เวลาเพียงไม่กี่วันเฉียนเพ่ยเพ่ยก็ใช้เงินไปถึงห้าตำลึงแล้ว เพียงแต่ในยามนี้บ้านที่นางอาศัยอยู่มีสภาพที่ดีขึ้น หลังคาได้รับการซ่อมแซม เครื่องเรือนที่เก่าก็ถูกเปลี่ยนใหม่ อีกทั้งในยามนี้แปลงผักหลังบ้านก็ถูกปรับปรุงและหว่านพืชพันธุ์ลงไปอย่างเต็มพื้นที่
ซึ่งส่วนใหญ่เน้นพืชที่เพาะปลูกได้ง่ายนางและเด็กแฝดทั้งสองชอบกิน ไม่ว่าจะเป็หัวผักกาด มะเขือเทศ แตงกวา มะเขือยาว ต้นหอมและต้นกระเทียม นางและเด็กๆต่างช่วยกันลงมือเพาะปลูกอย่างกระตือรือร้น ส่วนวิธีการปลูกนางเคยเรียนรู้มาบ้างถึงแม้ไม่เชี่ยวชาญแต่ก็คิดว่าน่าจะผลิดอกออกผลให้นางพอได้เก็บเกี่ยวมาทำอาหารได้บ้าง
ส่วนพื้นที่ด้านข้างนางก็ปรับปรุงเป็เล้าไก่ ในคราแรกนางตั้งใจเอาไว้ว่าจะเลี้ยงลูกไก่ตัวเล็กๆ น่ารัก คิดไม่ถึงว่าบุตรชายทั้งสองคนของนางจะหลงรักแม่ไก่มากกว่า ในยามนี้นางจึงมีแม่ไก่อยู่หลายตัวและพ่อพันธุ์ไก่มีเพียงตัวเดียว ส่วนสาเหตุน่ะหรือ..
“ข้าอยากได้แม่ไก่มากกว่า ทั้งไข่ได้แล้ว และทั้งกินแล้วอิ่มท้อง เ้าตัวเล็กพวกนี้ก็น่ารักดีอยู่หรอก แต่ต้องรอตั้งนานกว่าจะกินได้” นี่คือคำพูดของเซี่ยเฟิงหู่ที่ดูเป็เด็กพูดง่าย แต่ถ้าหากเป็เื่อาหารการกินแล้วเขาเป็คนที่มีความดื้อดึงมากทีเดียว
“แต่ว่าถ้าหากพวกเราซื้อแม่ไก่ต้องใช้เงินเป็จำนวนมากเลยนะ” เฉียนเพ่ยเพ่ยพยายามคัดค้าน ด้วยนางถูกความน่ารักของลูกไก่ดึงดูดความสนใจ คนเช่นนางถ้าหากถูกใจสิ่งใดแล้วนางมักเป็คนไร้เหตุผลขึ้นมาในทันที
“เช่นนั้นข้าก็ไม่อยากได้เตียงใหม่แล้ว ท่านแม่กลับไปยกเลิกการสั่งต่อเตียงให้ข้ากับเถ้าแก่หลีได้เลย” นี่คือคำพูดของเซี่ยเฟิงหู่
ส่วนเซี่ยเฟิงหลงที่ดูเป็ผู้ใหญ่มากกว่าน้องชายกลับมองมารดาด้วยสายตาที่บอกว่า ‘ข้าคิดว่าคำพูดของน้องชายล้วนถูกต้อง’ เฉียนเพ่ยเพ่ยจึงจำต้องยอมพ่ายแพ้ และยินยอมควักเงินออกมาเพิ่มเพื่อซื้อแม่ไก่ตามความ้าของบุตรชาย ส่วนบรรดาลูกไก่ที่น่ารักเ่าั้น่ะหรือ นางรอได้ขอเพียงแม่ไก่ฟักไข่ออกมานางก็จะมีลูกไก่น่ารักเอาไว้ให้เลี้ยงดูแล้ว
