Age of war

    ตอนที่ 35 วันที่ 33 ถึง 37

    วันที่ 33 ของเกมส์แห่งสงคราม ณ ช่วงเวลาใกล้เที่ยงวัน

    บรรดามนุษย์ที่ตายไปจากสงครามเมื่อวาน ได้เริ่มจุติชีวิตกันใหม่อีกครั้ง

    บรรดาร่างเปลือยชายหญิงที่ไร้ซึ่งเสื้อผ้าอาภรณ์สวมใส่ ต่างเริ่มทยอยผุดออกมาจากประกายแสงของคริสตัลแห่งชีวิต

    ห้องโถงทรงจัตุรัสคอนกรีตที่สูงยี่สิบเมตรและมีความกว้างยี่สิบเมตรแห่งนี้เริ่มคับคั่งไปด้วยผู้คน

    “สวมเสื้อผ้าตัวนี้แล้วออกไปยืนเข้าแถวซะ”

    ม้าเร็วเพกาซัสสองตัวที่พาผู้นำดีอ้อนกับทอมนั้น ได้มาถึงเมืองหลวงก่อนช่วงเวลาเที่ยงวัน เลยทำให้พวกเขาสามารถหยุดความวุ่นวายที่อาจเกิดขึ้นจากกลุ่มผู้ศรัทธาได้ทัน

    ข่าวการสานสัมพันธ์ระหว่างผู้นำทอมกับผู้นำของกลุ่มผู้ศรัทธา รวมไปถึงข่าวสารเรื่องบ่อน้ำมันได้แพร่กระจายไปทั่วเมืองอย่างรวดเร็ว

    สุดท้ายปัญหาความขัดแย้งระหว่างมนุษย์จึงจบลงอย่างน่ายินดี

    แน่นอนว่ามีบางส่วนที่ไม่พอใจในตัวผู้นำดีอ้อนซึ่งยอมรับข้อตกจากอีกฝ่ายง่ายจนเกินไป แต่เนื่องจากเป็นกลุ่มชนส่วนน้อย พวกเขาจึงทำได้แต่หุบปากนิ่งเงียบไปเท่านั้น

    น่ากลัวว่าจะมากลายเป็นคลื่นใต้น้ำในภายหลังได้

    แต่กระนั้นพวกเขาก็ทำอะไรไม่ได้มากอยู่ดี เพราะตอนนี้พวกเขาใกล้ที่จะได้เริ่มก่อสงครามครั้งใหญ่

    การประชุมของกลุ่มผู้นำมนุษย์จึงได้ถูกจัดขึ้นอีกครั้งด้วยเหตุนี้

    จดหมายได้ถูกส่งกระจายออกไปด้วยหน่วยม้าเร็วเพกาซัส

    ทั้งหมดก็เพื่อที่จะกำหนดนโยบายและทิศทางของสงครามในอีกสี่วันข้างหน้านี้นั่นเอง



    ช่วงเย็นของวันที่ 33

    ***ราชินีแห่งเทคโนโลยี [ฟรีด้า]

    “น่าสนใจ น่าสนใจจริง ๆ ”

    เทคโนโลยีที่ยึดมาจากเผ่าปีศาจน้อยในทิศตะวันตก กับของปีศาจแสงจากทิศตะวันออกนั้น ช่างน่าสนใจยิ่งนัก

    ฉันหนึ่งในราชินีทั้งห้า [ราชินีฟรีด้า] คือผู้ที่รับผิดชอบวิจัยพัฒนาอาวุธของกองทัพ

    ดังนั้นอาวุธทั้งหลายที่ถูกยึดมาได้ จึงต้องถูกส่งตรงกลับมาให้ฉันเพื่อวิจัยและพัฒนา

    ห้องราชินีของฉันที่ตกแต่งด้วยโครงกระดูกสัตว์สมฐานะราชินีนั้น กำลังเต็มไปด้วยอาวุธสุมกองเป็นภูเขา

