอบยึดอาร์ติเเฟคของคนอื่นเเละใช้อาร์ติเเฟคประเภทเเย่งชิงเปลี่ยนของพวกนั้นให้สามารถใช้กับตัวเองได้น่ะเป็การเล่นคำที่เห่ยน่าดู เเต่เราไม่ได้เป็คนคิด”
“ก็น่าจะอย่างนั้นเเต่อาร์ติเเฟคประเภทเเย่งชิงที่นายเคยบอกว่ามันคืออาร์ติเเฟคต้องห้ามไม่ใช่เหรอ”
“ใช่เเต่เพราะเป็เเค่อาร์ติเเฟคต้องห้ามระดับหนึ่งจึงมีวางขายอยู่เยอะเเยะ ทั้งเเบบอุปกรณ์เวทเเละอาร์ติเเฟคทั่วไปในตลาดมืดน่ะนะ เเต่ในโลกนี้คงไม่มีตลาดมืดของผู้ค้าเวทมนตร์หรอก”
อนึ่ง ตลาดมืดผู้ค้าเวทมนตร์คือตลาดมืดที่ซื้อขายส่วนประกอปปรุงยาอาร์ติเเฟคตคั้งเเต่หาง่ายเเละหายาก จนกระทั่งอุปกรณ์เวท ซึ่งได้ชื่อว่าตลาดมืด ก็มีทั้งของถูกกฏหมายเเละผิดกฏหมายปะปนกันไป
"ก็จริง...เเต่ว่า ถามอะไรนายหน่อยสิมิติที่มีผู้เเละใช้พลังเวทกันได้เยอะๆน่ะ มันเป็สังคมเเบบไหนกันงั้นเหรอเห็นนายเล่าๆเเล้วอยากรู้"
ไมเคิลเปลี่ยนเื่เปลี่ยนหัวข้อสนทนาชวนอิกซ์คุยต่อเพื่อฆ่าเวลาเพราะคาบต่อไปเป็คาบว่างเเถมหากนั่งสมาธิฝึกลมหายใจคงจะโดนมองเเปลกๆหนักสุดอาจจะโดนถามว่านั่งสมาธิทำไมอีกได้ดังนั้นในตอนนี้ไมเคิลจึงไม่รู้จะทำอะไรดีนอกจากคุยกับเพื่อนตัวน้อยของเขาเื่เวทมนตร์
ซึ่งถ้าถามว่าทำไมไม่นั่งอ่านหนังสือรอเวลาจะให้มานั่งเรียนในสถาณการณ์เเบบนี้คงจะดูเนิร์ดผิดวิสัยของเขาไปหน่อยเพราะไมเคิลก็ไม่ใช่คนประเภทที่มุ่งมั่นกับการเรียนขนาดนั้น
“มันอาจจะไม่เหมือนในจินตนาการของเ้าเสียทุกอย่างหรอกนะเพราะคงไม่มีโลกเเบบนั้นอยู่จริงๆ อย่างมากก็เเค่เป็โลกที่คน ‘ส่วนใหญ่’ มีพลังเวทเเต่ไม่ใช่เกือบทั้งหมด”
“เล่ามาเถอะน่า ฉันฟังได้หมดนั่นเเหละ”
ไมเคิลพูด เพราะอันที่จริงเขาก็เบื่ออยู่เเล้วด้วยจะเื่อะไรก็ได้ทั้งนั้น
“งั้นก็จงเตรียมใจไว้ซะว่ามันอาจจะค่อนข้างนานดาวเคราะห์ที่เราจะเล่าให้ฟังนี้เป็มิติคู่ขนานที่ไกลห่างจากโลกใบนี้ไปไกลมากหากเทียบตามหน่วยสากลของเ้าก็คงห่างจากที่นี่ไปเกินล้านล้านปีเเสงไกลโข”
