วันที่ 33 ของเกมส์แห่งสงคราม ณ ช่วงเวลาใกล้เที่ยงวัน
บรรดามนุษย์ที่ตายไปจากสงครามเมื่อวาน ได้เริ่มจุติชีวิตกันใหม่อีกครั้ง
บรรดาร่างเปลือยชายหญิงที่ไร้ซึ่งเสื้อผ้าอาภรณ์สวมใส่ ต่างเริ่มทยอยผุดออกมาจากประกายแสงของคริสตัลแห่งชีวิต
ห้องโถงทรงจัตุรัสคอนกรีตที่สูงยี่สิบเมตรและมีความกว้างยี่สิบเมตรแห่งนี้เริ่มคับคั่งไปด้วยผู้คน
“สวมเสื้อผ้าตัวนี้แล้วออกไปยืนเข้าแถวซะ”
ม้าเร็วเพกาซัสสองตัวที่พาผู้นำดีอ้อนกับทอมนั้น ได้มาถึงเมืองหลวงก่อนช่วงเวลาเที่ยงวัน เลยทำให้พวกเขาสามารถหยุดความวุ่นวายที่อาจเกิดขึ้นจากกลุ่มผู้ศรัทธาได้ทัน
ข่าวการสานสัมพันธ์ระหว่างผู้นำทอมกับผู้นำของกลุ่มผู้ศรัทธา รวมไปถึงข่าวสารเรื่องบ่อน้ำมันได้แพร่กระจายไปทั่วเมืองอย่างรวดเร็ว
สุดท้ายปัญหาความขัดแย้งระหว่างมนุษย์จึงจบลงอย่างน่ายินดี
แน่นอนว่ามีบางส่วนที่ไม่พอใจในตัวผู้นำดีอ้อนซึ่งยอมรับข้อตกจากอีกฝ่ายง่ายจนเกินไป แต่เนื่องจากเป็นกลุ่มชนส่วนน้อย พวกเขาจึงทำได้แต่หุบปากนิ่งเงียบไปเท่านั้น
น่ากลัวว่าจะมากลายเป็นคลื่นใต้น้ำในภายหลังได้
แต่กระนั้นพวกเขาก็ทำอะไรไม่ได้มากอยู่ดี เพราะตอนนี้พวกเขาใกล้ที่จะได้เริ่มก่อสงครามครั้งใหญ่
การประชุมของกลุ่มผู้นำมนุษย์จึงได้ถูกจัดขึ้นอีกครั้งด้วยเหตุนี้
จดหมายได้ถูกส่งกระจายออกไปด้วยหน่วยม้าเร็วเพกาซัส
ทั้งหมดก็เพื่อที่จะกำหนดนโยบายและทิศทางของสงครามในอีกสี่วันข้างหน้านี้นั่นเอง
ช่วงเย็นของวันที่ 33
***ราชินีแห่งเทคโนโลยี [ฟรีด้า]
“น่าสนใจ น่าสนใจจริง ๆ ”
เทคโนโลยีที่ยึดมาจากเผ่าปีศาจน้อยในทิศตะวันตก กับของปีศาจแสงจากทิศตะวันออกนั้น ช่างน่าสนใจยิ่งนัก
ฉันหนึ่งในราชินีทั้งห้า [ราชินีฟรีด้า] คือผู้ที่รับผิดชอบวิจัยพัฒนาอาวุธของกองทัพ
ดังนั้นอาวุธทั้งหลายที่ถูกยึดมาได้ จึงต้องถูกส่งตรงกลับมาให้ฉันเพื่อวิจัยและพัฒนา
ห้องราชินีของฉันที่ตกแต่งด้วยโครงกระดูกสัตว์สมฐานะราชินีนั้น กำลังเต็มไปด้วยอาวุธสุมกองเป็นภูเขา
