ถังหลิ่งซานปรายตามองไปทางหวังย่าหลินที่กำลังจะพูดขัดหวังย่าหลินจึงถอยออกไปอย่างไม่เต็มใจนัก
“ฉวี่หลิง เธอมีเื่อะไรจะพูดกับฉันเป็การส่วนตัวอย่างนั้นหรือ”
ฉวี่หลิงรินน้ำแก้วหนึ่งก่อนจะเลื่อนไปให้ถังหลิ่งซาน ยิ้มน้อยๆ “ไม่ทราบว่าครูใหญ่เชื่อเื่แพทย์แผนจีนหรือเปล่าคะ”
ถังหลิ่งซานงุนงง“ฉันเชื่อแพทย์แผนจีนหรือไม่ แล้วมันเกี่ยวอะไรกันด้วยล่ะ”
“เกี่ยวแน่นอนค่ะ” ดวงตามนกลมทรงแอปริคอตของฉวี่หลิงเชิดขึ้นเล็กน้อยดูเ้าเล่ห์กว่าปกติ “ปู่ของหนูพอจะรู้วิชาแพทย์แผนจีนอยู่บ้างระยะนี้หนูอยู่กับปู่ตลอด ก็เลยได้ความรู้พื้นฐานมาบ้าง แล้วหนูก็บังเอิญเห็นอะไรบางอย่างจากครูใหญ่ได้นิดหน่อย”
เดิมทีศิลปะของสำนักมีทั้งการรักษาการเสี่ยงทาย การดูชะตาชีวิต โหงวเฮ้ง ธรรมชาติ ฉวี่หลิงไม่ได้เรียนการรักษาทว่าเรียนโหงวเฮ้งมา ดูจากลักษณะใบหน้าก็บอกถึงสุขภาพร่างกายได้
“เธอัักับแพทย์แผนจีนมามากแค่ไหนกัน ถึงขนาดกล้าพูดแบบนี้เชียวเหรอ” สีหน้าถังหลิ่งซานเต็มไปด้วยความกังขา ถึงแม้ว่าฉวี่หลิงจะเฉลียวฉลาดเกินใครทว่าแพทย์แผนจีนนั้นละเอียดลึกซึ้ง การจะเรียนรู้นั้นไม่ได้ง่ายเหมือนกับการอ่านเขียนหนังสือผู้ฝึกฝนวิชาแพทย์แผนจีนโดยส่วนมากยิ่งมีอายุจะยิ่งเชี่ยวชาญ แต่ฉวี่หลิงเพิ่งเห็นอะไรๆมาได้ไม่นาน ทำไมถึงได้กล้าพูดอะไรเช่นนี้
แววตาของฉวี่หลิงใสแจ๋วราวกับว่ามองใบหน้าของถังหลิ่งซานเพียงผ่านๆ “ครูใหญ่ไม่จำเป็ต้องเชื่อหนูก็ได้ค่ะ” เธอหยุดมอง และทำริมฝีปากยื่นนิดๆ “หนูยังเด็กประสบการณ์ยังน้อยนัก หนูแค่มั่นใจว่าหนูทำได้ หนูถามครูใหญ่ไปแล้วนะคะ ครูใหญ่จะเชื่อหรือไม่เชื่อก็เป็เื่ของครูใหญ่แล้วค่ะ”
ถังหลิ่งซานเห็นฉวี่หลิงที่สุขุมเยือกเย็นตรงหน้าก็รู้สึกว่าน่าสนใจอดถามขึ้นมาไม่ได้ว่า “งั้นเธอบอกสิว่า เธอมองเห็นอะไรจากตัวฉันบ้าง”
ดวงตาทั้งสองข้างของฉวี่หลิงกระจ่างแจ้งพึมพำเบาๆ อยู่สักครู่ก็เอ่ยปาก “แพทย์แผนจีนก็คือ ‘จิงชี่เสิน[1]’ ที่บ่งชี้ว่าความแข็งแรงของร่างกายบางครั้งก็มองเห็นได้จากสีหน้า ดังนั้นในแพทย์แผนจีนจึงมีคำกล่าวว่า‘มองดู สูดกลิ่น ฟังเสียง’ ให้เห็นอยู่บ่อยๆมองดูก็คือการมองดูสีหน้าของอีกฝ่าย ฝ้าที่บริเวณลิ้น และส่วนอื่นๆ ของร่างกาย สามารถสะท้อนให้เห็นถึงสภาพร่างกายในแต่ละส่วนได้”
ฉวี่หลิงเพิ่งจะอายุครบเจ็ดปีแต่คำพูดนี้กลับมีเหตุมีผล ทำให้ในใจของถังหลิ่งซานมองเธอเปลี่ยนไป
“สีหน้าของครูใหญ่มองดูดีอยู่ แต่ทว่าใต้ตาเขียวคล้ำ เห็นได้ชัดว่าเพราะหลายวันที่ผ่านมานี้นอนหลับไม่สนิท”
ถังหลิ่งซานพยักหน้าไม่กี่วันมานี้เขามีเื่บางอย่าง ทำให้หลับไม่สนิท ทว่าจุดนี้มองเห็นชัดเจนเกินไปเป็สิ่งที่ใครๆ ก็สามารถสังเกตเห็นได้