“ดาวดวงนั้นมีชื่อว่าวาร์ซาร์ต โลกนั้นเป็ระบบนิเวศที่ น่าพิศวงอย่างมากดาวเคราะห์ดวงนั้นมีปริมาณของพลังเวทเหลือล้นเเละมากพอที่เทพเ้าของดาวๆจะส่งมอบมันเข้าไปให้กับคนหลายๆคนไม่เหมือนกับมิติอื่นๆ ซึ่งหากจำนวนคนที่มีพลังเวทก็มีมากขึ้นตามอาร์ติเเฟคที่ถือกำเนิดขึ้นก็มีมากมายด้วยเช่นกันเเถมพวกมันยังหาซื้อเเละง่ายดายยิ่งกว่าการซื้อนาฬิกาตามห้างสรรพสินค้าตั้งเเต่จำความได้ประชากรทุกคนในดาวเคราะห์นั้นก็เคยชินกับการใช้เวทมนตร์เพื่อความสะดวกสะบายเเละเป็ส่าวนหนึ่งในการเเก้ไขปัญหาไปเเล้ว
เเต่เเน่นอนว่าเื่นี้มันก็มีข้อเสียในเเบบของมันอยู่เ้ารู้ไหม เมื่อมีคนที่คอยชี้นำการใช้เวทมนตร์สร้างกฏระเบียบเเละข้อบังคับให้สังคมไปในทางที่ดีก็ต้องมีสิ่งที่ไม่ดีซึ่งถูกหลบซ่อนอยู่ตามมาเื่ตลาดมืด กฏหมายอาร์ติเเฟคเเละหลายๆที่เป็สิ่งต้องห้ามการจัดอันดับของผู้พลังเวทตามความเเข็งเเกร่งเราก็เอามาจากที่นั่นทั้งนั้น ไม่เเน่บันทึกที่เ้าได้รับมาต้นตระกูลของเ้าอาจจะได้รับจากคนในโลกนั้น ไม่ก็คนในโลกนั้นส่งมาให้ก็ได้เพราะจะเรียกดาววาร์ซาร์ดว่าเป็ศูนย์กลางของผู้วิเศษก็คงจะไม่ผิดอะไร”
“เเต่ที่เราจะเล่าให้เ้าฟังน่ะ ไม่ใช่ว่าดาวนี้ล่มสลายไปเเล้วหรอกนะดาวดวงนั้นยังคงอยู่ดี”
“ก็ควรจะเป็อย่างนั้นเเหละ ถ้าเื่กฏหมายพวกนี้ยังอยู่ถ้าดาววาซาร์ดอะไรนั่นล่มสลายไปเเล้วกฏหมายพวกนี้ก็เป็เเค่ตัวอักษรธรรมดาไม่มีประโยชน์เเละนายคงไม่เสียเวลาสอนเเล้วก็ ถึงจะมีเื่สงสัยหลายอย่างอยู่ เเต่รอฟังนายเล่าให้จบก่อนเเล้วกัน”
เมื่ออิกซ์ได้ยินดังนั้นจึงกระเเอ่มเเล้วพูดต่อ
“ดาววาร์ซาร์ดเป็ดาวที่เกือบจะเป็โลกคู่ขนานกับโลกของเ้าทางด้านเทคโนโลยีอาจจะล้าหลังกว่านิดหน่อยประมาณสักสามสี่ปีเเต่ก็ทดเเทนด้วยอุปกรณ์เวทมากมายขนาดเครื่องใช้ไฟฟ้าส่วนใหญ่ยังขับเคลื่อนด้วยพลังเวทเลยล่ะเพราะฉะนั้นคนที่ไม่มีพลังเวทอาจจะลำบากนิดหน่อย เเต่ก็ใช่ว่าจะอยู่ไม่ได้เพราะมันไม่ได้เหมือนกับอนิเมะในโลกนี้ พวกที่มีคนมาดูถูกหรือพวกที่ไม่มีเงินหรือยากจนเท่านั้นที่จะไม่มีเวทมนตร์”
“เดี๋ยวนะ ทำไมมันคุ้นๆ"
ส่วนท้ายที่อิกซ์พูดนั้นทำเขาตงิดใจอยู่หน่อยๆ จนพอผ่านไปสักพักก็นึกออก
"เฮ้! นั่นมันเื่ในอนิเมะที่ฉันดูค้างไว้ไม่ใช่รึไงที่คนไม่มีเวทมนตร์ถูกบูลลี่นั่นน่ะ”
