THe Superman

    ตอนที่ 41 ปฏิเสธ

    “ หยางหลิว หลานนี่มีพรสวรรค์ทางด้านอาหารสูงมาก ไม่มีใครเทียบเธอได้แม้แต่น้อย ” ลุงโจวกล่าวด้วยความตื่นเต้นสุด ๆ

    หยางหลิวพยักหน้าเห็นด้วย และยิ้มไปให้ลุงโจว

    ลุงโจวซือ : “ เอ้อ ! เรื่องที่เธออยากเป็นเชฟ ลุงตัดสินใจใหม่แล้ว ลุงจะให้เธอเป็นเชฟหลักของที่นี่ ”

    หยางหลิวคิ้วกระตุกเล็กน้อย“ ลุงโจวครับ ผมคิดว่าเรื่องนี้มันไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไหร่ ”

    “ ทำไมล่ะ !? หรือว่าเธอจะไปทำงานที่อื่น ? ” ลุงโจวร้อนรนมากขึ้น ฝีมือด้านการทำอาหารของหยางหลิวนับเป็นที่หนึ่งอย่างไม่ต้องสงสัย ถ้าหยางหลิวไม่เป็นเชฟให้กับเขาความหวังในการแก้ไขปัญหาก็จะหมดลงในทันที

    “ ลุงโจวสบายใจได้ ผมอยากที่จะเป็นเชฟที่นี่อยู่แล้ว ผมพูดหมายถึงว่าการที่ผมจะเป็นเชฟหลักมันไม่เหมาะสมนัก เชฟที่ทำงานอยู่ที่นี่ต่างเป็นผู้อาวุโสสำหรับผม เป็นธรรมดาที่ผมจะต้องให้ความเคารพแก่พวกเขา ดังนั้นการที่ผมจะไปเป็นเชฟอาจจะถือว่าเป็นการข้ามหน้าข้ามตากันได้ ” หยางหลิวพูดคลายความกังวลและข้อสงสัยของลุงโจวในทันที

    “ ถ้าหลานพูดเช่นนั้นลุงก็เห็นด้วย ” ลุงโจวพยักหน้าให้กับหยางหลิว ความคิดของหยางหลิวค่อนข้างดูเป็นผู้ใหญ่มาก ส่วนใหญ่ถ้าเป็นเด็กที่มีพรสวรรค์นอกจากจะทำร้ายจิตใจของเด็กธรรมดาในรุ่นเดียวกันแล้ว ถ้ามีพรสวรรค์ที่มากเกินไปก็อาจจะทำให้เกิดความอิจฉาในความสามารถของรุ่นพี่หรือผู้อาวุโส จนทำให้เกิดความขัดแย้งภายในได้

    ลุงโจว : “ จริงสิหยางหลิว หลานรู้จักการสอบเพื่อเป็นปรมาจารย์อาหารแห่งแดนปฐพีหรือเปล่า ? ”

    หยางหลิว : “ แน่นอนว่าผมรู้จักครับ ”

    “ ถ้าอย่างนั้นก็ดี ลุงจะให้เธอเขาไปสอบแข่งขัน ลุงว่าฝีมือของเธอสามารถติดหนึ่งในสิบได้อย่างแน่นอน ” ลุงโจวพูดด้วยความตื่นเต้น

    ลุงโจว : “ ถึงแม้ว่าลุงจะไม่ติดหนึ่งในสิบแต่ลุงเชื่อว่าหลานมีความสามารถไม่ธรรมดา แม้แต่หนึ่งในห้ายังไม่ยากเกินไป ”

    “ ผมต้องขอโทษลุงโจวด้วยนะครับ ตอนนี้ผมไม่ค่อยสนใจเรื่องการทำอาหารเท่าไหร่ ” หยางหลิวพูดจบ ใบหน้าของลุงโจวก็เริ่มงุนงงเป็นอย่างมาก อัจฉริยะด้านการทำอาหารแต่บอกว่าไม่สนใจ ?

