ยอดมนุษย์ทะลุเกมกลายพันธุ์

    บทที่ 34 ในที่สุดคนในทีมก็มารวมตัวกัน

     

    จุดนัดรวมตัวอยู่ตรงข้ามโรงเรียนร้าง

     

    “ตั๋วตั่ว...แบ่งให้พี่กินหน่อยสิ”

     

    เฉียนตัวตัวแลบลิ้นเลียริมฝีปาก สายตาของเขาเต็มไปด้วยความปรารถนาอยากจะแทะน่องไก่ในมือของเฉียนตั๋วตั่วเต็มแก่

     

    อีกฝ่ายเหล่ตามองเขา และเหลือบมองไปยังคนอื่น ๆ

     

    เธอล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ามิติที่เหน็บอยู่ข้างเอว จากนั้นก็หยิบน่องไก่ทอดที่ถูกห่อด้วยถุงกระดาษและแบ่งให้สาว ๆ คนละชิ้น

     

    หลังจากหยุดคิดอยู่ครู่หนึ่ง เธอก็หยิบขนมปังออกมาหนึ่งชิ้นและยื่นให้เฉียนตัวตัว

     

    “อะไรเนี่ยตั๋วตั่ว ทำแบบนี้เกินไปแล้วนะ คนอื่นได้กินน่องไก่ ทำไมฉันถึงได้กินแค่ขนมปังล่ะ?”

     

    เขามองขนมปังแข็งโป้กที่อยู่ในมือ ภายในใจของเฉียนตัวตัวก็เอาแต่พร่ำบ่นถึงความอยุติธรรมด้วยความโกรธ

     

    “พี่เป็นผู้หญิงเหรอ?”

     

    “ห๊ะ?!”

     

    “พี่ไม่ใช่ผู้หญิงสักหน่อย!”

     

    “?”

     

    เมื่อเห็นว่าเฉียนตัวตัวยังไม่เข้าใจ เฉียนตั๋วตั่วก็ขี้เกียจที่จะพูดอธิบายให้เปลืองน้ำลาย เธอก้มหน้าลงและแทะน่องไก่ทอดต่ออย่างไม่แยแส

     

    หมายความว่าไงเนี่ย?

     

    เฉียนตัวตัวไม่เข้าใจคำถามของน้องสาวตัวเองเลยสักนิด ยิ่งเห็นว่าเธอไม่สนใจ เขาก็ไม่กล้าเข้าไปแย่ง จึงทำได้เพียงแค่ฉีกขนมปังในมืออย่าเงียบ ๆ จากนั้นก็ยัดเข้าปากคำโตจนขนมปังล้นออกมาจากปาก

     

    “ทำไมพี่ฮุยยังไม่มาอีกเนี่ย? พวกเรามากันครบหมดแล้ว พี่ฮุยคงไม่ได้ดวงซวยไปเจอกับอันตรายหรอกนะ”

     

    คำพูดของเขาทำให้เจี่ยปิงอวี่แอบชำเลืองมอง “จากระดับความแข็งแกร่งของเขา ถ้าหากไม่ใช่เพราะเจอกับคู่ต่อสู้ที่น่ากลัว เขาต้องเป็นคนแรกที่มาถึงที่นี่แน่นอน พวกเรารออีกหน่อยเถอะ”

     

    ก็จริง!

     

    เฉียนตัวตัวคิดเช่นนี้ก็พยักหน้าเห็นด้วย เขาเคี้ยวขนมปังในปากไปพลาง กวาดตามองอาคารที่อยู่ตรงหน้าไปพลาง

     

    “โรงเรียนร้าง...โรงเรียนร้างแบบนี้แต่กลับไม่มีชื่อเป็นของตัวเอง คงจะร้างจริง ๆ สินะ”

     

    “ภารกิจทีมคงอยู่ที่นี่แหละ คงมีอะไรพิเศษแน่นอน”

     

    เฉียนตัวตัวยังคงพูดเสนอความเห็นต่อไปโดยไม่ได้สนใจว่าจะมีใครฟังเขาอยู่หรือไม่

     

    “ยังมากันไม่ครบแบบนี้ ภารกิจก็เลยไปต่อไม่ได้ ตอนนี้เราไม่สามารถอ่านเนื้อหารายละเอียดอะไรได้เลยสักอย่าง แต่จากชื่อของมันที่เขียนไว้ว่า “ทำให้บริสุทธิ์” น่าจะเป็นคีย์หลักสำหรับภารกิจนี้”

     

    ระหว่างที่พูดเขาก็ค่อย ๆ ขยับร่างกายของตัวเองเพื่อเข้าใกล้หลี่เหมยที่กำลังแทะน่องไก่อย่างเอร็ดอร่อย

     

    จากนั้นก็ตะโกนเสียงดัง “ฉันเดาว่าต้องเกี่ยวกับผีแน่ ๆ เลย…ผี!!!”

     

    “สวบ––––”

     

    “อ๊าก...อึก! พี่สาวครับ!”

     

    เขาถลึงตามองดาบยาวที่กำลังจ่อมาที่กลางลำคอ เฉียนตัวตัวตกใจจนขนมปังที่อยู่ในปากติดคอ

     

    “ฉันล้อเล่น...แค่ล้อเล่นเอง...”

     

    เมื่อเห็นหลี่เหมยแขนสั่นเล็กน้อย เฉียนตัวตัวก็เกิดอาการหวาดกลัวถึงขีดสุดเพราะเกรงว่าดาบในมือของเธออาจจะปาดคอของเขาได้ทุกเมื่อ

     

    “เอาเลย!”

     

    เฉียนตั๋วตั่วที่กำลังแทะน่องไก่ทอดเหลือบมองพี่ชายของตัวเอง จากนั้นก็พูดออกมาด้วยน้ำเสียงคลุมเครือ

     

    “ไม่ตลกนะ อย่ามาพูดเล่นแบบนี้”

     

    หลี่เหมยเห็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นก็รีบดึงดาบกลับไป จากนั้นก็แสร้งทำเป็นพูดด้วยน้ำเสียงนิ่งสงบ

     

    “หึหึ คิดไม่ถึงเลยนะว่าผ่านมาหลายปีแล้ว เธอยังกลัวผีไม่เปลี่ยน”

     

    หลังจากกลืนขนมปังลงคอ เขาก็ยังไม่หยุดแกว่งเท้าหาเสี้ยน

     

    เฉียนตัวตัวพูดหน้าตาเฉย “ตอนนี้เธอบรรลุขอบเขตพิเศษแล้วนะ เธอสามารถฆ่าพวกมันได้แบบสบาย ๆ เลย...”

     

    ดาบที่ถูกเก็บกลับเข้าไปในฝักถูกดึงออกมาอีกครั้ง จากนั้นปลายดาบก็วาดไปที่กลางลำคอของเฉียนตัวตัวเป็นครั้งที่สอง

     

    “ขืนยังพูดอีกแม้แต่คำเดียวฉันเอาจริงแน่ ไม่เชื่อก็ลองดู”

     

    “ฉันไม่กล้า...ฉันไม่กล้าแล้ว”

     

    เฉียนตัวตัวรีบโบกมือไปมา “ฉันจะไม่พูดอะไรอีกแล้ว รีบเอาดาบลงก่อนเถอะ เร็วเข้า ๆ อันตรายเกินไปแล้วนะ”

     

    “ชิ!”

     

    หลังจากเฉียนตัวตัวหลุดจากนาทีชีวิต ภายในใจของเขาก็แอบบ่น “สิ่งที่ห้ามยุ่งก็คือผู้หญิงกับเด็ก” “ผู้หญิงคือสิ่งมีชีวิตไร้เหตุผล”

     

    ถึงแม้ว่าจะคิดเช่นนั้นเขาก็ไม่กล้าที่จะพูดอะไรออกไป เขายังคงนั่งยอง ๆ อย่างเงียบ ๆ พร้อมกับกัดขนมปังที่แสนจืดชืดในมือต่อไป

     

    ระหว่างที่กำลังนั่งกินขนมปัง สายตาของเธอก็จับจ้องไปยังโรงเรียนที่ตั้งอยู่ตรงหน้า

     

    แสงจันทร์สีแดงในเวลานี้ทำให้เขาสามารถมองเข้าไปด้านในผ่านหน้าต่างกระจกที่แตกร้าวได้อย่างชัดเจน

     

    โต๊ะเรียนที่ถูกทิ้งขว้าง...กรอบรูปภาพที่ถูกแขวนไว้แบบเบี้ยว ๆ ...

