บทที่11 คับขัน!
ความเ็ปทั่วสรรพางค์กายได้ปลุกให้ฮุ่ยจวินที่สลบไสลอยู่ได้ฟื้นตื่นยิ่งพอมันรู้สึกตัวความเจ็บแปลบจากพลังรูปคมดาบจันทร์เสี้ยวที่ตัดเฉือนบนร่างก็ดูเหมือนจะทวีความรุนแรงและสาหัสขึ้นฮุ่ยจวินพยายามใช้มือปิดปากแผลซึ่งโลหิตไหลนองจนตัวคนเริ่มขาวซีด มันล้วงมือไปในอกเสื้อหยิบโอสถขวดเล็กขวดหนึ่งออกมาก่อนจะทำการเทผงโอสถลงใส่ปากแผลและฉีกชุดคลุมของตนมาพันรอบช่วยห้ามโลหิตมิให้ไหลอีกทาง
“ค่ายกลอันร้ายกาจ"
ฮุ่ยจวินกล่าวคำขึ้นด้วยน้ำเสียงอันสั่นเครือก่อนที่มันจะเห็นความผิดปกติบางอย่างจึงสาดสายตาจ้องมองโดยรอบบริเวณที่ตนอยู่ ที่แห่งนี้มิใช่บริเวณด้านหน้าก้อนศิลาค่ายกลก้อนนั้นมิใช่เขตเขาเถาิซานที่มันเคยอยู่ ที่แห่งนี้ไม่ว่าจะจ้องมองไปที่ใดก็เห็นแต่พื้นที่อันกว้างใหญ่โล่งเตียนมีเนินดินน้อยใหญ่สลับไปมาสุดลูกหูลูกตา บางแห่งมีหญ้าสั้นๆ สีเขียวขจีขึ้นปกคลุม บางแห่งหญ้าเ่าั้ก็แห้งเหี่ยวล้มตายบ้างก็มีสภาพเป็พื้นหิน ดิน ทรายกอปรรวมเป็หย่อมๆ สภาพภูมิประเทศเช่นนี้ทำให้ฮุ่ยจวินคิดเป็อย่างอื่นไม่ได้
“ทุ่งร้าง?”
อยู่ๆ มันก็พบว่าพอตนเองฟื้นตื่นขึ้นมากลับปรากฏที่ทุ่งร้างราวกับความฝันทั้งที่ก่อนหน้ามันกำลังต่อสู้พัวพันอยู่กับค่ายกลในเขตเขาเถาิซาน พอนึกถึงเขาเถาิซานมันก็หันกายคืนกลับไปมองก็พบว่าเขาเถาิซานที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตาแลขวางกั้นแผ่นดินใหญ่ไว้ บัดนี้อยู่ห่างไกลจากมันยิ่งด้วยระยะห่างขนาดนี้ ด้วยอาการาเ็ที่มันได้รับ เป็ไปไม่ได้เลยที่มันจะเดินทางมาถึงทุ่งร้างด้วยตัวคนเดียวได้
“ผู้ใดพาเรามามีจุดประสงค์ใด?"
นิ่งคิดด้วยหัวคิ้วที่ขมวดแน่นอยู่ครู่ใหญ่มันก็พลันนึกถึงเื่หนึ่งขึ้นมาได้ ก่อนที่มันจะสลบไป ร่างของมันได้ปลิวกระเด็นอัดเข้าใส่แผ่นศิลาค่ายกลที่แปรเปลี่ยนเป็เงามืดบางส่วนกอปรกับจากเม็ดเสบียงที่ฮุ่ยไป๋โรยตามพื้นเพื่อบอกทิศทางแก่ตน ดูเหมือนเสบียงที่ถูกโปรยนำทางเ่าั้ก็ไปที่ก้อนศิลาค่ายกลเช่นเดียวกันนึกถึงตรงนี้ประกายตาของฮุ่ยจวินก็ปรากฏแววเจิดจ้า
“หรือศิลาค่ายกลก้อนนั้นจะเป็ประตูทางลัดสู่ทุ่งร้างแห่งนี้คนพวกนั้นจะใช้ทางลัดเพื่อเร่งรีบในการเดินทางสู่ทุ่งร้างทำไมกัน ในเมื่อเดินทางปกติแม้จะใช้เวลาแต่ก็ถึงเหมือนกันหรือพวกมันมิได้้าเพียงเดินทางอย่างเดียว… พวกมันทำเช่นนี้มีจุดประสงค์ใดกัน"
ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดตอนนี้ไม่ใช่สิ่งที่ชายหนุ่มจะเก็บมาใส่ใจ หากมันจะมาทวงคืนความยุติธรรรมแก่เหล่าสหายในสำนักคุ้มภัยเมืองต้าหยางที่โดนหลอกให้มาเป็ตัวตายตัวแทนก็ยิ่งเป็ไปไม่ได้เพราะมันรู้สึกว่าตนยังไม่ใช่คู่มือของคนเ่าั้ ในตอนนี้สิ่งที่มันพอจะทำได้และพยายามดั้นด้นติดตามมาก็คือหาทางช่วยเหลือฮุ่ยไป๋กลับมาเท่านั้น!