    โต๊ะและชั้นวางที่สร้างจากดินและโครงไม้ ได้ถูกยัดแน่นไปด้วยแบบพิมพ์เขียวที่ทำจากหนังสัตว์

    “ท่อทรงกระบอกนี้ช่างทรงพลัง แนวคิดน่าสนใจมาก ใช้ระเบิดเป็นแรงขับดันส่งลูกเหล็กเพื่อปลิดชีพศัตรู แรงยิ่งกว่า ใช้งานง่ายยิ่งกว่าธนูนัก”

    ธนูทดแรงของพวกเรามีระยะยิงที่สองร้อยเมตร และมีระยะหวังผลอยู่ที่ช่วงหนึ่งร้อยหกสิบเมตร

    แต่ปืนนี่ไม่ใช่ ถึงจะต้องเสียเวลาบรรจุแร่ติดไฟกับลูกโลหะลงไป แต่อำนาจทำลายกลับช่างน่ากลัวยิ่งกว่า

    “หากติดเข้ากับ [เกราะแขนกล] พวกเราก็จะได้อาวุธร้ายที่น่ากลัว ไม่สิ หากสิ่งที่ยิงออกไปไม่ใช่ลูกโลหะขนาดเล็กละ!? ”

    ฉันรีบร่างพิมพ์เขียวใหม่ลงบนหนังสัตว์อย่างรวดเร็ว

    เกราะแขนกลคือเทคโนโลยีล่าสุดของเผ่าเรา

    มันคือชุดเกราะโลหะที่ติดกลไกและฟันเฟืองจำนวนมากลงไป

    ด้วยกลไกฟันเฟืองที่ว่านั้น กับแขนกลที่ออกแบบให้มีหกนิ้วเพื่อทำงานละเอียด เจ้าชุดเกราะนี้จะช่วยทำให้ผู้สวมใส่มีแรงกับพละกำลังเพิ่มมากขึ้น

    ฟันเฟืองของชุดจะช่วยทดแรงของผู้สวม และยังทำให้เคลื่อนไหวได้ดีขึ้นอีกด้วย

    ข้อเสียเพียงอย่างเดียวของชุดเกราะ คือมันจะทำให้ผู้ส่วมใส่ไม่สามารถปีนป่ายกำแพงได้ด้วยแรงยึดผิวจากสัมผัสขาได้โดยตรง

    หากจะปีนป่าย พวกเขาจะต้องถอดส่วนของเกราะแขนและขาออกมาก่อน

    “แต่ด้วยเทคโนโลยีของพวกปีศาจแสง ปัญหานั้นก็จะหมดไป”

    พวกปีศาจแสงมีระดับอารยธรรมที่ล้ำหน้าไปไกลกว่าเรานัก

    วัสดุแปรรูปบนฐานสิ่งก่อสร้างของพวกมัน คือวัสดุที่พวกเราไม่เคยเห็นมาก่อน

    หากนำสิ่งนั้นไปวางบนอีกวัสดุหนึ่งที่พวกมันสร้างซ่อนเอาไว้ในใต้ดิน ก็จะทำให้วัสดุอย่างชนิดแรกลอยขึ้นไปบนฟ้าได้

    ราวกับว่าวัตถุดิบสองอย่างสร้างแรงที่มองไม่เห็นพลักดันกันอยู่

    และแรงที่พลักกันระหว่างสองวัตถุดิบนี้ก็ไม่ใช่แรงพลักธรรมดา

    หากนำมาดัดแปลง มันน่าจะสามารถเอามาสร้างเป็นแรงถีบส่งร่างของชุดเกราะให้บินบนฟ้าได้

    รวมไปถึงทำอาวุธสงครามที่รุนแรงด้วย

    “ฮะ ฮะ ฮะ ดีละ คืนนี้มาวิจัยให้โต้รุ่งกันไปเลยดีกว่า”



    วันที่ 34

    ***อัศวินสีแดง [โซเดียม]

    “สงครามครั้งใหญ่? ”

