ตอนที่ 57 : ผลของพิษสลายจิต
“คารวะท่านผู้อาวุโสฟางสุ่ย ข้ามีนามว่า... จางซวนเป็นศิษย์ของสำนักมังกรฟ้า รู้สึกเป็นเกียรติอย่างมากที่ได้พบท่านในวันนี้” จางซวนโค้งคำนับอย่างสุภาพ
“ว้าว!!! ชายหนุ่มรูปงามผู้นั้นคือจางซวนหรือ??? ”
“จางซวน... ใช่คนที่มีชื่ออยู่ในลำดับสองของตารางมังกรดินหรือไม่???”
“น่าจะใช่นะ... เห็นว่าผู้อาวุโสภายในสำนักมังกรฟ้าดูแลเอาใจใส่จางซวนเป็นอย่างมาก”
กลุ่มฝูงชนต่างพากันส่งเสียงร้องระเบ็งเซ็งแซ่ หลังจากที่ได้ยินชื่อของจางซวน บางก็ถึงกับตื่นเต้นดีใจ บางคนก็พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่างๆ นานา และพร้อมใจกันเบนสายตาไปมองที่เขาอย่างชื่นชม
ทว่าสายตาของผู้อาวุโสฟางสุ่ย กลับหยุดมองที่จางซวนเพียงครู่เดียวเท่านั้น ใบหน้าของเขายังคงเรียบนิ่งไม่แสดงอาการอันใดทั้งสิ้น ก่อนจะเปลี่ยนไปจ้องมองยังเชี่ยอิงอิงอย่างอ่อนโยน เพื่อรอคอยคำตอบของนาง
จางซวนเมื่อได้เห็นแบบนั้น ก็พลันเกิดความไม่พอใจต่อปฏิกิริยาของผู้อาวุโสฟางสุ่ย แต่เขาก็ทำได้เพียงแค่ยืนอย่างเงียบๆ
ทว่าในขณะนั้นเอง ก็มีเสียงของสาวน้อยผู้นั้นเอ่ยดังขึ้นมา และจะเกือบทำให้ฝูงชนบ้าคลั่งในทันที “ท่านคือใคร ข้าไม่เคยได้ยินชื่อเสียงของท่าน อีกทั้งท่านยังคิดจะมาสอนสั่งข้า... ข้าต้องขอปฏิเสธ เพราะข้าคิดว่าไม่มีใครสอนข้าได้ดีไปกว่าพี่ชายของข้าอีกแล้ว” เชี่ยอิงอิงกล่าวออกมาด้วยสีหน้าที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความภูมิใจ
“โอ้ว!!! น่าสนใจจริงๆ พี่ชายของเจ้า ก็คือเด็กหนุ่มที่ยืนอยู่ด้านหลังของเจ้าใช่หรือไม่ แต่ทำไมข้าไม่สามารถสัมผัสพลังปราณได้เลย ไม่ใช่ว่าเขาเป็นเพียงแค่คนธรรมดาสามัญเช่นนั้นหรืออย่างไร” ผู้อาวุโสฟางสุ่ยกล่าวออกมาด้วยรอยยิ้ม
“เหอะ!!! เพียงแค่พลังปราณของพี่ชายข้า ท่านยังไม่สามารถรับรู้ถึงมันได้ แล้วอยากจะมาเป็นอาจารย์ของข้า ท่านช่างไม่รู้จักประมาณตนนัก” เชี่ยอิงอิงกล่าวออกมาด้วยความเฉยเมย
“พอแล้วน้องอิงอิง!!! เจ้าไม่ควรเสียมารยาทเช่นนี้นะ ไปขอโทษผู้อาวุโสฟางสุ่ยซะ ถึงเจ้าจะไม่ต้องการเป็นศิษย์ของเขา แต่เจ้าก็ไม่ควรพูดจาไม่มีสัมมาคารวะต่อท่านผู้อาวุโสฟางสุ่ยได้” รันฟงเทียนกล่าวออกมาอย่างดุดัน