“ใช่ ก็เ้าเองไม่ใช่รึไงที่ให้เราดูฆ่าเวลาน่ะพอตัวเอกโดนดูถูกก็เเสดงพลังอำนาจออกมาจนคนที่ดูถูกพูดไม่ออกโครงเื่เดิมๆเเต่กลับน่าติดตามไปเสียทุกเื่ ช่างน่าพิศวง”
ไมเคิลมองเเรงใส่อิกซ์เล็กน้อยโทษฐานที่เอาการ์ตูนที่ตนดูค้างเอาไว้มาดูต่อเเต่อิกซ์ก็ไม่ได้เเยเเสอะไรอยู่เเล้ว เเถมอิกซ์ยังคอมเม้นต์วิจารณ์ อนิเมะที่เขาดูค้างไว้ซะดิบดีโชคยังดีที่ไม่มีการสปอยเล็ดลอดออกมาให้ไมเคิลได้ยินจึงไม่ได้มีการโต้เถียงกันต่อสักพักอิกซ์ก็เล่าต่อจากที่ค้างไว้
"เื่การใช้ชีวิตเราเล่าไปเเล้ว เหลือเื่การศึกษา ใช่ๆ"
เหมือนอิกซ์กำลังทวนว่าเมื่อกี้ตนพูดถึงไหนเเล้วเเล้วก็นึกขึ้นได้
"การศึกษาชองดาววาร์ซาร์ด….ให้ตายสิ เหมือนเรากำลังอภิปรายอะไรให้เ้าฟังอยู่เลย เเต่ช่างมันเเล้วกันเราไม่เสียเวลาเปลี่ยนวิธีการพูดหรอกนะ ดาวนี้น่ะการเรียนการสอนก็ไม่ต่างอะไรจากที่เ้าเรียนอยู่มากหรอกก็เเค่มีวิชาเวทมนตร์สองสามวิชาขึ้นมาเป็วิชาภาคบังคับเท่าที่เราเคยเห็นก็พวกกฏหมายเวทมนตร์ที่ต้องเรียนตอนเกรด12ที่โลกนั้น
ไม่ก็วิธีควบคุมพลังเวทเเละการถ่ายโอนหรือััพลังเวทซึ่งเป็หลักสูตรบังคับเมื่อได้รับการปลุกพลังซึ่งคนส่วนใหญ่ที่โลกนั้นค่อนข้างใช้พลังเวทกันได้เร็วมากเกิดมาเเล้วสามารถใช้พลังเวททั้งที่ยังไม่รู้สึกตัวได้ก็มี เเต่ก็เป็ส่วนน้อยเ้าไม่ต้องนึกอิจฉาอะไรไปหรอก"
"ใครอิจฉา ฉันเปล่าเสียหน่อย"
"เเต่หน้าเ้ามันบ่งบอกออกมาหมดเลยนะว่าอิจฉาคิดว่าโป้ปดต่อหน้าเราเเล้วจะรอดรึไง"
เป็ความจริงที่ไมเคิลนั้นอิจฉาตามเื่ที่อิกซ์เล่าให้ฟังเมื่อครู่นี้โลกที่คนส่วนใหญ่ใช้เวทมนตร์ได้ภายในรั้วโรงเรียนที่มีการสอนเื่เวทมนตร์เป็ภาคบังคับ
เเค่คิดก็มีความรู้สึกว่าอยากให้ที่นี่ที่โลกนี้เป็อย่างนั้นบ้างขึ้นมาจับใจ
"อย่าได้คิดอิจฉาไปหรอก เพราะถึงจะได้ชื่อว่าเป็วิชาบังคับเเต่ก็ไม่มีทางสอนละเอียดได้เท่าเราสอนเ้าหรอกเพราะอาร์ติเเฟคมันก็ไม่ได้มีเเค่ประเภทเดียวเสียหน่อยลักษณะเฉพาะตามเเต่ละอาร์ติเเฟคก็ทำให้เหล่าอาจาร์ยที่สอนหัวหมุนมากพอเเล้วไม่ต้องพูดถึงเื่การสอนเลย"