    เราที่กำลังฝึกหน่วยต่อสู้ระยะประชิดอยู่นั้น ได้แผดเสียงร้องออกมาอย่างตื่นตกใจ

    หลังจากสงครามครั้งล่าสุดจบลง พอได้รับชีวิตใหม่กลับมา เราก็ถูกขนาดนามว่า [อัศวินสีแดง] ไปแล้ว

    เท่านั้นยังไม่พอ ยังมีผู้คนจำนวนมากมาขอเข้ารับการฝึกต่อสู้ระยะประชิดกับเราอีกด้วย

    พอรู้ตัวอีกที เราก็กลายเป็นจ่าฝูงหน่วยสู้ระยะประชิดไปเสียแล้ว

    ได้ตำแหน่งอันโดดเด่นมาโดยไม่รู้ตัวเลยแฮะ

    แถมล่าสุด เรายังถูกบอกให้ไปคุมกองทัพสี่แสนพร้อมกับไฮเจนในอีกสามวันข้างหน้าด้วย

    “ขอโทษครับ แต่ให้เราคุมกองทัพระดับนั้นจะดี---”

    “ได้ยินผลงานของเจ้ามาจากทุกคนแล้ว ถึงเจ้าจะบินได้ไม่สูง แต่ความสามารถในการบระยะประชิดคือของจริง จงนำผู้ติดตามของเจ้าไปรับหน้าออกศึกซะ”

    พญาแห่งปักษา [ออกเซอร์] ได้พูดเช่นนั้น

    ณ เมืองหลวง [เอเลเมนต์] ของพวกเราปัจจุบัน กำลังอยู่ในสภาพพร้อมที่จะทำสงครามในอีกสามวันข้างหน้านี้

    ถึงรายละเอียดจะไม่รู้แน่ชัด เพราะมีเพียงไม่กี่คนที่ได้เข้าฟังแผนประชุม แต่เห็นว่าเป็นศึกระหว่างกองกำลังพันธมิตรระหว่างสี่เผ่าด้วยกัน

    ได้มีการเรียกพวกที่ออกไปสร้างเมืองย่อยทางตะวันตกของทวีปกลับมาเพื่อรวมทัพครั้งใหญ่

    ชุดรบพรางตาจากพืชพรางตาได้ถูกสร้างออกมาเป็นจำนวนมาก

    ลูกธนูอาบยาพิษ ลูกธนูไฟฟ้า และลูกธนูระเบิดได้ถูกผลิตออกมาเป็นจำนวนมาก

    สารเคมีอันตรายจำนวนมากได้ถูกเตรียมขึ้นเพื่อใช้กับลูกธนูและระเบิดเคมีต่าง ๆ ที่ว่า

    ทั่วทั้งเมืองต่างตกอยู่ในบรรยากาศที่ตึงเครียด

    เป็นบรรยากาศที่เราไม่ชอบเอาเสียเลย

    “ว่าแต่เปอร์ไซด์ยังไม่กลับมาเลยแฮะ สงสัยคงไปหลงทิศที่ไหนสักแห่งอีกละมั้ง? ”

    เราจำได้ว่าครั้งล่าสุดนั้น เราได้ช่วยเธอเอาไว้จากพวกสี่แขนแล้ว

    แต่กลับไม่พบวี่แววว่าเธอจะกลับมาที่รังเลย

    แต่เรารู้สึกได้จากสัญชาตญาณ ว่าไม่จำเป็นต้องไปห่วงเธอหรอก

    เธอคนนั้นนะดวงดีแบบสุด ๆ ราวกับว่าเป็นลูกคนโปรดของเทพแห่งท้องฟ้าเลย

    ว่าแต่เราอยากรู้จัง ว่าตอนนี้เธอไปอยู่ที่ไหนกันแน่นะ?