ฮุ่ยจวินฝืนร่างที่าเ็สำรวจไปทั่วบริเวณพบว่ามีร่องรอยของม้าและรถม้าที่จางมากสายหนึ่งปรากฏอยู่ร่องรอยน่าจะปรากฏอยู่หลายวันแล้วจึงแทบเลือนหายไม่ประติดประต่อ ฮุ่ยจวินไม่มีทางที่จะติดตามร่องรอยที่ลบเรือนเหล่านี้ได้แต่เศษหินกรวดที่บรรจุในถังเสบียงสำหรับไว้กรองน้ำตามธรรมชาติ ที่ตกเรียงรายตามทางเป็ระยะๆได้ทำให้ฮุ่ยจวินยิ้มออกและสามารถติดตามไปได้
“ฉลาดมาก"
เป็ฮุ่ยไป๋ที่ทิ้งร่องรอยนี้ไว้แก่มันนั่นเองและการเลือกใช้ก้อนกรวดนับว่าเป็ความฉลาดปราดเปรื่องของนางไม่น้อย ฮุ่ยไป๋นางได้คำนวนไว้แล้วว่าหากใช้เศษเสบียงในทุ่งร้างวิหคที่มากมายเช่นนี้ก็คงบินโฉบลงมากินหมด และหากใช้ของที่เบา ด้วยสภาพทุ่งร้างที่ตอนกลางคืนลมแรงก็คงจะพัดพาให้ร่องรอยหายหมดเช่นเดียวกันก้อนกรวดจึงนับเป็ทางเลือกที่ประเสริฐที่สุด คำว่าฉลาดมากที่ฮุ่ยจวินกล่าวขึ้นจึงเป็การกล่าวยกยอชื่นชมความหลักแหลมของนาง
เมื่อทราบทิศทางที่มุ่งไปของขบวนคนชุดคลุมน้ำตาลฮุ่ยจวินก็ไม่รีรอชักช้า คนฝืนร่างกายที่าเ็มุ่งเดินทางติดตามไปในทันที มันมิอาจพักฟื้นอาการเพราะยิ่งมันพักขบวนรถม้าก็อาจทิ้งมันออกไปเรื่อยๆ ยากที่จะตามทัน ทว่าเื่ที่มันคิดกลับสวนทางความเป็จริงขบวนรถม้าของกลุ่มคนชุดคลุมน้ำตาลกลับเดินทางเป็วงกลมวนเวียนอยู่อย่างนั้น ฮุ่ยจวินใช้เวลาไม่ถึงวันมันก็ติดตามมาทันและเห็นความแปลกพิสดารนี้
“พวกมันทำอะไรกัน?”
ความสงสัยเกิดขึ้นในหัวส่วนสายตาของมันยังคงจับจ้องอยู่ที่เทียมเกวียนที่ขนเสบียงเป็หลัก มันคิดรอจังหวะและโอกาสอันดีที่จะหาทางนำพาฮุ่ยไปออกมาแต่เพราะขบวนรถม้าและกลุ่มคนเ่าั้ยังคงเดินทางเป็วงกลมอยู่ มันจึงยังไม่พบโอกาสแต่อย่างน้อยก็พอให้มันได้พักหายเหนื่อยพร้อมกับได้พักรักษาร่างกายที่าเ็อยู่บ้าง
ด้านกลุ่มคนชุดคลุมน้ำตาลหลังจากที่พวกมันใช้ปิ่นหยกดำซึ่งสลักไว้ด้วยค่ายกลวารีพิทักษ์เพื่อค้นหาส่วนประกอบของค่ายกลลวงตาและทำลายองค์ประกอบเ่าั้ไปทว่ามีหรือที่ระดับผู้ฝึกมหาวิถีเทวะวจนะแห่งปัญญาระดับดุษฎีบัณฑิตจะทำอะไรตื้นเขินแผนของมันที่วางไว้ก็ไม่ตื้นเขินเช่นเดียวกัน ค่ายกลลวงตาที่กลุ่มคนชุดคลุมน้ำตาลประสบแท้จริงเพียงเป็ตัวล่อให้คนเหล่านี้ลงมือทำลายที่เป็เช่นนั้นก็เพราะ ค่ายกลลวงตานี้คือประตูลวงสู่ค่ายกลอันทับซ้อนและพิสดารอย่างแท้จริงกลุ่มคนชุดคลุมน้ำตาลมันสามารถทำลายองค์ประกอบค่ายกลลวงตาแรกได้ ทั้งยังใช้ค่ายกลอันแสนภาคภูมิใจของพวกมันไปแล้วการจะใช้ออกอีกครั้งก็ต้องมีเวลาให้ฟื้นฟูพลัง จึงเห็นได้ว่าพวกมันเดินทางเป็วงกลมเพราะติดอยู่ในค่ายกลอันทับซ้อนมิอาจออกมา!