พอได้ยินดังนั้นไมเคิลจึงเข้าใจขึ้นมา
ก็จริงตามนั้น ขนาดความสามารถบางอย่างของไม้กายสิทธิ์นั้น อิกซ์ยังไม่เคยเห็นมาก่อน
“เเต่โรงเรียนเฉพาะทางก็มีเหมือนกันนะเเบบที่สอนเวทมนตร์โดยเฉพาะเลย ที่มีวิชาปรุงยาร่ายคาถาเเบบที่เ้าคาดเดาเอาไว้เเต่สอบเข้ายากมากเลยล่ะ ไม่ใช่ใครก็เรียนได้หมดหรอกนะเเถมอัตราการรับเท่าที่เราเคยได้ยินมาก็สูงกว่าของโลกนี้ไปมากโขอีกเเต่ก็คงไม่เเปลกถ้านักเรียนของโรงเรียนนั้นอัญเชิญเราออกมาได้ก็ไม่มีเหตุผลที่จะไม่ยอมรับว่านักเรียนโรงเรียนนั้นเป็ของจริงเเล้วก็ ที่เรารู้ก็เพราะเคยถูกอัญเชิญไปก่อนหน้านี้นั่นล่ะเเต่เป็การทดลองอัญเชิญในชั้นเรียนเลยไม่ได้ผูกพันธะสัญญาเราเลยได้ไปอยู่ที่โลกนั้นสักพัก”
“ก็ผิดจากที่คาดไว้หน่อยนะ เเล้วพวกโรงเรียนเเนวคลาสสิกๆหน่อยไม่มีเหรอเเล้วก็มีเทคโนโลยีเวทมนตร์ที่ส่งไปยังดาวอื่นไหมเเล้วฉันสามารถไปที่โลกนั้นได้รึเปล่าเพราะขนาดบันทึกยังคาดว่าน่าจะส่งมาได้”
“เฮ้ๆ ถามเยอะเกินไปเเล้ว เรารู้ว่าเ้าตื่นเต้นเเต่โลกนั้นก็ไม่ได้ดีพร้อมสมบูรณ์เเบบหรอกนะ เลิกฝันหวานเถอะ” อิกซ์รีบปรามก่อนที่ไมเคิลจะคิดไปไกลเขาตอบคำถามของไมเคิลจนหมดโดยที่ไม่บิดพลิ้วเหตุผลก็เพราะจะได้จบเื่นี้เร็วๆเเละไปนอนพักเสียที
ซึ่งก็เป็ไปตามคาด พออิกซ์ตอบคำถามของไมเคิลได้สักระยะก็คลายคาถาพรางตาเเละเสียงออก ก่อนที่จะเคลื่อนตัวไปนอนเเผ่พุงตรงมุมโต๊ะพลางดูดน้ำเเก้กระหายทำทีสบายใจจนน่าอิจฉาเหมือนเดิม
พอคุยจบก็เข้าสู่สภาวะที่ไม่มีอะไรทำอีกครั้งจะเดินออกไปห้อน้ำมั่วซั่วใน่พักก็ไม่ได้ต้องไปพร้อมกับคุณครูประจำวิชาหรือที่อยู่ใกล้กันที่สุดซึ่งอันที่จริงในตอนนี้ก็ไม่ได้ปวดอะไร คิดเเล้วก็หยิบไอเเพดขึ้นมาอ่านหนังสือเพราะคาบว่างยังไม่หมด อีกเกือบยี่สิบนาทีตอนนี้เริ่มมีอารมณ์อ่านทบทวนขึ้นมาบ้างจึงหยิบมาอ่าน
เเต่ยังไม่ทันที่จะได้ทำอะไร อิกซ์ที่รู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่างก็ดีดตัวขึ้นมา
ท่าทางนั้นดูตื่นตระหนกอย่างบอกไม่ถูกลนลานเสียจนไมเคิลอดถามออกไปไม่ได้ว่าเกิดเื่อะไรขึ้น
“เ้าไม่รู้สึกงั้นรึ”
“รู้สึกอะไร?”