    ***พญาแห่งปักษา [ออกเซอร์]

    แผนการของเราคือการส่งกองกำลังสำรองที่นำโดยโซเดียมกับไฮเจนไปออกรบ

    ส่งแม่ทัพระดับล่างออกไปร่วมศึกใหญ่ และใช้ทัพฝูงหลักรอคอยอยู่ที่ข้างรังหลวงของเผ่าสองแขน

    ระหว่างช่วงที่ทำศึก ผมจะให้พวกมันจงใจแกล้งตายเพื่อกลับมาเกิดใหม่ที่ฐาน

    กองทัพฝูงหลักสี่แสน กับกองทัพที่ส่งออกไปอีกสี่แสน หากนำมารวมกันก็จะได้กองทัพแปดแสนในการขยี้ศัตรู

    ระยะทางไปกลับรังของพวกสี่แขนต้องกินเวลาเกือบหกถึงแปดวันขึ้นกับความอึดในการเดินทาง

    แต่ระยะทางจากรังเราไปรังของพวกสองแขนนั้น มันใช้เวลาเพียงแค่หนึ่งวันเท่านั้น

    สรุปคือในช่วงที่ทำสงครามพันธมิตรที่แนวหน้า กองกำลังสี่แสนของพวกสองแขนจะไม่สามารถกลับมาช่วยรังหลวงของพวกมันได้เลย

    พวกมันไม่มีทางรู้ได้ว่าจะมีการทรยศเกิดขึ้นจากพวกเรา หรือต่อให้รู้ พวกมันก็ไม่มีทางรับมือกองทัพแปดแสนได้แน่

    “คอยก่อนเถอะพวกสองแขน สงครามครั้งนี้แหละ คือจุดจบของพวกเจ้า! ”

    ผมจะไม่ยอมให้พวกสองแขนตั้งหลักได้เด็ดขาด คำพยากรณ์ของเทพแห่งท้องฟ้าได้บอกผมเช่นนั้น



    วันที่ 35

    ณ เมืองหลวง [ฮิวซิตี้] ของมนุษย์

    การประชุมกลุ่มผู้นำของมนุษย์ได้จบลงแล้ว

    กองกำลังสี่แสนคนที่จะส่งไปนั้น จะถูกจัดสรรมาจากของทุกกลุ่มฝ่ายผู้นำทั้งเก้าของมนุษย์

    ส่วนผู้บัญชาการสูงสุดในภารกิจครั้งนี้ก็คือผู้นำนาโต้ [ทอม]

    และด้วยความที่ค้นพบน้ำมัน ประกอบกับสัญญาสงบศึก พวกเขาจึงมีเวลาเริ่มก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานของเมืองต่าง ๆ ขึ้นมาได้

    โรงงานอุตสาหกรรมได้ถูกรื้อฟื้น รางรถไฟได้เริ่มถูกจัดวาง โรงไฟฟ้าพลังงานลมกับถ่านหินเองก็เริ่มมีให้เห็นแล้ว

    และหากเชื่อมทุกเมืองด้วยรางรถไฟได้สำเร็จ ปัญหาการขนส่งก็จะหมดไป

    ปัญหาทรัพยากรที่ขาดแคลนของแต่ละเมืองจะหมดไป

    แล้วพวกเขาก็จะถือโอกาสนี้พัฒนาสู่ยุคสมัยของ [ปฏิวัติอุตสาหกรรม] เสีย

    พวกเขาได้ตัดสินใจแล้ว ว่าการส่งกองทัพครั้งนี้จะยังไม่ใช่อาวุธล้ำสมัย เพราะคงไม่สามารถผลิตรถถังกับเครื่องบินได้ทันเวลา

    อีกอย่าง มันไม่จำเป็นที่จะต้องแสดงไพ่ตายในมือออกไปตอนนี้

    อีกประการหนึ่ง จากการได้เรียกประชุมผู้นำจากหัวเมื่องต่าง ๆ ทำให้พวกเขาค้นพบว่าพืชพรรณที่ไม่รู้จักในโลกนี้นั้น มันมีประโยชน์มากกว่าที่คิด

    โดยเฉพาะพืชประหลาดที่มีรูปร่างคล้ายปะการังใต้น้ำ

    พืชพวกนี้บางชนิดจะออกลูกเป็นผลไม้ที่มีเนื้อเป็นดินระเบิด เพราะเหตุนี้เลยทำให้ปัญหาเรื่องดินปืนขาดแคลนหมดไปในทันที