โต๊ะและชั้นวางที่สร้างจากดินและโครงไม้ ได้ถูกยัดแน่นไปด้วยแบบพิมพ์เขียวที่ทำจากหนังสัตว์
“ท่อทรงกระบอกนี้ช่างทรงพลัง แนวคิดน่าสนใจมาก ใช้ระเบิดเป็นแรงขับดันส่งลูกเหล็กเพื่อปลิดชีพศัตรู แรงยิ่งกว่า ใช้งานง่ายยิ่งกว่าธนูนัก”
ธนูทดแรงของพวกเรามีระยะยิงที่สองร้อยเมตร และมีระยะหวังผลอยู่ที่ช่วงหนึ่งร้อยหกสิบเมตร
แต่ปืนนี่ไม่ใช่ ถึงจะต้องเสียเวลาบรรจุแร่ติดไฟกับลูกโลหะลงไป แต่อำนาจทำลายกลับช่างน่ากลัวยิ่งกว่า
“หากติดเข้ากับ [เกราะแขนกล] พวกเราก็จะได้อาวุธร้ายที่น่ากลัว ไม่สิ หากสิ่งที่ยิงออกไปไม่ใช่ลูกโลหะขนาดเล็กละ!? ”
ฉันรีบร่างพิมพ์เขียวใหม่ลงบนหนังสัตว์อย่างรวดเร็ว
เกราะแขนกลคือเทคโนโลยีล่าสุดของเผ่าเรา
มันคือชุดเกราะโลหะที่ติดกลไกและฟันเฟืองจำนวนมากลงไป
ด้วยกลไกฟันเฟืองที่ว่านั้น กับแขนกลที่ออกแบบให้มีหกนิ้วเพื่อทำงานละเอียด เจ้าชุดเกราะนี้จะช่วยทำให้ผู้สวมใส่มีแรงกับพละกำลังเพิ่มมากขึ้น
ฟันเฟืองของชุดจะช่วยทดแรงของผู้สวม และยังทำให้เคลื่อนไหวได้ดีขึ้นอีกด้วย
ข้อเสียเพียงอย่างเดียวของชุดเกราะ คือมันจะทำให้ผู้ส่วมใส่ไม่สามารถปีนป่ายกำแพงได้ด้วยแรงยึดผิวจากสัมผัสขาได้โดยตรง
หากจะปีนป่าย พวกเขาจะต้องถอดส่วนของเกราะแขนและขาออกมาก่อน
“แต่ด้วยเทคโนโลยีของพวกปีศาจแสง ปัญหานั้นก็จะหมดไป”
พวกปีศาจแสงมีระดับอารยธรรมที่ล้ำหน้าไปไกลกว่าเรานัก
วัสดุแปรรูปบนฐานสิ่งก่อสร้างของพวกมัน คือวัสดุที่พวกเราไม่เคยเห็นมาก่อน
หากนำสิ่งนั้นไปวางบนอีกวัสดุหนึ่งที่พวกมันสร้างซ่อนเอาไว้ในใต้ดิน ก็จะทำให้วัสดุอย่างชนิดแรกลอยขึ้นไปบนฟ้าได้
ราวกับว่าวัตถุดิบสองอย่างสร้างแรงที่มองไม่เห็นพลักดันกันอยู่
และแรงที่พลักกันระหว่างสองวัตถุดิบนี้ก็ไม่ใช่แรงพลักธรรมดา
หากนำมาดัดแปลง มันน่าจะสามารถเอามาสร้างเป็นแรงถีบส่งร่างของชุดเกราะให้บินบนฟ้าได้
รวมไปถึงทำอาวุธสงครามที่รุนแรงด้วย
“ฮะ ฮะ ฮะ ดีละ คืนนี้มาวิจัยให้โต้รุ่งกันไปเลยดีกว่า”
วันที่ 34
***อัศวินสีแดง [โซเดียม]
“สงครามครั้งใหญ่? ”
เราที่กำลังฝึกหน่วยต่อสู้ระยะประชิดอยู่นั้น ได้แผดเสียงร้องออกมาอย่างตื่นตกใจ
หลังจากสงครามครั้งล่าสุดจบลง พอได้รับชีวิตใหม่กลับมา เราก็ถูกขนาดนามว่า [อัศวินสีแดง] ไปแล้ว
เท่านั้นยังไม่พอ ยังมีผู้คนจำนวนมากมาขอเข้ารับการฝึกต่อสู้ระยะประชิดกับเราอีกด้วย
พอรู้ตัวอีกที เราก็กลายเป็นจ่าฝูงหน่วยสู้ระยะประชิดไปเสียแล้ว
ได้ตำแหน่งอันโดดเด่นมาโดยไม่รู้ตัวเลยแฮะ
แถมล่าสุด เรายังถูกบอกให้ไปคุมกองทัพสี่แสนพร้อมกับไฮเจนในอีกสามวันข้างหน้าด้วย
“ขอโทษครับ แต่ให้เราคุมกองทัพระดับนั้นจะดี---”
“ได้ยินผลงานของเจ้ามาจากทุกคนแล้ว ถึงเจ้าจะบินได้ไม่สูง แต่ความสามารถในการบระยะประชิดคือของจริง จงนำผู้ติดตามของเจ้าไปรับหน้าออกศึกซะ”
พญาแห่งปักษา [ออกเซอร์] ได้พูดเช่นนั้น
ณ เมืองหลวง [เอเลเมนต์] ของพวกเราปัจจุบัน กำลังอยู่ในสภาพพร้อมที่จะทำสงครามในอีกสามวันข้างหน้านี้
ถึงรายละเอียดจะไม่รู้แน่ชัด เพราะมีเพียงไม่กี่คนที่ได้เข้าฟังแผนประชุม แต่เห็นว่าเป็นศึกระหว่างกองกำลังพันธมิตรระหว่างสี่เผ่าด้วยกัน
ได้มีการเรียกพวกที่ออกไปสร้างเมืองย่อยทางตะวันตกของทวีปกลับมาเพื่อรวมทัพครั้งใหญ่
ชุดรบพรางตาจากพืชพรางตาได้ถูกสร้างออกมาเป็นจำนวนมาก
ลูกธนูอาบยาพิษ ลูกธนูไฟฟ้า และลูกธนูระเบิดได้ถูกผลิตออกมาเป็นจำนวนมาก
สารเคมีอันตรายจำนวนมากได้ถูกเตรียมขึ้นเพื่อใช้กับลูกธนูและระเบิดเคมีต่าง ๆ ที่ว่า
ทั่วทั้งเมืองต่างตกอยู่ในบรรยากาศที่ตึงเครียด
เป็นบรรยากาศที่เราไม่ชอบเอาเสียเลย
“ว่าแต่เปอร์ไซด์ยังไม่กลับมาเลยแฮะ สงสัยคงไปหลงทิศที่ไหนสักแห่งอีกละมั้ง? ”
เราจำได้ว่าครั้งล่าสุดนั้น เราได้ช่วยเธอเอาไว้จากพวกสี่แขนแล้ว
แต่กลับไม่พบวี่แววว่าเธอจะกลับมาที่รังเลย
แต่เรารู้สึกได้จากสัญชาตญาณ ว่าไม่จำเป็นต้องไปห่วงเธอหรอก
เธอคนนั้นนะดวงดีแบบสุด ๆ ราวกับว่าเป็นลูกคนโปรดของเทพแห่งท้องฟ้าเลย
ว่าแต่เราอยากรู้จัง ว่าตอนนี้เธอไปอยู่ที่ไหนกันแน่นะ?