เชี่ยอิงอิงเมื่อได้ยินดังนั้น พลันก้มหน้าลงอย่างรู้สึกผิดพร้อมทั้งหันไปโค้งคำนับต่อผู้อาวุโสฟางสุ่ย
“ข้าขออภัยที่ได้กล่าววาจาล่วงเกินต่อท่านผู้อาวุโสฟางสุ่ยด้วย”
“ช่างเถอะๆ เรื่องเล็กน้อย ว่าแต่... เจ้าแน่ใจหรือว่าจะไม่มาเป็นศิษย์ของข้า” ผู้อาวุโสฟางสุ่ยกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ทว่าแววตาของเขากลับเริ่มแสดงความไม่พอใจออกมา และปลดปล่อยแรงกดดันจิตวิญญาณบางส่วนไปยังเชี่ยอิงอิง
“ท่าน!!! อย่าคิดว่าจะรังแกข้าได้ง่ายๆ นะ”
ทันใดนั้นเอง ในขณะที่เชี่ยอิงอิงกำลังจะปลดปล่อยพลังปราณออกมา รันฟงเทียนก็เดินมาคว้าจับแขนของนางเอาไว้ และดึงนางให้มาอยู่ด้านหลังของเขา จากนั้นก็เริ่มเปิดใช้งานเคล็ดวิชาจิตเทพโลกาขั้นที่ 2 อย่างเต็มกำลัง
พลังจิตวิญญาณของรันฟงเทียนก็พุ่งเข้ามาขัดขวางแรงกดดันจิตวิญญาณของผู้อาวุโสฟางสุ่ยและผลักดันมันขึ้นสู่ท้องฟ้าในฉับพลัน
ตู้มมมม!!!
แรงอัดอากาศรุนแรงที่เกิดระเบิดขึ้นบนท้องฟ้า ทำให้รันฟงเทียนและเชี่ยอิงอิงถอยหลังไปถึงสามก้าวด้วยกัน แต่ทว่าแรงระเบิดนี้กลับไม่ได้ส่งผลอันใดเลยต่อตัวของผู้อาวุโสฟางสุ่ย
ฝูงชนที่กำลังมุงดูเหตุการณ์อยู่นั้น ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างพวกเขากันแน่ ต่างรู้สึกเพียงแค่ว่าจู่ๆ รันฟงเทียนก็โดนแรงกดดันของผู้อาวุโสฟางสุ่ย ผลักกระแทกจนกระเด็นถอยหลังออกไปหลายต่อหลายก้าวเท่านั้น
ในบรรดาฝูงชน แววตาของเฉาฉิ่วและจางซวนนั้น แลดูแล้วจะปรากฏความสุขอย่างหาที่เปรียบมิได้ เนื่องจากรันฟงเทียนและเชี่ยอิงอิงได้ก่อปัญหาใหญ่ขึ้นแล้ว ด้วยการล่วงเกินผู้อาวุโสฟางสุ่ยบุคคลสำคัญผู้ซึ่งเป็นตำนานของจักรวรรดิเมฆาปราณนั่นเอง
แต่แล้วสิ่งที่ไม่คาดฝันก็ได้บังเกิดขึ้น ความตกตะลึงพลันเผยออกมาบนใบหน้าของผู้อาวุโสฟางสุ่ย ทว่าก่อนที่เขาจะทันได้เอ่ยคำอันใดออกมา รันฟงเทียนก็กล่าวขัดขึ้นเสียก่อนว่า
“ท่านผู้อาวุโสฟางสุ่ย ข้าต้องขอโทษแทนน้องสาวของข้าด้วย ถึงแม้ว่านางจะมีจิตวิญญาณเหมันต์อยู่ภายในร่างก็จริง แต่นางก็ยังเยาว์วัยนักจึงมีความวู่วามไปบ้าง”
“และข้าขอขอบคุณสำหรับความเมตตาของท่าน ที่ไม่ได้ใช้พลังที่แท้จริงของท่านกับพวกข้า มิเช่นนั้นแล้วพวกข้าคงไม่อาจมีชีวิตรอดมาจนถึงตอนนี้ได้อย่างแน่นอน”