    พวกเขาคงไม่รู้หรอกว่ามันเป็นพืชจากโลกของเผ่าปักษาที่พวกเขาเอามาใช้ทำธนูระเบิดกันนะ

    ปืนคาบศิลาจำนวนหนึ่งหมื่นกระบอกได้ถูกผลิตขึ้นอย่างเร่งด่วน รวมไปถึงอาวุธโจมตีป้อมปราการต่าง ๆ

    เมืองมนุษย์ได้เต็มไปด้วยเสียงก่อสร้างและผู้คนที่เร่งรีบอย่างไม่เคยมีมาก่อน

    นอกจากอาวุธยุคกลางที่เตรียมเพื่อใช้ในสงครามอีกสามวันข้างหน้าแล้ว พวกเขายังเริ่มสร้างรถถังกับเครื่องบินรบรุ่นต้นแบบด้วยเช่นกัน

    ตัวตนที่ชาวปักษาหวาดกลัวในตัวของเผ่ามนุษย์นั้น มันกำลังจะเกิดขึ้นจริงแล้ว



    วันที่ 36

    กองทัพฝ่ายยักษาได้มอบหน้าที่การบุกรุกใหญ่ให้เป็นของขุนนางทั้งแปดคน

    ลำดับที่หนึ่ง ตำนานมีชีวิต [แมงโก]

    ลำดับที่สอง ปราชญ์ยักษา [แอปเปิ้ล]

    ลำดับที่สาม ยักษาแห่งปฐพี [บานา]

    ลำดับที่สี่ มารดาอสูร [แครอท]

    ลำดับที่หก มหาไททัน [แคนตาลูป]

    ลำดับที่เจ็ด ยักษาแห่งวารีสมุทร [อเมริคานา]

    ลำดับที่แปด ยักษาแห่งนภาอากาศ [มาเรียม พลัม]

    ลำดับที่เก้า ยักษาแห่งการช่าง [เชอรี่]

    กองทัพที่ส่งไปก็ไม่ใช่สี่แสนตามสนธิสัญญา แต่เป็นเกือบทั้งหมดที่มีคือแปดแสนนาย

    หรือก็คือหวังทำสงครามชนิดแบบแตกหักไปเลย

    มีเพียงแค่ขุนนางลำดับที่ห้า ปราการแห่งไกอา [โคนัท] กับ ขุนนางลำดับที่สิบ หมอผีแห่งยักษา [คอร์น] ที่ประจำการอยู่เมืองหลวงพร้อมกับองค์กษัตริย์ [ดูเรียน]

    แน่นอนว่าการบุกแบบบ้าระห่ำเช่นนี้ ย่อมทำให้การป้องกันอ่อนแอลง

    แต่ดูเรียนมีสำรองกองทัพเอาไว้อยู่แล้ว

    กองทัพอสูรที่พึ่งฟื้นสภาพทั้งหมดสี่แสนตัวที่ควบคุมโดยขุนนางแครอท จะถูกนำเข้าร่วมสงครามครั้งนี้เพียงหนึ่งแสนตัวเท่านั้น

    ที่เหลืออีกสามแสนจะอยู่เฝ้าประจำการอยู่ที่เมืองหลวง [ดูเรียน] แห่งนี้

    [มังกร] อันแข็งแกร่ง สัตว์จากโลกของยักษาจำนวนหนึ่งแสนตัว

    [บาโพเมต] ที่ดุร้าย สัตว์จากโลกของพวกภูติหนึ่งแสนตัว

    [สิงโต] ราชาแห่งป่าที่กรงเล็บอันแข็งแกร่ง สัตว์จากโลกของมนุษย์จำนวนหนึ่งแสนตัว

    [บอม] สัตว์จากโลกของยักษา สิ่งมีชีวิตที่สามารถสร้างสะเก็ตระเบิดจากผิวได้ จำนวนห้าหมืนตัว

