ค่ำคืนของวันเทศกาลโคมไฟประจำเมืองจรัสแสง ภายนอกตระกูลโอวหยางมีผู้คนมากมายจากหลายเมืองหลั่งไหลเข้ามา เพื่อร่วมงานเทศกาลครั้งนี้ โคมไฟน้อยใหญ่ต่างถูกประดับไว้ตามร้านต่างๆ และยังมีโคมไฟขนาดใหญ่ที่ส่องสว่างอย่างสวยงาม ณ จัตุรัสกลางเมืองจรัสแสง ผู้คนหลากหลายต่างเที่ยวงานเทศกาลด้วยความสนุกสนาน แต่ทุกคนที่กำลังสนุกสนานกลับไม่รู้เลยว่า มีเงามืดที่กำลังคืบคลานเข้าหาขุมกำลังอันดับหนึ่งของเมือง
ณ หน้าคลังเก็บสมบัติใต้ตระกูลโอวหยาง มีเงาของคนได้เดินผ่านแสงเทียนที่จุดไว้ตามทาง เดินเข้าไปยังประตูที่เก็บสมบัติของตระกูลโอวหยางเอาไว้ เงาของคนคนนั้นได้นำมือของตัวเองไปสัมผัสที่ประตูส่งปราณแสงประจำตระกูลเข้าไป หวังที่จะเปิดประตูเก็บสมบัติแต่ประตูของคลังเก็บสมบัติกลับไม่ตอบสนองต่อปราณแสงของตนเอง ไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลยแม้แต่น้อย ทันใดนั้นเองได้มีเงาของคนอีกคนที่ปรากฏออกมาจากเงามืด
“ผู้อาวุโสสี่...ข้าได้เปลี่ยนค่ายกลที่ปกป้องคลังเก็บสมบัติเอาไว้แล้ว มีเพียงสายเลือดตระกูลหลักเช่นข้าเท่านั้น ที่จะสามารถเปิดประตูสู่ภายในคลังสมบัติได้” เสียงของโอวหยางชิงหลงได้ดังขึ้น พร้อมๆ กับร่างของเขาที่ค่อยๆ เดินออกมาจากเงามืดราวกับรอผู้บุกรุกอยู่แล้ว
“ท่านผู้อาวุโสสี่...ไม่สิ!...อสุรกายที่กลืนกินร่างของผู้อาวุโสสี่” โอวหยางชิงหลงกล่าว เมื่อตัวของอสุรกายในร่างโอวหยางหลางได้ยินเช่นนั้น มันได้โคจรลมปราณธาตุแสงสร้างดาบแห่งแสงขึ้นมาฟันไปยังโอวหยางชิงหลง
ผู้อาวุโสสี่คือชนชั้นจักรพรรดิลมปราณระดับเก้าขั้นกลาง แต่ว่าโอวหยางชิงหลงเป็นเพียงชนชั้นราชัน มีลมปราณระดับแปดขั้นต้นเท่านั้น การโจมตีของพวกอาวุโสสี่ย่อมสามารถฆ่าโอวหยางชิงหลงได้อย่างง่ายดาย แต่ก่อนที่ดาบแห่งแสงของผู้อาวุโสสี่จะฟันโดนร่างโอวหยางชิงหลง ได้มีดาบแห่งแสงอีกเล่มเข้ามาป้องกันได้อย่างเฉียดฉิวเป็นผู้อาวุโสที่สองและสาม ชนชั้นจักรพรรดิขั้นสูง ได้ปรากฏตัวออกมาอย่างรวดเร็ว ทั้งสองสามารถสร้างดาบป้องกันการโจมตีไว้ได้ เมื่อเห็นว่าการโจมตีถูกป้องกันไว้ และ ยังมีคนที่แข็งแกร่งกว่าตนเองเข้ามาแทรกร่างของผู้อาวุโสสี่ ได้กลายเป็นเส้นแสงหนีไปอย่างรวดเร็ว
“ตาม จับตัวมาให้ได้” โอวหยางชิงหลงออกคำสั่ง มองไปยังร่างของผู้อาวุโสสี่อย่างเย็นชา