    “ ทำไมล่ะ ? ” ลุงโจวอดไม่ได้ที่จะถามด้วยความเคลือบแคลง การแข่งขันทำอาหารนั้นนอกจากจะได้รับชื่อเสียงแล้ว ยังสามารถทำให้ได้เงินทองจำนวนมาก ยิ่งถ้ามีความสามารถสูงยิ่งสามารถรวยมหาศาลเลยทีเดียว

    “ ผมขอพูดตรง ๆ แล้วกันนะครับ ความจริงคือผมมาทำงานที่นี่เพราะว่าอยากได้เงินสักก้อนหนึ่งเป็นเงินสำหรับเรียนและใช้จ่ายต่าง ๆ ตอนที่ผมเข้ามหาวิทยาปักกิ่ง ” หยางหลิวตอบไปด้วยความมั่นใจไม่หวั่นไหวแม้แต่น้อย

    “ แต่…แต่ว่าฝีมือด้านการทำอาหารของเธอนั้นยอดเยี่ยมอย่างที่สุดเลยนะ เธอคืออัจฉริยะที่โดดเด่นที่สุดในคนรุ่นเยาว์ หรือแม้แต่คนที่อยู่ในวงการอาหารมายาวนานก็เทียบเธอไม่ได้แม้แต่ปลายก้อย ความจริงเธอไม่จำเป็นต้องเรียนต่อปริญญาเลย แค่ฝีมือด้านการทำอาหารอย่างเดียวก็สามารถสร้างชื่อเสียงเงินทองได้มากมาย ” ลุงโจวไม่เข้าใจความคิดของหยางหลิวเท่าไหร่ โดยเฉพาะเมื่อเขาพบเพชรเม็ดงามอยู่ตรงหน้าจะให้เขาอยู่เฉย ๆ ได้อย่างไร

    ลุงโจวจึงพยายามชักแม่น้ำทั้งห้าให้หยางหลิวเปลี่ยนใจ นอกจากนี้เขายังคงมีความฝันที่อยากให้มีลูกศิษย์สามารถเป็นปรมาจารย์อาหารแห่งแดนปฐพีซึ่งอยู่ในลำดับหนึ่งหรืออาจจะกล่าวได้ว่าเป็นปรมาจารย์อาหารแห่งแดนสวรรค์นั่นเอง

    “ ผมเข้าใจครับ แต่ว่าผมไม่ได้อยากเป็นเชฟจริง ๆ ผมอยากเข้าไปเรียนที่ ม.ปักกิ่งมากกว่า ”หยางหลิวยืนยันด้วยความหนักแน่นอีกครั้ง

    จู่ ๆ ก็มีเสียงตวาดดังขึ้นจากทางด้านหน้า“ หยางหลิว ! ” ลุงโจวซืออดไม่ได้ที่จะตวาด ถึงปกติเขาจะเป็นค่อนข้างใจดี แต่ในเรื่องการทำอาหารเขาเป็นคนจริงจังอย่างมาก การจะเจอคนที่มีพรสวรรค์สูงส่งอย่างหยางหลิวไม่ใช่เรื่องง่ายเลยจริง ๆ

    หยางหลิวถึงกับสะดุ้ง แต่ผ่านไปไม่นาน คล้ายกับว่าลุงโจวรู้ตัวว่าตัวเองได้ทำผิดไป เขาจึงขอโทษหลานชายของเขา“ เอ่อ… ลุงขอโทษ ”
    “ ไม่เป็นไรครับลุงโจว ” หยางหลิวเย็นชาขึ้นมาเล็กน้อย
    ตอนนี้ทั้งสองคนต่างได้แต่จ้องหน้ากัน หยางหลิวไม่พูดอะไร

    ลุงโจวก็ไม่แม้แต่ขยับริมฝีปาก

    ทั้งสองอ้ำ ๆ อึ้ง ๆ อยู่นาน“ เฮ้อ ! ช่างเถอะ ” ลุงโจวถอนหายใจเสียงดังจากนั้นจึงถามหยางหลิว“ แล้วเธอคิดจะทำงานอยู่ที่นี่ถึงตอนไหนล่ะ ? ”

    หยางหลิว : “ มหาลัยปักกิ่งจะเปิดก็ประมาณกันยายนครับ ช่วงนี้เป็นช่วงต้นพฤษภาคมน่าจะอยู่สามเกือบสี่เดือน ครับ ”

    “ เฮ้อ ! งั้นไม่เป็นไร ยังไงอาหารที่เธอทำก็อร่อยอยู่แล้ว เรื่องไปสอบเป็นปรจารย์ก็คงไม่จำเป็น ” ลุงโจวพูดพลางปลอบใจตัวเอง

    “ ลุงโจวครับ จริง ๆ ผมมีเรื่องอื่นอยากจะพูดอยู่นิดหน่อยครับ ” หยางหลิวพูดอย่างเกรงใจ