แต่หลายวันมานี้ความคิดที่จะได้เลี้ยงลูกไก่ตัวน้อยๆ ของเฉียนเพ่ยเพ่ยก็มีอันต้องพับโครงการลงไปด้วยความกินจุของบุตรชาย อีกทั้งที่นี่ก็ไม่มีนมสดเพื่อบำรุงบุตรชายทั้งสอง นางจึงจำต้องใช้ไข่ที่เก็บได้ทุกวันเพื่อทำอาหารที่มีประโยชน์ให้แก่พวกเขา เพราะฉะนั้นกว่าที่นางจะได้เลี้ยงลูกไก่ตัวน้อยที่แสนจะน่ารักคงยากแล้ว นางจึงได้ตัดสินใจจึงหันมาขุนบุตรชายทั้งสองจนเนื้อตัวอ้วนกลมแทน
“ท่านแม่ ท่านคิดว่าหากข้าอ้วนจนเกินไป จะมีผลต่อบุคลิกภาพภายนอกหรือไม่” เซี่ยเฟิงหลงเอ่ยถามมารดาด้วยสีหน้าจริงจัง
“หืม ใช้คำว่าบุคลิกภายนอกเสียด้วย ผู้ใดเป็คนบอกเ้าเื่นี้กัน ว่าแต่มีบุคลิกภาพภายนอกแล้วยังมีบุคลิกภาพภายในด้วยหรือไม่” เฉียนเพ่ยเพ่ยเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ
“ก็ท่านพ่อเคยบอกกับข้าและน้องชายว่ารูปลักษณ์ภายนอกเป็รองบุคลิกภาพภายนอกต่างหากที่จะเป็สิ่งที่ดึงดูดสายตาผู้คน ข้าอยากจะเติบโตขึ้นมาแล้วเป็คนรูปงามอย่างท่านพ่อ” เซี่ยเฟิงหลงเอ่ยเช่นนี้ เซี่ยเฟิงหู่ก็รีบพยักหน้า
“ใช่ๆ ท่านแม่เองก็ยังเคยบอกกับข้าว่าท่านพ่อนั้นนอกจากความรูปงามแล้วก็ไม่มีอะไรดีเลยสักอย่าง” เซี่ยเฟิงหู่เอ่ยเช่นนี้เฉียนเพ่ยเพ่ยก็พลันทำสีหน้าไม่ถูก
“ตอนนั้นที่แม่พูดจาเช่นนั้นคงเพราะมีเื่โกรธเคืองกับท่านพ่อของพวกเ้าอยู่ แต่ในยามนี้เขาตายไปแล้วเื่อื่นๆ ที่เป็ความดีความชอบของเขาก็มีอยู่นะ ยกตัวอย่างเช่นเขาเลี้ยงดูสั่งสอนพวกเ้าจนเป็เด็กรู้ความมากเช่นนี้อย่างไรเล่า”
เฉียนเพ่ยเพ่ยเอ่ยออกมาด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้มแล้วก็พลันเอ่ยต่อเมื่อคิดถึงการกระทำของเฉียนเพ่ยเพ่ยคนก่อนที่เอาแต่หมกมุ่นอยู่แต่กับความเศร้าโศกของตนเองจนละเลยบุตรชายทั้งสองไป
“ก่อนหน้านี้เป็เพราะแม่คิดไม่ได้ จึงได้ละเลยพวกเ้าไปและไม่ค่อยได้ดูแลอบรมสั่งสอนพวกเ้าเท่าใดนัก แต่ยามนี้เมื่อคิดจะสั่งสอนก็พลันพบว่าท่านพ่อของเ้าอบรมสั่งสอนพวกเ้าเอาไว้ได้ดีทีเดียว”
“ใช่แล้วขอรับข้าก็คิดว่าที่จริงแล้วท่านพ่อเป็คนดีมาก ถึงแม่ว่าภายนอกจะว่าท่านพ่ออย่างไรข้าก็ไม่เคยเชื่อ อย่างเื่หนี้สินเ่าั้ของท่านพ่อข้าเองก็ไม่อยากจะเชื่อ คนที่ท่านพ่อรักที่สุดก็คือพวกข้า ท่านพ่อย่อมไม่ทำในสิ่งที่ก่อให้เกิดปัญหาให้แก่พวกข้าในภายหลังเช่นนี้อย่างแน่นอน”