“ขอรับ” ผู้อาวุโสสองและสามตอบรับคำ และ พุ่งตามไปอย่างรวดเร็ว เพียงไม่นานก็สามารถตามได้ทัน ผู้อาวุโสสี่ ที่หลบหนีออกมาจากข้างใต้ของตระกูล ได้ขึ้นมาถึงใจกลางของตระกูลโอวหยาง แต่ว่าก็ไม่อาจหนีความเร็วที่มากกว่าของสองผู้อาวุโสที่ตามมาได้ โดนดาบแห่งแสงฟันเข้าไปยังร่างกายหลายครั้ง แต่ว่าเพียงไม่นานบาดแผลที่โดนฟันก็ค่อยๆ ฟื้นฟูอย่างรวดเร็ว ความเร็วในการฟื้นฟูมากกว่าอสุรกายที่เทือกเขาหมื่นอสูรเสียอีก ไม่รู้เป็นเพราะอสุรกายตนนี้ได้กินสิ่งมีชีวิตเข้าไปเยอะหรือว่าเพราะตอนนี้อาศัยอยู่ในร่างของผู้อาวุโสสี่แห่งตระกูลโอวหยางที่มีปราณธาตุแสง เพราะคุณสมบัติของปราณธาตุแสง มีทั้งพลังโจมตี ความเร็ว และ พลังเยียวยา เป็นหนึ่งในปราณโบราณอันแข็งแกร่ง
“ฟื้นฟูเร็วมาก!!” ผู้อาวุโสสามกล่าว เขาเองก็ได้ชมกันประลองล่าอสูรและเห็นอสุรกายไร้ผิวมาแล้ว แต่ระดับการฟื้นฟูของเจ้านี้ เร็วมากผิดปกติ เร็วกว่าทั้งอสุรกายไร้ผิวและเร็วกว่าการรักษาของปราณแสง
“เช่นนั้นก็โจมตีให้เร็วกว่าเดิม” ผู้อาวุโสสองกล่าว ทั้งสองคนระเบิดลมปราณให้รุนแรงยิ่งขึ้น โจมตีอย่างรวดเร็วมากขึ้นไปยังร่างกายของผู้อาวุโสสี่ ร่างกายของผู้อาวุโสสี่ค่อยๆ ถูกคมดาบแห่งแสงตัดออกทีละส่วนอย่างรวดเร็ว จนร่างกายกลายเป็นเศษชิ้นเนื้อกระจายไปทั่วบริเวณ แก่นโลหิตขนาดเท่าลูกแก้วได้เปิดเผยออกมา
“ร่างจริงของเจ้านี่สินะ ทำลายมันซะ!!” โอวหยางชิงหลงที่เดินตามมาแล้วเห็นการต่อสู้ เมื่อเห็นว่าการต่อสู้สามารถจบลงอย่างง่ายดายก็ออกคำสั่งทันที
“ขอรับ..ว่าที่ประมุข” ผู้อาวุโสสองรับคำสั่งใช้ดาบแห่งแสงของตนฟันไปยังลูกแก้วโลหิตทันที แต่เมื่อดาบแห่งแสงกระทบเข้ากับลูกแก้วโลหิตได้มีอักขระสีโลหิตบางอย่างพุ่งออกมาจากลูกแก้ว อักขระพวกนั่นได้รวมตันกันสร้างเป็นประตูสีดำ ไม่ใช่เพียงแค่นั้น ทันทีที่ประตูสีดำปรากฏออกมา ทั่วทั้งบริเวณตระกูลโอวหยางได้มีโดมสีโลหิตขนาดใหญ่ค่อยๆ สร้างครอบคลุมทั้งตระกูลโอวหยางไว้
“อะไรกัน? ค่ายกลอย่างนั้นหรือ” โอวหยางชิงหลงกล่าวอย่างตกตะลึง หากนับเพียงระยะทางจากประตูทิศเหนือสู่ประตูทิศใต้ของตระกูลก็มีระยะทางกว่าสิบกิโลเมตรแล้ว แต่ค่ายกลโลหิตที่ปรากฏขึ้นกลับสามารถปกคลุมทั้งตระกูลโอวหยางได้เลยทีเดียว ทันใดนั้นเองก็ได้มีเสียงดังออกมาจากประตูสีดำ
“พวกเจ้าประมาทเอง ที่ปล่อยให้อสุรกายในร่างของผู้อาวุโสสี่ เดินไปมาในตระกูลโอวหยางตั้งสี่เดือน” เสียงของชายที่โอวหยางชิงหลงไม่เคยได้ยินดังขึ้นมา มีร่างของชายหนุ่มอันสง่างามและหล่อเหลามีผมเส้นสีโลหิต สวมชุดสีแดงเข้มที่หน้าอกมีตราสัญลักษณ์ดวงจันทร์สีแดงเลือดประดับไว้อย่างชัดเจน ค่อยๆ เดินออกมาจากประตูสีดำนั้น