“หืม!!! เจ้าเด็กน้อยพูดอย่างกับว่า เจ้าสามารถรับรู้ระดับพลังยุทธของข้าได้ หึ!!! อย่าคิดจะใช้สติปัญญาอันอ่อนด้อยของเจ้ามาโอ้อวดต่อหน้าข้าหน่อยเลย” ผู้อาวุโสฟางสุ่ยกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ช่างโอ้อวด... เหมือนอย่างที่ท่านผู้อาวุโสฟางสุ่ยได้กล่าวมา ม๋อเทียน… ข้าจางซวนละอายแก่ใจนัก เจ้าจงหยุดเอ่ยวาจาโป้ปดมดเท็จเสียที มันจะยิ่งทำให้สำนักมังกรฟ้าต้องเสื่อมเสียเกียรติ ข้าว่าเจ้าไม่คู่ควรที่จะเป็นศิษย์ของสำนักมังกรฟ้าอีกต่อไป” จางซวนเร่งกล่าววาจายั่วยุใส่ไฟแก่รันฟงเทียน
“หึ!!! จางซวนจงหุบปากสุนัขของเจ้าไปเสีย ก่อนที่ข้าจะหมดความอดทน เรื่องของข้ากับผู้อาวุโสฟางสุ่ยคนเช่นเจ้าไม่ควรจะมาสอด” รันฟงเทียนเผยจิตสังหารกดดันไปที่จางซวนทันที ทำให้จางซวนเผลอก้าวถอยหลังไปอีกครั้ง ก่อนรันฟงเทียนจะมุ่งความสนใจทั้งหมดไปยังผู้อาวุโสฟางสุ่ยพร้อมกล่าวต่อ
“ท่านผู้อาวุโสฟางสุ่ย หากข้าคาดการณ์ไม่ผิดพลาด พลังยุทธของที่แท้จริงของท่านในปัจจุบันคือ จุดสูงสุดของระดับ 2 ขอบเขตปราณกษัตริย์ ใช่หรือไม่ ทว่าท่านกลับโชคร้ายถูกพิษสลายจิต จึงทำให้ในตอนนี้ระดับพลังยุทธ์ของท่านตกลงมาอยู่ระดับ 10 ขอบเขตปราณนภา”
“เจ้า... เจ้า... เจ้า... เป็นใครกันแน่ ถึงได้ล่วงรู้ความลับของข้า ผู้ใดเป็นคนบอกเจ้า เพราะเหตุใดทำไมเจ้าถึงทราบฐานการบ่มเพาะที่แท้จริงของข้าได้ ทั้งยังทราบด้วยว่าข้าถูกวางยาพิษอะไรมา” ผู้อาวุโสฟางสุ่ยตื่นตระหนกตกใจมากยิ่งขึ้นพร้อมแววตาที่เริ่มจริงจังมากขึ้น
จากปฏิกิริยาของผู้อาวุโสฟางสุ่ยแสดงให้เห็นว่า สิ่งที่รันฟงเทียนได้กล่าวออกมาล้วนเป็นความจริง ฝูงชนที่กำลังยืนอยู่โดยรอบพลันตื่นตกใจมากเช่นกัน เมื่อได้ถึงทราบระดับพลังยุทธที่แท้จริงของผู้อาวุโสฟางสุ่ย
“เอ่อ... อย่าได้คิดมากไปท่านอาวุโสฟางสุ่ย ข้าไม่ได้เป็นศัตรูของท่านแต่อย่างใด และไม่มีผู้ใดบอกเรื่องนี้แก่ข้าทั้งนั้น ทว่าเมื่อครู่เป็นตัวท่านที่ปลดปล่อยแรงกดดันระดับ 10 ขอบเขตปราณนภาออกมาเสียเอง”
“อีกทั้งในขณะที่ข้าสัมผัสกับแรงกดดันของท่าน จึงทำให้ทราบในทันทีว่าท่านถูกพิษอะไร ซึ่งจากความรู้และประสบการณ์ของข้าสามารถวิเคราะห์ออกมาได้ 2 สาเหตุ คือ”