“เสี่ยวหลงพูดถูกแล้ว พวกเ้าไม่ต้องกลัวความจริงอย่างไรก็คือความจริง คนที่เคยคิดคดโกงพวกเราแล้วป้ายสีให้กับคนที่ตายไปแล้วอย่างท่านพ่อของพวกเ้า สักวันพวกเขาย่อมจะถูกกรรมตามสนองอย่างแน่นอน” เฉียนเพ่ยเพ่ยเอ่ยพลางมองไปนอกหน้าต่าง
ยามนี้ท่านนายอำเภอคนใหม่ของเมืองอู่โจวยินยอมรับหนังสือร้องเรียนของนางเอาไว้แล้ว หลักฐานและเอกสารทุกอย่างที่ถูกซ่งมามาและบุตรสาวช่วยกันปลอมแปลงล้วนอยู่ในมือของเขาทั้งสิ้น
ส่วนเอกสารปลอมแปลงเ่าั้ไปอยู่ในมือของท่านนายอำเภอคนใหม่ได้อย่างไรน่ะหรือ อย่าลืมสิว่าเฉียนเพ่ยเพ่ยคือนักโจรกรรมชั้นยอดจากอีกมิติที่มีครบทั้งเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ทันสมัยเชียวนะ แค่หลบหลีกผู้คนเข้าไปในบ้านที่อยู่ในยุคสมัยที่ไม่มีทั้งสัญญาณกันขโมยและกล้องวงจรปิดนั้นนับได้ว่าเป็เื่ที่สบายมากสำหรับนาง
“ท่านแม่นั่นใช่ซุนอี้เต๋อและบรรดาลูกน้องของเขาหรือไม่” เซี่ยเฟิงหลงเอ่ยถามพลางชี้ไปที่นอกหน้าต่าง
“ใช่แล้วล่ะ พวกลูกๆเข้ามาหลบอยู่ในห้องของแม่ก่อน วันนี้พวกเขาคงจะไม่ได้มาดี” เฉียนเพ่ยเพ่ยเอ่ยพลางดันบุตรชายทั้งสองไปที่ห้องนอนของนาง
เป็อย่างที่นางคาดการณ์เอาไว้คนที่เคยได้เงินจากพวกนางง่ายๆ เมื่อรู้ว่าในยามนี้พวกนางมีเงินจับจ่ายใช้สอยอย่างคล่องมือ พวกเขาย่อมไม่ปล่อยให้ลูกพลับนิ่มอย่างพวกนางหลุดลอยไปง่ายๆเป็แน่ เพียงแต่ยามนี้ลูกพลับที่พวกเขาเคยบีบคั้นได้ง่ายกลับไม่ใช่ลูกพลับธรรมดาที่บีบคั้นได้ง่ายดังเช่นในกาลก่อนอีกแล้ว
“มีใครอยู่หรือไม่” เสียงเคาะประตูหน้าบ้านและเสียงเอ่ยเรียกทำให้เซี่ยเฟิงหลงและเซี่ยเฟิงหู่หันไปมองมารดาด้วยสีหน้าที่ไม่ค่อยจะดีนัก
“ไม่ต้องกลัว พวกเ้าอยู่แต่ในนี้ก็พอไม่ต้องออกไปจากห้องนี้ ส่วนคนเ่าั้ประเดี๋ยวแม่จะจัดการเอง” เฉียนเพ่ยเพ่ยเอ่ยด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้ม แล้วเดินไปที่หน้าประตูอย่างไม่คิดจะเกรงกลัว
