บทที่ 4 : อยากร้องว่าไอ้XXXแล้วตายลงเดี๋ยวนี้
“ต้องใช้กำลังปลุกปล้ำหนังสือที่อยู่ภายในมหาวิทยาลัยของเจ้ามายังไงล่ะ...”“เดี๋ยวครับ หยุดก่อนเลย โปรดอธิบายขยายความคำว่า ‘ปลุกปล้ำหนังสือ’ ของท่านบัดเดี๋ยวนี้ ยิ่งฟังแล้วคิดดีไม่ได้เลยครับ”นาวาห้ามเมอร์ลินที่กำลังอธิบายอย่างเมามันไม่ได้ดูสีหน้าของเขาสักนิดว่าเจอคำพูดแปลกๆ นี่เข้าไปแล้วสมองแทบหยุดทำงานพ่อมดแห่งบริเตนเลิกคิ้วอย่างฉงน“ภาษาไทยไม่ได้ใช้คำว่าปลุกปล้ำเมื่อต้องต่อสู้กันด้วยมือเปล่าหรอกหรือ?”“ทำไมคิดอย่างนั้นล่ะครับคุ๊ณ! ไม่มีใครใช้คำว่าปลุกปล้ำเมื่อสู้กันด้วยมือเปล่าหรอก ไปเรียนรู้มาจากที่ไหนกันครับ มันวิบัติไปหน่อยแล้ว”“อ่อ อืม เหมือนจะเห็นพาดหัวข่าวในโทรทัศน์น่ะ ‘พนักงานร้านฮึดสู้ปลุกปล้ำโจรชนะแล้วจับตัวไว้ได้’ ข้าก็เลยคิดว่าน่าใช้อย่างนี้”“...”เกลียดพาดหัวข่าวไทยก็วันนี้แหละครับนาวายกมือกุมขมับจะให้อธิบายเรื่องภาษาไทยแสนล้ำลึกก็ดูจะไม่ใช้เวลานัก เขาข้ามมันไปโดยการแก้คำให้กับอีกฝ่ายแทน“ช่วยใช้คำว่าต่อสู้ด้วยเถอะครับ ปลุกปล้ำนั่นไม่ใช่คำที่นิยมเท่าไหร่น่ะ”“อื้ม เข้าใจแล้ว” เมอร์ลินพยักหน้า “ที่จะให้เจ้าช่วยก็คือไปรับหนังสือเวทย์ที่ถูกยืมไปกลับคืนมาน่ะ แต่เพราะหนังสือไร้เจ้าของและอยู่ข้างนอกเป็นเวลานานมันเลยดูซับพลังภายนอกจนเริ่มทำงานด้วยตัวเอง คนธรรมดาจัดการกับมันไม่ได้และจะทำให้ถูกเข้าใจว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเพราะหนังสือเหล่านั้นเป็นเรื่องลี้ลับของผีสางแทน”“อ้าว แล้วผมไปปะทะกับหนังสือพวกนั้นจะไม่ถูกทำให้เข้าใจว่าเจอเรื่องลี้ลับเป็นเรื่องผีสางเหรอครับ ผมก็คนธรรมดานะเนี่ย”“เจ้าที่ได้พลังของหอสมุดแห่งนี้ไปแล้ว ไม่ต้องกลัวเป็นเหมือนคนอื่นหรอกนะ”“ผมได้พลังนั้นมาตอนไหนครับ”นาวาขมวดคิ้วอย่างงุนงงอย่าบอกนะว่าแค่นั่งเฉยๆ พลังมันก็ดูดเข้าตัวเองได้ไปแล้ว?แต่เฮ้ย เขาไม่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงทางร่างกายเลยสักนิดเดียว สัญลักษณ์พิเศษอะไรก็ไม่เห็นสักอย่าง มันจะเข้ามาจากทางไหนกัน“ก็หนังสือที่เจ้าถืออยู่อย่างไรเล่าเจ้าหนุ่มทึ่มทื่อ” ซีซาร์ชี้ไปที่หนังสือที่ติดหนึบบนมือของนาวา “เจ้าจะใช้พลังขอหอสมุดได้ผ่านหนังสือ ส่วนหนังสือที่เจ้าถืออยู่คุณสมบัติเป็นอะไรเจ้าต้องอ่านเอาเองแล้ว”“แต่ผมเปิดมันไม่ได้นี่นา”ลองขยับมือเปิดหนังสืออยู่สองสามรอบมันก็ไม่แม้แต่จะขยับราวกับหน้ากระดาษถูกติดไว้กาวคุณภาพดีกว่าที่นาวาสูดดมใสจินตนาการ ไม่ว่าจะลองยังไงก็เปิดไม่ออก เขาเลยเงยหน้าขึ้นมองชายหนุ่มทั้งหลายที่มองเขาเป็นตาเดียวเช่นกัน“อีกหนึ่งเรื่องประหลาดหรือนี่ หนังสือเปิดไม่ได้ราวกับไม่อยากให้อ่าน แต่ก็ไม่ยอมหลุดจากมือ?”วลาดพิจารณาชายหนุ่มตรงหน้าอีกครั้ง ช่างเป็นเด็กน้อยที่น่าสนใจอะไรอย่างนี้ สภาพหนังสือบอกความเป็นตัวตนของอีกฝ่ายทำให้พอมองเห็นเค้าลางบางอย่างยึดติดและไม่ยินยอมเปิดเผยตัวตน?การจะแง้มหน้ากระดาษเพื่อสำรวจพลังที่หนังสือมอบให้เพื่อให้เข้ากับคุณสมบัติของเขาคงต้องใช้วิธีการพิเศษยอดนักรบโรมันและกษัตริย์จอมเสียบสบตากันก่อนจะพุ่งไปจับล็อกแขนซ้ายขวาของชายหนุ่มอย่างรวดเร็ว คนไม่ทันตั้งตัวร้องเสียงหลงทันที“เอ้ย! พวกคุณทำอะไรเนี่ย”“ท่านเมอร์ลินจัดการเลย!”ทั้งสองหันไปมองพ่อมดผมขาวอย่างพร้อมเพรียง เมอร์ลินที่เตรียมพร้อมอยู่แล้วลุกขึ้นมายื่นตรงหน้านาวาแล้วแสยะยิ้มที่ดูไม่น่าไว้วางใจออกมา นาวาหน้าซีดเผือดรู้สึกลางไม่ดีมากๆ เลยครับ!“คะ... คิดจะทำอะไรน่ะครับ! ปล่อยผม!!”“ไม่ต้องห่วงเจ้าหนูนาวา ข้าจะอ่อนโยนต่อเจ้าให้มาก”“อ่อนโยนอะไร ไม่ต๊องงง!!”“ชอบรุนแรงก็ไม่บอก...”“ไม่ได้ชอบครับโว้ย! หยุดพูดอะไรสองแง่สองง่ามได้แล้ว ปล่อยผะ... เอ๊ย! จับอะไรนั่นปล่อยผมเดี๋ยวนี่ อย่าถอดเสื้อสิเว้ย อ๊ากกก!!!”นาวาที่ถูกผีเฒ่าในประวัติศาสตร์จับล็อกไว้แน่นหนาดิ้นไม่หลุดกำลังถูกพ่อมดแห่งคาเมล็อตปลดเสื้อกระดุมเชิ้ตออก เผยให้เห็นผิวขาวและกล้ามเนื้อแน่นอย่างคนที่ออกกำลังกายมาเป็นอย่างดี เมอร์ลินไม่ได้สนใจหุ่นของเขาใช้ปากกาขนนกที่ไร้หมึกเขียนอะไรบางอย่างลงไปบนตัวขาวๆ นั่นความรู้สึกของการถูกปลายปากกากรีดผิวทำให้จั๊กจี้อย่างประหลาด แต่ไม่มีอาการเจ็บปวดอย่างที่คิดเอาไว้ มันเป็นความรู้สึกอุ่นวาบชวนเคลิ้ม แต่เพราะนาวามีสติเกินไป เขาจึงไม่รู้สึกเคลิ้มกับสิ่งที่เกิดแต่แหกปากร้องเหมือนคนใกล้ตายแทน ชวนให้คนที่เขียนอักขระและคนที่ล็อกตัวเขาอยู่ฉงนไม่น้อย“แหกปากเสียงดังกับเรื่องแค่นี้ ไม่มีความเป็นนักรบเลยนะเจ้า!”“ผมเกิดในยุคสันติสุขครองโลกนะเฮ้ย! ความเจ็บปวดไม่ใช่เรื่องที่คุ้นถึงจะไม่เจ็บก็เถอะ แต่ขอแหกปาก อ๊าก! ไอ้พ่อมดทำอะไรคร้าบ!”