“สาเหตุแรกผู้ถูกพิษสลายจิต แรงกดดันของบุคคลนั้น จะมีความผันผวนไล่เรียงกันสามระดับขึ้นลงอยู่ตลอดเวลา ผู้อาวุโสฟางสุ่ย... ท่านคงเกิดความสงสัยขึ้นมาเหมือนกันใช่หรือไม่ ว่าเหตุใดข้าถึงสามารถหยุดยั้งแรงกดดันของท่านและผลักมันออกจากตัวข้าไปได้ นั่นก็เพราะว่าข้าสามารถมองเห็นถึงระดับความผันผวนดังกล่าว ข้าจึงได้ปลดปล่อยแรงกดดันให้มันพุ่งตรงเข้าไปหาจุดที่มีความผันผวนมากที่สุด ทำให้สมดุลของมันพังทลายลงและชี้นำแรงกดดันของท่านจากล่างสู่บน ผลักดันมันขึ้นไประเบิดบนท้องฟ้า”
“สาเหตุที่สองผู้ถูกพิษสลายจิต ไม่ว่าบุคคลนั้นจะมีพลังยุทธอยู่ในระดับใดก็ตาม ผู้โดนพิษสลายจิต ระดับพลังยุทธ์จะถูกลดทอนลง 2 ระดับเสมอ อีกทั้งท่านผู้อาวุโสตั้งใจเดินทางมายังตำหนักโอสถหยินหยางแห่งนี้ ก็เพื่อขอให้หมอเฉาฉิ่วหลอมโอสถท้าปฐพี ซึ่งคุณสมบัติของโอสถท้าปฐพี คือ ช่วยรักษาความเสถียรของจิตวิญญาณ”
“หากท่านจะถามอีกว่าข้ารู้ได้อย่างไรว่าพลังยุทธของท่านอยู่ที่ระดับ 10 ขอบเขตปราณนภานั้น ก็ต้องขอโทษด้วยเพราะว่ามันคือความสามารถพิเศษของข้าเอง ทั้งหมดที่ข้าได้กล่าวไปนั้นเป็นเช่นนี้ถูกต้องหรือไม่ท่านผู้อาวุโสฟางสุ่ย”
ผู้อาวุโสเมื่อได้ฟังคำอธิบายของรันฟงเทียนก็ได้แต่ยืนนิ่งทั้งยังขมวดคิ้วเป็นระยะ เขาไม่ได้เชื่อว่าเรื่องราวเหล่านั้นจะเป็นความจริงทั้งหมด แต่ก็อดสงสัยไม่ได้เพราะว่าเรื่องราวบางส่วน มันค่อนข้างสมเหตุสมผลอยู่บ้าง เมื่อเขาตั้งสติได้จึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ดูเป็นมิตรมากขึ้น
“ดีมาก... ดีมาก... เจ้าเด็กน้อย ดูเหมือนเจ้าจะมีความรู้มากกว่าข้าผู้นี้เสียอีก ขนาดตัวข้าเองยังไม่ทราบแน่ชัดเลยว่าถูกพิษ ข้าเพียงรู้สึกเหมือนกับว่าช่วงระยะเวลา 2 ถึง 3 ปีที่ผ่านมานี้ ร่างกายของข้าเริ่มเสื่อมสภาพลงทำให้จิตวิญญาณของข้าเกิดการสั่นไหวเป็นบางครั้งบางคราว”
“ข้าคิดเสมอว่ามัน คือสาเหตุที่ทำให้ระดับพลังยุทธของข้าเสื่อมถอยลงอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา มีเพียงแต่โอสถท้าปฐพีเท่านั้นที่จะสามารถชะลอการหดหายของพลังปราณได้บ้าง”
“เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน... ในเมื่อเจ้าเหมือนจะทราบถึงต้นตอสาเหตุของอาการที่ข้าประสบมา หากเจ้าสามารถไขข้อข้องใจของข้าได้ ว่าข้านั้นถูกวางยาพิษได้เช่นไร ข้าจะยอมเชื่อในสิ่งที่เจ้ากล่าว แล้วถ้าเจ้าสามารถบอกวิธีรักษาให้ข้าได้ ข้าจะช่วยทำให้ความปรารถนาของเจ้าสำเร็จหนึ่งข้อ พอใจหรือไม่”
“และเช่นเดียวกัน หากเจ้าทำไม่ได้... ยัยหนูคนนี้จะต้องมาเป็นลูกศิษย์ของข้า คราวนี้ถ้านางยังไม่ยอมอีกล่ะก็ ข้าคงต้องใช้กำลังเข้าบังคับแทน!!! ฮ่า ฮ่า ฮ่า”
รันฟงเทียนเมื่อได้ยินอย่างนั้นคิ้วของเขาพลันกระตุกขึ้น พร้อมทั้งส่ายศีรษะอย่างจนใจ ก่อนที่เขาจะทันได้กล่าวอะไรออกมานั้น เชี่ยอิงอิงก็พลันเข้ามาจับแขนของเขาพร้อมเอ่ยขึ้นอย่างแผ่วเบาว่า
“ท่านพี่ฟงเทียน ไม่ว่าจะเกิดอันใดขึ้น ข้าก็จะขออยู่กับท่านจนวันตาย ท่านไม่ต้องกังวลไป หากท่านไม่อาจหาคำตอบให้เขาได้ และถ้าข้าต้องถูกจับไปเป็นศิษย์ของเขาจริงๆ ข้าก็จะแอบหนีมาหาพี่ชายอยู่ดี”
รันฟงเทียนที่ได้ยินเสียงอันโยนของน้องสาวผู้เป็นที่รัก พลันปลื้มปริ่มอิ่มเอมใจเผลออมยิ้มไม่หยุด ภายในใจเกิดความอบอุ่นขึ้นพร้อมเอ่ยอย่างช้าๆ ว่า “น้องอิงอิง เชื่อใจพี่ชายคนนี้หน่อยสิ”
กลุ่มฝูงชนเมื่อเห็นภาพดังกล่าวก็ได้แต่ส่ายศีรษะเบาๆ และถอนลมหายใจออกมา ต่างคนต่างแสดงความคิดเห็นหลากหลายออกไป บ้างก็สงสารพี่น้องคู่นี้ที่ต้องแยกจากกัน บ้างก็เสียดายว่าทำไมเด็กสาวผู้โง่เขลาคนนี้ถูกความรักบังตา ยอมละทิ้งแม้กระทั่งความก้าวหน้าในชีวิตของตน เพราะโลกในปัจจุบัน กฎเหล็กคือกำปั้นใครใหญ่กว่า ผู้นั้นก็ย่อมสามารถทำในสิ่งที่ตนปรารถนาได้มากขึ้น เฉกเช่นการกระทำของผู้อาวุโสฟางสุ่ยในขณะนี้
รันฟงเทียนหันมองไปยังกลุ่มฝูงชนที่กำลังส่งสายตาหลากหลายอารมณ์มาทางพวกเขา ก่อนจะเบนสายตาหันกลับไปมองผู้อาวุโสฟางสุ่ยอย่างตั้งใจ
“คำถามแรกของท่านผู้อาวุโสนั้น ข้ายังมีข้อมูลไม่เพียงพอจึงไม่อาจรู้ได้ว่าท่านถูกวางยาพิษชนิดนี้ได้เช่นไร แต่คำถามที่สองข้าสามารถตอบท่านได้ด้วยความสัตย์จริงว่า ข้าสามารถรักษาพิษสลายจิตให้ท่านหายขาดได้”
“เหอะ!! เจ้าเด็กตัวเหม็นอย่าริอาจมาเล่นลิ้นกับข้า ข้าจะเชื่อได้อย่างไรในเมื่อเจ้ายังหาสาเหตุที่ข้าถูกวางยาพิษไม่ได้ หากเจ้าอยากถามอะไรข้าก็รีบๆ ถามมาเสียอย่าได้ลีลาให้มากความ หรือแท้จริงแล้วเจ้ามันก็แค่เด็กเลี้ยงแกะเรื่องทั้งหมดนี้เจ้าแต่งขึ้นมาเพื่อหลอกลวงข้า”