ฉวี่หลิงคลี่ยิ้มเอ่ยต่อ “แต่ว่าริมฝีปากค่อนข้างซีด ผิวพรรณดูแห้ง ร่างกายก็ผ่ายผอมลงไปไม่น้อย แม้ครูใหญ่จะยังดูสบายดีแต่ว่าที่ผ่านมาครูใหญ่คงจะรู้สึกปวดหัวไมเกรนบ้างเป็บางครั้ง แถมยังปวดมากราวกับถูกเข็มทิ่มแทงบริเวณที่ปวดแต่ละครั้งก็ไม่ใช่จุดเดิม ครูใหญ่เป็แบบนั้นใช่ไหมคะ”
เื่นี้มีแค่ถังหลิ่งซานกับภรรยาของเขาที่รู้ดังนั้นพอได้ฟังฉวี่หลิงพูดออกมาอย่างแม่นยำเช่นนี้ เขาก็พยักหน้าอย่างไม่อยากเชื่อ“ไม่กี่วันมานี้ฉันไม่สบายจริงๆ แต่ฉันว่าน่าจะเป็เพราะว่านอนหลับไม่สนิท”
“เื่นี้มีสาเหตุอยู่” ฉวี่หลิงมองพวงแก้มของถังหลิ่งซานอย่างละเอียดถึงจะบอกว่าดูสีหน้า แต่ความจริงแล้วคือดูโหงวเฮ้ง
หน้าตาของถังหลิ่งซานมีแววอ่อนล้าคงเป็เพราะว่าระยะนี้เหน็ดเหนื่อยและทุกข์กังวล ทว่าฝูเต๋อกง[2]ของเขากลับมีสีแดงแลดูสุขภาพดีอีกทั้งคิ้วทั้งสองข้างดกเข้มดูดุดัน สรุปได้ว่ายังมีกำลังวังชาดีเพียงแต่ต้องทำการรักษาให้ทันท่วงทีเพื่อให้กลับมามีสุขภาพแข็งแรง หากปล่อยปละละเลยอย่างนี้ต่อไปอาการจะหนักขึ้นหรือหากไม่สนใจอาการนี้เลย อาจจะเป็อันตรายถึงชีวิตได้
ในใจของฉวี่หลิงรู้สึกหนักอึ้งเธอจำได้อย่างเลือนรางว่าถังหลิ่งซานในกาลก่อนนั้นเส้นเืในสมองแตกฉับพลันเข้ารับการรักษาไม่ทันก่อนจะลาจากโลกไป
ถังหลิ่งซานเห็นว่าฉวี่หลิงเงียบลงไปในขณะที่เธอใช้ดวงตาใสบริสุทธิ์มองมาที่ตัวเองเขาก็อดคิดมากขึ้นมาไม่ได้ จึงถามอย่างร้อนใจ “เธอมองเห็นอะไรแล้วงั้นเหรอ”
แต่เด็กอายุแค่เจ็ดขวบจะสามารถมองเห็นอะไรได้เล่าคำถามนี้ผุดขึ้นมาในหัว ถังหลิ่งซานอยากจะหัวเราะตัวเองที่เชื่อคำพูดล้อเล่นของเด็กน้อยอย่างไม่มีเหตุผลทว่าเมื่อสบสายตานิ่งสงบของฉวี่หลิงรอยยิ้มที่มุมปากของเขาก็เลือนหายไปอย่างไม่ทันได้รู้ตัว
โหงวเฮ้งของถังหลิ่งซานมีความเมตตาปฏิบัติต่อคนอื่นด้วยใจโอบอ้อมอารี ฉวี่หลิงไม่สามารถเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับชีวิตคนมากเกินไปทว่ายังอดเอ่ยกับเขาไม่ได้ “ครูใหญ่คะสุภาษิตบอกว่าเชื่อเอาไว้บ้าง ก็ดีกว่าไม่เชื่อเอาเสียเลย หนูเพียงแค่คาดคะเนเท่านั้นระยะนี้ครูใหญ่น่าจะเจ็บหน้าอก ลมหายใจสั้น วิตกกังวล สติไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเหงื่อออกมากผิดปกติบ่อยๆ ความดันของครูใหญ่น่าจะอยู่ในระดับค่อนข้างสูงครูใหญ่จะเชื่อหรือไม่ก็ตาม แต่หนูว่าไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลหน่อยดีกว่าค่ะ”
เื่ความดันโลหิตสูงคนที่อายุมากขึ้นหน่อยก็เป็กันทั้งนั้น ดังนั้นที่พูดมาก็ดูเป็อาการป่วยโดยทั่วไปทว่าที่น่ากลัวไม่ใช่ตัวโรคความดันโลหิตสูง แต่เป็โรคแทรกซ้อนที่จะตามมาภายหลังอย่างเช่นเส้นเืในสมองแตก ซึ่งโรคเหล่านี้เป็โรคที่สำคัญถึงชีวิต