***พญาแห่งปักษา [ออกเซอร์]
แผนการของเราคือการส่งกองกำลังสำรองที่นำโดยโซเดียมกับไฮเจนไปออกรบ
ส่งแม่ทัพระดับล่างออกไปร่วมศึกใหญ่ และใช้ทัพฝูงหลักรอคอยอยู่ที่ข้างรังหลวงของเผ่าสองแขน
ระหว่างช่วงที่ทำศึก ผมจะให้พวกมันจงใจแกล้งตายเพื่อกลับมาเกิดใหม่ที่ฐาน
กองทัพฝูงหลักสี่แสน กับกองทัพที่ส่งออกไปอีกสี่แสน หากนำมารวมกันก็จะได้กองทัพแปดแสนในการขยี้ศัตรู
ระยะทางไปกลับรังของพวกสี่แขนต้องกินเวลาเกือบหกถึงแปดวันขึ้นกับความอึดในการเดินทาง
แต่ระยะทางจากรังเราไปรังของพวกสองแขนนั้น มันใช้เวลาเพียงแค่หนึ่งวันเท่านั้น
สรุปคือในช่วงที่ทำสงครามพันธมิตรที่แนวหน้า กองกำลังสี่แสนของพวกสองแขนจะไม่สามารถกลับมาช่วยรังหลวงของพวกมันได้เลย
พวกมันไม่มีทางรู้ได้ว่าจะมีการทรยศเกิดขึ้นจากพวกเรา หรือต่อให้รู้ พวกมันก็ไม่มีทางรับมือกองทัพแปดแสนได้แน่
“คอยก่อนเถอะพวกสองแขน สงครามครั้งนี้แหละ คือจุดจบของพวกเจ้า! ”
ผมจะไม่ยอมให้พวกสองแขนตั้งหลักได้เด็ดขาด คำพยากรณ์ของเทพแห่งท้องฟ้าได้บอกผมเช่นนั้น
วันที่ 35
ณ เมืองหลวง [ฮิวซิตี้] ของมนุษย์
การประชุมกลุ่มผู้นำของมนุษย์ได้จบลงแล้ว
กองกำลังสี่แสนคนที่จะส่งไปนั้น จะถูกจัดสรรมาจากของทุกกลุ่มฝ่ายผู้นำทั้งเก้าของมนุษย์
ส่วนผู้บัญชาการสูงสุดในภารกิจครั้งนี้ก็คือผู้นำนาโต้ [ทอม]
และด้วยความที่ค้นพบน้ำมัน ประกอบกับสัญญาสงบศึก พวกเขาจึงมีเวลาเริ่มก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานของเมืองต่าง ๆ ขึ้นมาได้
โรงงานอุตสาหกรรมได้ถูกรื้อฟื้น รางรถไฟได้เริ่มถูกจัดวาง โรงไฟฟ้าพลังงานลมกับถ่านหินเองก็เริ่มมีให้เห็นแล้ว
และหากเชื่อมทุกเมืองด้วยรางรถไฟได้สำเร็จ ปัญหาการขนส่งก็จะหมดไป
ปัญหาทรัพยากรที่ขาดแคลนของแต่ละเมืองจะหมดไป
แล้วพวกเขาก็จะถือโอกาสนี้พัฒนาสู่ยุคสมัยของ [ปฏิวัติอุตสาหกรรม] เสีย
พวกเขาได้ตัดสินใจแล้ว ว่าการส่งกองทัพครั้งนี้จะยังไม่ใช่อาวุธล้ำสมัย เพราะคงไม่สามารถผลิตรถถังกับเครื่องบินได้ทันเวลา
อีกอย่าง มันไม่จำเป็นที่จะต้องแสดงไพ่ตายในมือออกไปตอนนี้
อีกประการหนึ่ง จากการได้เรียกประชุมผู้นำจากหัวเมื่องต่าง ๆ ทำให้พวกเขาค้นพบว่าพืชพรรณที่ไม่รู้จักในโลกนี้นั้น มันมีประโยชน์มากกว่าที่คิด