“ฮะฮ่า ก็แค่พยายามเปิดเผยพลังของท่านเท่านั้นเอง แต่เอ๋~ ทำไมเปิดยากเปิดเย็นอย่างนี้หนอ”“จะเปิดอะไร พูดกันดีๆ ไม่ใช่มาถอดเสื้อแล้วเอาปากกาจิ้มกันแบบนี้นะครับ”นาวากัดฟันทน ตอนนี้เริ่มรู้สึกเจ็บนิดๆ เพราะเหมือนอะไรบางอย่างกำลังตีกันในร่าง ผลักพลังจากปลายปากกาขนนกออกไปหนังสือที่ติดอยู่ในมือของนาวาหลุดออกพร้อมกับหน้ากระดาษที่เปิดพรึ่บในทันที!ทันทีที่หน้าหนังสือเปิด คนทั้งหมดก็ชะงักแล้วมองมันพร้อมกันหน้ากระดาษเปล่าคู่หนึ่งกางออก กระดาษฝั่งซ้ายเริ่มปรากฏอักษรพร้อมกับภาพเส้นดินสอสีดำที่เสมือนหน้าคนจริง เป็นรูปของเมอร์ลินเต็มตัว ตัวอักษรที่เขียนถึงคุณสมบัติและข้อมูลของเมอร์ลินไว้ในหนึ่งหน้า มีบางส่วนที่เขียนด้วยภาษาไทย ที่เหลือเป็นภาษาโบราณที่อ่านยาก“ทำไมมีข้อมูลของข้าปรากฏบนหน้ากระดาษเล่า?”เมอร์ลินขมวดคิ้ว ปกติแล้วต้องเป็นข้อมูลของผู้ถือหนังสือไม่ใช่หรือไง เขาหยิบหนังสือขึ้นมาแล้วเปิดหน้าอื่นๆ มันว่างเปล่าไม่มีอักษรอะไรเพิ่มเติมเลยสักนิด แม้แต่ข้อมูลของนาวาก็ไม่เขียนไว้ นอกจากชื่อของเขาที่สันหนังสือแล้วก็ไม่มีอย่างอื่นอีกเป็นไปได้อย่างไร หนังสือของหอสมุดมีปัญหาหรือ?พวกเขาต่างฉงนหันมองหน้ากันเลิ่กลั่ก นาวายิ่งสับสนเข้าไปใหญ่ เพราะเขาไม่เข้าใจวิธีการหรืออะไรที่เกี่ยวข้องสักนิด ได้แต่มองคนนั้นทีคนนี้ทีพร้อมกับติดกระดุมเสื้อมิดชิด แต่ไม่มีใครอธิบายออกมาสักคำ“ตกลงว่าเกิดอะไรขึ้นครับ”นาวาถามจนได้ หนังสือถูกยื่นกลับมาให้เขาถือและอ่านมัน เป็นข้อมูลของเมอร์ลินจริงๆ แต่บางส่วนเขาอ่านไม่ออก เพราะไม่ได้เขียนด้วยภาษาไทยหรือภาษาสากล“เจ้าอ่านอะไรได้บ้างจากข้อมูลที่เขียน แล้วรู้วิธีใช้หนังสือนั่นหรือไม่?”“นอกจากชื่อ ‘เมอร์ลิน ดิแกรนด์วิซาร์ดออฟคาเมล็อต’ แล้วก็เป็นประวัติที่ผมอ่านไม่ออก... ตรงนี้อะไรน่ะ... เอ๋! เอ๋!?”นาวาพยายามอ่านข้อความที่เขียนอยู่ทางขวาที่พวกเมอร์ลินมองไม่เห็น แต่เขาไม่สามารถอ่านออกเสียงได้เช่นเดียวกับนามของหอสมุดลับแล แต่มันเป็นภาษาไทยนะเฮ้ย เขาก่อนจะกลืนน้ำลายอย่างฝืดคอเมื่อรู้ความหมายของมันและความสามารถของมันหลังจากลองพยายามอ่าน“สรุปว่าเป็นอย่างไร”วลาดถามมองหนังสือสลับกับมองหน้านาวาไปด้วย“ผมรู้ความสามารถของหนังสือแล้วครับ แต่พูดไม่ออก”“เป็นภาษาเดียวกับนามของหอสมุดหรือ?” ซีซาร์ถามบ้าง เมื่อเห็นนาวาส่ายหน้าก็กล่าวต่อ “ถ้าเช่นนั้นก็เป็นสิ่งที่อ่านได้เฉพาะในใจเท่านั้นสินะ ไม่ก็มีเงื่อนไขในการใช้ ไม่สามารถอ่านออกเสียงสุ่มสี่สุ่มห้าได้”“น่าจะอย่างนั้นมั้งครับ”“ช่างเป็นบุคคลแปลกประหลาดและยุ่งยากเสียจริง ไปเก็บมาได้ยังไงกันนะท่านวลาด”“ข้าเองก็ประหลาดใจเช่นกัน ไม่รู้ว่าโชคดีหรือโชคร้ายกันแน่”วลาดส่ายหน้าอย่างปลงๆนาวามองเขม่นแวบหนึ่ง เขาต่างหากที่อยากปลงและอยากตะโกนใจจะขวาดว่าโชคร้ายโว้ย นี่มันโชคร้ายชัดๆ“เรื่องความสามารถก็คงวางใจได้กระมัง ถึงอย่างไรหอสมุดก็ไม่มีทางมองพลังอ่อนด้อยให้กับผู้อื่นหรอก”เมอร์ลินพูดอย่างไม่ค่อยใส่ใจ ถึงจะติดใจที่รูปตนเองไปปรากฏบนกระดาษหนังสือ แต่มันก็ไม่ได้สลักสำคัญนัก มันก็แค่รูปไม่ใช่ตัวจริงเสียหน่อย“แล้วเรื่องงานที่จะให้ไปสู้กับหนังสือนี่ยังไงครับ ผมต้องเก็บกลับมากี่เล่ม”นาวาถามเข้าประเด็นในทันทีเมื่อคนเลิกสนใจหนังสือในมือเขาแล้ว หนังสือเองก็รับรู้ถึงการถูกเมิน เปลี่ยนจากหนังสือสีสดใสเป็นซีดจางตามไปด้วยอย่างไม่มีใครสังเกต“ที่ต้องไปเก็บก็คือหนังสือเจ็ดเล่ม”“ก็ไม่เยอะนะ...”“ฟังก่อนเจ้าหนุ่ม ถึงจะไม่เยอะแต่หนังสือเหล่านั้นล้วนแสบสันไม่น้อยเพราะเป็นหนังสือในชุดมิติและเวลาน่ะ”“แค่ฟังชื่อก็ปวดตับขึ้นมาทันที”ให้คนธรรมดาไปสู้กับหนังสือมิติและเวลา จะบ้าเหรอ! ระดับนั้นต้องเรียกเทพเจ้าไปสู้แล้วไหม แค่หนังสือเล่มในมือของนาวาจะไปพออะไร หรือจะให้เอาไปประชันความหนา ใครจำนวนหน้าเยอะกว่าก็ชนะงี้เหรอ!อยากจะร้องไอ้ฉิบผายแล้วตายลงเดี๋ยวนี้ซะจริงเหอะ! เริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมคนที่ส่งไปก่อนหน้านี้ถึงไปเกิดใหม่กันหมดถึงหน้าจะไม่แสดงอารมณ์มากแต่สายตาของนาวาบอกหมดแล้ว มันราวกับตาปลาตายวิญญาณน้อยๆ กำลังจะปลิวออกจากร่างอีกหน สามบุคคลในประวัติศาสตร์ยิ้มอย่างขบขัน“มันก็ไม่ได้ร้ายแรงขนาดนั้นหรอก เพราะมันเป็นหนังสือชุดเล็กฉบับย่อส่วน ถ้าเป็นเล่มฉบับเต็มยังไม่มีมนุษย์คนใดมีสิทธิ์เข้าถึงได้น่ะ วางใจได้”“วางใจลงก็แย่แล้วครับ”แค่ชุดเล็กมนุษย์ก็ตายหยังเขียดละครับคุณนักรบโรมัน“หนังสือที่เจ้าถืออยู่ระดับสูงกว่าหนังสือชุดเล็กเหล่านั้นแน่นอน คนก่อนๆ ที่พ่ายแพ้กลับมาก็เป็นเพราะจิตใจอ่อนแอเอง หนังสือมิติเวลาชุดนั้นไม่ได้มีความสามารถทางกายภาพที่แข็งแกร่งเลยด้วยซ้ำ”“อ้อ สรุปว่ามันจะเล่นงานที่จิตใจเป็นหลักสินะครับ... ไม่ได้รู้สึกดีไปกว่ากันเท่าไหร่เลย”ฟังเมอร์ลินพูดจบนาวาก็หน้าเครียดไปด้วย ถึงจะไม่คิดว่าตัวเองเป็นคนเลวบาปหนาแต่ก็ไม่ใช่คนใจซื่อใสสะอาดเสียด้วยสิ“เจ้าที่จิตใจแข็งแกร่งไม่ถูกหลอกง่าย แค่กๆ ไม่คล้อยตามอะไรง่ายๆ ก็มีสิทธิ์ต่อกรกับหนังสือชุดเหล่านั้นไม่อย่างสบายๆ แล้วล่ะ” วลาดตบบ่าเขาปลอบใจ “ข้อมูลของหนังสือเหล่านั้นพวกเราเตรียมไว้ให้เจ้าแล้ว”เขายื่นสมุดโน้ตเล็กๆ มาให้ ข้างในเขียนด้วยภาษาไทยลายมือไก่เขี่ยไม่ธรรมดา ก็เข้าใจว่าพวกเขาไม่ใช่คนไทยแต่จะเขียนให้อ่านออกได้ทุกคำขนาดนี้ก็นับสุดยอดมากแล้วอย่าว่างั้นงี้เลยนะ ขนาดคนไทยแท้ๆ ลายมือยังอ่านไม่ออกเท่าไหร่เลยคนที่เขียนให้อ่านออกได้ต้องใช้ศาสตร์มหาเทพ ‘คัดลายมือ’ เท่านั้นนาวายังไม่ได้อ่านข้อมูลทั้งหมด เขาเก็บมันลงกระเป๋าแล้วมองพวกเขาอีกครั้ง ถามอย่างจริงจัง“มีจำกัดเวลาไหมครับว่าต้องเก็บให้ครบในเวลาเท่าไหร่”“ไม่รีบร้อนหรอก เล่มแรกก็ขอให้ได้ในหนึ่งเดือนก็แล้วกัน”“...” นี่คือไม่รีบแล้วแน่นะ “ถ้าไม่ได้ในหนึ่งเดือนละครับคุณเมอร์ลิน”“เจ้าก็จะถูกดึงกลับมาที่หอสมุดแห่งนี้ ส่วนจะเจออะไรบ้างก็บอกไม่ได้เหมือนกัน การลงโทษขึ้นอยู่กับหนังสือในมือเจ้าล้วนๆ อีกอย่างการกลับมาที่นี่ก็เหมือนการเติมพลังในหนังสือไปในตัว... ถ้าไม่อยากเจออะไรแปลกๆ ข้าแนะนำว่าจัดการให้ตรงตามเวลาเถอะนะเจ้าหนูนาวา”“คะ... ครับ ผมจะพยายามนะ!”เพื่อสวัสดิภาพชีวิตที่ดีและไม่ต้องพบเจออะไรวิปริตในอนาคต นาวาจะไม่เอาตัวเองไปเสี่ยงตายอย่างแน่นอนแต่ไปสู้กับหนังสือมิติเวลาก็เสี่ยงเหมือนกันนี่หว่าชีวิตหลังจากนี้ไม่มีความปลอดภัยอยู่แล้วสินะ โศกาน้ำตาจะไหล“และเมื่อได้หนังสือมาแล้วก็ใช้เจ้านี่เป็นเครื่องมือนำทางก็แล้วกัน”ซีซาร์นำต่างหูรูปทรงสมอเรือสีเงินมามอบให้ นาวามองมันด้วยสายตาแปลกๆ ก่อนจะเงยหน้ามองนักรบหนุ่มด้วยสีหน้าบิดเบี้ยว“ผมไม่ได้เจาะหูนะครับ จะให้ผมใส่ต่างหูเหรอ เป็นจี้แทนได้ไหม?”ดูยังไงก็เหมือนต่างหูผู้หญิง ให้เขาเอามาใส่เนี่ยไม่ไหวหรอก!“คิดว่าเป็นอย่างอื่นเจ้าอาจจะทำหลุดหรือหล่นหาย เป็นต่างหูดีกว่า แล้วก็เจาะหูไม่ได้เจ็บด้วย เจาะแค่ข้างเดียวเท่านั้น”“แต่มันมีสองชิ้นนะ ให้เจาะข้างเดียวนี่คือ...”