     

    ทั้งหมดนี้สอดคล้องกับคำนิยาม “โรงเรียนร้าง” ได้อย่างสมบูรณ์

     

    “ต้องมีผีแน่นอนเลย”

     

    เฉียนตัวตัวพึมพำเงียบ ๆ คนเดียว ตั้งแต่เข้าด่านทดสอบมาจนถึงตอนนี้ เวลาก็ผ่านไปเกือบสิบสองชั่วโมงแล้ว

     

    ท้องฟ้ายังคงมีพระจันทร์สีแดงประดับอยู่ด้านบน แค่เห็นก็รู้แล้วว่าไม่ปกติ

     

    “มีอะไรบางอย่างกำลังมาที่นี่!”

     

    จู่ ๆ เฉียนตั๋วตั่วที่กำลังนั่งแทะน่องไก่ก็พูดขึ้น เธอลุกขึ้นยืนและมองไปยังฝั่งทิศตะวันออก

     

    เธอติดตั้ง “เถาวัลย์แจ้งเตือน” ไว้ด้านหน้าจุดที่นั่งอยู่ ดังนั้นเมื่อมีอะไรบางอย่างใกล้เข้ามาก็จะรับรู้ได้ในทันที เมื่อครู่มีอะไรบางอย่างวิ่งมาจากทางทิศตะวันออกและตอนนี้กำลังพุ่งตรงมาทางจุดที่พวกเขายืนอยู่

     

    สามสาวไหวตัวได้อย่างรวดเร็วไม่แพ้กัน พวกเธอรีบลุกขึ้นยืนและหันไปมองเฉียนตั๋วตั่ว

     

    “ไม่ต้องตื่นตระหนก คนที่จะมาที่นี่ในเวลานี้ต้องเป็นพี่ฮุยแน่นอน”

     

    เฉียนตัวตัวเคี้ยวขนมปังไปพลาง ก็พูดไปพลางด้วยท่าทางไม่ใส่ใจ

     

    หลี่เหมยยังไม่วางใจ เธอขยับมือไปจับด้ามจับของดาบพร้อมกับสูดหายใจเข้าและออกอย่างช้า ๆ จากนั้นก็หันไปมองตำแหน่งนั้นอย่างระมัดระวัง

     

    ความรู้สึกของเธอค่อนข้างรวดเร็ว แรงสั่นสะเทือนจากพื้นดินทำให้เธอรู้สึกได้ว่าแขกผู้มาเยือนเคลื่อนไหวได้อย่างรวดเร็ว

     

    หลังจากผ่านไปได้ไม่นาน เงาหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้นท่ามกลางการมองเห็นของพวกเขา

     

    เจ้าของเงาคือมนุษย์ การเคลื่อนไหวที่รวดเร็วทำให้เจ้าของร่างขยับเข้าใกล้พวกเขามากขึ้นเรื่อย ๆ โดยใช้เวลาวิ่งมาที่นี่ไม่ถึงหนึ่งนาที

     

    “เซี่ยฮุย!”

     

    เมื่อเห็นเจ้าของเงาชัดเต็มสองลูกตา สาว ๆ ก็รู้สึกเบาใจลง

     

    หลังจากเซี่ยฮุยเดินเข้ามาใกล้พวกเธอ เจี่ยปิงอวี่ก็กวาดตามองไปที่ด้านหลังของเขา

     

    เธอถาม “ทำไมถึงมาช้าขนาดนี้ล่ะ ไปเจออะไรมาหรือเปล่า?”

     

    เซี่ยฮุยรับน้ำจากเฉียนตั๋วตั่ว หลังจากหยุดหอบหายใจครู่หนึ่งเขาก็พูดอย่างช้า ๆ ว่า “โชคไม่ค่อยดีน่ะ ตำแหน่งที่ฉันวาร์ปมาอยู่ห่างจากที่นี่มาก ระหว่างทางก็ดันไปเจอกับผีสาวตัวหนึ่งด้วย...”

     

    ได้ยินเซี่ยฮุยพูดเช่นนี้ เจี่ยปิงอวี่ก็หลุดขำออกมา “ถ้างั้นก็ซวยจริง ๆ นั่นแหละ ดันมาเจอผีระหว่างทางซะงั้น”

     

    “ระหว่างทางที่มาที่นี่พวกเธอไม่เจออะไรเลยเหรอ? อย่างเช่นพวกภูตผีปีศาจน่ะ?”

