หรงจวิ้นหันไปจัดการนางเป็อันดับแรก
จัดแจงอาภรณ์สีหวานของสตรีน้อยให้เข้าที่ เสวี่ยเหมยเพียงได้แต่ปล่อยให้เขายุ่งอยู่ตรงเนื้อผ้านาง เพราะนางก็นับว่าทำตัวไม่ถูก จะตอกกลับเขาก็ยังไงอยู่ ในเมื่อร่างกายนางเองก็ดูเหมือนว่าให้ความ ‘ร่วมมือ’ ค่อนข้างดียิ่ง คิดได้เช่นนั้นนางพลันปฏิเสธความคิดออกไปทันที ให้ความร่วมมือที่ไหนกันเล่า เขาบังคับฝืนใจนางชัดๆ!
“เดี๋ยวค่อยปิดเถิด” นางก้มหน้างุด ตอบชายหนุ่มที่กำลังจะสวมผ้าคลุมปิดปากคืนให้นางอย่างเสียงแ่ นางหน้าร้อนผ่าวอีกครั้งคิดในใจว่า แม้แต่ผ้าคลุมผืนบางหลุดไปตอนไหนนางก็ยังไม่รู้เลย
“ไม่ได้! หน้าตาเ้าดูได้ที่ไหนกัน” เขาเผลอตวาดกลับนางเสียงดังอย่างลืมตัว หรงจวิ้นพลันชะงักค้างก่อนจะคิดได้ว่า เขาลืมเติมคำว่า ‘ยามนี้’ ลงไปด้วย
ใบหน้านางในตอนนี้ หากชายใดได้ชายตามอง จะให้พูดว่าอดใจไม่ไหวก็ถูก อยากลิ้มลองอย่างหนักเลยก็ว่าได้ บนริมฝีปากบางยังมีสีแดงปลั่งจากที่โดนเขาขบเม้มรังแกอย่างรุนแรงเมื่อก่อนหน้านี้อีก ในเมื่อเป็เช่นนี้เขาจะยอมให้ผู้อื่นได้เชยชมหรือ
ไม่มีทาง!
“หม่อนฉันต้องขออภัย หากใบหน้านี้ทำให้พระองค์ไม่พอใจ” เสวี่ยเหมยกระตุกผ้าบางจากมือบุรุษมาคุมให้ตัวเองอย่างรวดเร็ว ดวงตาแฝงแววน้อยใจ แล้วก่อนหน้านี้นับเป็อันใด เขาเที่ยวไปจูบรังควานสตรีคนใดก็ได้น่ะหรือ
สาวน้อยรีบรุดออกไปทางข้างศาลา หรงจวิ้นที่มัวตบปากตัวเองในใจอยู่นั้นเห็นนางใกล้จะหลุดมือไป จึงรีบก้าวตามไปคว้ามือน้อยอย่างต้องมนต์สะกดหญิงงาม
“เหมยเอ๋อร์”
“ปล่อยหม่อมฉันนะเพคะ” นางถูกเขาจับข้อแขนไว้อีกครั้ง หลังเดินออกมาพ้นศาลาได้เพียงหน่อยเดียว
“เป็ข้ากล่าวผิดไปเอง อภัยเถอะนะ”
“ถึงพระองค์จะพูดอันใด หม่อมฉันคงมิบังอาจไปกล่าวว่าองค์ชายได้หรอกเพคะ”
เห็นนางเก็บซ่อนนิสัยเป็ตัวของตัวเองแล้วทำตัวเหินห่างกับเขาราวกับก่อกำแพงกั้นเช่นนี้ เขาก็ยิ่งเจ็บในใจ ยิ่งไม่อยากทำให้นางต้องเสียใจ เขาล่วงเกินนางยังไม่พอยังเผลอพูดไม่คิดออกไปให้นางต้องชอกช้ำใจ สตรีนั้นจิตใจอ่อนไหว ไม่เหมือนบุรุษ เขาย่อมรู้ข้อนี้ดี
“เรียกข้าว่าหรงจวิ้นเถิด”
หรงจวิ้น...