    “ อืม ว่ามาเถอะ ” ตอนนี้ลุงโจวถึงแม้จะเศร้าใจไปบ้าง แต่ตอนนี้เขาก็รู้สึกดีขึ้นมานิดหน่อย

    “ คือผมอยากจะถามถึงพวกค่าแรงที่เชฟได้รับ…อะไรทำนองนี้ครับ แหะ ๆ ” ตอนนี้หยางหลิวพูดไปเริ่มที่จะมีรอยยิ้มเขินอายออกมาบ้าง

    ลุงโจว : “ อืม.. ตอนนี้พวกเขาได้รับเงินคนละประมาณหมื่นหยวน ลุงก็จะให้เธอหมื่นหยวนเหมือนกัน ”

    “ แล้วรายได้หลังหักจากรายจ่ายต่อเดือนได้ประมาณเท่าไหร่เหรอครับ ? ” หยางหลิวยังคงยิงคำถามต่อไป

    “ มันก็แล้วแต่เดือน บางเดือนก็ดีหน่อยได้ห้าหมื่นหยวน บางเดือนแย่หน่อยก็ได้ประมาณหมื่นหยวน ว่าแต่เธอถามไปทำไมล่ะ ? ” ลุงโจวรู้สึกไม่เข้าใจจุดประสงค์ที่หยางหลิวถาม เขาจึงถามหยางหลิวกลับ

    “ เอาแบบนี้ดีไหมครับ ? ” หยางหลิวถาม

    ลุงโจว : “ แบบไหนล่ะ ? ”

    “ ผมขอเงินเดือนเป็น 20% จากรายได้ที่หักจากรายจ่ายแล้วแทนเงินเดือนหมื่นหยวน สมมติว่ากำไรของเดือนหน้าลุงโจวได้ 50,000หยวน ผมก็ได้รับแค่ 10,000หยวน แต่ถ้าลุงโจวได้กำไร 100,000หยวน ผมก็ได้รับ 20,000หยวน ” หยางหลิวอธิบายข้อเสนอของเขา

    “ อืมก็ไม่เลว แต่เธอมั่นใจเหรอว่ากำไรของร้านเราจะได้ถึงห้าหมื่นหยวน? ตั้งแต่เชฟหลักลาออกไปร้านนี้ก็ขายไม่ค่อยดีเท่าไหร่นะ จริง ๆ ยอดของเดือนนี้ก็ได้กำไรไม่กี่พันหยวนเอง ” ถึงลุงโจวจะมั่นใจในฝีมือการทำอาหารของหยางหลิว เขาก็อดไม่ได้ที่จะกังวลเกี่ยวกับผลลัพธ์ โดยเฉพาะช่วงนี้ภัตตาคารโจวซือของเขานั้นชื่อเสียงค่อนข้างแย่ ลูกค้าประจำเหลือไม่ถึงครึ่งนี่ก็แสดงให้เห็นถึงความตกต่ำอย่างแท้จริง

    “ ลุงโจวไม่ต้องเป็นห่วงครับ ผมมีแผนในใจแล้ว ” หยางหลิวตอบด้วยท่าทีมั่นใจสุด ๆ พร้อมกับตบอกของตัวเอง

    “ แผน ? แผนอะไร ? ” ลุงโจวยังคงสงสัย พร้อมกับเริ่มที่จะมีความหวังมากขึ้น

    “ ขอให้ลุงโจวเชื่อในตัวผมก็พอครับ งั้นเดี๋ยวผมขอตัวไปพูดคุยกับเชฟทั้งสองก่อนนะครับ ” หยางหลิวยิ้มและเดินจากไป

    ...

    เวลาสี่โมงเย็น

    หยางหลิวเรียก เชฟลิ่วอู เชฟเจียงหนาน ทั้งสามนั่งอยู่ที่โต๊ะแห่งหนึ่ง

    “ ผมขอแนะนำตัวอย่างเป็นทางการนะครับ ผมชื่อหยางหลิว ” หยางหลิวพูดและทำท่าประสานมือโค้งตัวทำความเคารพเชฟทั้งสอง

    เชฟลิ่วอู และเชฟเจียงหนานค่อนข้างรู้สึกประทับใจหยางหลิวมาก ไม่ว่าจะเป็นฝีมือด้านการทำอาหาร หรือการมีสัมมาคารวะต่อผู้อาวุโสกว่า ทำให้พวกเขาชื่นชมหยางหลิวเป็นอย่างมาก