     

    “อื้อ!”

     

    เขากวาดตามองสาว ๆ นอกจากสีหน้าของเฉียนตัวตัวที่เปลี่ยนไปเล็กน้อย ทุกคนก็ดูปกติดี สิ่งนี้ทำให้เซี่ยฮุยหมดคำพูดไปในทันที

     

    “นายนั่งพักก่อน เดี๋ยวค่อยเข้าไปด้านในก็ได้”

     

    ได้ยินเจี่ยปิงอวี่พูดเช่นนั้น เซี่ยฮุยก็พยักหน้าตอบกลับไป เขาเริ่มกินอาหารที่เฉียนตั๋วตั่วยื่นให้อย่างไม่เกรงใจ

     

    หลังจากสิบนาทีผ่านไป เซี่ยฮุยยกมือขึ้นลูบท้องของตัวเองเบา ๆ

     

    หลังจากนั้นเขาก็หันไปพูดกับทุกคน “โอเค งั้นพวกเราเข้าไปข้างในกันเถอะ หลังจากเปิดภารกิจแล้วค่อยมาปรึกษากันอีกทีว่าจะเอายังไงต่อ”

     

    หลังจากทั้งหกคนเตรียมของบนร่างกายจนครบแล้ว พวกเขาก็เดินตรงไปที่ประตูใหญ่ของโรงเรียนทันที

     

    ผ่านไปได้ไม่นาน หลังจากก้าวเท้าเข้ามาด้านในประตูใหญ่ สายรัดข้อมือของทั้งหกคนก็มีแสงกะพริบขึ้นสองสามครั้ง

     

    เซี่ยฮุยเปิดขึ้นมาดูก็พบว่าเนื้อหาภารกิจถูกอัปเดตใหม่อีกครั้งแล้ว

     

    ภารกิจ : ทำให้วิญญาณอาฆาตแค้นที่อยู่ภายในโรงเรียนร้างกลับมาบริสุทธิ์อีกครั้ง

     

    ระดับความยาก : ห้าดาว (ระดับความยากสูงสุดเก้าดาว)

     

    เนื้อหา : เมื่อนานมาแล้ว โรงเรียนแห่งนี้เต็มไปด้วยนักเรียนจำนวนมาก แต่หลังจากที่มีนักเรียนคนหนึ่งกระโดดลงมาจากหอพักเพื่อฆ่าตัวตาย โรงเรียนแห่งนี้ก็เกิดเรื่องฆ่าตัวตายอย่างต่อเนื่อง ด้วยเหตุนี้สถานที่แห่งนี้จึงกลายเป็นโรงเรียนร้างในที่สุด

     

    คำเตือน : ความชั่วร้ายทั้งหมดจะทิ้งร่องรอยไว้

     

    รางวัล : คะแนนทีม+50 คะแนนส่วนบุคคล+30

     

    “ดูเหมือนว่าจะไม่ยากเท่าไหร่นะ”

     

    เซี่ยฮุยเงยหน้ามองสมาชิกภายในทีม และพูดด้วยท่าทางผ่อนคลาย

     

    “อื้อ ระดับความยากแค่ห้าดาวแบบนี้ คงไม่ได้ต้องการความแข็งแกร่งเท่าไหร่หรอก”

     

    เจี่ยปิงอวี่เห็นด้วย ในเวลาเดียวกันก็อธิบายอย่างละเอียดว่า “ภารกิจนี้เน้นไปที่ตามหาเบาะแส เราต้องพึ่งพาสติปัญญาของเรา อีกอย่างคำเตือนในภารกิจก็เน้นย้ำบอกกับพวกเราเกี่ยวกับเรื่องนี้แล้ว”

     

    “อ๋อ...ใช้สมองสินะ!”

     

    ได้ยินว่าต้องใช้สมอง เฉียนตัวตัวก็รู้สึกกังวลขึ้นมาในทันที “ฉันเกลียดการใช้สมอง!”

     

    “นายไม่มีสมองต่างหากล่ะ!”