ก็ได้...นามนี้นางจดจำไว้ในใจแล้ว
เขากอดรัดนางจากทางด้านหลัง กอดแน่นอย่างห้ามไม่ได้ กลิ่นดอกไม้หอมแตะจมูกเขาอีกครั้ง และเป็อาการที่อยากจะนางอีกครั้งเช่นกัน
“มิบังอาจเพคะ” นางตอบมาแค่คำเดียว ทำเอาใจเขาหนักอึ้งเหมือนแขวนอยู่บนหน้าผาสูงเฉียดฟ้าก็ไม่ปาน
ยามนั้นมีเสียงบุรุษกลุ่มหนึ่งเดินคุยกันย่างเข้ามาในศาลาข้างๆ พวกนาง หรงจวิ้นรีบอุ้มร่างบางหลบกำแพงข้างกายของทั้งคู่ที่อยู่อีกฝั่งทันที
“ท่านเห็นนางหรือไม่ งามสมคำร่ำลือ” เสียงบุรุษผู้หนึ่งกล่าวขึ้น
“คุณหนูเมิ่งผู้นั้นน่ะหรือ ท่านไปประจำต่างเมืองตั้งนานเพิ่งเคยเจอนางล่ะสิ ยามนางกล่าวทักทายเมื่อครู่ข้ายังใจเต้นไม่หายเลยล่ะ ใต้เท้าอัน” บุรุษอีกคนกล่าวตอบ
เสวี่ยเหมยพลันนึกถึงแม่นางที่เดินชนก่อนออกมาข้างนอก หรงจวิ้นยังกล่าวทักทายกับหญิงสาวผู้นั้นด้วยนี่นา นางก็มั่นใจหลายส่วนว่าที่บุรุษกลุ่มนี้คุยกันจะหมายถึงแม่นางเมิ่งผู้นั้น ยามนั้นดูท่าทางคุณหนูเมิ่งแล้ว ใช่แอบชมชอบหรงจวิ้นหรือไม่ แล้วพวกเขามีความสัมพันธ์เช่นไรกัน หรือมีความสัมพันธ์พิเศษ... นางคิดได้ก็รีบร้อนสะบัดตัวเองขัดขืนไปมา หวังจะหลุดจากการควบคุม
หรงจวิ้นเกรงว่าผู้คนในศาลาจะได้ยินเสียงดิ้นรนของนาง จึงใช้มือใหญ่รัดแแ่สนิทขึ้น ส่วนอีกข้างก็พลันปิดทาบริมฝีปากน้อยไว้อย่างไม่รีรอ มือซุกซนที่รัดเอวบางอยู่นั้นเริ่มอยู่ไม่เป็สุข เสวี่ยเหมยยิ่งไม่พอใจ ถ้าก่อนหน้านี้เขาเคยทำอะไรแบบนี้กับสตรีอื่นมาแล้วเล่า
เพราะดูแล้ว...เขาเชี่ยวชาญนัก
นางนับว่าเป็หญิงสาวมาจากโลกยุคใหม่ และก่อนจะตายจากมาก็เป็เพียงสาวน้อย อายุยังด้อยประสบการณ์ นางก็เพียงแต่หวังเช่นเด็กสาวทั่วไปว่า
ไม่อยากใช้บุรุษเดียวกันกับสตรีอื่น!
“แล้วท่านเห็นบุตรีแม่ทัพทั้งสองทิศรึไม่ ทางฝั่งบูรพาดูหน้าตาพอใช้แลสบายตา แต่กับฝั่งทักษิณนี้ช่าง...”
“ช่างอะไรกันท่านกง”
“อัปลักษณ์น่ะสิ!”