โดยเฉพาะพืชประหลาดที่มีรูปร่างคล้ายปะการังใต้น้ำ
พืชพวกนี้บางชนิดจะออกลูกเป็นผลไม้ที่มีเนื้อเป็นดินระเบิด เพราะเหตุนี้เลยทำให้ปัญหาเรื่องดินปืนขาดแคลนหมดไปในทันที
พวกเขาคงไม่รู้หรอกว่ามันเป็นพืชจากโลกของเผ่าปักษาที่พวกเขาเอามาใช้ทำธนูระเบิดกันนะ
ปืนคาบศิลาจำนวนหนึ่งหมื่นกระบอกได้ถูกผลิตขึ้นอย่างเร่งด่วน รวมไปถึงอาวุธโจมตีป้อมปราการต่าง ๆ
เมืองมนุษย์ได้เต็มไปด้วยเสียงก่อสร้างและผู้คนที่เร่งรีบอย่างไม่เคยมีมาก่อน
นอกจากอาวุธยุคกลางที่เตรียมเพื่อใช้ในสงครามอีกสามวันข้างหน้าแล้ว พวกเขายังเริ่มสร้างรถถังกับเครื่องบินรบรุ่นต้นแบบด้วยเช่นกัน
ตัวตนที่ชาวปักษาหวาดกลัวในตัวของเผ่ามนุษย์นั้น มันกำลังจะเกิดขึ้นจริงแล้ว
วันที่ 36
กองทัพฝ่ายยักษาได้มอบหน้าที่การบุกรุกใหญ่ให้เป็นของขุนนางทั้งแปดคน
ลำดับที่หนึ่ง ตำนานมีชีวิต [แมงโก]
ลำดับที่สอง ปราชญ์ยักษา [แอปเปิ้ล]
ลำดับที่สาม ยักษาแห่งปฐพี [บานา]
ลำดับที่สี่ มารดาอสูร [แครอท]
ลำดับที่หก มหาไททัน [แคนตาลูป]
ลำดับที่เจ็ด ยักษาแห่งวารีสมุทร [อเมริคานา]
ลำดับที่แปด ยักษาแห่งนภาอากาศ [มาเรียม พลัม]
ลำดับที่เก้า ยักษาแห่งการช่าง [เชอรี่]
กองทัพที่ส่งไปก็ไม่ใช่สี่แสนตามสนธิสัญญา แต่เป็นเกือบทั้งหมดที่มีคือแปดแสนนาย
หรือก็คือหวังทำสงครามชนิดแบบแตกหักไปเลย
มีเพียงแค่ขุนนางลำดับที่ห้า ปราการแห่งไกอา [โคนัท] กับ ขุนนางลำดับที่สิบ หมอผีแห่งยักษา [คอร์น] ที่ประจำการอยู่เมืองหลวงพร้อมกับองค์กษัตริย์ [ดูเรียน]
แน่นอนว่าการบุกแบบบ้าระห่ำเช่นนี้ ย่อมทำให้การป้องกันอ่อนแอลง
แต่ดูเรียนมีสำรองกองทัพเอาไว้อยู่แล้ว
กองทัพอสูรที่พึ่งฟื้นสภาพทั้งหมดสี่แสนตัวที่ควบคุมโดยขุนนางแครอท จะถูกนำเข้าร่วมสงครามครั้งนี้เพียงหนึ่งแสนตัวเท่านั้น
ที่เหลืออีกสามแสนจะอยู่เฝ้าประจำการอยู่ที่เมืองหลวง [ดูเรียน] แห่งนี้
[มังกร] อันแข็งแกร่ง สัตว์จากโลกของยักษาจำนวนหนึ่งแสนตัว
[บาโพเมต] ที่ดุร้าย สัตว์จากโลกของพวกภูติหนึ่งแสนตัว
[สิงโต] ราชาแห่งป่าที่กรงเล็บอันแข็งแกร่ง สัตว์จากโลกของมนุษย์จำนวนหนึ่งแสนตัว