ภายใต้ค่ายกลที่พิสดารทับซ้อนกลุ่มคนชุดคลุมน้ำตาลเห็นกระท่อมหลังหนึ่งตั้งอยู่รำไร แน่นอนว่ากระท่อมหลังนั้นคือสถานที่ที่พวกมันตามหาเป็สถานที่ที่คนผู้นั้นอยู่ แต่สถานที่ตรงหน้าอยู่เพียงลัดสายตาทว่าพวกมันแม้จะเดินทางหามรุ่งหามค่ำก็ยังมิอาจไปถึง!
“ค่ายกลลวงตาถูกทำลายไปแล้วมิใช่หรือแต่เหตุใดข้าจึงรู้สึกว่าพวกเราเหน็ดเหนื่อยสายตัวแทบขาด เดินทางทั้งวันทั้งคืนก็ยังมิอาจเข้าใกล้กระท่อมหลังนั้น"
“ข้าเกรงว่าเ้าเฒ่าบัดซบต้องเล่นแง่อะไรไว้แน่"
“โธ่เอ้ยหากข้าหลุดออกไปได้ ข้าจะสับเ้านั่นเป็หมื่นๆ ชิ้น!”
ความเหน็ดเหนื่อยความลำบาก และความหิวโหยเนื่องจากเสบียงที่ร่อยหลอส่งให้พวกมันกินไม่อิ่มนอนไม่หลับโทสะและความเดือดดาลก็พุ่งพล่านบังเกิด ทั้งที่จริงพวกมันเผชิญค่ายกลนี้ไม่ถึงหนึ่งวันแท้ๆทว่าความพิสดารของค่ายกลได้ทำให้วันเวลาและระยะทางไม่เป็ปกติ บีบคั้นให้พวกมันใช้น้ำใช้เสบียงจนหมดไปอย่างไม่รู้ตัวนับเป็ค่ายกลอันลึกล้ำพิสดารและหลอกลวงความรู้สึกของคนได้อย่างดียิ่ง
เป็อีกครั้งที่บุคคลบนรถม้าคันสีดำทำการเคลื่อนไหวปิ่นหยกสีดำถูกมันฟื้นฟูพลังอย่างเร่งรีบจนพลังปาฏิหาริย์แผ่กำจายไปทั่วบริเวณ พัดพาให้ม่านมู่ลี่ที่ปิดรอบรถม้าสั่นไหวปลิวขึ้นร่องสลักที่อยู่รอบปิ่นหยกดำบังเกิดแสงสีขาวกำจายขึ้นอย่างเจือจาง ตัวปิ่นสั่นสะท้านลั่นอึงอนจนทำให้คนแสบแก้วหูเหล่าคนชุดคลุมน้ำตาลดูจะเป็ยอดฝีมือจึงพอที่จะปิดกั้นประสาทการได้ยินไปได้บ้าง แต่สำหรับฮุ่ยจวินที่มิได้มีพลังหรือมีร่างกายที่ปาฏิหารย์อันใดจึงทำให้มันแสบแก้วหูจนคล้ายจะทำให้สมองะเิออกมาชายหนุ่มล้มฟุบไปนอนยังพื้นดิน ใช้มือสองข้างขึ้นมาป้องปิดที่หูของตน
ขนาดฮุ่ยจวินอยู่ห่างจากขบวนเพียงนี้ยังแสบแก้วหูแทบสมองะเิฮุ่ยไป๋ที่อยู่ใกล้เพียงนิดเดียวมีหรือที่นางจะทานทนได้ แม้นางจะฝืนจนเริ่มมีโลหิตไหลซึมออกมาจากมุมปากแต่ท้ายที่สุดนางก็มิอาจกัดฟันฝืนที่จะไม่หลุดเสียงร้องเ็ปออกมาได้
เสียงครวญครางเพียงแ่เบานี้เหล่าคนชุดคลุมน้ำตาลไม่ได้ยินเพราะมีเสียงอึงอนของปิ่นหยกดำอยู่ ทว่าบุคคลที่อยู่บนรถม้าเป็ผู้ปลดปล่อยพลัง สมาธิของมันจึงอยู่กับพลังและสิ่งโดยรอบเสียงที่หลุดมานี้มันจึงได้ยินชัดหู คราแรกมันตะหงิดใจไปแล้วต่อเสียงไอแ่เบา ทว่าตอนนั้นผู้ใดก็ไอได้มันจึงไม่คิดอันใด แต่เวลานี้คนของตนล้วนเป็ผู้ฝึกยุทธ์ที่สามารถปิดกั้นโสตประสาทได้บ้างไม่มีทางที่จะได้รับผลกระทบถึงขั้นเ็ปเช่นนั้นเสียงเ็ปนี้ต้องมิใช่เกิดขึ้นจากคนของมัน!