     

    หลี่เหมยหันไปมองเฉียนตัวตัวที่กำลังกุมหัวตัวเองด้วยสายตารังเกียจ “นายใช้ร่างกายของนายเป็นโล่คุ้มกันก็พอแล้ว คนไร้สมองแบบนายอยู่เฉย ๆ ไปเถอะ อย่ามาเป็นตัวถ่วงคนอื่น”

     

    คนอื่น ๆ ไม่ได้สนใจว่าเฉียนตัวตัวจะทำหน้าน่าสงสารขนาดไหน และพวกเขาก็พร้อมใจกันมองไปที่อีกฝ่ายราวกับช่วยไม่ได้

     

    เซี่ยฮุยและคนอื่น ๆ ยกเว้นเฉียนตัวตัวเริ่มเข้ามาล้อมวงกัน จากนั้นก็ปรึกษาและวางแผนเพื่อที่จะทำภารกิจในด่านนี้

     

    “หลังจากเข้าไปด้านในแล้ว เราจะเดินสำรวจภายในนั้นก่อนหนึ่งรอบ โรงเรียนแบบนี้น่าจะมีห้องเรียน ห้องสมุด หอพัก โรงยิม โรงอาหารและสนามเด็กเล่น น่าจะมีทั้งหมดหกจุด แต่สนามเด็กเล่นเป็นลานกว้าง ยืนจากจุดนี้ก็มองเห็นได้ชัดเจน ถ้างั้นตอนนี้ก็เหลือแค่จุดอื่น ๆ อีกห้าจุดที่ต้องสำรวจอย่างละเอียด”

     

    เจี่ยปิงอวี่พูดไปพลางก็วาดภาพคร่าว ๆ เกี่ยวกับสถานที่แห่งนี้ลงบนพื้นทรายที่อยู่ตรงหน้า

     

    “ถ้าหากเจออันตรายขึ้นมาจริง ๆ ความเป็นไปได้สูงสุดก็คือจุดนี้”

     

    เจี่ยปิงอวี่วงกลมลงบนตำแหน่งหอพัก

     

    “พวกเรามีทั้งหมดหกคน”

     

    เจี่ยปิงอวี่พึมพำอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็พูดต่อไปว่า “เซี่ยฮุยกับเฉียนตัวตัวมีความสามารถในการต่อสู้ระยะประชิดแข็งแกร่งที่สุดในทีม พวกนายไปสำรวจที่ห้องเรียนกับห้องสมุดนะ”

     

    “ส่วนโรงอาหารเป็นหน้าที่ของเหมยเหมยและตั๋วตั่ว ส่วนฉันกับเสียวเสี่ยวจะไปสำรวจที่โรงยิม”

     

    “ถ้าหากใครสำรวจเสร็จก่อนก็กลับมารวมตัวกันที่นี่นะ”

     

    เจี่ยปิงอวี่ชี้ไปที่ประตูทางเข้าของหอพัก “หลังจากนั้นพวกเราจะเข้าไปสำรวจที่นั่นพร้อมกัน”

     

    ทุกคนต่างก็เห็นด้วยกับการจับคู่ของเจี่ยปิงอวี่จึงพยักหน้าตอบรับกลับไป

     

    “ถ้างั้นเราออกเดินทางกันเถอะ ระวังตัวกันด้วยนะ”

     

    หลังจากลุกขึ้นยืน เจี่ยปิงอวี่ก็พูดขึ้นว่า “ถ้าหากเจออันตรายสิ่งแรกที่ต้องทำคือตั้งสติ ส่วนคนอื่น ๆ ถ้าหากได้รับแจ้งว่ามีคนได้รับอันตราย ไม่ว่าตอนนั้นจะกำลังทำอะไรอยู่ก็ต้องไปช่วยเหลือคนในทีมก่อน”

     

    “พี่ฮุย เดี๋ยวพี่ไปห้องเรียน ส่วนฉันไปห้องสมุดนะ โอเคป่ะ?”

     

    หลังจากเห็นสาว ๆ แยกย้ายกันออกไปแล้ว เฉียนตัวตัวที่เดินตามหลังก็กระซิบกับเขา “ทำแบบนี้พวกเราต้องกลับมาถึงก่อนคนอื่นแน่ ๆ”

     

    “หึหึ ถึงเวลานั้นจริง ๆ คนพวกนั้นคงงงเป็นไก่ตาแตกแน่นอน”

     

    หน้าอ้วน ๆ ของเฉียนตัวตัวเผยให้เห็นรอยยิ้มชั่วร้าย ยังไม่ทันที่เซี่ยฮุยจะได้พูดอะไร เขาก็รีบวิ่งไปด้านหน้าเพื่อมุ่งหน้าไปที่ห้องสมุดซึ่งอยู่ด้านหลังของตึกเรียนทันที

     

    เจ้าอ้วนนี่!