อัปลักษณ์? หรงจวิ้นลอบกำหมัดในความคิด บังอาจมากล่าวว่าสตรีเขาเช่นนี้ อยากอยู่ไม่สุขแล้วกระมัง
“เหตุใดท่านกงจึงคิดเช่นนั้นเล่า หน้าตานางพวกเราล้วนไม่เคยเห็น”
“เพราะเช่นนี้ไงล่ะใต้เท้า นางจึงอัปลักษณ์ นางไม่กล้าเผยโฉมให้ผู้ใดได้เห็นรูปหน้าใต้ผ้าคลุมนั่น”
เสวี่ยเหมยทวนขบคิด หรือนางจะอัปลักษณ์มากในสายตาเขาเช่นกัน เมื่อครู่เขาจึงกล่าวออกมาเช่นนั้น แต่เหตุใดจึงกล้าจุมพิตสตรีอัปลักษณ์เล่า โฉมงามทนไม่ไหว กระแสความคิดตีกันไปมา จึงใช้แรงภายในกระทุ้งใส่ชายหนุ่มยามเมื่อเขาเผลอไปกับอารมณ์วูบหวามใต้มือร้ายข้างนั้น รีบเอาตัวเองทะยานไปยังหน้าตำหนักหลวงทันที
หรงจวิ้นเหมือนมีสิ่งสำคัญขาดหายไป เนื้อหอมจวนจะเข้าปากอยู่แล้วแท้ๆ แต่ไฉนจึงหายไปในพริบตาเช่นนี้เล่า! เขาลอบกัดฟันกรอดอยู่เงียบๆ เดินตรงดิ่งเข้าไปในศาลา
“หุบปาก!” หรงจวิ้นเกรี้ยวกราด ใช้เท้าหนากระแทกตั่งไม้ตัวใหญ่ที่มีกลุ่มบุรุษนั่งอยู่สามคน เพราะขุนนางพวกนี้ มานินทาให้สาวน้อยได้ยิน นางต้องเก็บไปคิดมากอยู่แล้ว ไม่อย่างนั้นจะโมโหจนหนีไปขนาดนั้นหรือ
“องค์ชายสาม อย่าทรงมีโทสะเลยพ่ะย่ะค่ะ” ‘กงอี้หวน’ เสนาบดีการคลังที่โดนแรงถีบเกือบหงายท้องอยู่รอมร่อเมื่อกี้นั้น แม้จะไม่เข้าใจว่าเหตุใดองค์ชายสามหรงจวิ้นผู้นี้ถึงโมโห แต่ก็รีบร้อนกล่าวออกไปเพื่อเอาตัวรอดไว้ก่อนดีกว่า
หรงจวิ้นที่ตั้งใจจะเดินเข้าไปกระชากกงอี้หวนมาประทานกำปั้นให้สักหมัดพลันเปลี่ยนใจยอมสะบัดมือลงกะทันหัน ร่างสูงเดินออกศาลาไปอย่างเงียบๆ
“องค์ชายสามเป็อะไรไปอีกแล้ว นานวันเข้าชักจะตามอารมณ์เขาไม่ทันแล้วนะ น่ากลัวจริง” ใต้เท้าซ่งที่นั่งอยู่เงียบๆ มาโดยตลอดเอ่ยขึ้น
“เฮอะ! คิดว่าเป็พระโอรสเกิดจากฮองเฮาแล้วอย่างไร มาเที่ยวมีเื่กับขุนนางราชสำนักเช่นนี้ได้หรือ” ท่านกงที่เมื่อครู่กลัวเขาหดหัวอยู่นั้น พลันพูดขึ้นมาอย่างไม่พอใจ
“หรือว่าองค์ชายจะโดนสตรีใดตามตื้ออย่างหนักจนมาบันดาลโทสะกับพวกเราเช่นนี้ พวกท่านเห็นอาภรณ์เขาเปิดอ้าหรือไม่”
“ใช่ๆ ใต้เท้าอันก็สังเกตหรือ แถมด้านหลังก็มีรอยข่วนยับไปหมด”
“พวกท่านคิดมากไปแล้ว ไม่ใช่ว่าเขาเกลียดสตรีรึ ไม่เคยเห็นเขาเข้าใกล้แม่นางคนใดมาก่อน”
“แล้วถ้าหากว่าเขาไปพบ...บุรุษเล่า”
“ใต้เท้าอย่ากล่าวดังไป กำแพงนับมีหูนะท่าน”
เสียงกลุ่มชายหนุ่มโต้เถียงคุยกันไปมา ยามได้พบหัวข้อประเด็นใหม่ พูดคุยกันสนุกอยู่สักพักก็ก้าวเข้างานเลี้ยงไปในตำหนักตามเดิม