“ผู้ใด!”
เป็ครั้งแรกที่เสียงของบุคคลภายในรถม้าดังขึ้นเสียงนี้เป็เสียงอันเจื้อยแจ้วสดใส แสดงให้เห็นว่า คนบนรถม้าคันสีดำคือสตรีนางหนึ่ง!
สตรีนางนั้นพอกล่าววาจาปิ่นหยกดำในมือก็พุ่งออกปิ่นหยกแทงทะลุม่านมู่ลี่มุ่งเข้าหาตำแหน่งของเทียมเกวียนที่บรรจุเสบียง ปิ่นหยกมุ่งมาด้วยความเร็วสูงจึงเสียดอากาศดังหวีดหวิวรอบตัวหยกแผ่ลำแสงสีขาวเจือจางเล็กน้อย แต่พลังทำลายล้างแลจิตสังหารกลับปกคลุมไปทั่วบริเวณทั้งทิศทางที่ปิ่นหยกดำมุ่งไปยังเป็ตำแหน่งที่ฮุ่ยไป๋ซ่อนตัวอยู่พอดี!
ตูมมม!!!
กรี๊ดดด!!
เสียงกรีดร้องด้วยความแตกตื่นของเด็กหญิงพร้อมกับร่างที่ปลิวละลิ่วตกจากเทียมเกวียนโชคยังดีที่เบื้องหน้าของนางมีทั้งถังบรรจุน้ำและถังบรรจุหินกรวดจึงทำให้ปิ่นหยกดำมิทันมุ่งถึงตัวนางก็เกิดการปะทะแลส่งแรงะเิของพลังสะท้อนเข้าใส่ร่างของนางให้ปลิวกระเด็นเสียก่อน
แต่แรงสะท้อนของพลังนี้ทำให้นางาเ็ภายในอย่างยิ่งยวดคนกระอักโลหิตออกมาคำใหญ่ พร้อมกับอาการไอที่สะกดกลั้นมาอย่างเนิ่น
แค่กๆๆๆๆ
เหล่าคนชุดคลุมน้ำตาลเห็นเด็กหญิงผู้หนึ่งปลิวกระเด็นออกจากเทียมเกวียนที่บรรจุเสบียงก็พากันเดือดดาลเป็การใหญ่
“มีเด็กที่ไหนมาแอบซ่อนที่นี่"
“นังเด็กนี่ต้องแอบมาขโมยเสบียงของพวกเรามิน่าเสบียงจึงหมดเร็วเกินกว่าเหตุ"
เสียงสตรีดังขึ้นจากรถม้าคันสีดำ
“สังหารนางซะ”
บุคคลชุดคลุมน้ำตาลเข้าใจในคำสั่งสังหารนี้ของผู้เป็นายเพราะเด็กผู้นี้นางอาจเห็นเื่ราวที่เกิดขึ้นตรงค่ายกลจันทร์เสี้ยวขังชีพจร ซึ่งหากนางรอดไปได้เื่ประตูค่ายกลที่จะนำพาไปสู่เทพดาเร้นกายอาจรั่วไหลไปทั้งปฐี นี่จึงเป็การตัดไฟแต่ต้นลมทุกผู้ที่ทราบเื่ราวต้องถูกสังหารทิ้ง!