     

    เซี่ยฮุยที่ยังไม่ได้ก้าวเท้าเดินส่ายหน้าไปมาด้วยความเอือมระอา แต่ก็ไม่ได้คิดจะตามอีกฝ่ายไป

     

    คงไม่มีอันตรายอะไรหรอก!

     

    หลังจากเหลือบมองแผนที่ย่อส่วนก็พบว่าแผนที่แห่งนี้ปรากฏพิกัดทุกจุดในโรงเรียนได้อย่างชัดเจน

     

    ตอนนี้มีจุดสีเขียวปรากฏขึ้นทั้งหมดหกจุด เซี่ยฮุยเดาจากเนื้อหาภารกิจได้ว่าการเก็บกวาดวิญญาณอาฆาตแค้นอาจจะไม่ได้ดุร้ายทุกตัวอย่างที่คิดเสมอไป เพราะด้านบนแผนที่ย่อส่วนไม่มีพิกัดของปีศาจชั่วร้ายระบุให้เห็น

     

    เมื่อเห็นคนอื่น ๆ เดินแยกออกไปไกลแล้ว เซี่ยฮุยก็เดินเข้าไปด้านในอาคารเรียนทันที

     

    เขาผลักประตูห้องเรียนที่ชำรุดจากนั้นก็สาวเท้าเข้าไปด้านใน

     

    เดินเข้ามาด้านในไม่กี่ก้าวเขาก็พบว่าตรงหน้าเขามีทางเดินให้เดินหนึ่งเส้น

     

    ด้านหนึ่งของทางเดินคือห้องเรียน ด้านบนประตูห้องเรียนมีป้ายชื่อระบุเลขที่ห้องแขวนไว้ แต่ในเวลานี้ถูกปกคลุมด้วยฝุ่นหนา ส่วนอีกด้านหนึ่งคือหน้าต่าง

     

    เขามองไปทางหน้าต่างก็พบว่าด้านนอกคือสนามเด็กเล่น และเขาก็เห็นเฉียนตัวตัวกำลังวิ่งไปทางห้องสมุด

     

    เซี่ยฮุยเดินไปทางซ้ายมือของทางเดิน เขาใช้แสงสว่างจากพระจันทร์สีแดงเพื่อนำทาง หลังจากนั้นเขาก็เริ่มสำรวจไปทีละห้อง

     

    “แค่ก ๆ!”

     

    เซี่ยฮุยรีบยกมือขึ้นมาบีบจมูกตัวเอง อากาศภายในห้องมีแต่กลิ่นอับและเหม็นเปรี้ยว สิ่งนี้ทำให้เขาแอบสำลักออกมาโดยไม่ทันได้ตั้งตัว

     

    ถึงแม้ว่าจะมีลมหนาวพัดผ่านเข้ามาจากรอยแตกของกระจกหน้าต่าง แต่มันก็ไม่สามารถขจัดกลิ่นเหม็นนี้ออกไปได้

     

    เขายกแขนขวาขึ้นมาและใช้แขนเสื้ออุดจมูกตัวเอง กลิ่นที่เหม็นจนแสบคอจึงเบาบางลง

     

    เซี่ยฮุยยังคงทำแบบนั้นและออกสำรวจแต่ละห้องต่อไป

     

    อาคารเรียนมีทั้งหมดสี่ชั้น เพียงไม่นานเขาก็สำรวจสามชั้นแรกเสร็จเป็นที่เรียบร้อย แต่เขากลับไม่พบสิ่งผิดปกติแม้แต่จุดเดียว

     

    ในเวลานี้เอง เขาก็เดินมาถึงทางเดินของชั้นสี่

     

    เขามองบันไดทางเดินที่ถูกกั้นด้วยรั้วเหล็ก มีประตูเหล็กปิดกั้นทางเดิน นอกจากนี้ด้านบนประตูยังมีกุญแจล็อกไว้อีกชั้นหนึ่งด้วย

     

    เซี่ยฮุยเกิดความสงสัยขึ้นภายในใจ “ชั้นสี่มีอะไร? ทำไมต้องล็อกไว้ล่ะ?”

    คล้ายกับเรื่องยอดมนุษย์ทะลุเกมกลายพันธุ์ ที่คุณอ่าน