ข้างหลังของชายผมสีโลหิต ยังมีสตรีอีกสองนางเดินออกมาพร้อมกัน เป็นหญิงสาวสวมชุดสีดำสนิททั้งคู่ คนแรก เป็นหญิงสาวผมสั้นมีหน้าตาที่ง่วงนอนตลอดเวลา อีกคนนึงผมยาวงมีรอยยิ้มที่สยดสยองอยู่บนใบหน้าตลอดเวลา ตามมาด้วยคนที่แต่งตัวแบบเดียวกับชายผมสีโลหิต เป็นชายร่างเล็ก ร่างใหญ่ และชายร่างเตี้ยหนึ่ง ชายทั้งสามที่เป็นผู้ปลดปล่อยอสุรกายไร้ผิวทั้งสองในเทือกเขาหมื่นอสูร ตอนนี้ได้ปรากฏตัวออกมาอีกครั้งพร้อมกับเจ้านายของตน
“ความมั่นใจอันมากล้นของเจ้า จะทำให้ตระกูลของเจ้าพังพินาศในวันนี้” เสวี้ยเจ๋อได้กล่าวออกมา หลังจากเดินออกมาจากประตูมิติสีดำ
“นี่คือตระกูลโอวหยางอย่างนั้นเหรอ สวยงามจนน่าทำลายให้สิ้นซากยิ่งนัก” เสียงของสตรีผมยาว ที่มีรอยยิ้มน่าขนลุกประดับไว้ตลอดเวลาได้กล่าวขึ้นมาหลังจากมองไปรอบๆ
“กงซุนลี่ ใจเย็นๆ ก่อน เดี๋ยวเจ้าก็ได้อาละวาดตามใจแล้ว” เสวี้ยเจ๋อ กล่าวห้ามคนที่มาด้วยกัน
“พวกเจ้าเป็นใครกัน” โอวหยางชิงหลง กล่าว แม้จะสัมผัสถึงความน่าขนลุกของกลุ่มคนตรงหน้าได้แต่ว่าชายหนุ่มตรงหน้าและหญิงสาวที่ตามมามีระดับเป็นเพียงจอมยุทธ์ขั้นต้นและกลางเท่านั้น อีกทั้งผู้ติดตามยังมีเพียงราชันสามคนอยู่ข้างหลัง กองกำลังเล็กๆ เพียงเท่านี้กลับกล้าที่จะบุกมายังตระกูลของเขา
“ข้ามีนามว่า เสวี้ยเจ๋อ องค์ชายสี่แห่งราชวงศ์ราชันโลหิต” เสวี้ยเจ๋อ ไม่ได้คิดปิดบังตัวเลยแม้แต่น้อย
“เศษเดนจากแดนศักดิ์สิทธิ์ที่ล่มสลายอย่างนั้นหรือ” โอวหยางชิงหลงกล่าว แสดงว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้นในนิยายมีส่วนที่เป็นความจริง แม้ตามนิยายกว่าคนพวกนี้จะเปิดเผยตัวตนต้องเป็นในแดนเทพรกร้างแล้ว แต่นี่ก็พิสูจน์การคงอยู่ของราชวงศ์ราชันโลหิตได้แล้ว “เช่นนั้นสตรีที่น่าขนลุกทั้งสองหลังเจ้าคงเป็นคนของราชวงศ์จันทราทมิฬสินะ”
“โห แม้แต่เรื่องนี้ก็รู้แล้วอย่างนั้นหรือ อย่างที่คิดพวกเจ้าคงได้อ่านนิยายเรื่องนั้นแล้วสินะ” เสวี้ยเจ๋อกล่าวอย่างไม่แปลกใจแม้แต่น้อยราวกับว่าสิ่งนี้เขาเองก็ได้คิดไว้แล้วเช่นกัน
“มากันเพียงหกคน แถมยังมีเพียงชนชั้นราชันเท่านั้นที่แข็งแกร่งที่สุด คิดว่าจะรอดไปจากตระกูลข้าได้อย่างนั้นหรือ ผู้อาวุโสสอง ผู้อาวุโสสาม สังหารศัตรูที่บุกเข้ามา” โอวหยางชิงหลงออกคำสั่ง
“รับทราบ/รับทราบ” ปราณแสงกระบวนท่าที่หนึ่ง ดาบประกายแสง เมื่อได้ยินคำสั่งผู้อาวุโสทั้งสองก็โคจรลมปราณเตรียมออกกระบวนท่าทันทีแต่ว่าลมปราณที่ออกมากลับไม่ได้เป็น ลมปราณจากชนชั้นจักรพรรดิขั้นกลางอีกต่อไปกลับเป็นเพียงลมปราณจากชนชั้นราชันขั้นกลางเพียงเท่านั้น