    “ น้องหยางหลิว ไม่จำเป็นต้องเป็นทางการขนาดนั้นก็ได้ ” เชฟเจียงหนานเป็นคนแรกที่ออกปาก

    “ ถูกต้องแล้ว น้องหยางหลิว ” เชฟลิ่วอูก็พูดขึ้นเช่นกัน

    หยางหลิวค่อนข้างประหลาดใจกับเชฟเจียงหนานและเชฟลิ่วอู เนื่องจากประสบการณ์เมื่อก่อนเขาย้อนเวลากลับมา เขาเคยเจอพวกเชฟระดับ 4ดาวมาก่อน และคนเหล่านั้นเป็นคนที่หยิ่งยโสเป็นอย่างมาก ครั้งที่เขาไปฝึกงาน เขาโดนใช้งานทำนู่นทำนี่โดนกลั่นแกล้งจนทำให้เขาเกือบเลิกล้มการเป็นเชฟ แต่หยางหลิวก็กัดฟันสู้ต่อไปจนเขาประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง

    ทั้งสามคนยังคุยกันถึงเรื่องราวต่าง ๆ โดยเฉพาะเรื่องความสามารถของหยางหลิว เพราะความสามารถของหยางหลิวนั้นถือว่าสูงมาก และนอกจากลักษณะการจัดวางรูปแบบของอาหารก็บ่งบอกได้อย่างดีว่าหยางหลิวเคยผ่านการฝึกแบบพวกเขาเช่นกัน

    “ น้องหยางหลิวฝีมือด้านการทำอาหารถือว่าเป็นที่สุดอย่างแท้จริง ” เชฟเจียงหนานกล่าวยกย่องฝีมือของหยางหลิว

    “ เชฟเจียงหนานพูดถูกแล้ว ความสามารถระดับนี้ คงไม่มีใครแปลกใจถ้ามีคนบอกว่าน้องหยางหลิวเป็นปรมาจารย์อาหารแห่งแดนปฐพี หรือแม้แต่แดนสวรรค์ ” เชฟลิ่วอูกล่าวส่งเสริม

    “ พี่ทั้งสองกล่าวเกินไปแล้ว ” หยางหลิวพูดถ่อมตัว

    “ อาจารย์ของน้องหยางหลิวนี่เป็นใครหรือว่าเถ้าแก่โจวซือ ? ” เชฟเจียงหนานถาม

    “ ไม่ใช่หรอกครับ ฮ่า ๆ ” หยางหลิวพูดตอบเชฟเจียงหนานไปพร้อมกับหัวเราะ เพราะหยางหลิวก็ไม่แน่ใจว่าจะอธิบายยังไงดี

    ในขณะที่เชฟลิ่วอูกำลังจะถาม

    “ จะว่าไป ผมอยากคุยเรื่องร้านของเราหน่อย ” จู่ ๆ น้ำเสียงของหยางหลิวก็เปลี่ยนเป็นจริงจัง แน่นอนว่าที่เขาทำแบบนี้เพราะต้องการกลบเกลื่อนเรื่องน่าสงสัยต่าง ๆ


    “ อืม... น้องหยางหลิวมีความคิดอะไรบ้างล่ะ ” เชฟลิ่วอูถามหยางหลิว

    “ ถ้าผมทำอาหารออกมา ถึงจะอร่อยแต่ถ้าไม่มีลูกค้าก็เปล่าประโยชน์ ” หยางหลิวพูดอย่างตรงประเด็น ซึ่งเชฟทั้งสองก็เข้าใจ

    “ นั่นก็จริง ” เชฟลิ่วอูพูดขึ้น

    “ เช่นนั้นน้องหยางหลิวคิดจะทำยังไง ? ” เชฟเจียงหนานถามหยางหลิว พร้อมกับสายตาคาดหวัง

    = = = = = = = = = = = = = = = = = = =สวัสดีครับผู้อ่านทุกท่าน ตั้งแต่ตอนที่ 41เป็นต้นไปนะครับเรื่อง THe Superman จะทำการเพิ่มเนื้อหาขึ้นมาอีกเล็กน้อยโดยเนื้อหาในแต่ละตอนจะอยู่ระหว่าง 1700 - 2200คำนะครับ = = = = = = = = = = = = = = = = = = =