ไมเคิลถามอิกซ์ที่ลุกขึ้นยืนเเล้วสอดส่องสายตาไปรอบๆอย่างรวดเร็วเเละตอบด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก!!!
“พลังเวทสีดำเข้มข้น แฝงไปด้วยความน่าสะอิดสะเอียนขนลุก กำลังพุ่งตรงมาทางนี้”
“สีดำ นายเคยบอกว่าพลังเวทสีดำเกิดจาก…เเสดงว่าสิ่งที่กำลังพุ่งตรงมาไม่ใช่สิ่งที่ดีเเน่ใช่ไหม”ไมเคิลทวนคำของอิกซ์เเละตอบกลับอย่างรวดเร็ว
เขาจำได้เป็อย่างดีกว่าพลังเวทสีดำยิ่งมีความเข้มเท่าไหร่ก็ยิ่งร้ายกาจยิ่งเเผ่ความน่าสะอิดสะเอียนออกมากด้วยอิกซ์เคยบอกเขาว่า พลังเวทนั้นมีหลายสีเเต่สีที่ไม่มีทางได้มาโดยกำเนิดก็คือสีดำเเละสีขาว
‘สีขาวคือต้องผ่านพิธีชำระล้างเพราะเป็พลังเวทอันศักดิ์สิทธิ์เเละหายากส่วนพลังเวทสีดำคือพลังเวทอันชั่วร้ายซึ่งอยู่คนละขั้วกับสีดำไม่มีใครรู้เกณฑ์อันมากมายที่จะได้รับพลังเวทสีดำเเต่เเน่นอนว่าเกณฑ์พวกนั้นมิใช่เื่ที่ดีเเน่ๆ’
อิกซ์บอกเบบนั้นตอนกำลังอธิบายหลายๆเื่ให้เขาฟัง
เพราะฉะนั้นเมื่อไมเคิลััถึงพลังเวท สีหน้าจึงเปลี่ยนไปเช่นเดียวกัน เเต่ไม่ใช่เเค่ไมเคิลกับอิกซ์เท่านั้นเลียมที่นั่งมองท่าทางของไมเคิลเผื่อมีสิ่งผิดปกติพลางคุยกับเพื่อนคนอื่นๆในห้องก็มีสีหน้าที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจนไปไม่ต่างกันรวมไปถึงผอ.โฮบาร์ด้วย
ทั้งสี่คนในตอนนี้มีสีหน้าที่เเทบไม่ต่างกันโดยมีที่มาจากสิ่งเดียวซึ่งกำลังพุ่งเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆด้วยความเร็วที่สายตามองไม่ทันเเละความน่าสะอิดสะเอียดที่มีมากจนคลื่นไส้
วืดดด…..
เสียงบางอย่างคล้ายเครื่องดูดฝุ่นดังขึ้นเรื่อยๆตามระยะห่างระหว่างพลังเวทนั้นเเละตัวของไมเคิล
ยิ่งเข้าใกล้ยิ่งดังกว่าเดิม ทันใดนั้นเองเสียงที่เกิดขึ้นก็ดังมากพอจนเข้าสู่โสตประสาทของนักเรียนทุกคนในห้องนั้น ก่อนจะเงียบลงสร้างความตื่นตระหนกให้แก่ทุกๆคนในชั้นเรียน
โดยเฉพาะไมเคิลเเละเลียมที่ตอนนี้มือของพวกเขาได้สอดเข้าไปในกระเป๋าพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมายเม็ดเหงื่อไหลออกจากร่างกายอย่างไม่รู้ตัว...