“อะไรกัน!! ระดับลมปราณของข้า!!” ผู้อาวุโสทั้งสองกล่าวอย่างตกใจ โอวหยางชิงหลงที่เห็นเหตุการณ์และสัมผัสได้อย่างดีก็ตกใจเช่นกัน เมื่อเขาได้ลองโคจรลมปราณของตัวเองก็พบว่าระดับลมปราณของเขาเองก็ตกจากชนชั้นราชันชั้นต้นเหลือเพียงชนชั้นจอมยุทธชั้นต้นเช่นกัน
“ข้าบอกแล้ว...เจ้าประมาทเกินไปที่ปล่อยให้ผู้อาวุโสสี่เดินไปมาอยู่ในตระกูลตั้งสี่เดือน ในเวลาสี่เดือนเขาได้ใช้โลหิตของตัวเองประสานกับปราณธาตุแสงของตระกูลโอวหยาง วางไว้ตามสถานที่ต่างๆ ในตระกูลโอวหยาง สร้างค่ายกลโลหิตขนาดยักษ์ ที่จะกดระดับลมปราณของคนที่มีสายเลือดตระกูลโอวหยางลงหนึ่งระดับชั้นทันที ตอนนี้ต่อให้ตระกูลของเจ้าจะมีชนชั้นจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ที่ซ่อนไว้ก็ไม่อาจแสดงพลังเต็มที่ได้อีกต่อไป” เสียงอันน่าขนลุกของเสวี้ยเจ๋อได้ดังขึ้น ค่ายกลนี้ไม่ใช่ค่ายกลที่จะสร้างได้ง่ายๆ ต้องอาศัยทั้งเวลาและโลหิตเฉพาะของเป้าหมายที่ต้องการกดพลัง เป็นหนึ่งในค่ายกลที่ใช้ยากมากของราชวงศ์ราชันโลหิต แต่เมื่ออสุรกายไร้ผิวที่สมบูรณ์ได้ร่างของผู้อาวุโสสี่มา ค่ายกลนี้ขอเพียงมีเวลาก็สามารถใช้ออกได้แล้ว ด้วยความทะนงตนของโอวหยางชิงหลงที่เป็นทายาทแห่งมหาตระกูลระดับสูง ทำให้เรื่องนี้ผ่านไปได้ง่ายดายนัก
พร้อมๆ กับที่ประตูสีดำที่ยังไม่ได้ปิดลง ได้มีอสุรกายไร้ผิวที่ไม่สมบูรณ์หลายสิบตัวค่อยๆ เดินออกมาจากประตูมิติสีดำ อีกทั้งยังมีรัศมีปราณเข้มข้นของชนชั้นจักรพรรดิสองคนค่อยๆเดินมาออกมาหลังสุด คนแรกสวมชุดของราชวงศ์ราชันโลหิต คนที่สองสวมสุดของราชวงศ์จันทราทมิฬ ตามออกมาหลังจากที่อสุรกายได้ออกมาแล้ว
เมื่อโอวหยางชิงหลงมองไปยังศัตรู ขนทั่วร่างของโอวหยางชิงหลงตั้งชันทั้งตัว หมายความว่าในตอนนี้ผู้ที่มีสายเลือดของตระกูลโอวหยางทุกคนระดับพลังตกลงหนึ่งระดับ ตระกูลโอวหยางไม่มีความแข็งแกร่งจากชนชั้นจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อีกต่อไป เพราะพลังของพวกอาวุโสหนึ่งและสอง ได้ร่วงหล่นลงสู่ชนชั้นจักรพรรดิ
“มาเริ่มละเลงเลือดกันเถอะ....โอวหยางชิงหลง” เสียงอันน่าขนลุกของเสวี้ยเจ๋อดังขึ้นมาอีกครั้ง โอวหยางชิงหลงเริ่มเสียใจแล้วที่ไม่ยอมฟังคำเตือนต่างๆ ของอูหลินเฟิง เพราะตลอดสามวันที่ผ่านมาอูหลินเฟิงมักเสนอแผนการรับมือการบุกโจมตี แต่ว่าเป็นเขาเองที่ปัดตกเพราะมั่นใจในพลังของตระกูลตนเองมากเกินไป แถมยังให้อูหลินเฟิงคอยดูอยู่เฉยๆอีกด้วย คราวนี้ต่อให้อีกฝ่ายไม่มีชนชั้นจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ แต่ว่าฝ่ายของเขาเองก็ไม่มีจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์เช่นกัน
..
..
จบตอน