เหล่าคนชุดคลุมน้ำตาลมีคนผู้หนึ่งที่ชักดาบข้างกายออกมา โดยไม่พูดพร่ำทำเพลง มันก็ทะยานกายเงื้อดาบขึ้นคิดฟันเข้าใส่ร่างของฮุ่ยไป๋อย่างไร้ความปราณีทันที!
ฮุ่ยจวินที่นอนฟุบอยู่กับพื้นเมื่อเสียงอันอึงอนหายไปแทนที่ด้วยเสียงะเิตูมใหญ่ ชายหนุ่มจึงดีดกายลุกขึ้นมองไปที่ขบวนรถม้าเบื้องหน้าเห็นฮุ่ยไป๋ตกอยู่ในอันตรายและมีสภาพย่ำแย่คนก็พลันเบิกตาโพลง
“ไป๋เอ๋อ!”
โดยมิสนใจอาการาเ็ของตนมันใช้ออกด้วยวิชาตัวเบาที่ราวกับเหยีบบเมฆาฝ่าดงหมอก แม้มันไม่มีพลังปาฏิหาริย์ ไม่มีเส้นชีพจรลมปราณพิเศษแต่วิชาตัวเบานี้กลับร้ายกาจยิ่ง เพียงชั่วพริบตาเดียวร่างของมันก็เลือนหายไปจากบริเวณและมุ่งเข้าหาบุคคลที่เงื้อดาบอยู่ทันที ทว่าบริเวณดังกล่าวคืออาณาเขตค่ายกลที่พิสดารดังนั้นไม่ว่ามันจะทุ่มสุดฝีเท้า ใช้วิชาตัวเบาวิ่งออกไปเท่าไหร่ก็มิอาจไปถึง!
ฮุ่ยจวินบังเกิดความร้อนใจจนถึงที่สุดมันแม้จะทุ่มจนสุดกำลังแต่ก็มิอาจไปได้ถึงและไปได้เร็วกว่าคมดาบที่กำลังวาดจรดเข้าใส่ลำคอของฮุ่ยไป๋!
“ไป๋เอ๋อ!”
่เวลาคับขันเป็ตายเท้าของฮุ่ยจวินก็พลันไปสะดุดเข้ากับหินที่ไม่สะดุดตาอันใดก้อนหนึ่ง ทว่าหินที่ไม่สะดุดตาก้อนนั้นกลับเป็ดวงตาแห่งค่ายกลอันพิสดารทั้งหมดที่ถูกจัดวางไว้เมื่อเท้ามันเตะเข้าใส่หินก้อนนั้น ส่งให้หินเคลื่อนที่ผิดตำแหน่ง แผ่นดินที่ยืนอยู่จึงเกิดการสั่นไหวในทันทีด้วยความสั่นไหวนี้ส่งให้ดาบของบุคคลชุดคลุมน้ำตาลหยุดชะงัก คมดาบจึงเพียงจ่ออยู่ที่ลำคอของฮุ่ยไป๋มิได้ถูกฟันลงไป
แล้วสายตาของทุกผู้ก็จ้องมองไปยังกระท่อมหลังหนึ่งที่อยู่ไกลออกไปซึ่งกำลังลุกท่วมไปด้วยเปลวเพลิง
สตรีนางนั้นที่อยู่บนรถม้าคันสีดำขมวดคิ้วเล็กน้อยครุ่นคิดอยู่ในใจว่าเหตุใดอยู่ดีๆ ค่ายกลอันพิสดารนี้จึงถูกทำลายได้ แต่นางก็ไม่คิดเสียเวลาเมื่อโอกาสเปิดออกราวกับฟ้าลิขิตเช่นนี้ นางก็โบกมือเล็กน้อยปลดปล่อยพลังบังคับม้าทำให้ม้าตัวนั้นลากเทียมเกวียนของตนมุ่งไปในทันที
เมื่อรถม้าคันสีดำมุ่งไปเหล่าคนชุดคลุมน้ำตาลก็บังคับม้าติดตามไปเช่นเดียวกัน
“พวกเราติดตามคุณหนูไปส่วนเ้าสังหารนางเด็กนี่ค่อยบังคับเกวียนเสบียงติดตามมา”
เพียงไม่นานขบวนรถม้าของคนเ่าั้ก็มุ่งจากไปอย่างรวดเร็วทิ้งไว้เพียงบุคคลชุดคลุมสีน้ำตาลคนหนึ่งที่มันได้เงื้อดาบแล้วฟันเข้าใส่ฮุ่ยไป๋อีกครั้ง!