“ก็เจ้าใส่ข้างหนึ่ง ส่วนอีกข้างจะอยู่ที่หอสมุดไงล่ะ นอกจากมันจะนำทางได้แล้วยังใช้สื่อสารกับพวกเราได้อีกด้วยถ้าเจ้ามีพลังเวท ยอดเยี่ยมเหมือนสมาร์ทโฟนเลยใช่ไหมเล่า”“ไม่ครับ มันคนละสปีชี่ส์กันเลยนะนั่น”เป็นโทรศัพท์ไร้สายน่ะได้ แต่จะให้เป็นสมาร์ทโฟนมันควรจะมีฟังก์ชันมากกว่าการติดต่อไร้สายครับแล้วใช้พลังเวทอีก เขาจะเอามาจากไหน เป็นคนธรรมดานะเฮ้ยเมอร์ลินและวลาดหัวเราะขบขัน พ่อมดแห่งคาเมล็อตดีดนิ้วครั้งหนึ่งต่างหูข้างซ้ายก็หายวับไป นาวารู้สึกเจ็บแปล๊บที่หูแวบหนึ่งเขายกมือขึ้นจับก็พบว่าที่หูซ้ายมีต่างหูติดอยู่แล้ว เขาหันไปมองเมอร์ลินแล้วเบิกตากว้าง“คุณใช้เวทมนต์เหรอ!?”“แน่นอน ข้าเป็นพ่อมดนะ ไม่ให้ใช้เวทมนแล้วจะให้ใช้อะไรล่ะ เครื่องเจาะหูแบบพกพาหรือ”“อ้อ ไม่ครับ คุณทำถูกแล้ว”ถ้าใช้เครื่องเจาะหูแบบพกพาก็คงดูบ้านๆ เกินไป พวกสิ่งลี้ลับก็ให้ทำอะไรดูพิศวงหน่อยก็แล้วกัน ฮ่ะฮ่า นาวารู้สึกว่าตัวเองเริ่มปรับตัวเข้ากับสิ่งลี้ลับได้อย่างเป็นธรรมชาติ แต่ก็ไม่ได้ดีใจสักเท่าไหร่เลย“งั้นเรามาคุยกันแบบรวบรัดเถอะ เจ้าหนูนาวาก็คงต้องรีบกลับไปก่อนที่มนุษย์จะสงสัย”“ครับๆ อันนี้เห็นด้วยสุดใจเลยครับ”นาวาไม่คิดปฏิเสธพยักหน้าเห็นด้วยรัวๆ อยู่ในนี้นานยิ่งเหมือนจะไม่ปลอดภัยต่อชีวิตและเหมือนสามัญสำนึกคนธรรมดากำลังถูกคุกคาม เขาควรรีบฟังแล้วรีบหนีก่อนที่เขาจะกลายเป็นแบบคนพวกนี้ไปส่วนใหญ่เป็นคำแนะนำให้ระวังตัว รวมถึงคุณสมบัติพิเศษของหนังสือปกสีแดงสดไร้ลวดลายที่สลักชื่อนาวาด้วยอักษรสีเงิน มันไม่จำเป็นต้องถือ ทันทีที่เขาก้าวออกจากหอสมุดมันก็จะเปลี่ยนเป็นรอยสักสีแดงที่หลังมือเขาแทนรอยสักนี้จะไม่มีใครมองเห็นนอกจากเขาหรือเหล่าผู้อยู่ในหอสมุดนาวาหันไปมองหอสมุดแวบหนึ่งครุ่นคิดอะไรบางอย่าง แต่ไม่นานก็รู้สึกตัวรีบย่างเท้าหนีออกมายืนอยู่หน้าร้านสะดวกซื้ออีกครั้ง คราวนี้ค่อยหายใจได้โล่งคอหน่อยไม่นานนักสมาร์ทโฟนของเขาก็มีเสียงเรียกเข้า เป็นชื่อ ‘Queen Marin’ เด่นหราทำเอาสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่เกือบตกพื้น นาวากดรับสายอย่างร้อนรน“ฮะ ฮัลโหลครับคุณน้องสาว ว่ายังไงเอ่ย?”[ไปทำอะไรมาพี่นาวา!]เสียงปลายสายมาอย่างขุ่น นาวาเหงื่อแตกพลั่ก สีหน้าเลิ่กลั่กยิ่งกว่าตอนพบเจอสิ่งลี้ลับสุดอันตรายเสียอีก และไม่ผิดคาดเลยที่จะถูกถามแบบนี้ตั้งแต่รับสาย เพราะคนที่โทรมาคือยอดมนุษย์ในสายตาของนาวา ราชินีน้อยของเขาเองซวยไม่จบไม่สิ้นนี่มันวันซวยอะไรของผมครับเนี่ย!?!