[บอม] สัตว์จากโลกของยักษา สิ่งมีชีวิตที่สามารถสร้างสะเก็ตระเบิดจากผิวได้ จำนวนห้าหมืนตัว
[หางยาว] หรือที่มนุษย์เรียกว่า [หมูช้าง] สัตว์จากโลกยักษาที่มีหางยื่นยาวอันแข็งแกร่งอีกห้าหมืนตัว
นั่นคือกองกำลังอสูรภายใต้การนำของแครอท
และจำนวนหนึ่งแสนตัวที่แบ่งไปในสงคราม จะมาจากจำนวนหนึ่งในสี่ของสี่เหล่าทัพอสูรที่ว่านี้
หากนับรวมอสูร ก็จะได้ว่ามีกองทัพถึงเก้าแสนจากฝ่ายยักษาที่เตรียมใช้บุก และมีกองทัพอีกห้าแสนที่อยู่ปกป้องเมืองหลวงของตนเอง
ดูท่าพวกเขาคงอยากให้เผ่าอาร์โธร์โพดาหายไปจากแผนที่โลกด้วยสงครามครั้งนี้จริง ๆ
ในขณะเดียวกับ ทางด้านฝ่ายของภูติ
[ลูกแก้วภูติ] อาวุธพื้นฐานที่ช่วยให้พวกภูติสามารถควบคุมโมเลกุลได้ดีขึ้นนั้น ได้ถูกผลิตออกมาเป็นจำนวนมาก
กองทัพของภูตินั้นไม่ต้องการเสื้อเกราะหนา ไม่ต้องการคมดาบหรือหอกที่แหลมคมใด ๆ
พวกเขาต้องการแค่ตัวช่วยควบคุมโมเลกุลจากพลังของปีกได้ดีขึ้น มันก็เพียงพอกับการทำสงครามแล้ว
แต่อย่างที่เคยได้แจ้งเอาไว้ว่าพวกภูติเข้าร่วมสงครามช้าไป เลยทำให้พวกเขาผลิตอาวุธยุคใหม่ของตนเองไม่ทัน
[โกเลมสงคราม] ที่เป็นกำลังหลักไม่อาจสามารถถูกนำมาใช้ได้ในสงครามครั้งนี้
[ลูกแก้วภูติชั้นสูง] ไม่อาจถูกผลิตได้ทันเวลา
ลูกแก้วคริสตัลที่ใช้ในสงครามอีกไม่กี่วันข้างหน้านั้น มันเป็นของโบราณห่วยแตกที่ถูกรีบเร่งผลิตมาใช้ใน
แต่ก็ช่างมันปะไรไปสิ
เพราะแผนของเอสเทอคือการยื้มมือเผ่าอื่นมาทำสงครามตั้งแต่แรกอยู่แล้ว
ด้วยเหตุนี้ กองทัพจำนวนสี่แสนของเผ่าภูติจึงกลายเป็นกองทัพที่ดูบอบบาง ซึ่งมีเพียงแค่เสื้อสีเขียวระบายสีชมพูน่ารัก กับลูกแก้วคริสตัลใสขนาดเท่าผ่ามือเท่านั้น
เป็นกองทัพที่มุ้งมิ้งน่าดู
และแล้ว ในที่สุดก็ถึงวันที่ 37 วันแห่งชะตากรรมที่ทั้งสี่เผ่าจะเริ่มแผนการบุกเผ่าอาร์โธร์โพดาพร้อมกัน
แต่ทว่าในระหว่างที่ทุกคนกำลังจะเริ่มทำมหาสงครามครั้งใหญ่ในตอนนั้นเอง ทางด้านนกน้อยเปอร์ไซด์ของเราก็กำลัง...
***ปักษาผู้เป็นไท [เปอร์ไซด์]
“ที่นี่ที่ไหน? ”
ไม่ว่าจะมองซ้ายมองขวาก็เห็นแต่ทะเล~
โอทะเลแสนงาม~ ฟ้าสีครามสดใส~
เห็นความจัญไร~ ลอยอยู่ในทะเล~
หนูหลงทางอีกแล้วค่ะ!
“ปี้!? ”