ฉวี่หลิงช่วยเท่าที่พอจะช่วยได้แล้วเธอไม่อยากเห็นคนดีและมีคุณธรรมต้องจากโลกนี้ไปอย่างกะทันหัน
อาการเจ็บหน้าอกหายใจถี่กระชั้น วิตกกังวล สติหลุดลอย มีเหงื่อออกมากผิดปกติ เธอพูดถูกต้องทั้งหมดในใจของถังหลิ่งซานงงงันเล็กน้อย เขาก้มศีรษะมองตัวเองถือแก้วชาอยู่นิ้วมือสั่นเทา หลังมือเองก็ปรากฏรอยด่างจากวัยที่เริ่มแก่ชรา
นี่เป็หลักฐานว่าเขาไม่ได้หนุ่มแน่นอีกแล้ว่เวลาของความแก่ชราเคลื่อนคล้อยเข้ามา
ถังหลิ่งซานเงยหน้าขึ้นอีกครั้งมองฉวี่หลิงที่มีใบหน้าซื่อตรง บางทีเขาควรจะไปตรวจร่างกายให้ละเอียด ถ้าไม่ได้เป็อะไรมากก็แล้วไปแต่หากเป็อะไรขึ้นมา แล้วต้องทิ้งภรรยาเอาไว้คนเดียว เขาเองก็ไม่วางใจ
ฉวี่หลิงพิจารณาอย่างรอบคอบแล้วการเปลี่ยนแปลงสีหน้าของถังหลิ่งซานอยู่ในสายตาของเธอตลอดเวลา เห็นเขาฟังเธอพูดจนเริ่มคล้อยตามในใจของฉวี่หลิงก็โล่งใจไปเปราะหนึ่ง ฉีกยิ้มสดใสให้เขา “คุณปู่ครูใหญ่ ความจริงแล้วหนูก็พูดอย่างไม่มีมูลอะไร ดังนั้นหนูจะพูดถูกต้องหรือไม่ได้โปรดอย่าพูดออกไป ไม่อย่างนั้นพ่อแม่ของหนูจะดุเอาได้ว่าหนูพูดอะไรเพ้อเจ้อ”
ถังหลิ่งซานมองฉวี่หลิงที่เวลานี้มีอารมณ์แบบเด็กๆขึ้นมาบ้าง ในใจก็พลันโอนอ่อน “ฉวี่หลิงวางใจเถอะนะ เื่นี้ฉันจะไม่เอาไปบอกใครจะไม่ให้พ่อแม่เธอรู้ด้วย”
“ถ้าวันนี้ไม่มีเื่อะไรแล้ว หนูก็จะกลับบ้านแล้วนะคะ ลาก่อนค่ะคุณปู่ครูใหญ่” เมื่อได้ฟังถังหลิ่งซานรับปากและมั่นใจว่าเขาจะไม่เปิดเผยเื่ของเธออารมณ์ของฉวี่หลิงก็ดีขึ้นมาก แม้แต่ลักยิ้มที่ข้างแก้มของเธอก็หวานหยดย้อยราวกับเคล้าน้ำตาลมาไม่ปาน
ถังหลิ่งซานคลี่ยิ้มพลางบอกลาฉวี่หลิง“อื้ม ลาก่อนจ้ะ”
ฉวี่หลิงอารมณ์ดีไม่น้อยเดินไปพลางคิดเื่ที่เธอสามารถข้ามระดับชั้นเรียนได้ ก็รู้สึกในใจว่าร่างกายเบาสบายราวกับว่าโยนภาระออกไปได้
และอารมณ์ที่ดีเช่นนี้ก็มลายหายไปอย่างหมดสิ้นเมื่อเธอเห็นหวังย่าหลินตีหน้าขรึมนั่งอยู่ในบ้านของเธอ
หวังย่าหลินเห็นฉวี่หลิงกลับมาแล้วก็บอกกลับหวังย่าเหม่ยว่า “พี่สาว ดูฉวี่หลิงสิ นับวันยิ่งเอาใหญ่พี่สาวรู้หรือเปล่าว่าวันนี้เธอทำอะไรมาที่โรงเรียน”
หวังย่าเหม่ยส่ายหน้ามองฉวี่หลิงด้วยสายตาตำหนิ ก่อนจะเอ่ยกับหวังย่าหลินอย่างเสียใจ “หลิงหลิงอยู่ที่โรงเรียนไม่เชื่อฟังอย่างนั้นเหรอ ตอนนี้เธอเป็ครูประจำชั้นของหลิงหลิงฉันก็หวังจะให้เธอช่วยอบรมหลิงหลิงให้มากหน่อย”
“ผมไม่กล้าอบรมเธอหรอก” หวังย่าหลินยิ้มเย็น
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่https://www.readawrite.com/a/a46536d46fa0b5329d985f5a4109f950
[1] สามทฤษฎีหลักของแพทย์แผนจีน
[2] บริเวณตรงกลางระหว่างขมับกับคิ้วและตา