    [หางยาว] หรือที่มนุษย์เรียกว่า [หมูช้าง] สัตว์จากโลกยักษาที่มีหางยื่นยาวอันแข็งแกร่งอีกห้าหมืนตัว

    นั่นคือกองกำลังอสูรภายใต้การนำของแครอท

    และจำนวนหนึ่งแสนตัวที่แบ่งไปในสงคราม จะมาจากจำนวนหนึ่งในสี่ของสี่เหล่าทัพอสูรที่ว่านี้

    หากนับรวมอสูร ก็จะได้ว่ามีกองทัพถึงเก้าแสนจากฝ่ายยักษาที่เตรียมใช้บุก และมีกองทัพอีกห้าแสนที่อยู่ปกป้องเมืองหลวงของตนเอง

    ดูท่าพวกเขาคงอยากให้เผ่าอาร์โธร์โพดาหายไปจากแผนที่โลกด้วยสงครามครั้งนี้จริง ๆ



    ในขณะเดียวกับ ทางด้านฝ่ายของภูติ

    [ลูกแก้วภูติ] อาวุธพื้นฐานที่ช่วยให้พวกภูติสามารถควบคุมโมเลกุลได้ดีขึ้นนั้น ได้ถูกผลิตออกมาเป็นจำนวนมาก

    กองทัพของภูตินั้นไม่ต้องการเสื้อเกราะหนา ไม่ต้องการคมดาบหรือหอกที่แหลมคมใด ๆ

    พวกเขาต้องการแค่ตัวช่วยควบคุมโมเลกุลจากพลังของปีกได้ดีขึ้น มันก็เพียงพอกับการทำสงครามแล้ว

    แต่อย่างที่เคยได้แจ้งเอาไว้ว่าพวกภูติเข้าร่วมสงครามช้าไป เลยทำให้พวกเขาผลิตอาวุธยุคใหม่ของตนเองไม่ทัน

    [โกเลมสงคราม] ที่เป็นกำลังหลักไม่อาจสามารถถูกนำมาใช้ได้ในสงครามครั้งนี้

    [ลูกแก้วภูติชั้นสูง] ไม่อาจถูกผลิตได้ทันเวลา

    ลูกแก้วคริสตัลที่ใช้ในสงครามอีกไม่กี่วันข้างหน้านั้น มันเป็นของโบราณห่วยแตกที่ถูกรีบเร่งผลิตมาใช้ใน

    แต่ก็ช่างมันปะไรไปสิ

    เพราะแผนของเอสเทอคือการยื้มมือเผ่าอื่นมาทำสงครามตั้งแต่แรกอยู่แล้ว

    ด้วยเหตุนี้ กองทัพจำนวนสี่แสนของเผ่าภูติจึงกลายเป็นกองทัพที่ดูบอบบาง ซึ่งมีเพียงแค่เสื้อสีเขียวระบายสีชมพูน่ารัก กับลูกแก้วคริสตัลใสขนาดเท่าผ่ามือเท่านั้น

    เป็นกองทัพที่มุ้งมิ้งน่าดู



    และแล้ว ในที่สุดก็ถึงวันที่ 37 วันแห่งชะตากรรมที่ทั้งสี่เผ่าจะเริ่มแผนการบุกเผ่าอาร์โธร์โพดาพร้อมกัน



    แต่ทว่าในระหว่างที่ทุกคนกำลังจะเริ่มทำมหาสงครามครั้งใหญ่ในตอนนั้นเอง ทางด้านนกน้อยเปอร์ไซด์ของเราก็กำลัง...

    ***ปักษาผู้เป็นไท [เปอร์ไซด์]

    “ที่นี่ที่ไหน? ”

    ไม่ว่าจะมองซ้ายมองขวาก็เห็นแต่ทะเล~

    โอทะเลแสนงาม~ ฟ้าสีครามสดใส~

    เห็นความจัญไร~ ลอยอยู่ในทะเล~

    หนูหลงทางอีกแล้วค่ะ!

    “ปี้!? ”