อาวุธทันสมัยที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงนางไม่ได้ขโมยก็จริง แต่อาวุธโบราณที่ประเมินค่าไม่ได้ในยุคของนางนั้นนางขโมยแล้วนำไปขายไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งแล้ว เพราะอาวุธเ่าั้สามารถทำเงินได้ดี เพียงพอให้นางใช้สร้างบุญกุศลกับบ้านเด็กกำพร้าและเลี้ยงดูคนยากไร้ได้อย่างไม่ขาดแคลน
เมื่อเห็นว่าบุตรชายไม่ได้ติดตามนางออกมาด้วยแล้ว เฉียนเพ่ยเพ่ยก็หลับตาพลางเลือกเฟ้นอาวุธที่เหมาะมือออกมาในทันที ด้วยอาชีพของนางต้องใช้ทักษะการต่อสู้และการหลบหลีกเหนือกว่าผู้อื่นมากเป็เท่าตัว
ส่วนเื่ฝีมือนั้นก็คงไม่ต้องโอ้อวดมากนักด้วยนักจารชนชั้นยอดเช่นนางถูกฝึกฝนให้เอาตัวรอดในสถานการณ์ที่ยากลำบากมานักต่อนักแล้ว ถึงแม้ว่าในมือของนางไม่มีอาวุธอยู่ในมือแต่นางก็มักจะปรับใช้ทุกสิ่งรอบตัวมาใช้เป็อาวุธได้อยู่ดี
“พวกเ้ามาหาข้าถึงที่นี่ไม่ทราบว่ามีเื่ใดหรือ” เฉียนเพ่ยเพ่ยเปิดประตูออกไปแล้วเอ่ยถามซุนอี้เต๋อผู้เป็หัวหน้าของกลุ่มนักเลงที่มีชื่อเสียงของเมืองอู่โจวด้วยสีหน้าเฉยชา
“ถ้าหากว่าข้าบอกว่าคิดถึงเ้า แล้วเ้าจะเชื่อหรือไม่” ซุนอี้เต๋อเอ่ยพลางใช้สายตาแทะโลมเฉียนเพ่ยเพ่ยอย่างหยาบคาย
“เ้าคิดถึงข้าหรือว่าคิดถึงเงินของข้ากันแน่”
“นั่นก็ต้องขึ้นอยู่กับเ้าแล้วว่าคิดจะมอบเงินให้ข้าหรือว่าจะยินยอมมอบอย่างอื่นมาให้แทน ซึ่งไม่ว่าจะเป็เงินหรือว่าอย่างอื่นข้าก็ล้วนยินดีรับจากเ้าทั้งสิ้น” คำพูดนี้ของซุนอี้เต๋อทำให้พวกลูกน้องของเขาที่ติดตามมาด้วยอีกสามคนพากันหัวเราะเสียงดังลั่น โดยเฉพาะคำว่าอย่างอื่นของซุนอี้เต๋อนั้นทำให้เฉียนเพ่ยเพ่ยอดรู้สึกขยะแขยงไม่ได้
นางมองไปรอบๆบริเวณบ้านที่ยามนี้ไร้ซึ่งเงาคนที่เคยมามุงดูอย่างสนุกสนานเหมือนตอนที่บ้านสวีมาหาเื่นาง อย่าว่าแต่มามุงดูในยามนี้เพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้เคียงกับบ้านของนางล้วนไม่กล้าเปิดประตูออกมาดูเสียด้วยซ้ำ พวกเขาคงจะกังวลว่าตนเองอาจจะพลอยโดนลูกหลงไปกับนางด้วยจึงไม่กล้าเสนอหน้าออกมา เฉียนเพ่ยเพ่ยได้แต่ลอบชื่นชมพวกเขาอยู่ในใจว่าคนแถวนี้ช่างเป็เพื่อนบ้านที่น่าคบหาจริงๆ